MOUNT BROMO ลมหายใจแห่งเทพเจ้า

    MOUNT_BROMO1.jpg

    เสียงนาฬิกาปลุกจากโทรศัพท์ดังขึ้น เป็นเวลาตีหนึ่ง ฉันพลิกตัวเอือมมือปิด เสียงโทรศัพท์พร้อมกับเคลื่อนร่างกาย ตรงไปยังห้องน้ำเพื่อเตรียมตัวสำหรับ วันที่แสนพิเศษวันนี้ อุณหภูมิข้างนอก 5 องศาเซลเซียส ช่างเย็นจับใจแต่ถึงอย่างไรก็ไม่ สามารถหยุดความปรารถนาที่จะไปเยือน ภูเขาไฟโบรโม่ได้ ฉันกระชับเสื้อกันหนาว ให้แน่นหนาอีกครั้งก่อนจะเปิดประตูห้อง เพื่อออกไปเจอ เพื่อนๆร่วมทริปและ ไกด์ชาวอินโดนีเซียที่มีความช่ำชองใน เรื่องภูเขาไฟซึ่งมีนามว่า”อารี” และเป็น ผู้มีความอารีดั่งเช่นชื่อของเขาจริงๆ การเดินทางสู่ลมหายใจแห่งเทพเจ้าครั้งนี้ เริ่มต้นจากการนั่งรถเป็นเวลา 2 ชั่วโมง จากเมืองมาลัง เป็นเมืองซึ่งอยู่ทางทิศ ตะวันออกของเกาะชวาเพื่อมาเชคอินที่ โรงแรม Bromo Cottage โรงแรมที่มี ความโดดเด่น ในเรื่องห้องพักบนภูเขา และการบริการดีเลิศ

    MOUNT_BROMO2.jpg

    หลังจากพูดคุยทำความเข้าใจเกี่ยวกับ กำหนดการขึ้นโบรโม่กับไกด์อารี ฉันและ เพื่อนๆอีก 5 คนพากันขึ้นรถจิ๊บที่ทางไกด์ ได้จัดเตรียมไว้ให้ ถนนตลอดสองข้าง ทางค่อนข้างแคบและชัน คนขับรถ เป็นเด็กหนุ่มชาวอินโดนีเซียที่มีความ เชี่ยวชาญในการขับรถขึ้นเขาเป็นอย่างมาก ในที่สุดก็มาถึงจุดจอดรถเพื่อเดินเท้าต่อ ขึ้นไปชมพระอาทิตย์ขึ้นบนจุดชมวิว Pananjakan บรรยากาศในช่วงเช้า หนาวจับใจอีกทั้งยังมีลมพัดมาเป็นระยะ การเดินเท้าขึ้นไปบนจุดชมวิวไม่ได้ลำบาก อย่างที่คิดเพียงแต่ต้องฝึกและควบคุม ลมหายใจให้ดีเพราะอากาศข้างบน ค่อนข้างบาง อาจจะทำให้บางช่วง หายใจไม่ทัน เป็นเวลาตีสี่ที่ฉันเดินขึ้นไป ถึงบนจุดชมวิวนักท่องเที่ยวต่างจับจอง มุมถ่ายรูปที่ดีที่สุดไปหมดแล้ว ไกด์ผู้แสนอารีของฉันจึงพาเดินลัดเลาะ ไปตามทางแคบๆเพื่อหาจุดถ่ายรูปที่ดี ที่สุดและน้อยคนนักที่จะรู้เพราะทางเดินลง เป็นเขาชัน ต้องใช้ทักษะการทรงตัวใน การประคองร่างไม่ให้กลิ้งตกเขา นึกบ่นอุบ ในใจว่าทำไมไกด์ถึงต้องพามาลำบาก ขนาดนี้แต่พอได้เห็นวิวเบื้องหน้าแล้ว แทบอยากหยุดหายใจในความสวยงาม และอลังการของภูเขาไฟอันเลื่องชื่อ ยืนอยู่ไกลๆเห็นควันพุ่งพวยออกจาก ปากปล่องภูเขาไฟ นี่สินะที่เรียกว่า “ลมหายใจแห่งเทพเจ้า”

