ความรับผิดชอบต่อสังคม

1. นโยบายภาพรวม

เคทีซีมุ่งดำเนินธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนควบคู่กับการรับผิดชอบต่อสังคม ด้วยการสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับองค์กรในทุกมิติรอบด้าน และในฐานะที่บริษัทดำเนินธุรกิจบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล ซึ่งนับเป็นฟันเฟืองหนึ่งในกลไกทางเศรษฐกิจของประเทศ บริษัทจึงมุ่งพัฒนาสังคมจากสิ่งใกล้ตัว ด้วยการสร้างองค์กรเพื่อการเรียนรู้และแบ่งปัน โดยเริ่มจากภายในองค์กรและส่งต่อสู่สังคมภายนอกอย่างไม่มีข้อจำกัด เพราะบริษัทเชื่อว่าทุกคนมีศักยภาพในการพัฒนาเรียนรู้ แต่กลุ่มผู้ด้อยโอกาสอาจถูกละเลยหรือมองข้าม เคทีซีจึงเจาะจงที่จะสร้างโอกาสในการเรียนรู้ให้กับกลุ่มผู้ด้อยโอกาส ไม่ว่าจะเป็นผู้พิการ โรงเรียนชุมชนในละแวกใกล้เคียงและที่ห่างไกลในชนบท

ในการทำธุรกิจบริษัทให้ความสำคัญและคำนึงถึงการรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องตลอดกระบวนการดำเนินงาน โดยใช้การบริหารแบบ Membership Company ซึ่งมีสมาชิกเป็นศูนย์กลางสำคัญ มุ่งเน้นการนำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ ทั้งในด้านผลิตภัณฑ์ บริการที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ รวมถึงการคัดสรรข้อเสนอและสิทธิประโยชน์ที่ดีรอบด้านอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนมุ่งเน้นระบบการปฏิบัติงานที่มีความสะดวก ปลอดภัยและมีเสถียรภาพ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับสมาชิกผู้ใช้ ตลอดจนสนับสนุนให้สมาชิกบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคลมีการวางแผนใช้จ่ายอย่างมีเหตุผล เพื่อไม่ให้เกิดภาระหนี้เกินความจำเป็น ภายในองค์กรบริษัทยังมุ่งปลูกฝังและมอบโอกาสให้พนักงานได้พัฒนาศักยภาพความรู้ของตนเองอย่างเต็มกำลัง รวมทั้งการสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้เป็นหนึ่งเดียวกัน โดยสร้างสภาพแวดล้อม บรรยากาศที่ดีและอุปกรณ์อันทันสมัยที่เอื้อต่อการทำงาน และการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมให้พนักงานอยู่ร่วมกันด้วยมิตรภาพที่ดีและเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

2 การดำเนินงานและการจัดทำรายงานด้าน CSR

มาตรฐานที่บริษัทได้นำมาใช้ในการพัฒนาแนวทางปฏิบัติและการเขียนรายงานการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ได้แก่ การยึดถือรูปแบบการรายงานตามแนวทางความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ควบคู่กับ การนำกรอบการรายงานสากลที่พัฒนาโดย GRI หรือ Global Reporting Initiative มาปรับใช้ในการจัดทำรายงานความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในองค์กรและผู้ที่ปฏิบัติงานด้านการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม โดยการปฏิบัติตามแนวทางของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยดังกล่าว ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการพัฒนารายงานและเตรียมความพร้อมสู่การจัดทำรายงานแห่งความยั่งยืนในอนาคต เนื่องจากครอบคลุมทุกประเด็นที่ต้องรายงานในหนังสือรายงานแห่งความยั่งยืน ทั้งในระดับประเทศและสากล

ในการดำเนินกิจการ บริษัทมีการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการรูปแบบใหม่ ๆ ที่มีประสิทธิภาพและครอบคลุมทุกความต้องการของลูกค้าแบบเจาะลึก บนแนวทางการทำตลาดในลักษณะของไลฟ์สไตล์เซกเมนต์เทชั่นที่สร้างความแตกต่างจากคู่แข่งขันในตลาดและนำเสนอสิทธิประโยชน์รอบด้านอย่างต่อเนื่องให้กับลูกค้า เพื่อให้บริษัทสามารถตอบสนองความต้องการของสมาชิกได้อย่างถูกต้องในเวลาที่เหมาะสม เน้นการผนึกความร่วมมือกับหลากพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญ รวมถึงนำนวัตกรรมเทคโนโลยีบริการมาสนับสนุนการดำเนินธุรกิจ ขยายฐานสมาชิกโดยมุ่งเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณผ่านช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ ของบริษัทและพันธมิตรธุรกิจ ตลอดจนปรับปรุงบริการให้สมาชิกสามารถกำหนดและทำรายการได้ด้วยตนเอง (Self Service) เพื่อให้สอดรับกับไลฟ์สไตล์ของคนในยุคดิจิทัล นอกจากนี้ จะขยายปริมาณร้านค้ารับบัตรเครดิตสู่ธุรกิจใหม่และตลาดต่างจังหวัด ด้วยบริการ KTC Payment Solutions ที่เหมาะกับประเภทของคู่ค้า เช่น KTC QR Code Payment, Alipay O2O (Online to Offline) เป็นต้น ด้วยจุดมุ่งหมายเพื่อให้สมาชิกรอบด้านเกิดความพึงพอใจและผูกพันกับแบรนด์เคทีซี อันจะนำไปสู่การเติบโตของบริษัทฯ อย่างยั่งยืนในระยะยาว

อีกทั้งยังมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่ติดตามสถานะการใช้จ่ายของสมาชิกตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ความช่วยเหลือในกรณีที่หากมีผู้ไม่ประสงค์ดีนำบัตรเครดิตของสมาชิกไปใช้ประโยชน์ในทางมิชอบ เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยสนับสนุนให้เคทีซีบรรลุเป้าหมายการเป็นผู้นำตลาดสินเชื่อเพื่อผู้บริโภคอย่างครบวงจร โดยมีคณะกรรมการและคณะทำงานตรวจสอบจากผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คอยควบคุมคุณภาพและประเมินสถานการณ์งานอย่างใกล้ชิด

การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย

การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียเป็นสิ่งที่บริษัทให้ความสำคัญโดยระบุแนวทางปฏิบัติต่อผู้มีส่วนได้เสียไว้เป็นลายลักษณ์อักษรที่ชัดเจนไว้ในนโยบายกำกับดูแลกิจการและคู่มือจรรยาบรรณธุรกิจของบริษัท โดยแบ่งกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียออกเป็น 10 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ถือหุ้น ลูกค้า เจ้าหนี้ คู่ค้า พันธมิตร คู่แข่ง สังคมและสิ่งแวดล้อม คณะกรรมการบริษัทและผู้บริหาร พนักงาน รวมถึงภาครัฐ ตามความเกี่ยวข้องในกระบวนการดำเนินธุรกิจของบริษัท โดยได้กำหนดแนวทางการมีส่วนร่วมที่เหมาะสมต่อความต้องการ เพื่อรับทราบและเข้าถึงความคาดหวัง เพื่อนำมาใช้ในการกำหนดแนวปฏิบัติที่เหมาะสม ดังนี้

บริษัทได้ให้ความสำคัญกับการดำเนินกิจการภายใต้หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี โดยมีรายละเอียดของการดำเนินการ ดังนี้

  1. การระบุประเด็นสาระสำคัญด้านความยั่งยืน
    ศึกษาและพิจารณาเทียบเคียงกับประเด็นความยั่งยืนระดับสากล
    นำประเด็นความยั่งยืนมากลั่นกรองและนำเสนอหน่วยงานต่าง ๆ ของบริษัท พิจารณาประเมินประเด็นด้านความยั่งยืนที่สำคัญต่อบริษัทและต่อผู้มีส่วนได้เสีย โดยมีกระบวนการ ดังนี้
    (1) จากหน่วยงานภายในบริษัทโดยการระดมความคิดเห็นจากทุกสายงานที่สำคัญ โดยการหารือ หรือจัดประชุมเพื่อนำข้อมูลมากำหนดเป็นแผนกลยุทธ์ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว พร้อมจัดเตรียมข้อมูลเพื่อใช้สำหรับการเปิดเผยข้อมูลของบริษัท
    (2) ผู้มีส่วนได้เสียภายนอก บริษัทได้นำประเด็นที่ลูกค้าได้แจ้งบริษัท ผ่านการร้องเรียน หรือข้อแนะนำ เพื่อให้ทราบความสำคัญ หรือความคาดหวังที่มีต่อบริษัท
  2. การจัดลำดับประเด็นสาระสำคัญด้านความยั่งยืน
    วิเคราะห์และพิจารณาทบทวนข้อมูลที่ได้จากการสอบถามจากหน่วยงานภายในบริษัทและผู้มีส่วนได้เสียของบริษัท
    จัดลำดับความสำคัญว่ามีประเด็นใดบ้างที่มีความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทและเป็นประเด็นที่ผู้มีส่วนได้เสียให้ความสำคัญ โดยสามารถกำหนดได้ทั้งสิ้น 9 ประเด็น เพื่อกำหนดประเด็นลงใน Materiality Matrix ประกอบด้วย
    o แกน X : ประเด็นที่มีความสำคัญกับบริษัท
    o แกน Y : ประเด็นที่มีความสำคัญกับผู้มีส่วนได้เสีย

มิติเศรษฐกิจ

•   การกำกับดูแลกิจการ
เป้าหมายระยะยาวด้านความยั่งยืน : ผลการดำเนินการกำกับดูแลกิจการในระดับ “ดี ถึง ดีเลิศ” โดยหน่วยงานภายนอก

ผลการดำเนินงานปี 2561 :

  • ผลการประเมินระดับ “ดีเลิศ” จากโครงการสํารวจการกำกับดูแลกิจการบริษัทจดทะเบียนไทย โดยสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย
  • ผลการประเมินระดับ “ร้อยละ 97” จากโครงการประเมิน คุณภาพการจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้น โดยสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทยร่วมกับสํานักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย


แนวทางการดําเนินงาน
การกํากับดูแลกิจการมีความสําคัญอย่างยิ่งและส่งผลที่ดีต่อการสร้างความเชื่อมั่นและความน่าเชื่อถือของผู้มีส่วนได้เสียที่มีต่อบริษัทตลอดจนส่งเสริมภาพลักษณ์ ผลประกอบการทางการเงิน และการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว บริษัทจึงยึดหลักการกํากับดูแลกิจการที่ดี เป็นรากฐานในการดําเนินธุรกิจ โดยถือเป็นบทบาทและความรับผิดชอบที่สําคัญของคณะกรรมการบริษัทในการกํากับดูแลการบริหารกิจการ ให้เป็นไปอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีจริยธรรม ควบคู่ไปกับการดูแลผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายเพื่อสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนให้แก่บริษัท

  • การกำกับดูแลกิจการ
    คณะกรรมการบริษัทมีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลกิจการ การบริหารงานของบริษัท มีความเป็นอิสระในการตัดสินใจเพื่อประโยชน์สูงสุด ของบริษัทและผู้มีส่วนได้เสีย และมีหน้าที่ให้ความเห็นชอบต่อวิสัยทัศน์ พันธกิจ และค่านิยมหลัก รวมถึงแผนกลยุทธ์ในการดำเนินงานซึ่งได้กำหนดให้มีการทบทวนเป็นประจำทุกปี และอนุมัติในประเด็นสำคัญที่เกี่ยวกับทิศทางและนโยบายการดำเนินงานของบริษัท รวมถึงแผนธุรกิจและงบประมาณประจําปี กํากับดูแลและติดตาม ให้การบริหารงานของฝ่ายจัดการเป็นไปตามนโยบาย กลยุทธ์ และแผนธุรกิจที่กําหนดอย่างมีประสิทธิผลและถูกต้องตามกฎหมาย ข้อบังคับต่างๆ ของหน่วยงานทางการที่เกี่ยวข้อง และตามมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น นอกจากนี้ คณะกรรมการบริษัทได้ดูแลให้มีระบบควบคุม ภายในและกระบวนการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสมและร่วมกับฝ่ายจัดการเพื่อให้การดำเนินธุรกิจของบริษัทมีผลการดำเนินงานที่ดีและเติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน โดยคำนึงถึงความเสี่ยงทั้งในปัจจุบันและที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งบริษัทมีการประเมินความเสี่ยงทั้งบริษัทเป็นประจำทุกปี และได้รายงานสรุปเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการบริษัทเพื่อทราบ

    คณะกรรมการบริษัทได้มอบหมายให้คณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน ทำหน้าที่สรรหา พิจารณาคัดเลือก และกลั่นกรองบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อเพื่อคัดเลือกและเสนอ แต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งกรรมการตามกระบวนการสรรหาของบริษัทโดยคํานึงถึงสัดส่วน จํานวน ความหลากหลายขององค์ประกอบของคณะกรรมการที่เหมาะสมในด้านต่างๆ ได้แก่ เพศ อายุ ทักษะ ความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ และสอดคล้องกับกลยุทธ์ในการดําเนินธุรกิจของบริษัทและเป็นไปตามข้อกำหนดกฎหมาย ข้อบังคับของบริษัท และหลักการกํากับดูแลกิจการที่ดีเพื่อความเป็นอิสระ และเพื่อความชัดเจนในการบริหารงานด้านการกำกับดูแล และการบริหารกิจการ บริษัทได้กำหนดให้ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารจะต้องไม่เป็นบุคคลคนเดียวกัน และเพื่อให้มีการดำเนินธุรกิจที่มีประสิทธิภาพ ประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารได้มีการหารือ หรือร่วมพิจารณาประเด็นต่างๆ กันเป็นประจำ

    นอกจากนี้ คณะกรรมการบริษัทได้แต่งตั้งคณะกรรมการชุดย่อย เพื่อช่วยปฏิบัติงานในการศึกษาและกลั่นกรองเรื่องสําคัญที่ต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิดในแต่ละด้านและเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการบริษัท
คณะกรรมการตรวจสอบ กำกับดูแลกิจการ ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม คณะกรรมการตรวจสอบ กำกับดูแลกิจการ ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม มีหน้าที่กํากับดูแลการจัดทํารายงาน ทางการเงิน การบริหารความเสี่ยง การควบคุมภายในและการตรวจสอบ รวมถึงกำกับดูแลให้บริษัทมีการปฏิบัติตามหลักการกำกับดูแลกิจการ การพัฒนาอย่างยั่งยืน และหลักจรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้สอดคล้องกับหลักมาตรฐานสากล โดยในปี 2561 ได้จัดประชุมท้ังสิ้น 12 ครั้ง

คณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน คณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทนมีหน้าที่สรรหากรรมการผู้บริหารที่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายหรือที่บริษัทกำหนด โดยคำนึงถึงสัดส่วน จำนวน และความหลากหลายขององค์ประกอบของคณะกรรมการหรือผู้บริหาร พิจารณากำหนดค่าตอบแทนเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการบริษัท หรือผู้ถือหุ้น พิจารณาให้ความเห็นเกี่ยวกับผู้สืบทอดตำแหน่งผู้บริหาร โดยในปี 2561 ได้จัดประชุมท้ังสิ้น 8 ครั้ง

 

•   หลักจริยธรรมทางธุรกิจ
เป้าหมายระยะยาวด้านความยั่งยืน : ไม่มีคำเตือน หรือผลการตรวจสอบที่มีนัยสำคัญ หรือผิดกฎหมายจากหน่วยงานกำกับดูแล

