หลายคนมักเข้าใจผิดว่า "โรคงูสวัด" เป็นเพียงแค่ผื่นผิวหนังธรรมดา หรือตุ่มแพ้ที่เกิดขึ้นแล้วก็หายไป แต่ในความจริงแล้ว โรคนี้ใกล้ตัวและมีความรุนแรงกว่าที่คิดมาก ทราบหรือไม่ว่า โรคงูสวัดแท้จริงแล้วเกิดจาก เชื้อไวรัสตัวเดียวกับโรคอีสุกอีใส ที่เคยซ่อนตัวอยู่ในร่างกายเรา และพร้อมจะกลับมาทำร้ายเราซ้ำได้ทุกเมื่อ ยิ่งอายุมากขึ้น พักผ่อนน้อย เครียดสะสม หรือมีโรคประจำตัวบางอย่าง ความเสี่ยงในการเกิดโรคงูสวัดก็ยิ่งเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ ซึ่งอาจมีอาการรุนแรงและเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน เช่น อาการปวดเส้นประสาทเรื้อรังหลังผื่นหาย
บทความนี้จะพาไปรู้จักโรคงูสวัดให้ครบทั้ง “สาเหตุ อาการ การรักษา และการป้องกันด้วยวัคซีน” เพื่อให้สังเกตอาการได้เร็ว รักษาได้ทัน และลดความเสี่ยงก่อนเกิดโรค
โรคงูสวัดคืออะไร? (Herpes Zoster คืออะไร)
โรคงูสวัดคือการติดเชื้อไวรัส Varicella-Zoster Virus หรือ VZV ซึ่งเป็นไวรัสชนิดเดียวกับโรคอีสุกอีใส โดยเชื้อจะซ่อนตัวอยู่ในปมประสาทหลังจากเคยติดเชื้ออีสุกอีใส และอาจกลับมาแสดงอาการอีกครั้งเมื่อภูมิคุ้มกันลดลง ทำให้เกิดผื่นตุ่มน้ำใสและอาการปวดแสบตามแนวเส้นประสาท
พูดง่าย ๆ คือ คนที่เคยเป็นอีสุกอีใสมาก่อน มีโอกาสเกิดโรคงูสวัดได้ในอนาคต เพราะเชื้อไวรัสไม่ได้หายไปจากร่างกายทั้งหมด แต่จะอยู่ในภาวะแฝงตัว เมื่อร่างกายอ่อนแอหรือภูมิคุ้มกันลดลง เชื้อจึงกลับมาทำงานอีกครั้งและก่อให้เกิดอาการตามแนวเส้นประสาท
กลุ่มที่ควรระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว ผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน ผู้ป่วยมะเร็ง ผู้ที่พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือคนทำงานที่มีความเครียดสะสมเป็นเวลานาน
อ้างอิงข้อมูลจาก https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/shingles-%28herpes-zoster%29?utm_source=chatgpt.com
กลุ่มเสี่ยงหลักที่ต้องระวัง
- ผู้สูงอายุ (โดยเฉพาะผู้อายุ 50 ปีขึ้นไป)
- ผู้ที่มีความเครียดสะสม พักผ่อนน้อย
- ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หรือผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน
5 ข้อต้องรู้! โรคงูสวัดเกิดจากอะไร
1. เชื้อไวรัส Varicella-Zoster (ตัวเดียวกับอีสุกอีใส)
เป็นไวรัสที่เข้าสู่ร่างกายตั้งแต่วัยเด็ก (ตอนเป็นอีสุกอีใส) หลังหายแล้วจะ ไวรัสจะซ่อนอยู่ในปมประสาท เมื่อมีโอกาสก็กลับมาแสดงอาการอีกครั้ง
2. ภูมิคุ้มกันลดลง
เมื่อ พักผ่อนไม่เพียงพอ มีความเครียดสะสม หรือทำงานหนักทำให้ภูมิคุ้มกันตกจะกระตุ้นให้ไวรัสทำงานใหม่
3. อายุที่เพิ่มขึ้น (ยิ่งอายุมาก ยิ่งเสี่ยง)
พบมากในคนอายุ 50 ปีขึ้นไป ความเสี่ยงเพิ่มตามอายุ และพบได้มากขึ้นในผู้สูงวัย
4. โรคประจำตัวและยากดภูมิ
บางคนมีโรคประจำตัวและยากดภูมิ เช่น เบาหวาน มะเร็ง HIV การทำเคมีบำบัด หรือใช้สเตียรอยด์ ทำให้ภูมิคุ้มกันต่ำลงและเสี่ยงทำให้เชื้อไวรัสกำเริบสูง
5. ความเครียดสะสมและไลฟ์สไตล์
สำหรับคนวัยทำงานควรระวังเพราะหากทำงานหนัก พักผ่อนน้อย หรือมีความเครียดต่อเนื่องอาจทำให้ภูมิคุ้มกันลดลง เป็นอีกสาเหตุหลักหนึ่งที่กระตุ้นไวรัสโรคงูสวัด
โรคงูสวัดอาการเป็นยังไง?