    MOUNT_BROMO3.jpg

    MOUNT_BROMO4.jpg

    ข้อควรระวัง! ในระยะนี้(เดือนธันวาคม-เดือนมกราคม)ภูเขาไฟโบรโม่ได้เกิดการประทุและเกิดควันภูเขาไฟสูงถึง 3,000 เมตร รัฐบาลอินโดนีเซียได้ประกาศเตือนภัยระดับสูง แก่นักท่องเที่ยวและมีการปิดพื้นที่บริเวณรอบๆ และมีการคาดการว่าจะประทุแบบนี้ไปอีก 2-3 เดือนเป็นอย่างต่ำ หากมีความประสงค์จะเดินทางไปท่องเที่ยวในช่วงนี้ แนะนำให้ตรวจสอบอัพเดทข่าวสาร สอบถามตารางบินที่แน่นอนกับสายการบิน

    หลังจากดื่มด่ำกับช่วงเวลาแสนโรแมน ติกในยามเช้าแล้ว ไกด์อารีพาฉันและ เพื่อนๆเดินลงมาจากจุดชมวิวไปขึ้นรถ จิ๊บคันเดิมเพื่อเดินทางต่อไปยังปาก ปล่องภูเขาไฟ รอบๆปากปล่องภูเขาไฟ เป็นทะเลทรายสีดำที่เกิดจากการระเบิด ของภูเขา ไกด์อารีแจกหน้ากากอนามัย ให้พวกเราเพื่อป้องกันการหายใจ สูดฝุ่นละอองเข้าไปซึ่งอาจเป็นอันตราย ต่อปอดได้ เมื่อถึงจุดจอดรถจิ๊บก็มีคน จูงม้ามารอต้อนรับ แน่นอนว่าไกด์อารี ได้จัดเตรียมไว้ให้ฉันและเพื่อนๆได้ โดยสารไปไหล่ภูเขาไฟเพราะระยะทาง จากจุดจอดรถถึงไหล่ภูเขาไฟไกลพอดู ไกด์ผู้อารีของฉันจึงอยากจะให้เก็บแรง เพื่อเดินขึ้นบันไดไปสู่ปากปล่องภูเขาไฟ ระยะทางกว่า 200 เมตรที่ต้องเดินเท้า ขึ้นบันไดไปชมความงามแบบพาโนรา มา อาจจะดูเป็นแค่ระยะทางสั้นๆแต่ เมื่อได้เดินจริงๆกลับรู้สึกเหนื่อยยิ่งกว่า ตอนเดินขึ้นจุดชมวิวตอนเช้าเสียอีก เมื่อเอาชนะแรงโน้มถ่วงของโลกแล้ว

    MOUNT_BROMO5

    เดินมาถึงปากปล่องภูเขาไฟโบรโม่ลมก็ พัดพาเอากลิ่นกำมะถันมาปะทะใบหน้า ถึงตอนนี้เข้าใจแล้วว่าหน้ากากอนามัย ที่ไกด์แจกมามีประโยชน์มากกว่ากันฝุ่น ละออง เมื่อหันหลังมองกลับไปเห็นวิว โดยรอบสุดสายตา ช่างเป็นภาพที่ สวยงามจนอยากจะยืนอยู่แบบนั้นนานๆ เพื่อเก็บความทรงจำเหล่านี้ให้ได้มากที่สุด มองไปข้างๆจะเห็นภูเขาไฟบาต๊อกที่ ดับไปแล้วและภูเขาไฟเซมารุที่ยังมี ลาวาร้อนระอุข้างในไม่ต่างจากภูเขาไฟ โบรโม่ บริเวณปากปล่องภูเขาไฟมีราวกัน เพื่อป้องกันนักท่องเที่ยวตกลงไป ฉันเดินเลยราวกันมาอีกนิดหน่อยเพื่อ มองหาจุดที่สวยที่สุดเพื่อถ่ายภาพ แต่ก็ ต้องแพ้ใจตัวเองเดินกลับไปอยู่ในเขตที่ มีราวกั้นเพราะเมื่อมองลงไปเบื้องล่าง รู้สึกได้ว่าฉันอยู่สูงจากพื้นดินมากนัก และโอกาสในการพลัดตกก็มีสูงเช่นกัน ฉันใช้เวลาราวครึ่งชั่วโมงในการเก็บภาพ และความประทับใจ ให้มากที่สุด ก่อนจะชักชวนเพื่อนๆเดินกลับลงไปยัง