ผลการดำเนินงานปี 2561 :ไม่มีคำเตือน หรือผลการตรวจสอบที่มีนัยสำคัญหรือผิดกฎหมาย
จากหน่วยงานกำกับดูแล


แนวทางการดําเนินงาน
หลักจริยธรรมทางธุรกิจ ถือเป็นหัวใจสําคัญในการดําเนินงานของบริษัท เนื่องจากเป็นบทบาทหน้าที่ที่พนักงานทุกคนต้องยึดถือ ปฏิบัติในการส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการของบริษัทอย่างถูกต้อง โปร่งใส ตรงตามความต้องการของผู้มีส่วนได้เสีย ซึ่งสะท้อนให้เห็นได้ จากแนวทางที่บริษัทปฏิบัติต่อลูกค้า พนักงาน และคู่ค้า โดยพนักงานทุกคนจะต้องยึดถือปฏิบัติตามจรรยาบรรณในการดําเนินธุรกิจ จรรยาบรรณคู่ค้าซึ่งมีการกําหนดใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ โดยทั่วกันทั้งพนักงานประจํา พนักงานสัญญาจ้างคราว ครอบคลุมถึงกลุ่มคู่ค้าของบริษัท เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ และการดำเนินธุรกิจของบริษัท โดยคณะกรรมการบริษัทได้อนุมัติคู่มือจรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจ สำหรับกรรมการและพนักงานยึดถือปฏิบัติ โดยจรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจของบริษัทครอบคลุมการดำเนินการของกรรมการ ผู้บริหารและพนักงานที่มีต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม โดยบริษัทได้มอบหมายให้คณะกรรมการตรวจสอบ กำกับดูแลกิจการ ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมทำหน้าที่กำกับดูแลให้มีการปฏิบัติหน้าที่ตามหลักการกำกับดูแลกิจการและคู่มือจรรยาบรรณธุรกิจ อีกทั้งจัดให้มีการทบทวนคู่มือจรรยาบรรณเป็นประจำทุกปี* นอกจากนี้ เพื่อเป็นการส่งเสริมให้พนักงานปฏิบัติตามคู่มือจรรยาบรรณธุรกิจในหลายรูปแบบ เช่น การจัดอบรมปฐมนิเทศ การเรียนรู้ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (E - Learning) รวมถึงการจัดประเมินความรู้ ความเข้าใจ
หมายเหตุ * ศึกษารายละเอียดคู่มือจรรยาบรรณธุรกิจของบริษัทได้ที่ www.ktc.co.th > การกำกับดูแลกิจการ

  • การกำกับดูแลของบริษัท
    บริษัทดำเนินธุรกิจเป็นไปตามกฎหมาย กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกรรมการ ผู้บริหารและพนักงานทุกคนมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการปฏิบัติงานให้ถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นไปตามกฎเกณฑ์อย่างเคร่งครัด โดยเมื่อมีหลักเกณฑ์ หรือประกาศของหน่วยงานกำกับดูแลออกใหม่ ได้จัดให้มีการสรุปประกาศเพื่อเผยแพร่ให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบ รวมถึง จัดประชุมเพื่อซักซ้อมความเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิบัติตามประกาศ เช่น การปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ Market Conduct เช่น การปรับปรุง ทบทวนเอกสารประกอบการขายผลิตภัณฑ์ บทกำกับดูแลพนักงาน เพื่อให้สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ดังกล่าว นอกจากนี้ ยังได้นำกฎหมายจากต่างประเทศ ที่บริษัทพิจารณาว่าอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานมาพิจารณาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการทำธุรกรรมด้วย เช่น การพิจารณาผลกระทบของกฎหมาย General Data Protection Regulations (GDPR) เป็นต้น
  • การป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน
    คณะกรรมการบริษัทมีมติเห็นชอบนโยบายต่อต้านการคอร์รัปชัน ซึ่งได้กำหนดให้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการกำกับดูแลกิจการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อห้ามไม่ให้กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานดำเนินการหรือยอมรับการคอร์รัปชันทุกรูปแบบทั้งเพื่อประโยนช์ต่อตนเอง เพื่อน หรือคนรู้จัก เว้นแต่ เป็นกรณีที่กฎหมาย ระเบียบ ประกาศ ข้อบังคับ ขนบธรรมเนียมประเพณีของท้องถิ่น หรือจารีตทางการค้าให้กระทำได้ โดยนโยบายฯ ได้กำหนดบทบาทหน้าที่ แนวทางปฏิบัติหากพบการคอร์รัปชัน บทลงโทษ รวมถึงกระบวนการและช่องทางในการแจ้งเบาะแสหรือร้องเรียน ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า ผู้บริหารและพนักงานทุกระดับจะสามารถปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม

    ปี 2556 บริษัทได้ร่วมลงนามแสดงเจตนารมณ์เป็นแนวร่วมปฏิบัติในการต่อต้านการทุจริตของภาคเอกชนไทยใน “การประชุมระดับนานาชาติว่าด้วยการสร้างแนวร่วมปฏิบัติ (Collective Anti-Corruption : CAC) ในการต่อต้านการทุจริตภาคเอกชนไทย” ซึ่งจัดโดยสถาบันส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) หอการค้าไทย หอการค้านานาชาติแห่งประเทศไทย สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย สมาคมธนาคารไทย สภาธุรกิจตลาดทุนไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และได้ดำเนินการให้เป็นไปตามกระบวนการให้การรับรอง (Certification Process) ของโครงการแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต (Private Sector Collective Action Coalition against Corruption : CAC) ซึ่งบริษัทได้แสดงหลักฐานประกอบต่าง ๆ เกี่ยวกับนโยบายในการดำเนินธุรกิจ มาตรการขั้นตอนการปฏิบัติงาน ตลอดจนระบบควบคุมภายใน เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการโครงการฯ โดยบริษัทได้รับรองสถานะเป็นสมาชิกแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริตเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2559 โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการยื่นขอต่ออายุการเป็นสมาชิกฯ

    นอกจากนี้ บริษัทยังให้ความสำคัญในการปฏิบัติตามนโยบายต่อต้านการคอร์รัปชัน โดยในปี 2561 บริษัทมีแนวปฎิบัติเกี่ยวกับการกำกับดูแล และควบคุมดูแลเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการทุจริต คอร์รัปชัน รวมถึง แนวทางการติดตามประเมินผลการปฏิบัติตามนโยบายต่อต้านการคอร์รัปชัน ซึ่งผลการดำเนินการดังกล่าว ได้แก่
    1. ทบทวนนโยบายการต่อต้านการคอร์รัปชัน โดยนโยบายดังกล่าวอยู่ภายใต้นโยบายการกำกับดูแลกิจการ เมื่อการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบ กำกับดูแลกิจการ ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ครั้งที่ 12/2561 และ คณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 1/2562 ทั้งนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าคณะกรรมการบริษัท ฝ่ายบริหารได้ตระหนักและให้ความสำคัญกับการต่อต้านคอร์รัปชันและปลูกฝังจนเป็นวัฒนธรรมขององค์กร โดยบริษัทได้เผยแพร่นโยบายฯ ให้กับลูกค้า คู่ค้า รวมถึงพนักงานบริษัท ได้รับทราบผ่านทางเว็บไซต์บริษัท (www.ktc.co.th) อินทราเน็ต รวมถึงสื่อการเรียนรู้ต่าง ๆ ภายในบริษัท
    2. จัดให้ทุกหน่วยงานรองมีการประเมินการควบคุมความเสี่ยงตนเอง (RCSA) เป็นประจำทุกปี โดยหน่วยงานจะคัดเลือกขั้นตอน หรือกระบวนการในการปฏิบัติงานที่พิจารณาแล้วว่าเป็นกระบวนการสำคัญ (Core Business) นำมาประเมินโอกาสเกิดและผลกระทบความเสี่ยงเพื่อหาระดับความเสี่ยง จากนั้น จึงประเมินระดับการควบคุมที่มีอยู่ว่ามีความเหมาะสม หรือลดความเสี่ยงลงให้อยู่ในระดับที่สามารถยอมรับได้หรือไม่ ซึ่งการประเมิน RCSA ได้ครอบคลุมความเสี่ยงด้านคอร์รัปชัน โดยนำเสนอผลการประเมินต่อ Risk Management Committee (RMC) และนำส่งธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นรายปี โดยผลการประเมิน RCSA ประจำปี 2561 ทุกขั้นตอนหรือกระบวนการในการปฏิบัติงานที่มีโอกาสหรือความเสี่ยงจากการคอร์รัปชัน ได้จัดให้มีกระบวนการควบคุม ป้องกันความเสี่ยงดังกล่าวแล้ว
    3. เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและสอดคล้องกับลักษณะการประกอบธุรกิจ หรือการปฏิบัติงานของบริษัท ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้บริหารระดับสูง ได้มีส่วนร่วมในการร่วมพิจารณาให้ความเห็นในการกำหนดแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการต่อต้านการคอร์รัปชันตามที่กำหนดไว้ในระเบียบมาตรการต่อต้านการคอร์รัปชัน เช่น การพิจารณาหลักเกณฑ์ รวมถึงวงเงินในการให้และรับของขวัญ ของกำนัลหรือผลประโยชน์อื่น เป็นต้น
    4. จัดให้มีระเบียบการปฏิบัติงาน รวมถึงแนวทางปฏิบัติต่าง ๆ ซึ่งสอดคล้องกับแบบประเมินตนเองเกี่ยวกับมาตรการต่อต้านการคอร์รัปชัน ในโครงการแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านทุจริต และสอดคล้องกับผลการประเมินการควบคุมความเสี่ยงตนเอง (RCSA) เพื่อให้ผู้บริหาร และพนักงานใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ ดังนี้
      •   จัดให้มีระเบียบการปฏิบัติงานว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อให้บริษัทมีกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่ชัดเจน โดยไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการคอร์รัปชันไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม โดยจะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของบริษัทเป็นสำคัญ
      •   จัดให้มีแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการต่อต้านการคอร์รัปชันไว้ในระเบียบมาตรการต่อต้านการคอร์รัปชัน ซึ่งประกอบด้วย แนวปฏิบัติเกี่ยวกับการห้ามให้และรับสินบน แนวปฏิบัติและวงเงินในการให้และรับของขวัญ ของกำนัล หรือผลประโยชน์อื่น แนวปฏิบัติเกี่ยวกับการเลี้ยงรับรอง แนวปฏิบัติเกี่ยวกับการช่วยเหลือทางการเมือง และแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการบริจาคเพื่อการกุศล สาธารณประโยชน์
      •   เพื่อให้การต่อต้านการคอร์รัปชันมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น บริษัทได้จัดให้มีหน่วยงาน Compliance เป็นศูนย์กลางในการให้คำปรึกษา หากมีข้อสงสัยหรือต้องการข้อแนะนำเกี่ยวกับการแจ้งเบาะแสและข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการคอร์รัปชัน โดยได้กำหนดนโยบายเกี่ยวกับการแจ้งเบาะแส และมาตรการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส โดยพนักงานและผู้มีส่วนได้เสีย สามารถการแจ้งเบาะแสหรือข้อร้องเรียน ผ่านช่องทางตามที่ได้กำหนดไว้ในนโยบายการกำกับดูแลกิจการและระเบียบมาตรการต่อต้านการคอร์รัปชัน โดยจะต้องแจ้งชื่อ นามสกุล พร้อมให้รายละเอียดของข้อร้องเรียนหรือเบาะแสที่เป็นจริง มีความชัดเจน หรือเพียงพอที่จะนำสืบหาข้อเท็จจริงเพื่อดำเนินการต่อไปได้ เช่น เรื่องราวเป็นมาอย่างไร เกี่ยวข้องกับใคร เมื่อใด เป็นต้น

      ช่องทางการแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับการคอร์รัปชัน

      ลูกค้าและประชาชนทั่วไป สามารถร้องเรียนหรือแสดงความคิดเห็นต่อบริษัทผ่านช่องทางต่าง ๆ ดังนี้
      - ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ 02 123 5000 ตลอด 24 ชั่วโมง
      - งานรับเรื่องร้องเรียน หมายเลขโทรศัพท์ 02 123 5000
      - http://www.ktc.co.th เลือก ฝากข้อความถึง KTC หรือ E-mail : CService@ktc.co.th
      - โทรสาร : 02 123 5190
      - ทางจดหมาย บมจ.บัตรกรุงไทย 591 อาคารสมัชชาวาณิช 2 ชั้น 14 ถนนสุขุมวิท แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110

      พนักงาน สามารถร้องเรียนหรือเสนอแนะข้อคิดเห็นต่อคณะกรรมการและผู้บริหารได้โดยตรงทางอีเมลเมื่อบริษัทได้รับแจ้งข้อมูลจะถูกเก็บไว้เป็นความลับ โดยบริษัทจะไม่เปิดเผยชื่อ หรือข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ร้องเรียน หรือผู้ที่ให้ความร่วมมือในการสอบสวน รวมทั้ง จะไม่ลดตำแหน่ง ลงโทษ หรือให้ผลทางลบต่อพนักงานที่ปฏิเสธการคอร์รัปชัน แม้ว่าในการกระทำนั้นจะทำให้บริษัทสูญเสียโอกาสทางธุรกิจ รวมถึงจะให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกกล่าวหาในเรื่องดังกล่าวด้วย

      โดยกระบวนการในการพิจารณานั้น หน่วยงาน Compliance จะทำหน้าที่ในการรวบรวมและติดตามข้อมูลการรับ แจ้งเบาะแส / ร้องเรียน เพื่อจะนำเรื่องที่ได้รับแจ้งมาพิจารณาตามหลักของนโยบายการกำกับดูแลกิจการและ ระเบียบที่เกี่ยวข้องกับมาตรการต่อต้านการคอร์รัปชัน ร่วมกับบุคคลหรือคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาตามกระบวนการทางวินัยตามระเบียบทรัพยากรบุคคล กรณีเป็นข้อร้องเรียนที่เกี่ยวข้องกับกรรมการ จะรายงานต่อคณะกรรมการตรวจสอบฯเพื่อพิจารณา นอกจากนี้ บริษัทได้มีการยกตัวอย่างของเรื่องที่รับแจ้งเบาะแส / ร้องเรียนเกี่ยวกับการคอร์รัปชันไว้ด้วย

      ทั้งนี้ การร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหา หรือข้อพิพาทระหว่างบุคคล หรือร้องเรียนในลักษณะบัตรสนเท่ห์ ไม่ถือว่าเข้าข่ายเป็นการแจ้งเบาะแส / ร้องเรียนการคอร์รัปชัน

