คำถามที่พบบ่อย

ธุรกิจหลักของบริษัทคืออะไร

ธุรกิจหลักของบริษัทคือ ธุรกิจบัตรเครดิต ตลอดจนธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจบัตรเครดิต และธุรกิจสินเชื่อบุคคล โดย ณ ไตรมาส 3 ของปี 2560 บริษัทมีพอร์ตลูกหนี้รวม ลูกหนี้บัตรเครดิตรวม และลูกหนี้สินเชื่อบุคคลรวมตามกราฟด้านล่าง

แหล่งที่มาของรายได้

โครงสร้างรายได้ของ KTC มาจากรายได้จากดอกเบี้ยรับและค่าธรรมเนียมของสองธุรกิจหลักของบริษัท นอกจากนี้ KTC ยังมีรายได้อื่นๆ ได้แก่ รายได้จากธุรกิจสินเชื่อธนวัฏและรายได้อื่นๆ ตามแผนภูมิด้านล่าง

สรุปหลักเกณฑ์ในการกำกับดูแลสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกันของธนาคารแห่งประเทศไทยที่มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2560

หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขสำหรับผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตและผู้ประกอบการธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับที่มิใช่สถาบันการเงินสรุปได้ดังนี้

ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ในการกำกับดูแลสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน

  • เกณฑ์ใหม่เรื่องการจำกัดวงเงินจะไม่กระทบลูกค้าเดิม มาตรการดังกล่าวไม่มีผลกระทบใดๆต่อฐานลูกค้าเดิมของบริษัท ซึ่งจะทำให้ลูกค้าเดิมพยายามรักษาสถานะวงเงินที่มีไว้ เป็นผลให้คุณภาพหนี้ของพอร์ตรวมของบริษัทดียิ่งขึ้น
  • การขยายตัวของพอร์ตรวมอาจต่ำลง เนื่องจากหลักเกณฑ์ใหม่มีการลดวงเงินสำหรับลูกค้าใหม่ในทั้งธุรกิจสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล ให้ต่ำลงกว่าเดิม
  • การปรับลดเพดานการคิดอัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อบัตรเครดิตเหลือ 18% จากเดิมที่ 20% มีผลกระทบเฉพาะรายได้ที่ได้รับจากยอดลูกหนี้ที่เป็นลักษณะผ่อนชำระ (Revolving) เท่านั้น ซึ่งมีผลต่อรายได้รวมของบริษัทลดลงบางส่วน
  • คุณภาพพอร์ตในภาพรวมดีขึ้น แนวทางการกำหนดวงเงินของผู้สมัครสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลที่กล่าวข้างต้นมีผลบังคับใช้เฉพาะผู้สมัครรายใหม่เท่านั้น ทำให้พอร์ตลูกหนี้รวมมีคุณภาพมากขึ้น เนื่องจากไม่สามารถขยายวงเงินได้ ซึ่งจะเป็นผลสืบเนื่องไปยังการตั้งสำรองตามการการเพิ่มขึ้นของพอร์ตลูกหนี้นั้นอาจจะมีมูลค่าลดลง

แหล่งที่มาของเงินกู้ยืม

บริษัทจัดหาแหล่งที่มาของเงินกู้ยืมอย่างหลากหลาย ทั้งจากธนาคารพาณิชย์ของไทย บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทประกัน กองทุนต่างๆ และจากตลาดทุนโดยตรง

ประเภทของเครื่องมือทางการเงินในการจัดหาเงินกู้ยืมมาจากทั้งหนี้สินระยะสั้นและหนี้สินระยะยาว อันได้แก่ ตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน หุ้นกู้ เงินกู้ยืมระยะยาว โดย ไตรมาส 3 ของปี 2560 บริษัทมีสัดส่วนแหล่งที่มาของเงินกู้ยืม ตามแผนภูมิด้านล่าง และมีต้นทุนเงินทุน (Cost of Fund) อยู่ที่ 3.2%