แรกเริ่มผู้ป่วยจะมีอาการปวดแสบปวดร้อนบริเวณผิวหนัง หลังจากนั้น 2 - 3 วัน จะมีผื่นแดงขึ้นตรงบริเวณที่ปวดแล้วกลายเป็นตุ่มน้ำใส ผื่นสามารถขึ้นได้บนลำตัว แขน ต้นขาศรีษะ หน้าอก หรือหน้าท้อง และผู้ป่วยบางคนอาจมีไข้ด้วย ผื่นมักเรียงกันเป็นกลุ่ม หรือเป็นแถวยาวตามแนวเส้นประสาทและจะแตกออกเป็นแผล ต่อมาจะตกสะเก็ดและหายได้เองใน 2 สัปดาห์ และเมื่อแผลหายแล้ว อาจยังมีอาการปวดตามแนวเส้นประสาทได้
อาการแทรกซ้อนของโรคงูสวัด
1. อาการปวดตามแนวเส้น ประสาทหลังการติดเชื้อ พบได้บ่อยในผู้ป่วยที่อายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป บางรายอาจปวดได้นานหลายปี
2. การติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำเติม ตาอักเสบ แผลที่กระจกตา และภาวะแทรกซ้อนทางหู เป็นต้น
3. ผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำ เช่น ผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี หรือผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัด โรคงูสวัดอาจเป็นรุนเรงและแพร่กระจายได้
4. ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง แต่พบน้อย เช่น สมองและปอดอักเสบ
ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.siphhospital.com/th/news/article/share/919
สัญญาณอันตรายที่ควรรีบพบแพทย์ทันที
หากมีอาการเหล่านี้ อย่ารอช้า ต้องรีบไปโรงพยาบาลด่วน
1. งูสวัดขึ้นตา หรือบริเวณใบหน้า: เสี่ยงต่อการตาบอดหรือแก้วตาอักเสบ
2. มีอาการปวดรุนแรงมาก: จนไม่สามารถนอนหลับหรือใช้ชีวิตประจำวันได้
3. มีไข้สูง หรือแผลมีอาการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน: เช่น แผลมีหนอง ผิวหนังรอบ ๆ บวมแดงร้อน
โรคงูสวัดอันตรายแค่ไหน?