    5. โดยในปี 2561 บริษัทไม่ได้รับข้อร้องเรียนใด ๆ หรือตรวจพบการคอร์รัปชันในองค์กรทั้งจากบุคคลภายในและภายนอกองค์กร และเพื่อให้มั่นใจว่า ผู้บริหาร และพนักงานของบริษัท รับทราบและยอมรับการปฏิบัติตาม มาตรการต่อต้านการคอร์รัปชัน บริษัทได้จัดให้ผู้บริหารและพนักงานที่เข้างานใหม่ ดำเนินการรับทราบและยอมรับการปฏิบัติดังกล่าว ณ วันที่ลงนามในสัญญาจ้างงานเพิ่มเติม นอกเหนือจากการให้ความรู้ในการอบรมปฐมนิเทศน์พนักงานใหม่
    6. บริษัทผลักดันให้ทุกหน่วยงานในบริษัท ปฏิบัติตามกฎหมายต่อต้านการฟอกเงิน (Anti-Money Laundering - AML) ของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และของแต่ละเครือข่ายผู้ให้บริการบัตรเครดิตอันเป็นการสนับสนุนการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันในภาครัฐ
    7. บริษัทมีนโยบายที่ชัดเจนในการไม่รับสินบน หรือเรียกรับเงินในขั้นตอนการตรวจสอบและติดตามความเสียหายจากลูกค้าสมาชิกและผู้ทุจริต
    8. ในการเบิกค่าใช้จ่าย การจัดเก็บเอกสาร รวมถึงการบันทึกข้อมูลทางธุรกิจบริษัทมีการกำหนดคู่มือการปฏิบัติงานเพื่อให้มีความถูกต้อง พร้อมต่อการตรวจสอบ รวมทั้ง เป็นไปตามหลักมาตรฐานบัญชี
    9. จัดทำสื่อการเรียนรู้ให้กับกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงาน ได้มีความรู้ ความเข้าใจ ในแนวทางปฏิบัติตามนโยบายฯ ระเบียบที่เกี่ยวข้อง เช่น การจัดทำ Multi-Animation การกำหนดไว้เป็นหัวข้อหนึ่งในหลักสูตรการปฐมนิเทศพนักงานเข้าใหม่ในเรื่องเกี่ยวกับนโยบายการกำกับดูแลกิจการ คู่มือจรรยาบรรณธุรกิจ รวมถึงการต่อต้านการคอร์รัปชันอย่างต่อเนื่อง
    10. การจัดให้ผู้บริหาร และพนักงานทุกคนตอบแบบประเมินตนเอง (Self Assessment) โดยเป็นการนำหลักเกณฑ์ ข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย นโยบายการกำกับดูแลกิจการ นโยบายต่อต้านการคอร์รัปชัน คู่มือจรรยาบรรณธุรกิจ และระเบียบปฏิบัติงานต่าง ๆ เพื่อสร้างความตระหนัก (Awareness) ให้กับผู้บริหารและพนักงานผ่านสื่อการเรียน Multi Animation เป็นประจำทุกปี
    11. กำหนดไว้เป็นรายละเอียดในสัญญาการให้บริการระหว่างบริษัท กับพันธมิตร หรือตัวแทนทางธุรกิจ โดยจะต้องดำเนินธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี และถือปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการต่อต้านการให้สินบนและการทุจริตคอร์รัปชัน
    12. เพื่อเป็นการติดตาม และประเมินผลการปฏิบัติตามนโยบายฯ และระเบียบมาตรการต่อต้านการคอร์รัปชัน บริษัทได้กำหนดให้มีผู้ตรวจสอบภายใน ซึ่งมีความเป็นอิสระในการทำหน้าที่ตรวจสอบและประเมินประสิทธิภาพ และความเพียงพอของระบบการควบคุมภายใน ระบบการบริหารจัดการความเสี่ยง และการกำกับดูแลกิจการในการปฏิบัติงานของทุกหน่วยงานในบริษัทโดยกำหนดเป็นแผนการปฏิบัติงานประจำปีตามระดับและปัจจัยความเสี่ยง โดยคณะกรรมการตรวจสอบ กำกับดูแลกิจการ ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมจะทำหน้าที่สอบทานระบบรายงานทางการเงินและบัญชี ระบบการควบคุมภายใน ระบบตรวจสอบภายในและระบบบริหารความเสี่ยงให้มั่นใจว่าเป็นไปตามมาตรฐานสากล มีความรัดกุมเหมาะสม ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ โดยได้มีการรายงานผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการตรวจสอบ กำกับดูแลกิจการ ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมกับคณะกรรมการบริษัททราบเป็นประจำทุกปี
    13. การกำหนดบทลงโทษ
      •   บริษัทกำหนดให้บุคลากรทุกระดับต้องลงนามรับทราบการปฏิบัติตามนโยบายการกำกับดูแลกิจการ ซึ่งรวมถึงนโยบายต่อต้านการคอร์รัปชัน คู่มือจรรยาบรรณธุรกิจบริษัท และระเบียบมาตรการต่อต้านการคอร์รัปชัน เพื่อแสดงถึงพันธสัญญาในการน้อมรับหลักปฏิบัติที่ดีเป็นแนวทางดำเนินงาน จึงเปรียบเสมือนวินัยที่ทุกคนต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
      •   บริษัทจัดให้มีกระบวนการในการลงโทษกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรการต่อต้านการคอร์รัปชันจะต้องได้รับการพิจารณาโทษทางวินัยตามระเบียบที่บริษัทกำหนด นอกจากนี้ อาจจะต้องได้รับโทษตามกฎหมายหากการกระทำนั้นผิดกฎหมาย

•   การยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง
เป้าหมายระยะยาวด้านความยั่งยืน : การบริการที่ดีเลิศ (พิจารณาจากคะแนนความพึงพอใจในการให้บริการของพนักงาน) อยู่ในระดับ >= 4.9 จากคะแนนเต็ม 5

ผลการดำเนินงานปี 2561 : การบริการที่ดีเลิศ (พิจารณาจากคะแนนความพึงพอใจในการให้บริการของพนักงาน) อยู่ในระดับ 4.86


แนวทางการดําเนินงาน
ความเปลี่ยนแปลงและความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในปัจจุบันส่งผลต่อรูปแบบการใช้ชีวิตและการใช้บริการทางการเงินของลูกค้าซึ่งมีความต้องการใช้บริการทางการเงินที่รวดเร็ว สะดวก ทุกที่ทุกเวลา และมีความปลอดภัยในการใช้งาน

  • ผลิตภัณฑ์ บริการทางการเงิน และนวัตกรรมการให้บริการทางการเงิน
    เพื่อตอบสนองต่อแนวนโยบายและยุทธศาสตร์ของธนาคารแห่งประเทศไทยในการส่งเสริมให้ประเทศไทยเข้าสู่การเป็น National e-Payment และไทยแลนด์ 4.0 รวมถึงนโยบายสังคมไร้เงินสด (Cashless Society)ลูกค้าในปัจจุบันมีรูปแบบการใช้เทคโนโลยีในการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านอุปกรณ์รูปแบบต่างๆ มากขึ้น ดังนั้น บริษัทจึงได้พัฒนาบริการทางการเงินเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าเพื่อให้สามารถใช้บริการที่รวดเร็ว สะดวก ทุกที่ทุกเวลา และมีความปลอดภัย ดังนี้
    •   บริษัทได้พัฒนาระบบการชำระค่าสินค้าและบริการด้วยบัตรเครดิต ผ่าน QR Code Payment บนโมบายแอปพลิเคชัน “KTC Mobile” (เดิมชื่อ TapKTC) โดยได้ผ่านการทดสอบใน Regulatory Sandbox ของธนาคารแห่งประเทศไทยเมื่อปลายเดือนสิงหาคม 2561 โดยตอบสนองการใช้งานทั้งผู้ถือบัตรเครดิตและร้านค้า โดยลูกค้าไม่ต้องพกเงินสด สามารถทำการชำระเงินด้วยตนเองผ่านสมาร์ทโฟนได้ง่ายๆ สะดวกรวดเร็ว และมีความปลอดภัย โดยลูกค้าและร้านค้าจะได้รับแจ้งผลการทำรายการสำเร็จ ผ่านแอปพลิเคชัน สำหรับในส่วนของร้านค้า ร้านค้าสามารถรับชำระผ่าน QR Code ได้ทั้งบัตรเครดิต และ Prompt Pay ซึ่งจะทำให้ร้านค้าลดต้นทุน / ความเสี่ยงในการบริหารจัดการเงินสด เช่น ต้นทุนในการป้องกันการทุจริตของพนักงาน, ความเสี่ยงจากการถูกโจรกรรม อีกทั้งเพิ่มความรวดเร็วในการซื้อขาย ลดปัญหาเรื่องเงินทอน โดยบริษัทฯ กำลังเร่งขยายพันธมิตรร้านค้าใหม่ๆ ในการรับชำระ KTC QR Pay เพื่อร่วมพัฒนาสังคมไร้เงินสดให้ลูกค้าผู้ถือบัตรและร้านค้ารับบัตรทั่วประเทศได้รับประสบการณ์ใช้จ่ายที่ทันสมัย สะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น
     

    ผลการดำเนินงาน
    จำนวนร้านค้าที่ใช้บริการ QR Code มีจำนวนกว่า 500 ร้านค้า หลังจากที่ผ่านการทดสอบใน Regulatory Sandbox ของธนาคารแห่งประเทศไทย เดือนสิงหาคม 2561


    •   บริษัทได้คิดค้นพัฒนาเพิ่มเติมช่องทางออนไลน์ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้าในการใช้บริการ โดยบริษัทได้พัฒนาช่องทางออนไลน์ให้มีความสามารถทั้งในการให้ข้อมูลและเป็นช่องทางในการทำธุรกรรมไปพร้อมกัน เสมือนเป็นจุดบริการลูกค้าแบบ One-Stop Services ครอบคลุมทุกผลิตภัณฑ์ทั้งบริการทางด้านผู้ถือบัตรและร้านค้าสมาชิกรับบัตร ในรูปแบบของแอปพลิเคชัน “KTC Mobile” และเว็บไซต์เคทีซี ซึ่งได้ปรับฟีเจอร์และเมนูการใช้งานเพื่อการใช้งานที่ง่าย สะดวกและรวดเร็ว รองรับแนวโน้มการเติบโตของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่มีขนาดใหญ่สำหรับธุรกิจรับชำระเงินในปัจจุบันและที่จะมีในอนาคต สำหรับบริการธุรกรรมออนไลน์ที่ “KTC Mobile” และเว็บไซต์เคทีซีให้บริการนั้น ได้แก่ การขอเพิ่มวงเงินชั่วคราว การทำรายการเบิกถอนเงินสดล่วงหน้า (Cash Advance) จากบัญชีบัตรเครดิต และการเบิกถอนเงินจากบัตรกดเงินสด KTC PROUD โดยลูกค้าสามารถเลือกรับเงินได้ที่บัญชีของตนเองหรือบัญชีของบุคคลอื่น อีกทั้งลูกค้าสินเชื่อKTC PROUD ยังสามารถเลือกทำรายการรับเงินผ่านทางร้านค้าสมาชิกของบริษัทได้อีกด้วย นอกจากนี้ ลูกค้าสามารถสอบถามยอด การตั้งค่าเพื่อแจ้งเตือนวันครบกำหนดชำระเงิน บริการชำระค่าบัตรฯด้วยบัญชีธนาคารกรุงไทย และบริการอื่น ๆ อีกมากมายทั้งหมด รวมทั้งจะมีการปรับปรุงเว็บไซต์ www.ktc.co.th และ www.ktcworld.co.th เพื่อให้ใช้งานง่ายและตอบโจทย์ความต้องการของสมาชิกบัตรมากขึ้น
     

    ผลการดำเนินงาน
    จำนวนผู้ใช้บริการ KTC Mobile และ KTC Online ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2561 มีจำนวน 1,177,000 ราย เพิ่มขึ้น ร้อยละ 76


    •   บริษัทได้เชิญชวนสมาชิกเคทีซีร่วมสมัครรับใบแจ้งยอด(e-Statement) ผ่านทางอีเมล เพื่อให้การรับใบแจ้งยอดเป็นไปอย่างสะดวกรวดเร็วมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดการใช้ทรัพยากรในการจัดพิมพ์ใบแจ้งยอดกระดาษ ตลอดจนช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม ลดการใช้พลังงานในการกำจัดขยะที่เกิดจากใบแจ้งยอดที่ไม่ได้ใช้แล้ว โดยบริษัทได้จัดให้มีเจ้าหน้าที่คอนแทค เซ็นเตอร์ แนะนำช่องทางบริการดังกล่าว
     

    ผลการดำเนินงาน
    จำนวนบัตรที่รับบริการ e-Statement มีจำนวน 600,000 ใบ เพิ่มขึ้นกว่าปี 2560 ที่ผ่านมา ร้อยละ 23


    •   บริษัทได้ปรับปรุงและพัฒนาแอปพลิเคชัน “TapMerchant” เพื่อใช้งานร่วมกับอุปกรณ์อ่านบัตร ผ่านสมาร์ทโฟน (mPOS) ที่รองรับระบบปฏิบัติการทั้ง iOS และ Android ใช้งานได้ง่ายขึ้น ด้วยการเชื่อมต่อด้วยบลูทูธ ร้านค้าสามารถรับชำระค่าสินค้าและบริการ ซึ่งรองรับบริการทั้งรับชำระเต็มจำนวน, บริการผ่อนชำระ, และแลกคะแนนสะสม โดยร้านค้าเข้าแอปพลิเคชัน TapMerchant เพื่อทำรายการขาย เมื่อทำรายการสำเร็จ ระบบจะตอบกลับผลการทำรายการมายังหน้าจอของสมาร์ทโฟนร้านค้า เพื่อให้ลูกค้าลงนามในรูปแบบของ e-Signature จากนั้นระบบจะแจ้งผลการทำรายการให้ลูกค้าทาง email หรือ SMS ตามที่ลูกค้าระบุ เป็นอันเสร็จสิ้นขั้นตอน ซึ่งการรับ-ส่งข้อมูลทั้งหมดนั้นได้ถูกเข้ารหัสด้วยระบบรักษาความปลอดภัยที่ได้มาตรฐานจึงมีความปลอดภัยสูง อีกทั้งเพิ่มความสะดวกสบาย สามารถใช้งานได้ทุกที่ที่มีสัญญาณอินเตอร์เน็ต พกพาสะดวก อยู่ที่ไหนก็ซื้อขายได้ จึงทำให้เกิดความเชื่อมั่นในการใช้บริการทั้งในกลุ่มลูกค้าผู้ถือบัตรและร้านค้ารับบัตร
     

    ผลการดำเนินงาน
    จำนวนร้านค้าสมาชิกรับบัตร mPOS แล้วกว่า 5,300 ร้านค้า (เติบโต 32% เปรียบเทียบกับปี 2560)


    •   บริษัทนำเสนอนวัตกรรมของแต่ละผู้ให้บริการเครือข่ายบัตรเครดิตชั้นนำ ได้แก่ วีซ่า มาสเตอร์ การ์ด เจซีบี เพื่อให้ทีมงานนำมาพัฒนาบริการต่อขยายธุรกิจและเพิ่มรายได้