ภาระผูกพันในการก่อหนี้

บริษัทมีภาระผูกพันเงินกู้ยืม โดยต้องดำรงอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Debt to Equity Ratio) เป็นอัตราส่วนไม่เกิน 10 เท่า โดย ณ ไตรมาส 3 ของปี 2560 อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น เท่ากับ 4.85 เท่า

นโยบายการตั้งสำรองของบริษัท

บริษัทมีนโยบายการตั้งสำรองลูกหนี้ที่มีอายุหนี้น้อยกว่า 90 วัน โดยใช้อัตราร้อยละการสูญเสียสุทธิ(Loss rate net of recovery)ปรับปรุงประสบการณ์ผลขาดทุนในอดีตด้วยข้อมูลแนวโน้มสภาวะเศรษฐกิจ เพื่อรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจผันผวนในอนาคต และบริษัทมีนโยบายการตั้งสำรองเต็มจำนวนสำหรับลูกหนี้ที่ผิดนัดชำระตั้งแต่ 90 วันขึ้นไป

แนวโน้มคุณภาพสินเชื่อของบริษัทเป็นอย่างไร

คุณภาพของสินเชื่อยังควบคุมได้ดีอย่างต่อเนื่อง พิจารณาจาก NPL ของพอร์ตทั้งบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคลที่ลดลงตั้งแต่สิ้นปี 2556 ซึ่งการลดลงของ NPL ของทั้ง 2 ธุรกิจส่งผลให้ NPL ของทั้งพอร์ตลดลงด้วยตามลำดับ โดยข้อมูล NPL ณ ครึ่งแรกของปี 2560 ได้แสดงตามกราฟด้านล่างนี้

แนวโน้มการใช้จ่ายผ่านบัตรของ KTC เทียบกับอุตสาหกรรม

ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรรวมในช่วง 9 เดือนแรกปี 2560 มีจำนวน 1,116,119 ล้านบาท คิดเป็นเติบโตที่ 4.2% ลดลงจากปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรในช่วงเก้าเดือนของปี 2559 ที่เพิ่มขึ้นที่ 7.1% จะเห็นได้ว่าภาพอุตสาหกรรมในด้านปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรในปี 2560 เริ่มชะลอตัวลงมาก โดยสามารถดูอัตราการเติบโตของการใช้จ่ายผ่านบัตรได้ตามแผนภูมิด้านล่าง

นโยบายการจ่ายเงินปันผล

จากการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2546 เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2546 มีมติให้จ่ายเงินปันผลในอัตราไม่ต่ำกว่าร้อยละ 40 ของกำไรสุทธิหลังหักภาษีและสำรองตามกฎหมาย ตั้งแต่ปี 2546 เป็นต้นไป

สำหรับผลประกอบการของปี 2557 บริษัทจ่ายปันผลเป็นจำนวน 2.75 บาทต่อหุ้น เท่ากับร้อยละ 40.4 ของกำไรสุทธิ สำหรับผลประกอบการของปี 2558 บริษัทจ่ายปันผลเป็นจำนวน 3.25 บาทต่อหุ้น เท่ากับร้อยละ 40.4 ของกำไรสุทธิ และสำหรับผลประกอบการของปี 2559 บริษัทจ่ายปันผลเป็นจำนวน 4 บาทต่อหุ้น เท่ากับร้อยละ 41.3 ของกำไรสุทธิ

แนวทางดำเนินงานในปี 2561

บริษัทได้วางแนวทางดำเนินงานสำหรับปี 2561 ด้วยแผนขยายตัวของปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรรวมที่ไม่ต่ำกว่า 15% พอร์ตลูกหนี้ขยายตัวไม่ต่ำกว่า 10% และรักษาระดับของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ให้อยู่ในระดับเดียวกันกับปี 2560 ดังนั้นบริษัทคาดว่าจะสามารถทำกำไรในปีหน้าได้ไม่ต่ำกว่าปี 2560