ร้อยไหม ยกกระชับหน้าเรียว ดูเด็กลง
ร้อยไหม เป็นหัตถการยอดนิยมจากประเทศเกาหลี ตอบโจทย์ผู้ที่อยากหน้าเรียว ยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อยให้ตึงขึ้น พร้อมกระตุ้นคอลลาเจน ช่วยให้หน้าเด็กลง และเห็นผลการเปลี่ยนแปลงทันทีหลังทำครับ
วันนี้หมอจะมาอธิบายให้ฟังแบบเข้าใจง่าย ๆ ว่าการร้อยไหมคืออะไร ? มีข้อดีอย่างไร ? เหมาะกับใครบ้าง ? อยู่ได้นานแค่ไหน ? รวมถึงข้อควรรู้ต่าง ๆ ก่อนตัดสินใจทำ เพื่อผลลัพธ์ที่ดี ปลอดภัยและคุ้มค่าครับ
การร้อยไหม คืออะไร ?
การร้อยไหม (Thread Lifting) คือ เทคนิคการยกกระชับผิวโดยใช้ไหมละลายที่มีเงี่ยงหรือก้างปลา ร้อยเข้าไปใต้ผิวหนังที่มีความหย่อนคล้อย จากนั้นดึงแนวไหมให้ผิวตึงขึ้น จะเห็นผลการเปลี่ยนแปลงทันทีว่าหน้าถูกยกขึ้น ช่วยปรับรูปหน้าให้เรียวขึ้นครับ
ในด้านความปลอดภัย การร้อยไหมมีความปลอดภัยครับ เพราะเส้นไหมสามารถสลายได้เองตามธรรมชาติ และระหว่างนั้นจะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว ทำให้ผิวดูเด็กลง และตึงกระชับขึ้นเรื่อย ๆ แม้ไหมจะละลายไปแล้วก็ตาม
เส้นไหมมีกี่ชนิด ? แตกต่างกันอย่างไร ?
ไหมที่ใช้ในการร้อยไหม จะเป็นไหมละลายที่มีความปลอดภัย สามารถสลายได้เองตามธรรมชาติ แบ่งตามวัสดุได้ 3 ชนิดหลัก ซึ่งมีคุณสมบัติแตกต่างกัน
- 1. ไหม PDO (Polydioxanone) : ไหมสีน้ำเงิน ยืดหยุ่นปานกลาง เนื้อนิ่ม ไม่เปราะ ขณะร้อยไม่ระคายเคือง นิยมใช้แพร่หลายที่สุด
- 2.ไหม PLLA (Polylactate) : ไหมสีขาวใส เส้นบาง แข็งและทนแรงดึงดี กระตุ้นคอลลาเจนได้เยอะ แต่เปราะและขาดง่ายกว่าชนิดอื่น
- 3. ไหม PCL (Polycaprolactone) : ไหมสีขาว เส้นใหญ่ ยืดหยุ่นสูง แข็งแรง ไม่หักง่าย รุ่นใหม่จะผสมคุณสมบัติของ PLLA ทำให้กระตุ้นคอลลาเจนได้ดีและละลายช้าที่สุด
นอกจากนี้ การร้อยไหม ยังสามารถแบ่งตามลักษณะของเส้นไหมได้เป็น 6 แบบ ได้แก่
- ไหมเงี่ยง
ไหมเงี่ยง หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ “ไหมก้างปลา” เป็นไหมละลายที่มีเงี่ยงเล็ก ๆ ยื่นออกจากเส้นไหม ใช้เกี่ยวพยุงชั้นผิวให้ยกกระชับขึ้น นิยมใช้ร้อยไหมบริเวณแก้ม มุมปาก หรือกรอบหน้า
ไหมเงี่ยงมีหลายชื่อเรียกในเชิงการค้า เช่น ไหมปากฉลาม, ไหมกุหลาบ, ไหม 8d, ไหมเขี้ยวงู โดยแบ่งย่อยเป็นไหมเงี่ยงใหญ่และไหมเงี่ยงเล็ก ขึ้นอยู่กับปริมาณแรงดึงที่ต้องการครับ
- ไหมมิ้นท์ (Mint Lift)
ไหมมิ้นท์เป็นไหมที่พัฒนาขึ้นมาเฉพาะเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการร้อยไหมยกกระชับใบหน้า และปรับรูปหน้าให้เรียว V-Shape
ตัวไหมมิ้นท์มีเงี่ยง 360 องศา รอบเส้นแบบ 3 มิติ ช่วยให้เกี่ยวผิวได้หลายทิศทาง ยึดเกาะดี ไม่เปราะหักง่าย นิยมใช้ร้อยไหมในบริเวณที่ต้องการผลชัด เช่น แก้ม หรือแนวกรอบหน้า