    •   บริษัทได้ริเริ่มโครงการแจ้งผลการพิจารณาสินเชื่อทาง SMS ตามขั้นตอนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่วิเคราะห์สินเชื่อ เมื่อได้พิจารณาใบสมัครบัตรเครดิต และสินเชื่อบุคคลเสร็จสิ้นแล้ว จะต้องแจ้งผลการพิจารณาให้ผู้สมัครหรือขอสินเชื่อทราบ โดยได้พัฒนาระบบการแจ้งผลการพิจารณาผ่านทาง SMS แทนการจัดพิมพ์เป็นจดหมาย เว้นแต่เหตุผลในการปฏิเสธการให้สินเชื่อที่กฎหมายกำหนดให้แจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น ทำให้ผู้สมัครและผู้ขอสินเชื่อทราบผลการพิจารณาได้รวดเร็ว ไม่ต้องรอการจัดพิมพ์เป็นจดหมายและขั้นตอนไปรษณีย์ อีกทั้งยังลดปริมาณการใช้กระดาษได้เป็นจำนวนมาก ในการติดตามผลการจัดส่งและการเปิดใช้บัตร (Activation) บริษัทได้จัดตั้งทีมติดตามผลการจัดส่งบัตรไปยังลูกค้า พร้อมอำนวยความสะดวกในการแจ้งเปิดใช้งานบัตรและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่ลูกค้าพึงจะได้รับ เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นจากการสูญหาย หรือล่าช้าระหว่างจัดส่งบัตร ลดค่าใช้จ่ายและเวลาในการติดตามทวงถาม ลดขั้นตอนที่ต้องติดต่อเข้ามาเปิดใช้งานบัตรหลังได้รับบัตรของลูกค้า และบริษัทไม่ต้องการทำการผลิตบัตรใหม่ และจัดส่งบัตรใหม่

    •   บริษัทได้ทำการออกบัตรเครดิตอิเล็กทรอนิกส์สำหรับสมาชิกเพื่อใช้งานผ่านช่องทางออนไลน์ (KTC Virtual Credit Card) ซึ่งลดต้นทุนการใช้กระดาษและพลาสติก โดยสมาชิกบัตรไม่ต้องกังวลว่าบัตรจะเสีย ชำรุด หรือสูญหาย พร้อมทั้งสามารถจำกัดวงเงินในการใช้จ่ายออนไลน์
     

    ผลการดำเนินงาน
    จำนวนสมาชิก KTC Virtual Credit Card ใช้บริการแล้ว ณ สิ้นเดือน ธันวาคม 2561 มีจำนวน 7,600 ราย

  • การบริหารความสัมพันธ์ของลูกค้า
    •   การดำเนินการหากมีข้อร้องเรียน โดยบริษัทได้จัดตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียน ชมเชย และแนะนำการให้บริการ (Customer Feedback) จากหลายช่องทาง ทั้งช่องทางโทรศัพท์ที่ติดต่อเข้ามายัง KTC Contact Center (02 123 5000) โดยตรง ช่องทางผ่านหน่วยงานกำกับดูแล และช่องทางโซเชียลมีเดียต่าง ๆ เพื่อนำข้อร้องเรียน ติชม ข้อเสนอแนะต่าง ๆ มาปรับปรุงการให้บริการ ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองผู้ใช้บริการผลิตภัณฑ์และบริการ โดยเรื่องร้องเรียนที่เคทีซีได้รับนั้นจะได้รับการตรวจสอบและแจ้งความคืบหน้า รวมทั้งชี้แจงขั้นตอนต่อไปให้ทราบ รวมถึงได้รับการดำเนินการแก้ไขข้อร้องเรียนนั้นให้แล้วเสร็จ และแจ้งให้ทราบโดยเร็ว จากนั้นเคทีซีจะนำข้อมูลที่ได้รับมาใช้ปรับปรุงคุณภาพผลิตภัณฑ์และการให้บริการเพื่อสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้าผู้มีส่วนได้เสียต่อไป
    •   ออกแบบระบบตอบรับอัตโนมัติสำหรับการเปิดใช้งานบัตร (IVR Activation) ให้มีความปลอดภัยสำหรับสมาชิกบัตรตัวจริง เพิ่มความสะดวก รวดเร็วในการเปิดใช้งานบัตร
    •   ออกแบบระบบตอบรับอัตโนมัติ (IVR KTC Contact Center 02 123 5000) สำหรับสอบถามข้อมูล และปรับปรุงรายการ โดยส่งเสริมให้ลูกค้าใช้รหัสประจำตัวในการตรวจสอบบนระบบเพื่อทำรายการด้วยตนเอง เพื่อเพิ่มความสะดวกรวดเร็วในการใช้บริการ และไม่ต้องรอสายนาน ในปี 2561บริษัทจัดให้มีการประเมินความพึงพอใจจากการให้บริการของ KTC Contact Center ผ่านระบบ IVR โดยผลการประเมินอยู่ในระดับ 4.86 จากคะแนนเต็ม 5 ทั้งนี้ บริษัทจะนำผลสำรวจไปปรับปรุงการให้บริการภายในบริษัท หรือภายนอกบริษัท เช่น กรณีการให้บริการจาก Outsource Sale เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อป้องกันและลดปัญหาการร้องเรียน รวมทั้งเพื่อช่วยให้การให้บริการของบริษัทมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
    •   ขั้นตอนการตรวจสอบความเป็นเจ้าของบัตร (Verification Process) เพื่อความปลอดภัยในการให้ข้อมูลของสมาชิกบัตร และป้องกันการทุจริตในวงการธุรกิจ

•   การให้บริการด้วยความรับผิดชอบ และเป็นธรรม
การบริการที่ดีเลิศ (พิจารณาจากคะแนนความพึงพอใจในการให้บริการของพนักงาน) อยู่ในระดับ >= 4.9 จากคะแนนเต็ม 5

ผลการดำเนินงานปี 2561 ในเรื่องการบริการ : การบริการที่ดีเลิศ (พิจารณาจากคะแนนความพึงพอใจในการให้บริการของพนักงาน) โดยได้รับคะแนนอยู่ในระดับ 4.86

ปัจจุบันผู้มีส่วนได้เสียซึ่งรวมถึงลูกค้าและหน่วยงานกำกับดูแลมีความคาดหวังให้บริษัทมีการให้บริการบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลด้วยความรับผิดชอบมากขึ้น ซึ่งบริษัทได้มุ่งเน้นและให้การสนับสนุนให้ประชาชนที่มีคุณสมบัติสามารถใช้บริการทางการเงินของบริษัทได้ บนพื้นฐานของการมีความรู้ ความเข้าใจและมีวินัยทางการเงินที่ดี มีวินัยในการชำระหนี้ ช่วยลดภาระและปัญหาการพึ่งพาแหล่งเงินกู้นอกระบบที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง รวมถึงการติดตามทวงถามหนี้ที่ไม่เป็นธรรม โดยบริษัทมีแนวทางในการดำเนินธุรกิจเพื่อแสดงออกถึงความมุ่งเน้นการให้บริการที่รับผิดชอบและเป็นธรรม

แนวทางการดําเนินงาน

  • บริษัทประกอบธุรกิจบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคลภายใต้การกำกับตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เช่น การกำหนดคุณสมบัติผู้ถือบัตรเครดิตทั้งบัตรหลัก บัตรเสริม และสินเชื่อบุคคล ตลอดจนการอนุมัติวงเงิน การกำหนดอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ เป็นต้น และยังมีการผลักดันให้หน่วยงานภายในบริษัท ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบปฏิบัติของธนาคารแห่งประเทศไทยและของแต่ละเครือข่ายผู้ให้บริการบัตรเครดิต
  • บริษัทยึดหลักการปฏิบัติต่อลูกค้าให้เป็นไปตามประกาศที่หน่วยงานราชการหรือกฎหมายกำหนด (ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลเครดิต) เช่น การไม่อนุมัติบัตรเครดิตหรือสินเชื่อบุคคลให้กับผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ การจัดให้มีสัญญา ข้อตกลงและเงื่อนไขการใช้บัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคลที่ชัดเจนและเป็นธรรม การแจ้งให้ลูกค้าทราบหากมีการเปลี่ยนแปลงในเงื่อนไขของสัญญาที่กระทบต่อสิทธิของลูกค้า รวมถึงปฏิบัติในเรื่องของการแจ้งนำส่งข้อมูลเครดิตของเจ้าของข้อมูล เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ทางการกำหนด
  • กำหนดนโยบายการกำกับดูแลกิจการ และคู่มือจรรยาบรรณธุรกิจ เพื่อให้กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานใช้เป็นคู่มือเพื่อยึดถือเป็นแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นธรรม มีความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม
  • บริษัทได้จัดตั้งหน่วยงาน Internal Audit ซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระที่รายงานตรงต่อคณะกรรมการตรวจสอบฯ เพื่อทำหน้าที่ประเมินความเพียงพอ และความมีประสิทธิภาพของระบบควบคุมภายใน การบริหารความเสี่ยง และการกำกับดูแลกิจการของบริษัท โดยมีการรายงานผลการตรวจสอบระบบควบคุมภายในที่บกพร่อง และความเห็นที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้การปฏิบัติงานถูกต้อง มีระบบการควบคุมภายในที่ดี ลดค่าใช้จ่าย และลดความเสี่ยงของบริษัทต่อคณะผู้บริหาร และคณะกรรมการตรวจสอบฯอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ ส่งเสริมให้การตรวจสอบที่มีประสิทธิผลทำให้เป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืน
  • บริษัทได้จัดตั้งหน่วยงาน Compliance เพื่อทำหน้าที่ในการให้คำปรึกษา รวมถึงสอบทานการปฏิบัติงานในกระบวนการที่สำคัญเพื่อให้บริษัทมีการปฏิบัติสอดคล้องกับกฎระเบียบข้อบังคับของหน่วยงานทางการ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงาน ก.ล.ต. สำนักงาน ปปง. บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ เป็นต้น รวมทั้ง ติดตาม วิเคราะห์ผลกระทบ ของกฎหมายหรือประกาศที่เกี่ยวข้องกับบริษัท โดยอาจสรุปเพื่อเผยแพร่สาระสำคัญ หรือจัดประชุมเพื่อซักซ้อมความเข้าใจกับหน่วยงานต่าง ๆ ภายในบริษัทที่เกี่ยวข้อง

    หมายเหตุ สามารถศึกษาผลิตภัณฑ์หรือบริการต่างๆ ของบริษัทได้จาก หัวข้อ เรื่อง “ลักษณะการประกอบธุรกิจ”

•   การรักษาความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูลลูกค้า
เป้าหมายด้านความยั่งยืน : การให้ความรู้ ความเข้าใจในเรื่องการรักษาความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูลลูกค้าให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง

แนวทางการดําเนินงาน
การรักษาความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของลูกค้า ถือว่าเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจในการใช้บริการทางการเงิน ซึ่งหากมีระบบการควบคุมภายใน หรือระบบการป้องกันที่ไม่เพียงพออาจเป็นหนึ่งในความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น การละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลและความไม่ปลอดภัยของข้อมูล การจู่โจมหรือโจรกรรมทางไซเบอร์ เป็นต้น ซึ่งความเสี่ยงเหล่านี้มีความเสี่ยงสูงและก่อให้เกิดความเสียหายทั้งด้านภาพลักษณ์ ความน่าเชื่อถือ การเงิน รวมถึงกฎระเบียบของหน่วยงานกำกับดูแลได้ บริษัทจึงได้จัดให้มีมาตรการเพื่อป้องกันและควบคุมจากความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ตั้งแต่การสร้างระบบการป้องกัน การติดตามตรวจสอบ และการวางแนวทางหรือมาตรการแก้ไข ดังนี้
•   โครงสร้างการบริหารจัดการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
คณะกรรมการบริษัทให้ความสำคัญในเรื่องของความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูลลูกค้าเป็นอย่างมาก จึงได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมการ Information Technology Steering Committee (ITSC) ในการทำหน้าที่กำหนดนโยบายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ รวมถึงการควบคุม ติดตาม และจัดการให้ความเสี่ยงอยู่ในระดับที่เหมาะสม นอกจากนี้ บริษัทได้จัดให้มีคณะอนุกรรมการ Information Security Steering Committee (ISSC) เพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลและดำเนินการด้านความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศของบริษัทให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ และมาตรฐานต่างๆ วางแผนการใช้งบประมาณ ทรัพยากรสำหรับงานด้านความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศของบริษัท รวมถึงการกำหนดกลยุทธ์และแผนงานด้านสารสนเทศเพื่อสอดคล้องกับความสำคัญเชิงธุรกิจ เป็นต้น ซึ่งคณะอนุกรรมการทั้ง 2 คณะมีการประชุมเพื่อร่วมพิจารณาประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างสม่ำเสมอ
•   นโยบายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
ในปี 2561 บริษัทได้พิจารณาทบทวนนโยบายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อให้สอดคล้องกับกฎระเบียบของธนาคารแห่งประเทศไทย และมาตรฐานสากลด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่เกี่ยวข้อง

  • ด้านการเข้าถึงและใช้ข้อมูลลูกค้า
    บริษัทได้มีการกำหนดสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลลูกค้าตามภาระหน้าที่ในการปฏิบัติงาน ซึ่งพนักงานสามารถเข้าถึงข้อมูลลูกค้าได้ตามสิทธิและหน้าที่ที่ตนได้รับเท่านั้น โดยพนักงานต้องเก็บรักษาข้อมูลลูกค้าไว้เป็นความลับ ห้ามเปิดเผยต่อบุคคลอื่น
  • ด้านการเปิดเผยข้อมูลลูกค้า
    บริษัทกำหนดไว้เป็นแนวปฏิบัติในการเปิดเผยข้อมูลของบริษัทหรือของลูกค้าต่อบุคคลภายนอก โดยสามารถเปิดเผยได้หากเป็นบุคคล หรือหน่วยงานรัฐที่มีอำนาจตามกฎหมาย กรณีหากเป็นบุคคลหรือหน่วยงานที่ไม่มีอำนาจบริษัทจะไม่เปิดเผยข้อมูลดังกล่าว เว้นแต่ จะได้รับอนุมัติจากผู้บริหารก่อน หรือต้องมีกระบวนการควบคุมรักษาความปลอดภัยของข้อมูล เช่น การจัดทำ Non-Disclosure Agreement (NDA) เป็นต้น
•   การดำเนินการด้านระบบความปลอดภัยของข้อมูลสารสนเทศ
  • การดำเนินการเพื่อรองรับมาตรฐานสากล
    ในปี 2561 บริษัทดำเนินโครงการ PCI-DSS และ ISO27001 เพื่อให้ระบบงานคอมพิวเตอร์และระบบฐานข้อมูลของบริษัทมีความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล
  • การจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังภัยคุกคามระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (Security Operation Center)
  • การติดตั้งระบบตรวจจับและป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลที่สำคัญ เช่น ข้อมูลหมายเลขบัตรเครดิต และข้อมูลส่วนตัวลูกค้า
  • การจัดอบรมให้ความรู้ด้านการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลแก่พนักงานภายใน

•   การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน
เป้าหมายด้านความยั่งยืน : บริษัทมีการนำส่งจรรยาบรรณคู่ค้าให้กับคู่ค้า ที่มีความสำคัญเพื่อรับทราบตามจรรยาบรรณคู่ค้า โดยระบุประเด็นความยั่งยืนด้านสังคม สิ่งแวดล้อม แรงงาน และสิทธิมนุษยชน

ผลการดำเนินงานปี 2561 : บริษัทนำส่งจรรยาบรรณคู่ค้าให้กับคู่ค้ากลุ่มงานหลัก กลุ่มที่ 1 ที่มีความสำคัญรับทราบตามจรรยาบรรณคู่ค้าร้อยละ 100


แนวทางการดำเนินงาน
การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานด้วยหลักธรรมาภิบาล โดยการคำนึงถึงผลกระทบด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และการดำเนินงานของบริษัททั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งบริษัทมีความเชื่อว่าการบริหารจัดการอย่างยั่งยืนจะเป็นการสนับสนุนธุรกิจให้ปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาล เป็นส่วนช่วยสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่อุปทานของบริษัทอีกด้วย