โรคงูสวัดโดยทั่วไปไม่ได้เป็นโรคที่อันตรายถึงชีวิตในคนสุขภาพแข็งแรง แต่สามารถทำให้เจ็บปวดมากและกระทบต่อคุณภาพชีวิตได้ โดยภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยคือ Postherpetic Neuralgia หรือ PHN ซึ่งเป็นอาการปวดเส้นประสาทเรื้อรังหลังผื่นหาย
PHN อาจทำให้ผู้ป่วยปวดแสบ ปวดเสียว หรือปวดจี๊ดตามแนวเส้นประสาทต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ หลายเดือน หรือในบางรายอาจยาวนานกว่านั้น ส่งผลต่อการนอน การทำงาน และการใช้ชีวิตประจำวัน
นอกจากนี้ ยังอาจเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนบริเวณผื่น แผลหายช้า หรือเกิดปัญหาทางตาหากผื่นขึ้นบริเวณรอบดวงตา ในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ โรคอาจรุนแรงกว่าปกติและควรได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิด
แนวทางการรักษาโรคงูสวัดในปัจจุบัน
การรักษาโรคงูสวัดมักเน้นการใช้ยาต้านไวรัสร่วมกับการบรรเทาอาการปวดและการดูแลผื่น โดยยาต้านไวรัสควรเริ่มให้เร็วที่สุด โดยเฉพาะภายใน 72 ชั่วโมงหลังเริ่มมีผื่น เพื่อช่วยลดความรุนแรง ระยะเวลาของโรค และความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน
แพทย์อาจพิจารณายาต้านไวรัส เช่น Acyclovir, Valacyclovir หรือ Famciclovir ตามความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย รวมถึงให้ยาแก้ปวด ยาลดการอักเสบ หรือยาสำหรับอาการปวดเส้นประสาทในบางกรณี
การดูแลแผลก็สำคัญเช่นกัน ควรรักษาความสะอาดของผิวหนัง หลีกเลี่ยงการแกะหรือเกาตุ่มน้ำ ไม่ใช้ยาทาเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่ไม่เคยเป็นอีสุกอีใส หญิงตั้งครรภ์ ทารกแรกเกิด หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ จนกว่าตุ่มน้ำจะแห้งและตกสะเก็ด
งูสวัดหายเองได้ไหม?
โรคงูสวัดบางรายอาจค่อย ๆ ดีขึ้นได้เอง โดยผื่นมักแห้งและตกสะเก็ดภายในประมาณ 2–4 สัปดาห์ แต่ไม่ควรรอดูอาการเองหากมีอาการปวดมาก ผื่นขึ้นบริเวณใบหน้าหรือดวงตา เป็นผู้สูงอายุ มีโรคประจำตัว หรือมีภูมิคุ้มกันต่ำ
การพบแพทย์เร็วช่วยให้ได้รับยาต้านไวรัสทันเวลา และช่วยลดโอกาสเกิดอาการปวดเรื้อรังหลังงูสวัด ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่รบกวนชีวิตประจำวันได้มากกว่าที่หลายคนคิด
ป้องกันโรคงูสวัดได้ไหม? วัคซีนช่วยได้แค่ไหน
วัคซีนป้องกันโรคงูสวัด
วัคซีนชนิดไม่ใช่เชื้อเป็น (Recombinant Zoster Vaccine, Adjuvanted; RZV) ใช้ในการป้องกันโรคงูสวัด โดยการฉีดเข้ากล้ามเนื้อ สำหรับ ผู้ใหญ่อายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป จำนวน 2 เข็ม ขนาดเข็มละ 0.5 มล. ห่างกัน 2 ถึง 6 เดือน ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นต่อการเป็นโรคงูสวัด เนื่องจากภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง จำนวน 2 เข็ม ขนาดเข็มละ 0.5 มล. ห่างกัน 1 ถึง 2 เดือน
คำแนะนำเพิ่มเติม
- ผู้ที่เคยเป็นงูสวัดมาก่อน สามารถรับวัคซีนงูสวัดได้ โดยให้เว้นระยะห่างหลังจากเป็นงูสวัดอย่างน้อย 3 ถึง 6 เดือน
- ผู้ที่เคยได้รับวัคซีนงูสวัดชนิดเชื้อเป็น (Zoster Vaccine Live; ZVL) มาก่อน สามารถรับวัคซีนงูสวัดชนิดไม่ใช่เชื้อเป็นนี้ได้ โดยฉีด 2 เข็ม และเว้นระยะห่างจากวัคซีนงูสวัดชนิดเชื้อเป็นอย่างน้อย 2 เดือน
- หญิงตั้งครรภ์และผู้ที่มีประวัติแพ้รุนแรงควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนฉีดวัคซีน
อาการข้างเคียงหลังฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัด
- อาจปวดบริเวณที่ฉีด ปวดศรีษะ มีไข้ หรือคลื่นไส้ และอาการจะหายไปเองภายใน 2-3 วัน
ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.siphhospital.com/th/news/article/share/zoster-vaccine
วัคซีนงูสวัดมีกี่ชนิด ต่างกันยังไง
วัคซีนงูสวัดโดยทั่วไปแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มหลัก คือ วัคซีนชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ และวัคซีนชนิด recombinant หรือวัคซีนชนิดหน่วยย่อยรีคอมบิแนนท์
วัคซีนชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์มักฉีด 1 เข็ม แต่ไม่เหมาะกับผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือหญิงตั้งครรภ์ ส่วนวัคซีนชนิด recombinant มักฉีด 2 เข็ม และสามารถใช้ในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องบางกลุ่มได้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์
อ้างอิงข้อมูลจาก https://www.tropmedhospital.com/knowledge/15875.html
ฉีดวัคซีนแล้วป้องกันได้กี่ %
สำหรับวัคซีนชนิดใหม่ (Recombinant) มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคงูสวัดมากกว่า 90% ในผู้ที่อายุ 50 ปีขึ้นไป และที่สำคัญคือช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะปวดเส้นประสาทเรื้อรัง (PHN) ได้เกือบ 100%
ใครควรฉีดวัคซีนงูสวัด
กลุ่มที่ควรปรึกษาแพทย์เรื่องวัคซีนงูสวัด ได้แก่ ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ผู้ที่มีโรคประจำตัว ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ หรือผู้ที่เคยเป็นงูสวัดมาก่อนและต้องการลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ โดย CDC แนะนำวัคซีนงูสวัดชนิด recombinant สำหรับผู้ใหญ่อายุ 50 ปีขึ้นไป และผู้ใหญ่อายุ 19 ปีขึ้นไปที่มีหรือจะมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องจากโรคหรือการรักษา
สำหรับประเทศไทย ข้อมูลจากโรงพยาบาลหลายแห่งระบุว่ามีวัคซีนงูสวัดให้บริการทั้งชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์และชนิด recombinant โดยแนวทางการเลือกวัคซีนควรพิจารณาจากอายุ ภูมิคุ้มกัน โรคประจำตัว ประวัติการแพ้ยา และคำแนะนำของแพทย์
ข้อควรปฏิบัติหลังฉีดวัคซีนงูสวัด
- พักสังเกตอาการหลังฉีด 30 นาที
- สังเกตว่ามีอาการข้างเคียงหลังฉีดวัคซีนหรือไม่ เช่น ปวดศรีษะ มีไข้ และหากต้องฉีดครั้งต่อไปควรแจ้งเจ้าหน้าที่เรื่องอาการข้างเคียงที่เคยพบ
- หากปวดบวมบริเวณที่ฉีดวัคซีนให้ใช้ผ้าเย็นประคบ
Checklist วิธีลดความเสี่ยงงูสวัดในชีวิตประจำวัน
นอกจากการพึ่งพาแพทย์แล้ว การปรับพฤติกรรมก็ช่วยล็อกไม่ให้งูสวัดตื่นขึ้นมาได้เช่นกัน
- นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ 7-8 ชั่วโมงต่อวัน
- จัดการความเครียดด้วยการมหากิจกรรมผ่อนคลาย ทำสมาธิ หรือออกกำลังกาย
- กินอาหารที่มีประโยชน์ ครบ 5 หมู่ เพื่อเสริมสร้างภูมิต้านทาน
- ตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อควบคุมโรคประจำตัว (เช่น เบาหวาน)
- ปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันงูสวัดตามวัย
FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคงูสวัด
Q: งูสวัดติดต่อไหม?
A: ตัวโรคงูสวัดไม่ติดต่อโดยตรง แต่หากคนที่ไม่เคยเป็นอีสุกอีใสหรือไม่เคยฉีดวัคซีนอีสุกอีใสมาก่อน ไปสัมผัสกับน้ำในตุ่มใสของผู้ป่วยงูสวัด คน ๆ นั้นจะติดเชื้อและกลายเป็น "โรคอีสุกอีใส" ได้
Q: เป็นงูสวัดซ้ำได้ไหม?