    ม้าที่หยุดรอตรงไหล่เขาเพื่อพาฉันกลับ ไปยังรถจิ๊บ ที่ซึ่งไกด์อารีของฉันรอยู่ และพร้อมจะพาฉันกลับโรงแรมอย่าง ปลอดภัย เมื่อม้าเดินมาถึงจุดหมาย ฉันกล่าวอำลาและขอบคุณม้าและ คนจูงม้าที่ดูแลฉันเป็นอย่างดีสำหรับ ประสบการณ์ขี่ม้าครั้งแรก พร้อมกับให้ ทิปอีกเล็กน้อย ขณะที่รถจิ๊บค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากภูเขาไฟโบรโม่ ฉันหันไปมองสุดสายตาพร้อมกับบอก ตัวเองว่าฉันจะต้องกลับมาที่สัมผัสกับ ลมหายใจแห่งเทพเจ้านี้อีกแน่นอน

    การเดินทาง การเดินทางจากกรุงเทพฯไปยังภูเขาไฟ โบรโม่โดยวิธีที่ง่ายที่สุดคือนั่งเครื่องบินมา ลงที่สุราบายา และนั่งรถต่อไปยังจุดหมาย อีกประมาณ 4 ชั่วโมง ปัจจุบันมีหลาก หลายสายการบินที่บินตรงจากกรุงเทพฯ ไปสุราบายา เช่น Air Asia, Singapore Airline

    - การเดินทางโดยรถสาธารณะในประเทศ อินโดนีเซียยังไม่สะดวกเท่าที่ควร ดังนั้น ควรติดต่อเช่ารถพร้อมคนขับจากเมือง ไทยจะสามารถลดค่าใช้จ่ายได้เยอะ

    - นักท่องเที่ยวไม่สามารถเช่ารถจาก สนามบินขับขึ้นภูเขาไฟโบรโม่เองได้ เนื่องจากระหว่างทางภูเขาสูงชันและทาง ค่อนข้างแคบ จำเป็นต้องให้ผู้มีความ ชำนาญและรถยนต์ที่เหมาะสมกับลักษณะ ภูมิประเทศพาไปเท่านั้น

    - ควรเตรียมเสื้อกันหนาวและหน้ากาก อนามัยไว้เสมอเนื่องจากอากาศบนภูเขา หนาวตลอดปี

    ที่มา : นิตยสาร My World Vol.99 Jan-Feb 2016


              KTC World Travel Service บริการข้อมูลการเดินทางและท่องเที่ยวสำหรับสมาชิกบัตรเครดิต KTC ดำเนินการโดย บริษัท เวิลด์ เอ็กซ์พลอเรอร์ จำกัด บริษัทนำเที่ยวสมาชิก IATA เลขที่ 35-3-0509-3 ใบอนุญาตประกอบธุรกิจท่องเที่ยว ททท. เลขที่ 11/03724 ผู้ให้บริการสำรองบัตรโดยสารเครื่องบิน โรงแรม รถเช่า กรุ๊ปทัวร์ แพ็คเกจอิสระในและต่างประเทศ ตั๋วรถไฟต่างประเทศ บัตรเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยว และประกันการเดินทาง สอบถามเพิ่มเติม โทร. 02 123 5050 จันทร์ - อาทิตย์ (ไม่เว้นวันหยุดราชการ) 8.00 - 20.00 น.

Browser Recommended : Firefox Safari Chrome สำหรับ IE เวอร์ชั่น 9.0 ขึ้นไป                                                  Copyright 2014 Krungthai Card PCL. All Rights Reserved.