ผลการดำเนินงาน
ในปี 2561 บริษัทมีจำนวนคู่ค้ารวมจำนวนไม่น้อยกว่า 600 ราย ซึ่งคู่ค้าทุกรายได้รับทราบและทำความเข้าใจถึงขอบเขตและหน้าที่ในการดำเนินธุรกิจตามข้อกำหนดของกฎหมาย โดยในปี 2561 บริษัทได้มีการจัดทำจรรยาบรรณคู่ค้า (Supplier Code of Conduct) ขึ้น เพื่อให้คู่ค้าของบริษัทได้รับทราบและปฏิบัติอันประกอบด้วยแนวปฏิบัติต่างๆ เช่น จริยธรรมในการดำเนินธุรกิจ สิทธิมนุษยชนและแรงงาน ความปลอดภัยและชีวอนามัย สิ่งแวดล้อม กฎหมายและข้อกำหนด โดยในระยะแรกบริษัทได้นำส่งจรรยาบรรณคู่ค้าให้กับคู่ค้ากลุ่มงานหลัก กลุ่มที่ 1 (กลุ่มงานหลักที่ไม่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์และกลุ่มงานสนับสนุนธุรกิจ ที่มียอดการใช้จ่ายตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป) ที่มียอดการใช้จ่ายสูงสุด 10 อันดับแรก ตอบรับการปฏิบัติตามจรรยาบรรณคู่ค้า โดยในขั้นตอนต่อไป บริษัทจะกำหนดให้คู่ค้าตอบรับการปฏิบัติตามจรรยาบรรณคู่ค้าก่อนการเข้าร่วมเป็นคู่ค้าของบริษัท ซึ่งหากพบว่า มีคู่ค้ารายใดที่มีการไม่ปฏิบัติตามจรรยาบรรณคู่ค้าบริษัทอาจมีการพูดคุยเพื่อให้คู่ค้าปรับปรุงในประเด็นต่างๆ เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และการดำเนินงานของบริษัทในอนาคต

  • ในการว่าจ้างคู่ค้า หรือบุคคลภายนอกเพื่อดำเนินธุรกิจแทนบริษัทในงานที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักของบริษัท หรือไม่ใช่ธุรกิจที่บริษัทมีความชำนาญ บริษัทมีการดำเนินการ ดังนี้
    - บริษัทคำนึงถึงความสำคัญของการใช้บริการจากบุคคลภายนอก โดยได้จัดให้มีระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์และคุณสมบัติของบริษัทผู้ให้บริการ ตลอดจนการจัดทำสัญญาที่เป็นธรรม และมีการตรวจรับมอบสินค้าเพื่อให้ตรงตามสัญญาการใช้บริการ ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง ตลอดจนการจัดให้มีกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่ชัดเจน และต้องไม่เข้าไปกระทำการที่ขัดกับนโยบายต่อต้านการคอร์รัปชัน นอกจากนี้ ยังได้จัดให้มีนโยบายการใช้บริการจากบุคคลภายนอก ซึ่งนโยบายดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายการกำกับแบบรวมกลุ่มของธนาคารกรุงไทย เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การคัดเลือกผู้ให้บริการ หลักเกณฑ์การใช้บริการ บทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้ให้บริการ รวมถึงการติดตามดูแลโดยทุกหน่วยงานในบริษัทที่ประสงค์ว่าจ้างบุคคลภายนอกจะต้องปฏิบัติตามนโยบาย หรือระเบียบที่กล่าวข้างต้น
    - การติดตามกระบวนการควบคุมคุณภาพผู้ให้บริการภายนอกของหน่วยงานด้านปฏิบัติการ นอกจากมีจุดประสงค์เพื่อควบคุมมาตรฐานการให้บริการของผู้ให้บริการภายนอกแล้วยังเป็นการเชื่อมต่อความต้องการของบริษัทคู่ค้า และลูกค้า เพื่อให้เกิดการปรับปรุงในกระบวนการทำงานและผลิตภัณฑ์บริการที่ส่งมอบในด้านต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ดังนั้น จึงมีการปรับปรุงกระบวนการทำงานอยู่ตลอดเวลา รวมถึงความพยายามในการลดการใช้ทรัพยากรที่เกินความจำเป็นในกระบวนการหรือในผลิตภัณฑ์บริการที่ส่งมอบ ผลที่ได้รับนอกจากช่วยลดภาระกับสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังทำให้ต้นทุนในการดำเนินกิจการลดลงอีกด้วย ตัวอย่างผลการดำเนินการที่ผ่านมา เช่น การลดวัสดุสิ่งพิมพ์สำหรับลูกค้าบางกลุ่ม เป็นต้น โดยการติดตามกระบวนการควบคุมคุณภาพนี้ยังเป็นการเพิ่มช่องทางเพื่อให้คู่ค้าเสนอแนะและร่วมพัฒนากระบวนการทำงานที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นและเป็นธรรมด้วยการแบ่งปันประสบการณ์ระหว่างบริษัทกับคู่ค้าร่วมกันผ่านการประชุมร่วมระหว่างบริษัทที่จัดเป็นประจำอีกด้วย
    - เคทีซีได้ร่วมกับบริษัทรับจ้างภายนอก (Outsource) ในการกำหนดหลักสูตรการฝึกอบรม เพื่อพัฒนาทักษะการทำงานของพนักงานของบริษัทรับจ้างภายนอกเป็นประจำทุกปี เช่น พนักงานติดตามหนี้ พนักงานธุรการ พนักงานช่าง เป็นต้น
    - ความรับผิดชอบต่อคู่ค้า หรือผู้ให้บริการภายนอกในห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain)

    บริษัทเล็งเห็นความสำคัญของปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยในการดำเนินธุรกิจนั้นได้มุ่งเน้นการพัฒนาอย่างยั่งยืนตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain) โดยเริ่มจากการประกอบธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส และตรวจสอบได้ในทุกกระบวนการ ผ่านกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง หรือการว่าจ้างการใช้บริการจากบุคคลภายนอก

    เห็นได้ว่าคู่ค้าของบริษัทมีความสำคัญเป็นอย่างมาก ดังนั้น บริษัทจึงให้ความสำคัญในการจัดหาคู่ค้า โดยจะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย หรือภายใต้ข้อกำหนดของสัญญาระหว่างกัน โดยได้กำหนดเป็นแนวปฏิบัติสำหรับให้หน่วยงานของบริษัทที่รับผิดชอบงานด้านการจัดซื้อจัดจ้างใช้ในการคัดเลือกคู่ค้า นอกจากการปฏิบัติตามขอบเขตดังกล่าวแล้ว บริษัทได้กำหนดไว้เป็นข้อกำหนดในสัญญาการให้บริการระหว่างบริษัท กับพันธมิตร หรือตัวแทนทางธุรกิจ โดยจะต้องดำเนินธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี และถือปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการต่อต้านการให้สินบนและการทุจริตคอร์รัปชัน

มิติสังคม

•   การบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล
เป้าหมายด้านความยั่งยืน : บริษัทมีการนำส่งจรรยาบรรณคู่ค้าให้กับคู่ค้า ที่มีความสำคัญเพื่อรับทราบตามจรรยาบรรณคู่ค้า โดยระบุประเด็นความยั่งยืนด้านสังคม สิ่งแวดล้อม แรงงาน และสิทธิมนุษยชน

ตลอดปี 2561 บริษัทให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรให้พร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างรวดเร็ว โดยเริ่มตั้งแต่กระบวนการสรรหาบุคลากร การเตรียมความพร้อมด้านทักษะ ความรู้ ความสามารถของพนักงาน การเตรียมอุปกรณ์และสภาพแวดล้อมการทำงานให้สามารถทำงานได้ทุกที่ทุกเวลา บนพื้นฐานของค่าตอบแทน และสวัสดิการที่เป็นธรรมเทียบเท่ากับบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน การบริหารแรงงานและเคารพในความแตกต่าง หลากหลายด้วยความเท่าเทียมบนพื้นฐานของสิทธิมนุษยชน การดูแลชีวอนามัยและความปลอดภัยในสถานที่ทำงาน ตลอดจนการกำหนดแผนพัฒนาศักยภาพของพนักงาน เพื่อสร้างความพร้อมให้กับพนักงานเพื่อให้สามารถเติบโตในหน้าที่การงานได้อย่างเหมาะสม

•   การปฏิบัติด้านแรงงานและสิทธิมนุษยชน

  • บริษัทมีการปฏิบัติเป็นไปตามระเบียบข้อบังคับในการปฏิบัติงานติดตามทวงถามหนี้ตามพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย และกฎหมายอื่น ๆ โดยมีการจัดอบรมให้กับพนักงานทวงถามหนี้ (New Collector Training Program) โดยให้ความรู้และเพิ่มทักษะความชำนาญเพื่อให้มีการปฏิบัติงานในการทวงถามหนี้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด โดยใช้วาจาสุภาพ ไม่มีการข่มขู่ ดูถูก หรือเสียดสีลูกค้า และไม่เปิดเผยข้อมูลของลูกค้าให้กับบุคคลที่สาม
  • เพื่อให้มีการปฏิบัติสอดคล้องกับกฎหมายแรงงาน ในการรับสมัครพนักงานเข้าทำงาน บริษัทได้มีการกำหนดคุณสมบัติของพนักงานโดยจะคำนึงถึงอายุ ความรู้ ความสามารถ ทักษะ ประสิทธิภาพการทำงานของผู้สมัครเป็นสำคัญ โดยไม่กีดกันหรือแบ่งแยกความหลากหลายทางเพศ ศาสนา ความเชื่อทางการเมือง หรือแม้แต่บุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกาย หากไม่ได้ป่วยเป็นโรคติดต่อร้ายแรง และสามารถแสดงศักยภาพที่เหมาะสมกับการทำงานให้ปรากฎชัด ก็สามารถเข้าทำงานกับบริษัทได้ รวมทั้งไม่มีการเลือกปฏิบัติต่อพนักงาน อันเนื่องมาจากการนับถือศาสนา เพศ หรือการศึกษา
  • จำนวนพนักงานเข้าใหม่และพนักงานที่พ้นสภาพ เพื่อให้การบริหารจัดการอัตรากำลังของบริษัทมีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุด ในการสรรหาพนักงานในอัตราว่างที่มีอยู่เดิม จะพิจารณาสรรหาจากภายในบริษัทก่อนเป็นหลัก หรือหากเป็นงานใหม่ที่ต้องการบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะด้านและไม่สามารถจัดสรรได้จากภายในบริษัทแล้ว จึงค่อยพิจารณาสรรหาบุคลากรจากภายนอกเพิ่มเติม ทั้งนี้ การรับพนักงานใหม่จะพิจารณารับเพิ่มตามความจำเป็นของธุรกิจ โดยพิจารณาคุณสมบัติ ความสามารถ ประสบการณ์ รวมถึงกำหนดอัตราค่าตอบแทนที่สอดคล้องกับอุตสาหกรรม
    • การปฏิบัติต่อแรงงานอย่างเป็นธรรม
      กำหนดคู่มือมาตรฐานการปฏิบัติงาน (SOP) ตั้งแต่กระบวนการสรรหาและคัดเลือกบุคลากรใหม่ การประเมินผลการปฏิบัติงาน - การปรับขึ้นเงินเดือนประจำปี (Salary Increase) และเงินรางวัลพิเศษประจำปี (Performance Incentive) การเลื่อนตำแหน่งประจำปี (Promotion) ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดมาตรฐานในการดำเนินงานของบริษัทในการดำเนินงานด้านทรัพยากรบุคคล

      ในปี 2561 บริษัทมีจำนวนพนักงาน 1,767 คน สามารถแบ่งตามเพศ ประเภทการจ้าง และระดับพนักงาน ดังนี้

  • บริษัทได้มีการว่าจ้างพนักงานที่บกพร่องทางร่างกายเข้ามาปฏิบัติงานในสังกัดหน่วยงานไอที เพื่อให้ได้รับโอกาสและผลตอบแทนเทียบเท่ากับพนักงานซึ่งเป็นคนปกติ ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 ที่มีเจตนาเพื่อคุ้มครองให้คนพิการมีงานทำหรือประกอบอาชีพ โดยมิให้มีการเลือกปฏิบัติโดยมิได้เป็นธรรมเนื่องจากสาเหตุทางกายและสุขภาพ ซึ่งมีบัญญัติให้หน่วยงานของรัฐ และนายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการ ต้องรับคนพิการเข้าทำงานตามมาตรา 33 หรือส่งเงินเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการตามมาตรา 34 หรือเลือกดำเนินการให้สัมปทานตามมาตรา 35 นอกจากนี้ บริษัทมีการดูแลพนักงานประสบปัญหาด้านสุขภาพ โดยปรับเปลี่ยนหน้าที่ความรับผิดชอบตามศักยภาพและความสามารถในการปฏิบัติงาน เพื่อให้เกิดผลกระทบกับสุขภาพของพนักงานน้อยที่สุด

    ทั้งนี้ ในปี 2561 ที่ผ่านมาบริษัทได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการส่งเงินเข้ากองทุนคนพิการตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 มาตรา 34 มาเป็นการจ้างเหมาบริการ ตามมาตรา 35 ตามที่กระทรวงแรงงานได้รณรงค์และส่งเสริมให้สถานประกอบการต่าง ๆ จ้างคนพิการตามแนวทางใหม่ ที่ปรับเงื่อนไขจากเดิมที่จ้างทำงานได้เฉพาะสถานประกอบการเท่านั้น มาเป็นการจ้างทำงานนอกสถานประกอบการในชุมชน หรือองค์กรสาธารณะประโยชน์ ที่เป็นภูมิลำเนาของคนพิการเอง หรือให้การส่งเสริมอาชีพอิสระ โดยมีมูลนิธินวัตกรรมทางสังคมทำหน้าที่เข้ามาประสานงานกับหน่วยงานทรัพยากรบุคคล เพื่ออำนวยความสะดวกในการจ้างงานคนพิการ และเชิญชวนให้สถานประกอบการจ้างคนพิการตามแนวทางใหม่ ซึ่งจะเกิดประโยชน์แก่คนพิการโดยตรง และช่วยให้คนพิการที่อยู่ห่างไกลได้รับโอกาสมีอาชีพ มีงานทำอย่างทั่วถึง สามารถพึ่งพาตนเองได้ โดย ในปี 2561 บริษัทฯ ได้มีการว่าจ้างคนพิการตามมาตรา 35 เป็นจำนวน 17 ราย ทั้งนี้การจ้างคนพิการดังกล่าว บริษัทจะดำเนินการโอนเงินค่าจ้างเข้าบัญชีคนพิการโดยตรงไม่ผ่านคนกลางหรือมูลนิธิใด ๆ จึงไม่เกิดปัญหาการร้องเรียนจากคนพิการเนื่องจากได้รับค่าจ้างเหมาจ่ายโดยตรงจากบริษัทฯ
  • การดูแลสุขภาพของพนักงาน บริษัทมีความห่วงใยสุขภาพของพนักงาน โดยได้จัดให้มีสวัสดิการต่าง ๆ
    ให้กับพนักงาน หรือครอบครัวของพนักงาน ดังนี้
    - จัดให้มีการตรวจสุขภาพประจำปีให้แก่พนักงาน ณ โรงพยาบาลชั้นนำ เพื่อให้พนักงานเกิดความใส่ใจในการดูแลสุขภาพของตนเอง และลดอาการเสี่ยง รวมถึงป้องกันการเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ
    - จัดให้มีห้องพยาบาล พยาบาล บริการด้านการแพทย์ รวมถึง จัดให้มียาและเวชภัณฑ์ในการปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้กับพนักงานตามมาตรฐานที่เหมาะสม โดยพนักงานสามารถเข้ารับบริการได้ทุกวันในเวลาทำการ ซึ่งเป็นการลดการพึ่งพาผู้อื่นลง และเป็นการช่วยเหลือพนักงานโดยเน้นในเรื่องการพัฒนาแทนการให้การสงเคราะห์ การรักษาโดยการใช้ยา ซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาชั่วคราว และพัฒนาให้พนักงานสามารถดูแลตนเองได้ และเจ็บป่วยน้อยลง
    - จัดให้มีการฉีดวัคซีนป้องกันโรคต่าง ๆ ให้กับพนักงาน เช่น วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ เป็นต้น
    - จัดบรรยายโดยคุณหมอจากโรงพยาบาลชั้นนำเพื่อให้ความรู้ข้อมูลด้านสุขภาพกับพนักงานเป็นการป้องกันและส่งเสริมด้านสุขภาพให้สามารถทำงานควบคู่กับการมีสุขภาพที่แข็งแรง เช่น โภชนาการดีมีชัย ห่างไกลโรค, ออฟฟิศซินโดรม เป็นต้น
    - บริษัทมีการจัดสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลให้กับพนักงานและครอบคลุมไปถึงครอบครัวของพนักงานด้วย ซึ่งกำหนดเป็นภาคสมัครใจ โดยบริษัทจะจ่ายค่าเบี้ยประกันสุขภาพของครอบครัวพนักงานให้จำนวน 50%
  • การจัดสวัสดิการให้กับพนักงาน พนักงานสัญญาจ้าง ดังนี้