A: เป็นซ้ำได้ หากร่างกายอ่อนแอหรือภูมิคุ้มกันตกลงอีกครั้ง เชื้อที่เหลืออยู่ก็สามารถกลับมาทำลายผิวหนังและเส้นประสาทซ้ำได้
Q: งูสวัดต่างจากเริมยังไง?
A: เกิดจากไวรัสคนละตัวค เริม (Herpes Simplex) มักเกิดบริเวณริมฝีปากหรืออวัยวะเพศและเป็นซ้ำบ่อย ๆ ที่เดิม แต่งูสวัดจะขึ้นตามแนวเส้นประสาทเป็นแถวยาวและมักมีอาการปวดรุนแรงกว่า
Q: เป็นงูสวัดต้องหยุดงานกี่วัน?
A: แนะนำให้หยุดงานประมาณ 7 - 10 วัน หรือจนกว่าตุ่มน้ำจะแห้งสนิท เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนเต็มที่และลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อสู่อื่นในที่ทำงาน
Q: คนอายุน้อยเป็นได้ไหม?
A: เป็นได้ หากวัยรุ่นหรือคนทำงานออฟฟิศมีภาวะเครียดสะสม อดนอนสะสม หรือร่างกายทรุดโทรม ภูมิคุ้มกันก็สามารถตกลงจนทำให้งูสวัดกำเริบได้เช่นกัน
Q: งูสวัดเกิดจากความสกปรกหรือไม่?
A: โรคงูสวัดไม่ได้เกิดจากความสกปรก แต่เกิดจากเชื้อไวรัส Varicella-Zoster ซึ่งเป็นเชื้อเดียวกับโรคอีสุกอีใส โดยเชื้อจะแฝงตัวอยู่ในร่างกายหลังเคยเป็นอีสุกอีใส และอาจกลับมาแสดงอาการเมื่อภูมิคุ้มกันลดลง อย่างไรก็ตาม หากเป็นงูสวัดแล้วควรรักษาความสะอาดของแผล เพื่อลดโอกาสติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน
Q: งูสวัดต้องทายาไหม?
A: บางกรณีแพทย์อาจให้ยาทาหรือยาดูแลแผลร่วมกับยารับประทาน แต่ไม่ควรซื้อยาทาเองโดยเฉพาะยาสเตียรอยด์ ยาสมุนไพร หรือยาที่ไม่ทราบส่วนประกอบ เพราะอาจทำให้แผลระคายเคือง ติดเชื้อ หรืออาการแย่ลงได้ หากผื่นมีตุ่มน้ำ ปวดมาก หรือขึ้นบริเวณใบหน้า ควรให้แพทย์ประเมินก่อนใช้ยา
“โรคงูสวัด” ไม่ใช่แค่ผื่นธรรมดา แต่เกิดจากเชื้อไวรัส Varicella‑Zoster ตัวเดียวกับอีสุกอีใสที่สามารถแฝงตัวอยู่ในปมประสาทและกลับมากำเริบได้เมื่อภูมิคุ้มกันลดลง โดยเฉพาะคนอายุเยอะหรือร่างกายอ่อนแอจึงเสี่ยงมากขึ้น อาการมักเริ่มจากปวดแสบปวดเสียวตามแนวเส้นประสาทก่อนเกิดผื่นตุ่มน้ำใส และหากรักษาช้าหรือรุนแรงอาจนำไปสู่ภาวะปวดเส้นประสาทเรื้อรัง (PHN) ได้ แนวทางดูแลที่สำคัญและมีประสิทธิภาพคือ “วัคซีนงูสวัด” ซึ่งช่วยลดโอกาสเป็นและลดภาวะแทรกซ้อนได้อย่างมีนัยสำคัญ ปิดท้ายเพื่อดูแลสุขภาพเชิงป้องกันให้ครบทั้ง “กายและใจ” อย่าลืมวางแผนค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพไว้ล่วงหน้า หากกำลังมองหาตัวช่วยจัดการการใช้จ่ายให้คุ้มค่า สามารถเลือกสมัครบัตรเครดิต KTC เพื่อรับโปรโมชั่นดีๆได้เลย
ดูแลสุขภาพด้วยความคุ้มค่า นึกถึงบัตรเครดิต KTC