- ไหมตาข่าย (Tesslift Soft)
ไหมตาข่าย หรือไหมโครงตาข่าย เป็นไหมที่มีเงี่ยงล้อมรอบด้วยโครงสร้างตาข่ายเล็ก ๆ ทำให้ช่วยยึดผิวได้แน่นและทนแรงต้านได้ดีกว่าไหมทั่วไปถึง 80 เท่า
จุดเด่นคือ ไหมตาข่าย 1 เส้นให้แรงพยุงเทียบเท่าการร้อยไหมทั่วไปถึง 2 เส้น เหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวหย่อนคล้อยปานกลางถึงมาก
- ไหมเกลียว
ไหมเกลียว คือเส้นไหม 2 เส้นที่พันกันเป็นเกลียว หรือมีซิลิโคนพันรอบเส้นไหม จุดเด่นคือช่วยพยุงผิวที่หย่อนคล้อยให้ยกกระชับขึ้นเล็กน้อย และกระตุ้นคอลลาเจนได้ดี ไหมชนิดนี้เหมาะกับเคสที่ผิวหย่อนคล้อยไม่มาก หรือใช้ร่วมกับไหมชนิดอื่นเพื่อเสริมผลลัพธ์
- ไหมกรวย
ไหมกรวย หรือที่รู้จักในชื่อ ไหมโคน,ไหมเทอร์โบ มีลักษณะเป็นกรวยพลาสติกขนาดเล็กเรียงตามแนวเส้นไหม ช่วยเพิ่มแรงดึงเวลาร้อยไหม
ข้อดีคือยกผิวได้แน่น แต่เพราะมีขั้นตอนที่ซับซ้อน ใช้เวลาทำนาน อาจมีอาการปวดหรือบวมหลังทำ และราคาค่อนข้างสูง จึงไม่ได้รับความนิยมครับ
- ไหมเรียบ (Mono Thread)
ไหมเรียบเป็นเส้นไหมละลายแบบเรียบ ไม่มีเงี่ยง ไม่มีเกลียว และไม่มีโครงสร้างพิเศษ มีลักษณะเป็นไหมเส้นเล็ก ๆ ใช้สำหรับกระตุ้นคอลลาเจน ลดเลือนริ้วรอย แต่ไม่เหมาะกับการร้อยไหมเพื่อยกกระชับ เพราะไม่มีแรงพยุงผิว ปัจจุบันจึงไม่นิยมใช้แล้วครับ
ข้อดีของการร้อยไหม มีอะไรบ้าง ?
การร้อยไหม นอกจากช่วยยกกระชับและปรับรูปหน้าแล้ว ยังมีข้อดีหลายข้อที่น่าสนใจ ดังนี้ครับ
- ช่วยลดความหย่อนคล้อยของผิว การร้อยไหมจะช่วยยกผิวที่หย่อนคล้อย เช่น แก้ม มุมปาก หรือกรอบหน้า ให้ดูยกกระชับขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
- ช่วยปรับรูปหน้าให้ดูเรียว V-Shape มากขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่มีเนื้อแก้มเยอะ หรือแนวกรอบหน้าไม่ชัด การร้อยไหมจะช่วยดึงผิวให้ยกขึ้น หน้าเรียวเล็กทันทีหลังทำ
- ไหมทำหน้าที่ประคองผิวคล้ายเส้นเอ็นบนหน้า หลังร้อยไหมเข้าไปใต้ผิว เส้นไหมจะช่วยพยุงผิว ไม่ให้หย่อนคล้อย
- ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใต้ผิว หลังร้อยไหม ไหมละลายจะกระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนใหม่ ทำให้ผิวแน่นขึ้น ริ้วรอยตื้นขึ้น หน้าอิ่มฟู รูขุมขนเล็กลง
- ปลอดภัย เส้นไหมสามารถละลายได้หมด 100% ไหมที่ใช้ในการร้อยไหมเป็นวัสดุที่ได้รับการรับรองทางการแพทย์ เมื่อเวลาผ่านไปจะสลายได้หมดโดยไม่ทิ้งสารตกค้างในร่างกาย
นอกจากนี้การร้อยไหมยังสามารถทำร่วมกับหัตถการอื่น ๆ ได้ เพื่อปรับรูปหน้าให้สวยงาม มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เช่น การฉีดฟิลลอร์ โบท็อก เป็นต้น
ร้อยไหม ทำตำแหน่งไหนบ้าง ?