  • ในการใช้บริการว่าจ้างหน่วยงานภายนอก (Outsource) ให้ปฏิบัติงานในนามของบริษัท บริษัทมีการ กำหนดไว้ในสัญญาการใช้บริการของบริษัทผู้รับว่าจ้างให้มีการปฏิบัติต่อพนักงานในสังกัดอย่างเป็นธรรมทุกกรณี ตามที่กฎหมายแรงงานกำหนด นอกจากนี้ บริษัทยังมีการดูแล ให้คำปรึกษา และประสานงานระหว่างพนักงานผู้ปฏิบัติงานของบริษัท Outsource กับบริษัท Outsource ในกรณีที่พนักงานผู้ปฏิบัติงานเกิดข้อสงสัย
  • การดูแลความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
    - บริษัทมีการกำหนดและปฏิบัติตามแนวปฏิบัติด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานที่เหมาะสม สอดคล้องกับมาตรฐานและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
    - มีการจัดอบรมหลักสูตรด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และความปลอดภัยในที่ทำงานให้กับพนักงานอย่างต่อเนื่อง
    - ติดตาม เฝ้าระวัง และจัดให้มีการปรับปรุงสภาพแวดล้อมในพื้นที่ทำงานอย่างสม่ำเสมอ
    - ติดตามประเมินผลด้านความสะอาดของพื้นที่ทำงานในแต่ละหน่วยงานอย่างสม่ำเสมอ
    - ติดตามผล และบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับการเจ็บป่วย บาดเจ็บ ตลอดจนให้การดูแลพนักงานที่บาดเจ็บให้ได้รับการรักษาจนสามารถใช้ชีวิตเป็นปกติในการทำงาน

    จำนวนและอัตราการประสบอันตราย หรือเจ็บป่วยจากการทำงานของพนักงาน ปี 2561

    หมายเหตุ : พนักงาน คือ พนักงานประจำ, พนักงานสัญญาจ้าง และลูกจ้างชั่วคราว
  • บริษัทมีนโยบายพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับการสนับสนุนให้พนักงานทุกระดับพัฒนาศักยภาพที่ตอบสนองและเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ โดยมุ่งเสริมสร้างให้พนักงานมีทัศนคติที่ดี มีความรู้และความเชี่ยวชาญในการปฏิบัติงานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์กรทั้งในปัจจุบันและอนาคต โดยในปี 2561 บริษัทอบรมพัฒนาบุคลากรจำนวน 219 หลักสูตร รวมถึงกิจกรรมต่าง โดยมีรายละเอียดพอสังเขป ดังนี้
    - หลักสูตรปฐมนิเทศ มีการจัดอบรมให้กับพนักงานใหม่เพื่อให้พนักงานมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับธุรกิจและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของบริษัท คุณธรรมจริยธรรม หลักความยั่งยืนของธรรมาภิบาล ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม การต่อต้านคอร์รัปชัน และปลูกฝังค่านิยมหลัก (Core Values) เพื่อให้เกิดวัฒนธรรมร่วมที่หล่อหลอมให้พนักงานมีคุณลักษณะที่เป็นไปในทิศทางเดียวกับองค์กร เสริมสร้างศักยภาพของพนักงานให้สามารถรับผิดชอบต่อหน้าที่ในปัจจุบันและพร้อมที่จะเติบโตในอนาคต โดยมีจำนวนพนักงานที่เข้าร่วมหลักสูตรปฐมนิเทศทั้งสิ้น 362 คน โดยภายหลังจากการอบรมปฐมนิเทศ บริษัทได้จัดให้พนักงานทำแบบทดสอบเพื่อประเมินความเข้าใจในเนื้อหาที่ได้อบรม ซึ่งพนักงานจะต้องผ่านการทดสอบไม่ต่ำกว่า 85%
    - หลักสูตรตามกลยุทธ์ขององค์กรเพื่อส่งเสริมให้พนักงานพัฒนาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ลูกค้าและพัฒนากระบวนการในการทำงานให้มีประสิทธิภาพ โดยบริษัทจัดหลักสูตร “Leading Innovation with Design Thinking” ให้ผู้เข้าอบรมเรียนรู้กระบวนการในการสร้างสรรค์นวัตกรรม โดยผู้เรียนได้นำความรู้และทักษะจากกระบวนการ Design Thinking ไปประยุกต์ใช้กับงานที่รับผิดชอบและสร้างความแตกต่างทางธุรกิจ
    - หลักสูตรหลัก (Core Course) เพื่อสร้างเสริมคุณลักษณะสำคัญของพนักงานตาม Core values หลักขององค์กร (Courageous , Smart Simplicity, Meaningful) เช่น หลักสูตรจุดประกายความรู้สู่ KTC และ KTC Synergy 2018 ที่ส่งเสริมให้พนักงานรับรู้ เข้าใจและผนึก Core values เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตและการทำงาน
    - กลุ่มหลักสูตร Functional Course เพื่อให้พนักงานได้พัฒนาทักษะ ความรู้ ความสามารถและพัฒนากระบวนการทำงานให้ดียิ่งขึ้น เช่น Future Market Access Strategies, Machine Learning for Business, Data Wrangling, Process Improvement for Productivity, Customer Experience Management, Service Beyond Expectation, Service Quality Contact Center, Analytics Enablement Program เป็นต้น
    - นอกจากหลักสูตรที่มุ่งเน้นให้เกิดการพัฒนาความรู้ ทักษะและคุณลักษณะในด้านต่างๆ แล้ว บริษัทให้ความสำคัญต่อการสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้และส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ จัดกิจกรรม KTC Knowledge Sharing สร้างวัฒนธรรมการแลกเปลี่ยนความรู้ในองค์กร, การเรียนรู้ผ่านหลักสูตรออนไลน์ผ่าน Coursera ซึ่งพนักงานสามารถที่จะเลือกเรียนในหัวข้อที่สนใจซึ่งเป็นการส่งเสริมให้พนักงานเรียนรู้และพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษควบคู่ไปด้วย นอกจากนี้ยังมีการจัดกิจกรรม KTC Cinema ส่งเสริมการเรียนรู้หลักสูตรออนไลน์ผ่านภาพยนตร์ ร่วมพูดคุยและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ผ่าน Community ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้เกิดองค์กรแห่งการเรียนรู้ โดยในปี 2561 ที่ผ่านมาพนักงานมีการอบรมเฉลี่ยต่อปีคิดเป็น 21.33 ชั่วโมง
    - บริษัทให้ความสำคัญต่อการสร้างจิตสำนึกของพนักงานให้ปฏิบัติงานบนพื้นฐานของจริยธรรม พัฒนาทางด้านจิตใจและศีลธรรม มุ่งเน้นให้พนักงานสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกและปรับทัศนคติที่เหมาะสมทั้งต่อตัวเองและต่อการทำงาน ผ่านโครงการ “ดีท็อกซ์ ดีทอล์ค คุณธรรมนำทาง” ซึ่งในปี 2561 ได้พาพนักงานไปปฏิบัติธรรมอบรมถือศีล 8 ณ วัดป่าศรีถาวรนิมิต อ.ปากพลี จ.นครนายก และกิจกรรมใส่บาตรพระสงฆ์จำนวน 9 รูปเนื่องในวันปีใหม่ในวันที่ 3 มกราคม 2561 และวันสงกรานต์ในวันที่ 12 เมษายน 2561
    - กิจกรรม KTC Sit & Talk ซึ่งเป็นกิจกรรมแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ในด้านต่างๆ เพื่อให้ทันกับสภาวการณ์ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมทางการเงินที่เข้ามามีบทบาทในการดำเนินธุรกิจและการติดตามทิศทางเศรษฐกิจโลกและไทยจากวิทยากรผู้มีความรู้ ในหัวข้อต่าง ๆ ที่หลากหลาย เช่น Creativity for Change พลังแห่งความคิดสร้างสรรค์, Design Thinking, Blockchain The Next Technology in Your Life, ทิศทางและความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย, จาก Passion สู่ Tourism Blockchain, Making impact With Big Data, Consumer & Technology Trend 2018, รู้เท่าทันความเสี่ยงในการชำระทางอิเล็กทรอนิกส์และออนไลน์, NEXT-GEN PAYMENT, You Are More Powerful Than You Think
    - บริษัทได้จัดให้มีโครงการ KTC LEARN & EARN อย่างต่อเนื่องผ่านการพัฒนาเยาวชนให้มีคุณภาพร่วมกับสังคมไทยมายาวนานเป็นปีที่ 15 เพื่อสนับสนุนและพัฒนาศักยภาพเยาวชนสู่การเป็นผู้นำ เป็นการเตรียมความพร้อมให้กับนิสิตนักศึกษาก่อนก้าวไปสู่ชีวิตการทำงานจริง ให้เยาวชนรู้จักใช้เวลาให้เกิดประโยชน์ ได้เปิดโลกทัศน์ ประสบการณ์การทำงานจริงที่หาไม่ได้จากห้องเรียนและยังสร้างรายได้ให้ตนเองและครอบครัว พร้อมทั้งพัฒนาศักยภาพที่เป็นประโยชน์กับการทำงานและเป็นประโยชน์กับคุณภาพชีวิต โดยในปี 2561 บริษัทฯ ดำเนินการภายใต้แนวคิด “Digital# Me” มีวัตถุประสงค์ให้เยาวชนนิสิตนักศึกษาในโครงการ LEARN & EARN รู้เท่าทันโลกดิจิทัลที่เข้ามามีบทบาททั้งภาคธุรกิจและสังคม บริษัทเล็งเห็นว่าโครงการ KTC LEARN & EARN จะช่วยพัฒนาและเตรียมความพร้อมให้นิสิตนักศึกษาสามารถนำความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีมาต่อยอดในชีวิตประจำวันและการทำงาน โดยสนับสนุนให้นิสิตนักศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับนวัตกรรม คิดนอกกรอบและนำนวัตกรรมมาปรับใช้ในการสื่อสารให้ประสบความสำเร็จ
    - บริษัทได้รวบรวมสื่อการเรียนรู้ต่าง ๆ ไว้บน Intranet เพื่อให้ผู้บริหารและพนักงานสามารถศึกษา และทบทวนเนื้อหาของสื่อการเรียนรู้ต่าง ๆ ได้ตลอดเวลา นอกเหนือจากประกาศและระเบียบภายในที่สำคัญของบริษัท เช่น หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี คู่มือจรรยาบรรณธุรกิจ การต่อต้านการคอร์รัปชัน กฎหมายฟอกเงิน กฎหมายสำคัญที่เกี่ยวข้องกับบริษัท นอกจากนี้ ยังได้กำหนดให้ผู้บริหารและพนักงานจะต้องตอบแบบทดสอบเพื่อประเมินผลความรู้ ความเข้าใจและเป็นการสร้างความตระหนัก (Awareness) ถึงการปฏิบัติตามกฎหมายหรือกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่สำคัญผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ดังนี้

    ◊   การจัดทดสอบเพื่อความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับ ”หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Corporate Governance Self-Assessment)” ซึ่งครอบคลุมเนื้อหาเกี่ยวกับการต่อต้านการคอร์รัปชัน แนวปฏิบัติตามนโยบายการกำกับดูแลกิจการที่ดี และคู่มือจรรยาบรรณธุรกิจของบริษัท การคำนึงถึงสังคมและสิ่งแวดล้อม ประจำปี 2561 มีผลการประเมิน ดังนี้

    ◊   จัดทดสอบเพื่อประเมินความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับ “กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย” ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ให้กับผู้บริหารและพนักงานประจำ โดยปี 2561 มีผลการประเมิน ดังนี้

    ◊   จัดทดสอบเพื่อประเมินความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายและการทำนิติกรรมสัญญาต่าง ๆ อันเป็นประโยชน์ในการทำงานและการดำเนินชีวิตแก่พนักงานบริษัท ในหัวข้อ “กฎหมายน่ารู้ สำหรับชาว KTC” โดยผลการประเมินมี ดังนี้

    ◊   จัดทดสอบเพื่อประเมินความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับ” Risk Awareness” โดยครอบคลุมเนื้อหาเกี่ยวกับนิยามความเสี่ยง กระบวนการบริหารความเสี่ยง และเหตุการณ์ความเสียหาย (Loss Data) จากความเสี่ยงด้านปฏิบัติการเพื่อเป็นประโยชน์ในการนำไปปรับใช้ในการปฏิบัติงานของพนักงานโดยปี 2561 มีผลการประเมินดังนี้

    ◊   KTC Product Knowledge ตามนโยบายของการบริหารจัดการด้านการให้บริการแก่ลูกค้าอย่างเป็นธรรม (Market Conduct) กำหนดให้พนักงานต้องมีความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และบริการของบริษัท เพื่อแนะนำข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นธรรมแก่ลูกค้าได้ มีผลการประเมิน ดังนี้

    ◊   KTC Core Business Process เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการเกิดผลิตภัณฑ์และบริการที่ส่งมอบให้ลูกค้า มีผลการประเมิน ดังนี้

    ◊   หลักเกณฑ์กำกับที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ มีผลการประเมิน ดังนี้

 

•   การดำเนินงานด้านชุมชนและสังคม
เป้าหมายด้านความยั่งยืน : บริษัทให้การสนับสนุนกิจกรรมสาธารณประโยชน์เพื่อตอบแทนสังคม

บริษัทให้ความสำคัญกับการสนับสนุนกิจกรรมสาธารณประโยชน์เพื่อตอบแทนให้กับสมาชิกและประชาชนทั่วไป โดยได้จัดกิจกรรมเพื่อช่วยเหลือสังคม ดังนี้

  1. ด้านการเสริมสร้างความรู้ (กลุ่มเป้าหมาย : ชุมชน สื่อมวลชน และเยาวชน)
    มุ่งเน้นการจัดกิจกรรมที่หลากหลากหลายในรูปแบบของการแบ่งปันความรู้และสร้างแรงบันดาลใจ โดยร่วมมือกับบุคคลที่ประสบความสำเร็จ องค์กรเอกชนและภาครัฐต่าง ๆ ภายใต้แนวคิด: ผู้ด้อยโอกาสเรียนรู้วิถีชีวิตไทย รากเหง้าการเกษตรแบบพอเพียง ศาสนาและความเชื่อ ประกอบด้วย
    •  “เคทีซีส่งภาษามือ ชวนน้องเรียนรู้วิถีเกษตร” โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3-6 ที่บกพร่องทางการได้ยิน โรงเรียนเศรษฐเสถียรและสื่อมวลชน รวม 80 คน ร่วมกิจกรรม ณ แหล่งท่องเที่ยวเรียนรู้เชิงเกษตร สวนผักชานเมือง บางแค โดยนำนักเรียนที่บกพร่องทางการได้ยินเรียนรู้วิถีชีวิตเกษตรดั้งเดิมและวิถีชีวิตความเป็นชาวสวนที่สั่งสมภูมิปัญญามาตั้งแต่บรรพบุรุษ เรียนรู้กระบวนการปลูกผักปลอดสารพิษและลงมือปลูกด้วยตนเอง ตลอดจนร่วมทำก๋วยเตี๋ยวลุยสวน ขนมต้มและถั่วแปบ ซึ่งเป็นขนมไทยโบราณ และเรียนรู้วิธีการสานปลาตะเพียนจากใบเตยสด งานฝีมือจากผลิตผลในสวนและภูมิปัญญาชาวบ้าน
    •  “เคทีซีชวนน้องสุขได้ถ้าใจพอ ต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นป่าชายเลน” โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็กและเยาวชนหญิงบ้านปรานีและสื่อมวลชน รวม 60 คน ร่วมกิจกรรม ณ โรงเรียนคลองพิทยาลงกรณ์ โดยเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร เขตบางขุนเทียน ทำเวิร์คช้อป “ผ้ามัดย้อม” จากเปลือกผลต้นตะบูน พร้อมร่วมกัน “ปลูกป่าชายเลน” รักษาสมดุลของระบบนิเวศน์ และลงมือทำ “ขนมจาก” ขนมพื้นบ้านในแถบจังหวัดสมุทรสงครามที่มีประวัติยาวนานหลายชั่วอายุคน
    •  “เคทีซีชวนน้องใช้กายสัมผัส เรียนรู้ประวัติศาสตร์และภูมิปัญญาไทย” โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 4-5 โรงเรียนคนตาบอดกรุงเทพ รวม 60 คน ร่วมกิจกรรม ทราบถึงประวัติความเป็นมาของเสาชิงช้า และเรียนรู้ผ่านการสัมผัสประติมากรรมต่างๆ ภายในวัดสุทัศน์เทพวรารามราชวรมหาวิหาร พร้อมทั้งเรียนรู้ความหมายของวิถีเกษตรพอเพียง นวัตกรรมกลางกรุง ด้วยการลงมือปลูกข้าว เก็บเกี่ยว ปลูกผัก เลี้ยงปลา ณ แหล่งเรียนรู้ศาสตร์พระราชา เกษตรพอเพียง ภายในโรงเรียนวัดสุทัศน์
    •  “เคทีซีชวนน้องท่องกรุง เรียนรู้วัฒนธรรมผ่านวิถีชุมชน” โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดราชสิงขร ร่วมกิจกรรมเรียนรู้ประวัติศาสตร์จากวัดสุวรรณาราม ราชวรวิหาร ชมสาธิตประเพณีการวิ่งม้าแก้บน ฟังเรื่องราวของชุมชนตรอกข้าวเม่า ร่วมเวิร์คช้อป “ข้าวเม่าหมี่” อาหารว่างโบราณ และชมพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่ยังเก็บรวบรวมข้าวของเครื่องใช้ในอดีต
    •  “เคทีซีชวนน้องถอดรหัสไทยไปกับมิวเซียมสยาม” โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนโรงเรียนสวัสดีวิทยา รวม 40 คน เพื่อเสริมสร้างวัฒนธรรมท่องเที่ยวเชิงแหล่งเรียนรู้ในพิพิธภัณฑ์ให้กับเยาวชนไทย และเพื่อร่วมสนับสนุนให้คนไทยหันมาสนใจท่องเที่ยวพิพิธภัณฑ์มากขึ้น ณ พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ มิวเซียมสยาม
    •  “เคทีซีควงแขนน้อง ๆ มูลนิธิบ้านนกขมิ้นท่องวิถีถิ่น” โดยเรียนรู้ประวัติศาสตร์และงานศิลปะวัตถุจากการเยี่ยมชมวัดจำปา รับรู้วิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่คงความเป็นธรรมชาติไว้โดยไม่มีการแต่งแต้มของชุมชนเกาะศาลเจ้าหรือชุมชนวัดจำปา และร่วมทำงานฝีมือ “พวงแขวนแป้งพวง” งานประณีตศิลป์และขนมหวานชาววัง “ฝอยทอง”

    งานเสวนาแบ่งปันความรู้ถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊คไลฟ์ให้กับแฟนเพจ KTC CSR Club ได้รับชมและสามารถสอบถามคำถามและเล่นเกมเข้ามาในระหว่างที่มีการถ่ายทอดสด โดยเชิญวิทยากรพิเศษที่มีความรู้ ความชำนาญเฉพาะด้าน ร่วมพูดคุยอย่างเป็นกันเอง ประกอบด้วย

      เสวนา “KTC FIT Talks” จัดขึ้นเพื่อแบ่งปันความรู้ที่อยู่ในกระแสความสนใจของสังคม ทั้งที่เกี่ยวข้องกับการเงิน (Finance) นวัตกรรม (Innovation) และเทคโนโลยี (Technology) โดยในปี 2018 ได้จัดเสวนาในหัวข้อ “KTC FIT Talks รู้เท่าทันความเสี่ยงในระบบการชำระทางอิเล็กทรอนิกส์และออนไลน์” โดยมีสื่อมวลชนและบุคลากรในเคทีซีให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมในห้องเสวนามากมายกว่า 200 คน นอกเหนือจากการรับชมถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊ค   บรรยายธรรมพิเศษ “รักอันบริสุทธิ์” เนื่องในวันแม่แห่งชาติ โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3-4 โรงเรียนปทุมคงคา รวม 400 คน จัดทริปแบ่งปันความรู้ ภายใต้ชมรม KTC PR Press Club เพื่อร่วมนำเสนอมุมมองและเรื่องราวที่เป็นประโยชน์ ตลอดจนร่วมจรรโลงจิตใจให้เกิดสังคมการทำดี โดยในปี 2561 บริษัทได้จัดกิจกรรมภายใต้แนวคิด “ย้อนกาลเก่า เล่ารัตนโกสินทร์ ยินผ่านวรรณกรรม” โดยเชิญวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ให้ความรู้และนำชมสถานที่แห่งประวัติศาสตร์สำคัญในช่วงรัชกาลที่ 1-9 อาทิ วัดพิชัยญาติ วัดประยุรวงศาวาส นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร สวนสมเด็จย่า เป็นต้น
  2. ด้านเยาวชนและการศึกษา
    เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินการต่าง ๆ ให้กับเยาวชนและการศึกษา บริษัทฯ ได้ร่วมกับพันธมิตรจัดกิจกรรมมอบสิ่งของ ทุนการศึกษา สนับสนุนโครงการ สถาบันการศึกษา องค์กรการกุศลและมูลนิธิต่าง ๆ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 245,000 บาท โดยมีรายละเอียดดังนี้
      มอบคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะสภาพดีพร้อมใช้งาน เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการเรียน ให้กับโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนในเขตพื้นที่ภาคเหนือ สังกัดกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 32 ค่ายพญางำเมือง อ.เมืองพะเยา จ.พะเยา ซึ่งเดินทางมาร่วมโครงการศึกษาธรรมชาติทางทะเลกับ Shred2Share ปีที่ 10
  3. ด้านกีฬาและสุขภาพ
    เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการการดำเนินการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับด้านกีฬาและสุขภาพ บริษัทได้ร่วมมอบเงินสนับสนุนหน่วยงาน รวมทั้งการแข่งขันและการจัดกิจกรรมด้านกีฬา ให้กับสมาคม ชมรม หรือมูลนิธิ เช่น สมาคมผู้สื่อข่าว สมาคมต่าง ๆ เป็นต้น รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 225,000 บาท
  4. ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม
    เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม บริษัทได้มีส่วนร่วมโดยการบริจาคเงิน หรือร่วมเป็นผู้สนับสนุนโครงการกับมูลนิธิ สมาคมต่าง ๆ รวมเป็นเงิน ทั้งสิ้น 2,354,000 บาท โดยมีรายละเอียดดังนี้
      เคทีซีมอบระบบผลิตน้ำประปาและน้ำดื่มแบบเคลื่อนที่ให้กับมูลนิธิชัยพัฒนามูลค่า 2,354,000 บาท เพื่อนำไปช่วยเหลือในพื้นที่ทุรกันดารและประสบอุทกภัย
      บริษัทสนับสนุนให้พนักงานมีส่วนร่วมในโครงการ “บริจาคโลหิตกับสภากาชาดไทย ซึ่งจัดเป็นปีที่12 และในปี 2561 ได้รับการบริจาคโลหิตเป็นจำนวน 183,150 ซีซี การแบ่งปันบริจาคสิ่งของให้ “ห้องได้บุญ” ของสภากาชาดไทย เพื่อนำไปจำหน่ายและนำเงินที่ได้ไปใช้จ่ายเพื่อประโยชน์ของสังคม
  5. ด้านศาสนา
    เคทีซียังได้เป็นส่วนหนึ่งในการร่วมทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ด้วยการทำบุญถวายปัจจัยแด่พระภิกษุสงฆ์ และพุทธสถานต่าง ๆ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 168,500 บาท
  6. ความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค
      เคทีซีผนึก 2 องค์กร ธปท. และกรมบังคับคดี จัดมหกรรมประนอมหนี้ และจัดสัมมนาให้ความรู้ในหัวข้อบริหารการเงินและสร้างวินัยทางการเงินให้กับสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี พร้อมไกล่เกลี่ยประนอมหนี้ให้กับลูกหนี้ที่มีภาระหนี้ติดพัน นอกเหนือจากมาตรการความช่วยเหลือเรื่องส่วนลดดอกเบี้ย หรือระยะเวลาในการผ่อนชำระ ด้วยจุดมุ่งหมายเพื่อร่วมสนับสนุนการแก้ไขหนี้ภาคครัวเรือนของประเทศ
      บริษัทได้ร่วมกับศาลยุติธรรม จัดทำโครงการ “การจัดงานมหกรรมไกล่เกลี่ยข้อพิพาทชั้นบังคับคดี ประจำปี 2561” เพื่อให้ลูกหนี้สามารถชำระหนี้ที่ค้างชำระได้ตามกำลังความสามารถ และจะดำเนินการแก้ไขข้อมูลหรือปรับปรุงบัญชีของลูกค้าให้ถูกต้องในกรณีที่เกิดความผิดพลาด โดยในปี 2561 บริษัทได้จัดทำโครงการในจังหวัดตามภูมิภาคต่าง ๆ โดยมีจำนวนลูกหนี้ที่เข้าร่วมโครงการ ทั้งสิ้น 7,088 ราย มูลค่ายอดหนี้ตามคำพิพากษาสำเร็จ คิดเป็น 94.77% นอกจากนี้ ได้ร่วมกับกรมบังคับคดี ในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทชั้นบังคับคดี พร้อมไกล่เกลี่ยประนอมหนี้ให้กับลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยพิบัติน้ำท่วมในภูมิภาคต่าง ๆ และโครงการพิเศษอื่น ๆ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการบรรเทาทุกข์ให้กับลูกหนี้ และเป็นการร่วมสนับสนุนการแก้ไขหนี้ภาคครัวเรือนของประเทศ
      ในกรณีที่มีการโต้แย้งเกี่ยวกับภาระหนี้ ไม่ว่ากรณีใด ๆ บริษัทจะดำเนินการแสวงหาและสอบสวนข้อเท็จจริงให้ได้ความชัดเจนแก่ผู้บริโภค
      บริษัทมีนโยบายเก็บรักษาข้อมูลความลับของลูกค้า และมีการออกผลิตภัณฑ์ที่ไม่เอาเปรียบลูกค้า รวมทั้งกำหนดเงื่อนไขของสัญญาที่เป็นธรรม
      บริษัทมุ่งเน้นให้สมาชิกมีวินัยทางการเงินและมีการบริหารรายได้ที่มีประสิทธิภาพและสามารถพึ่งพาตนเองได้โดยปลอดภาระหนี้ จึงได้ริเริ่มจัดสัมมนาขึ้นอย่างต่อเนื่องในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มวินัยทางการเงิน การสร้างอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มรายได้และการลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่สมาชิก โดยสมาชิกสามารถเข้าร่วมโครงการโดยเสียค่าใช้จ่ายในราคาพิเศษ และ/หรือใช้คะแนนสะสมเพื่อสมัครร่วมโครงการได้ เช่น "Workshop ก้าวแรกสู่การเป็นบาริสต้ามืออาชีพ” “กิจกรรม Macaron ขนมหวานยอดฮิต” “กิจกรรมขนมเปี๊ยะทำกินง่าย ทำขายรวย” “กิจกรรมขนมชั้นกุหลาบ ขนมไทยสร้างรายได้เสริม” และ “Workshop เพาะเห็ด” เป็นต้น โดยการคัดสรรวิทยากรผู้มีความรู้ในหัวข้อต่าง ๆ มาบรรยายพร้อมจัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องควบคู่กันไป
      บริษัทติดต่อสื่อสารกับผู้ถือหุ้นกู้ผ่าน “The Sovereign” ซึ่งเป็นเอกสารแจ้งสิทธิประโยชน์และให้สิทธิ์ผู้ถือหุ้นกู้เข้าร่วมกิจกรรมเสวนาให้ความรู้ด้านต่าง ๆ ตลอดจนเวิร์คช็อปสันทนาการอย่างต่อเนื่อง เพื่อสานสัมพันธ์กับผู้ถือหุ้นกู้ของบริษัท โดยตลอดปี 2561 บริษัทได้จัดกิจกรรมให้กับผู้ถือหุ้นกู้ รวมทั้งสิ้น 16 กิจกรรม
      การให้บริการ 24 ชั่วโมง โดยไม่เว้นวันหยุด (24x7 service)
    - จัดเจ้าหน้าที่คอยให้คำแนะนำช่วยเหลือในการใช้สินค้าและบริการสมาชิกด้วยความเต็มใจ และมีการจัดตั้งทีมงาน (Manager on Shift) ที่คอยทำ Monitor Real-time ซึ่งพร้อมปรับเปลี่ยนแผนรองรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ทันท่วงที เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการใช้บริการของลูกค้า
    - จัดทำสรุปรายงานตัวเลขปริมาณการรับสายโทรศัพท์จากลูกค้าและสถานการณ์ต่าง ๆ ที่กระทบกับการบริการลูกค้าและผลการดำเนินงานของหน่วยงาน โดยมีการนำตัวเลขไปวิเคราะห์เพื่อกำหนดแนวทางป้องกันปัญหาแบบยั่งยืน
  7. การร่วมพัฒนาชุมชนหรือสังคม
      บริษัทได้จัดทำระบบเปิดให้สมาชิกบัตรเครดิตเคทีซีทั่วประเทศสามารถใช้คะแนนสะสมที่มี แทนค่าด้วยเงินสดบริจาคช่วยเหลือองค์กรการกุศลที่ให้ความดูแลผู้ด้อยโอกาสต่าง ๆ 25 แห่ง ภายใต้ “โครงการคะแนนแทนเงินบริจาค” โดยสามารถใช้คะแนนสะสม 1,000 คะแนน แทนเงินบริจาค 100 บาท โดยแจ้งความประสงค์ผ่านพนักงานทาง Contact Center หรือศูนย์บริการสมาชิก KTC Touch ทุกสาขา หรือทำรายการด้วยตนเองผ่านโมบาย แอพพลิเคชั่น “KTC Mobile” เว็บไซต์ “KTC Online” โดยเคทีซีจะรวบรวมคะแนนสะสมที่ได้รับบริจาค เปลี่ยนเป็นเงินเพื่อส่งมอบให้กับองค์กรการกุศลต่าง ๆ หรือร่วมบริจาคโดยหักชำระเป็นรายเดือนผ่านบัตรเครดิต รวมถึงการอำนวยความสะดวกให้สมาชิกสามารถบริจาคด้วยเงินสดผ่านกล่องรับบริจาคที่ตั้งอยู่ตามจุดให้บริการลูกค้า หรือการร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อสมทบทุนเงินบริจาคเพิ่มจากยอดการใช้จ่ายของลูกค้า เช่น “โครงการระดมทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบเหตุน้ำท่วมในภูมิภาคต่าง ๆ” “โครงการร่วมสมทบทุนก่อสร้าง สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี” “โครงการสมทบทุนอาคารนวมินทรบพิตร 84 พรรษา โรงพยาบาลศิริราช โครงการสมทบทุนเพื่อจัดหาเครื่องมือแพทย์ โรงพยาบาลบ้านแพ้ว” เป็นต้นโดยในปี 2561 มียอดการใช้คะแนนสะสมเพื่อบริจาค คิดเป็นเงิน 1,904,344.31 บาท
      บริษัทได้จัดส่งจดหมายไดเร็คเมลถึงสมาชิกที่มีประวัติการบริจาคโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพื่อหารายได้สมทบทุนให้กับสภากาชาดไทย โดยหักค่าใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเพื่อสร้างตึกและเครื่องมือแพทย์อาคารภูมิศิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และมูลนิธิสงเคราะห์เด็กยากจน ซี.ซี.เอฟ ในประเทศไทย เพื่อสมทบทุนสนับสนุนเด็กยากไร้ในโรงเรียนทุรกันดาร

มิติสิ่งแวดล้อม

เป้าหมายด้านความยั่งยืน : มุ่งเน้นการลดอัตราการใช้พลังงาน โดยใช้อย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพสูงสุด และสนับสนุนทุกกิจกรรมที่นำไปสู่การลดก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง และยั่งยืน

แนวทางการดําเนินงาน
บริษัทมีความตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกอันเกิดจากภาวะเรือนกระจก ซึ่งส่งผลกระทบรุนแรงต่อการดำรงชีพของสิ่งมีชีวิตและการอยู่รอดของมนุษย์ในอนาคต ดังนั้น บริษัทจึงมุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

  • การบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม
    1. ใช้อุปกรณ์ เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพ และประหยัดพลังงาน
    2. ลดการใช้พลังงานและลดการใช้ทรัพยากร
    3. ลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการใช้พลังงานขององค์กร
    4. ใช้พลังงานทางเลือก หรืออุปกรณ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
      • บริษัทมีนโยบายลดการใช้กระดาษในกระบวนการทำงานทั่วทั้งองค์กร โดยเป็นหนึ่งในแนวคิดหลักของการจัดทำเคทีซีสมาร์ทออฟฟิศที่มุ่งหมายให้พนักงานทั้งบริษัทร่วมกันลดการใช้กระดาษที่ไม่จำเป็น และจัดเก็บเอกสารสำคัญด้วยการใช้เครื่องมือสื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์ ในรูปแบบของไฟล์ หรือเอกสารอิเล็กทรอนิกส์แทน และจัดส่งโดยใช้จดหมายอิเล็กทรอนิกส์แทนการสำเนาเอกสารส่งออกไปยังหน่วยงานอื่น รวมถึงการใช้กระดาษรีไซเคิลภายในหน่วยงาน ซึ่งนอกจากจะช่วยลดการใช้กระดาษซึ่งผลิตจากทรัพยากรธรรมชาติแล้ว ยังช่วยประหยัดพื้นที่ในการจัดเก็บและสะดวกต่อการสืบค้น และประหยัดพลังงานไฟฟ้าในการถ่ายสำเนา เช่น ในกระบวนการพิจารณาสินเชื่อบริษัท ได้พัฒนาระบบเพื่อรองรับการสืบค้นข้อมูลเครดิต แบบ Host to Host เพื่อจัดเก็บข้อมูลไว้ในระบบงาน และกำหนดสิทธิ์เฉพาะเจ้าหน้าที่วิเคราะห์สินเชื่อที่จะสามารถเรียกดูข้อมูลได้แทนการพิมพ์เอกสาร หรือการแจ้งข้อมูลเครดิตบูโร ผ่านใบแจ้งยอดชำระค่าใช้จ่าย หรือการลดปริมาณการใช้กระดาษในการจัดทำข้อมูลให้กับลูกค้าปลายปี หรือการส่งเอกสารต้นฉบับให้กับเครดิตบูโร หรือการเรียกดูและใช้ข้อมูลของศูนย์บริการสมาชิก เพื่อใช้ในการวิเคราะห์เพื่อพัฒนาและปรับปรุงบริการและจัดการทำงาน จะจัดเก็บข้อมูลลงโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป และทำการวิเคราะห์และประมวลผลเพื่อให้ได้ผลที่ต้องการแทนการสั่งพิมพ์รายงานต่าง ๆ ออกมา แม้แต่ในการดำเนินคดีของฝ่ายกฎหมาย ซึ่งจำเป็นต้องใช้เอกสารเป็นจำนวนมากในการฟ้องร้องดำเนินคดี การคัดถ่ายเอกสารเกี่ยวกับใบแจ้งยอดชำระค่าใช้จ่าย จะดำเนินการคัดถ่ายโดยใช้กระดาษทั้งสองด้าน สามารถลดปริมาณการใช้กระดาษได้ประมาณครึ่งหนึ่ง นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกับศาลบางแห่งลดการใช้เอกสารในการดำเนินคดีเพื่อลดภาระการจัดเก็บเอกสารของศาล ทำให้ลดมลภาวะในการจัดเก็บเอกสารของศาล และเอกสารดังกล่าวสามารถนำมารีไซเคิลให้เกิดประโยชน์ได้
      • บริษัทมีการจัดทำแบบฟอร์มในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับนำส่งให้ลูกค้าเพื่อใช้สำหรับทำคำขอต่าง ๆ ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ไฟล์ เช่น แบบฟอร์มการขอวงเงินถาวร รวมถึงการจัดทำคำขออนุมัติระหว่างฝ่ายงานภายในบริษัท ซึ่งผู้ส่งสามารถกรอกข้อมูลผ่านระบบแทนการกรอกในกระดาษ และยังสามารถแนบเอกสารที่เป็นไฟล์รูปภาพ เช่น เอกสารที่ลูกค้าส่งผ่านโทรสาร คำสั่ง บันทึกข้อความต่าง ๆ หรือจากหน้าจอภาพของระบบที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นเอกสารประกอบการพิจารณาสำหรับผู้รับเรื่องต่อ ๆ ไป รวมถึงการรวบรวมข้อมูลของเรื่องทั้งหมดนี้สามารถเก็บรวมและค้นหาจากระบบได้ โดยไม่จำเป็นต้องสั่งพิมพ์ลงกระดาษ
      • บริษัทได้ให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยได้เลือกใช้กระดาษถนอมสายตาสำหรับพิมพ์เอกสารของบริษัท เช่น ใบสมัครขอใช้บริการบัตรเครดิต หรือสินเชื่อส่วนบุคคล และจดหมาย Newsletter ที่ส่งแจ้งโปรโมชั่นกับลูกค้า เป็นต้น จากผู้ผลิตงานด้านสิ่งพิมพ์ที่ได้รับเครื่องหมายรับรอง Carbon Neutral Certification หรือ Green Print
      • บริษัทได้จัดทำเอกสารในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ทดแทนการกรอกเอกสารกระดาษในส่วนที่เกี่ยวข้องกับงานด้านทรัพยากรบุคคล เพื่อให้เกิดความสะดวกในการใช้งาน และประหยัดเวลาในการรับและส่งเอกสาร โดยพนักงานสามารถเข้าใช้งานได้ผ่านทาง i-Form บนระบบอินทราเน็ต ของบริษัท เช่น การลงทะเบียนรับสมัครพนักงาน การเซ็นสัญญาจ้างงาน การขอหนังสือรับรอง การขอทำบัตรประกันสุขภาพใหม่ การขอทำบัตรพนักงานใหม่ การดำเนินการเรื่องการประเมินผลทดลองงาน รวมไปถึงการลาออกจากบริษัท
      • การจัดเก็บฐานข้อมูลของพนักงานโดยใช้ระบบสารสนเทศด้านทรัพยากรบุคคล เข้ามาดำเนินการ เพื่อช่วยให้การเก็บฐานข้อมูลของพนักงานและลดการใช้กระดาษให้น้อยลง โดยพัฒนา ระบบที่ใช้เชื่อมต่อต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับงานด้านทรัพยากรบุคคล รวมทั้งระบบสารสนเทศด้านทรัพยากรบุคคลสามารถรองรับการใช้งานในอุปกรณ์ต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น ตลอดจนการใช้งานผ่านสมาร์ทโฟน เช่นการคีย์ หรือการอนุมัติใบลา และการคีย์ขออนุมัติค่าล่วงเวลา เป็นต้น
      • ในขั้นตอนการสรรหาบุคลากร บริษัทได้ใช้ Google Form รวมถึงระบบ QR Code มาใช้เพื่อลดเอกสาร เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการติดต่อสมัครงานกับบริษัท อีกทั้งทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดีในการทำงานอย่างมีระบบ
      • การดำเนินการเกี่ยวกับการลดการใช้พลังงานไฟฟ้าและเชื้อเพลิง
        - บริษัทมีการนำระบบ Timer มาใช้ในการควบคุมการปิดเปิดไฟอัตโนมัติในบางพื้นที่ ซึ่งลดค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าได้ประมาณ 16.7%
        - บริษัทลดการใช้พลังงานไฟฟ้า โดยเปลี่ยนระบบหลอดไฟแสงสว่างจากเดิม เป็น หลอดไฟฟ้า แบบประหยัดพลังงาน LED T5 ทั้งองค์กร รวมถึงจุดให้บริการลูกค้าทุกสาขาทั่วประเทศ ซึ่งช่วยลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าได้มากกว่าเดิม มีความสว่างสูง อายุการใช้งานยาวนานกว่า ทำให้ลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง อีกทั้งยังขนาดเล็กมีน้ำหนักเบาการใช้วัสดุและสารปรอทน้อยกว่า ทำให้ส่งผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าหลอดแบบเดิม ยกเลิกหลอดไฟในบริเวณที่ไม่มีความจำเป็นในการใช้งาน อาทิ หลอดส่องหัวเสา จำนวน 345 หลอด ซึ่งลดค่าไฟฟ้าและค่าหลอดตามอายุการใช้งานได้ประมาณ 745,000 บาทต่อปี

        ลดจำนวนครั้งในการเปลี่ยนหลอดไฟได้ประมาณ 83%
        - บริษัทมีนโยบายปรับลดและประหยัดพลังงานที่ไม่จำเป็นในสำนักงาน โดยการบริหารเวลาในการเปิด-ปิดระบบปรับอากาศ ตั้งแต่เวลา 7.30 น. ถึง 18.00 น. ตามหลักการแล้วความเย็นยังคงอยู่แม้ปิดเครื่องปรับอากาศแล้วประมาณ 30 – 60 นาที รวมถึงการปรับลดอุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศมาสู่อุณหภูมิที่เหมาะสม นอกจากนี้ ยังจัดให้พนักงานที่ทำงานในช่วงกะดึก นั่งปฏิบัติงานในพื้นที่ที่กำหนดเพื่อเป็นการประหยัดพลังงานไฟฟ้า ซึ่งลดการใช้ไฟฟ้าได้ประมาณ 69,600 KWh ต่อปี
         

        กราฟแสดงการใช้ไฟฟ้าในสำนักงาน อาคาร UBC II และ TS ในปี 2560 - ปี 2561

        - ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานเชื้อเพลิง โดยกำหนดคุณสมบัติรถยนต์ส่วนกลางทุกคันของบริษัท ให้ใช้น้ำมันที่ทำลายสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด เช่น น้ำมัน E20 เป็นต้น ในปี 2559 บริษัทประหยัดค่าน้ำมันได้เป็นเงินประมาณ 12,000 บาท ปี 2560 ประหยัดค่าน้ำมันได้เป็นเงินประมาณ 85,000 บาท และในปี 2561 สามารถประหยัดค่าน้ำมันได้เป็นเงินประมาณ 90,000 บาท
  • การดูแลคุณภาพสิ่งแวดล้อมด้านชีวอนามัย ความปลอดภัยในอาคาร
    - บริษัทได้ทำการว่าจ้างผู้ชำนาญ เข้าทำความสะอาดภายในท่อจ่ายลมเย็นของระบบปรับอากาศ ภายในสำนักงานใหญ่ เพื่อป้องกันการสะสมของฝุ่นละอองต่าง ๆ ซึ่งมีผลกระทบต่อสุขภาพ อนามัยของพนักงาน อีกทั้งเป็นการลดและป้องกันการเจ็บป่วยของพนักงาน นอกจากนี้ยังทำให้ระบบปรับอากาศมีการส่งลมได้ดีขึ้นสามารถประหยัดไฟฟ้าได้มากขึ้น
  • โครงการ Shred2Share
    - บริษัทตระหนักถึงปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม และภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการมีส่วนร่วมโครงการ Shred2Share โดยการนำกระดาษที่ไม่ได้ใช้งาน นำเข้าสู่กระบวนการทำลายเอกสารอย่างปลอดภัย ถูกวิธี และมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังเป็นการรักษาความลับของลูกค้า ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ลดการใช้ถ่านหิน ลดการใช้น้ำ และยังสามารถช่วยลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อน (Global Warming) ได้อีกด้วย
     

3. การดำเนินธุรกิจที่มีผลกระทบต่อความรับผิดชอบต่อสังคม

ในปี 2561 บริษัทไม่มีการดำเนินธุรกิจที่ส่งผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ รายละเอียดของนโยบายบริษัท ได้มีการเปิดเผยไว้ในเว็บไซต์ของบริษัท ในหัวข้อ ความรับผิดชอบต่อสังคม ที่ http://www.ktc.co.th/sites/ktc/corporate-governance/responsibility/ เพื่อให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้รับทราบอีกช่องทางหนึ่งด้วย