การร้อยไหม สามารถทำได้หลายตำแหน่งบนใบหน้า ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์และปัญหาของแต่ละคน โดยตำแหน่งที่นิยม มีดังนี้ครับ
- ร้อยไหมหน้าเรียว : ช่วยปรับรูปหน้าให้ได้สัดส่วน เรียวแบบ V-Shape ยกกระชับแก้มที่หย่อนคล้อย
- ร้อยไหมยกหางตา : เทคนิค Foxy Eyes สำหรับยกหางตาตกหรือคิ้วตก ทำให้ดวงตาดูเฉี่ยวขึ้น
- ร้อยไหมจมูก : ใช้ช่วยปรับรูปทรงจมูกให้ดูโด่งขึ้น เสริมปลายจมูกพุ่ง และยังช่วยลดปีกจมูก แก้ปัญหาจมูกบาน
- ร้อยไหมหน้าผาก : ใช้ไหมเส้นเล็กเพื่อลดริ้วรอยหน้าผาก ในเคสที่ดื้อโบท็อก
- ร้อยไหมยกมุมปาก : ช่วยยกมุมปากที่ตก และลดริ้วรอยเล็ก ๆ บริเวณมุมปาก
- ร้อยไหมคอลลาเจน : เน้นกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ให้ผิวดูฟูแน่นขึ้น ลดริ้วรอยบางจุดได้ เช่น หน้าผาก และลำคอ
ใครบ้างที่เหมาะกับการร้อยไหม ?
การร้อยไหม เป็นหัตถการที่เหมาะกับผู้ที่เริ่มมีปัญหาความหย่อนคล้อยของผิว และต้องการยกกระชับผิวหน้าให้เต่งตึงขึ้น โดยไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องพักฟื้นครับ ซึ่งผู้ที่เหมาะกับการร้อยไหมมีลักษณะดังนี้
- ผู้ที่มีปัญหาแก้มหย่อนคล้อย ผิวไม่กระชับ ต้องการให้ผิวบริเวณแก้มตึง และดูยกกระชับขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
- ผู้ที่มีเนื้อแก้มเยอะ แนวกรอบหน้าไม่ชัด อยากปรับรูปหน้าให้ดูเรียวขึ้น
- ผู้ที่มีริ้วรอยตื้น ๆ บนใบหน้า ต้องการให้ริ้วรอยดูจางลง ผิวดูอิ่มฟู
- ผู้ที่ต้องการให้ผิวหน้าเต่งตึงและยกกระชับ โดยไม่ต้องผ่าตัดหรือใช้เวลาพักฟื้นนาน
- ผู้ที่อยากเห็นผลลัพธ์รวดเร็ว หลังทำสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ทันที
ร้อยไหมอันตรายไหม ?
ร้อยไหมไม่อันตรายครับ หากใช้ไหมละลายคุณภาพดีที่ผ่านการรับรองจาก อย. ซึ่งสามารถละลายได้หมด 100% โดยไม่ทิ้งสารตกค้างในร่างกาย
ที่สำคัญคือ ควรทำโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ และมีเทคนิคเฉพาะทางด้านการร้อยไหม เพราะจะช่วยให้ผลลัพธ์เป็นธรรมชาติ ลดโอกาสเกิดผลข้างเคียง และช่วยให้เห็นผลยกกระชับทันทีหลังทำ โดยไหมจะละลายไปเองภายใน 4-12 เดือนอย่างปลอดภัยครับ
ร้อยไหม กี่วันเห็นผล ?
หลังร้อยไหมเสร็จ สามารถเห็นผลลัพธ์เบื้องต้นได้ทันทีในวันแรก ผิวจะยกกระชับและหน้าเรียวขึ้น ส่วนผลลัพธ์ที่ชัดเจนจะอยู่ในช่วงประมาณ 1 เดือน ซึ่งเป็นช่วงที่ไหมเริ่มกระตุ้นคอลลาเจนใต้ผิวครับ
ร้อยไหมมีผลข้างเคียงหรือไม่ ?
โดยทั่วไปหลังการร้อยไหม อาจมีผลข้างเคียงที่พบได้บ้างในช่วงแรก เช่น
- อาการบวม หรือเขียวช้ำ จากการฉีดยาชาหรือเลือดคั่งใต้ผิว
- อาการบวมอาจเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในช่วงวันที่ 3–4 แล้วจะค่อย ๆ ยุบลงภายใน 7–14 วัน
หลังร้อยไหม ควรดูแลตัวเองอย่างไรให้ผลลัพธ์อยู่ได้นาน ?
การดูแลตัวเองที่ดีหลังร้อยไหมจะช่วยให้ผลลัพธ์อยู่ได้นานขึ้น และป้องกันผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ ช่วยให้ไหมยึดเกาะกับผิวได้ดี โดยทั่วไปหมอแนะนำให้ดูแลตัวเองดังนี้
- งดทาครีม หรือแต่งหน้าในบริเวณที่ร้อยไหม อย่างน้อย 24 ชั่วโมงแรก เพื่อป้องกันการติดเชื้อ
- หลีกเลี่ยงการสัมผัส กด นวด หรือคลึงบริเวณที่ร้อยไหม โดยเฉพาะในช่วง 3 วันแรก
- ควรนอนหงาย หลีกเลี่ยงการนอนตะแคงหรือนอนคว่ำในช่วง 2-3 คืนแรก เพื่อไม่ให้ไหมเคลื่อน
- หลีกเลี่ยงการอ้าปากกว้าง แปรงฟันแรง เคี้ยวของแข็ง หรือแสดงสีหน้ารุนแรง เป็นเวลา 1 เดือน
- หลีกเลี่ยงความร้อนทุกชนิด เช่น อบซาวน่า อาบน้ำร้อน โดนไอน้ำ หรือแสงแดดจัด ภายใน 48 ชั่วโมง
- งดทำเลเซอร์ หรือหัตถการที่ใช้ความร้อนลงผิวชั้นลึก เช่น HIFU, RF, Thermage อย่างน้อย 1 เดือน
- งดของหมักดอง อาหารดิบ และแอลกอฮอล์ ภายใน 48 ชั่วโมงแรก เพื่อช่วยลดอาการบวมและป้องกันการอักเสบ
- งดสูบบุหรี่ เพราะสารในบุหรี่จะรบกวนการฟื้นตัว ทำให้ยุบบวมช้า และผลลัพธ์อยู่ได้สั้นลง
รีวิวร้อยไหม จากผู้ใช้บริการจริง
สำหรับที่ V Square Clinic ใช้เส้นไหม ที่มีคุณภาพ ผ่านการรับรองจาก FDA ทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศว่ามีความปลอดภัย โดยหลายคนที่เข้ามาทำร้อยไหมกับ V Square ต่างให้รีวิวเชิงบวก และบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าคุ้มค่า เห็นผล และรู้สึกมั่นใจมากขึ้น โดยหมอได้รวบรวมรีวิวจากผู้ใช้บริการจริงที่เคยทำร้อยไหมมาแชร์ให้อ่านกันแล้วครับ
รีวิวความประทับใจจากผู้ใช้บริการร้อยไหม
ร้อยไหม ราคาเท่าไร ?
การทำร้อยไหม ราคาจะขึ้นอยู่กับชนิด วัสดุ จำนวนเส้นไหมที่ใช้ บริเวณที่ทำ และโปรโมชันทางการตลาดที่จัดในช่วงเวลานั้น โดยทั่วไปที่ V Square Clinic การร้อยไหม ราคาจะเริ่มต้นที่ประมาณ 8,900.- ครับ
โปรโมชัน ร้อยไหม ที่ V Square Clinic
หมายเหตุ : ราคาร้อยไหมอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามโปรโมชันส่งเสริมการตลาด แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ และอัปเดตราคาล่าสุดกับทางคลินิก
สรุปร้อยไหม ลดความหย่อนคล้อย ปรับหน้าเรียว
ร้อยไหมเป็นวิธีช่วยยกกระชับใบหน้า ปรับรูปหน้าเรียว และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวดูอ่อนเยาว์ และให้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ ทำให้วิธีนี้ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ
ทั้งนี้ก่อนตัดสินใจควรศึกษาข้อมูลให้รอบด้าน เลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน และปรึกษาแพทย์ที่มีประสบการณ์ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุดครับ







