ในทุกวันที่ 21 มิถุนายนของทุกปี ทั่วโลกจะร่วมเฉลิมฉลอง “วันโยคะสากล” หรือ “International Day of Yoga” ซึ่งในปี 2569 นี้ก็เช่นกัน และในปีนี้กระแสดังกล่าวดูจะมีความหมายมากกว่าทุก ๆ ปีที่ผ่านมา เนื่องด้วยการมาพร้อมกับคลื่นความฮอตฮิตของ “Wellness Lifestyle” เทรนด์สุขภาพที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย
คนรุ่นใหม่ในปัจจุบันไม่ได้มองเรื่องสุขภาพเป็นเพียงแค่การไปฟิตเนสหรือการออกกำลังกายเพื่อให้มีหุ่นดีอีกต่อไป แต่ได้ให้ความสำคัญกับมิติที่กว้างขึ้นมาก ทั้งสุขภาพกาย สุขภาพใจ คุณภาพการนอน การจัดการความเครียด และคุณภาพชีวิตโดยรวมในระยะยาว และด้วยปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้เองที่ทำให้ “โยคะ” ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นกิจกรรมเฉพาะกลุ่ม กลายมาเป็นหนึ่งในกิจกรรมสุขภาพที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในสังคมไทย
วันโยคะสากล คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไร?
วันโยคะสากล หรือภาษาอังกฤษ International Day of Yoga ตรงกับวันที่ 21 มิถุนายนของทุกปี ก่อตั้งขึ้นโดยองค์การสหประชาชาติ (UN) เพื่อส่งเสริมให้ผู้คนทั่วโลกตระหนักถึงความสำคัญของ “โยคะ” ในฐานะกิจกรรมที่ช่วยดูแลสุขภาพกายและสุขภาพใจไปพร้อม ๆ กัน
จุดเริ่มต้นของวันโยคะสากลเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2557 เมื่อนายกรัฐมนตรีอินเดียเสนอแนวคิดนี้ในการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ และได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการด้วยการสนับสนุนจากประเทศสมาชิกจำนวนมาก เนื่องจากโยคะเป็นศาสตร์ที่มีต้นกำเนิดในประเทศอินเดียมายาวนานหลายพันปี และได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติว่าเป็นแนวทางการดูแลสุขภาวะโดยรวม ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ อีกทั้งยังเข้าถึงได้ง่าย ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ราคาแพง และเหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย
นับตั้งแต่มีการประกาศวันโยคะสากลเป็นต้นมา หลายประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นอินเดีย สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย รวมถึงประเทศไทย ได้จัดกิจกรรมเฉลิมฉลองอย่างต่อเนื่องในทุกปี ทั้งการรวมตัวฝึกโยคะกลางแจ้งในสถานที่สำคัญ การจัดเวิร์กชอปให้ความรู้ และการรณรงค์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งช่วยสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับประโยชน์ของโยคะให้กว้างขวางและแพร่หลายมากขึ้นในแต่ละปี จนทำให้โยคะกลายเป็นกิจกรรมสุขภาพที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง
ทำไมวันโยคะสากลจึงตรงกับวันที่ 21 มิถุนายน?
การกำหนดให้วันที่ 21 มิถุนายนของทุกปีเป็นวันโยคะสากลนั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะวันดังกล่าวตรงกับวันครีษมายัน กล่าวคือ เป็นวันที่ยาวที่สุดของปีในซีกโลกเหนือ หรือที่เรียกว่า Summer Solstice ซึ่งมีความหมายเชิงสัญลักษณ์อย่างลึกซึ้งในปรัชญาโยคะ เนื่องจากถือเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่เหมาะสมต่อการฝึกฝนจิตใจและร่างกายให้เข้าสู่ความสมดุล การกำหนดให้วันนี้เป็นวันโยคะสากลจึงเป็นการผสมผสานระหว่างวิทยาศาสตร์ธรรมชาติและจิตวิญญาณของศาสตร์โยคะ
โยคะส่งผลต่อสุขภาพกายและสุขภาพใจอย่างไร?
หากจะกล่าวถึงประโยชน์ของโยคะในมิติของร่างกาย การฝึกโยคะอย่างสม่ำเสมอช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อและข้อต่อ เสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว ปรับสมดุลของร่างกาย และช่วยลดอาการปวดเมื่อยจากการนั่งทำงานเป็นเวลานาน
ขณะที่ประโยชน์ของโยคะในมิติของจิตใจนั้นจะเกี่ยวข้องกับการฝึกลมหายใจและการทำสมาธิ ซึ่งการฝึกฝนทั้งสองส่วนนี้นับเป็นหัวใจสำคัญของการฝึกโยคะ อันจะช่วยลดระดับฮอร์โมนความเครียด สร้างเสริมสมาธิ และช่วยให้บรรเทาจิตใจให้สงบนิ่งขึ้น และด้วยเหตุนี้โยคะจึงถูกจัดเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่สามารถดูแลได้ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งจะแตกต่างจากการออกกำลังกายทั่วไป
ทำไมคนรุ่นใหม่จึงหันมาสนใจ Wellness Lifestyle มากขึ้น?
Wellness Lifestyle คือแนวคิดการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมที่ครอบคลุมทั้งสุขภาพกาย สุขภาพใจ การพักผ่อน การกินอาหาร และการใช้ชีวิตอย่างสมดุล ซึ่งกำลังได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ต้องการคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว ไม่ได้มองเพียงแค่ผลลัพธ์ระยะสั้น
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เทรนด์สุขภาพนี้ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง คือ ภาวะ Burnout Syndrome หรือภาวะหมดไฟในการทำงาน ซึ่งเป็นปัญหาที่พบมากขึ้นในกลุ่มคนวัยทำงาน เมื่อผู้คนเริ่มรู้สึกว่าการทำงานหนักโดยไม่สนใจสุขภาพได้นำไปสู่ปัญหาด้านสุขภาพกายและสุขภาพใจ อันได้ส่งผลเสียต่อวิถีชีวิตโดยรวมในทุกแง่มุม จึงเริ่มให้ความสำคัญกับ Work-Life Balance มากขึ้น และมองหาวิธีการดูแล Mental Wellness หรือ สุขภาพใจของตัวเองอย่างจริงจัง
ด้วยการเป็นเทรนด์สุขภาพที่ได้แผ่ขยายในวงกว้าง ปรากฏการณ์ Wellness Lifestyle จึงก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า Self-Care Economy หรือเศรษฐกิจที่เติบโตจากความต้องการดูแลตัวเองของผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจสปา ฟิตเนส โยคะสตูดิโอ แอปพลิเคชันด้านสุขภาพจิต หรือผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่งล้วนก็เติบโตขึ้นพร้อมกับการเพิ่มขึ้นของกลุ่ม Health Conscious Consumer หรือผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ
Wellness Lifestyle แตกต่างจากการออกกำลังกายทั่วไปอย่างไร?
ความแตกต่างหลัก ๆ ของ Wellness Lifestyle กับการออกกำลังกายทั่วไปอยู่ที่มุมมองและเป้าหมาย การออกกำลังกายทั่วไปแบบเดิม ๆ มักมุ่งเน้นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ เช่น รูปร่าง น้ำหนัก หรือกล้ามเนื้อ ในขณะที่ Wellness Lifestyle มองสุขภาพเป็นองค์รวมที่เชื่อมโยงกันทั้งร่างกาย จิตใจ คุณภาพการนอน การกินอาหาร และความสัมพันธ์ทางสังคม จึงทำให้เป้าหมายสุดท้ายของ Wellness Lifestyle จึงไม่ใช่แค่ “ร่างกายที่ดูดีและแข็งแรง” แต่คือ “ชีวิตที่มีคุณภาพ”
Gen Z และ Gen Y มองสุขภาพต่างจากเดิมอย่างไร?
คนรุ่นก่อน ๆ อาจมองว่า การมีสุขภาพดี คือ การไม่เจ็บป่วย และให้ความสำคัญกับการรักษาเมื่อเกิดปัญหาสุขภาพขึ้นแล้ว แต่สำหรับคนใน Generation Z และ Generation Y มีแนวโน้มที่จะมองสุขภาพในเชิงป้องกันมากกว่า โดยเลือกที่จะมุ่งให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลในชีวิตประจำวัน การจัดการความเครียดตั้งแต่เริ่มต้น และการลงทุนกับกิจกรรมที่ช่วยเสริมสร้างความเป็นอยู่ที่ดีในระยะยาว เช่น การทำสมาธิ การฝึกโยคะ หรือการดูแลคุณภาพการนอน
ทำไมเทรนด์สุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Health) จึงได้รับความนิยม?
แนวคิดการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน หรือ Preventive Health ได้รับความนิยมมากขึ้น จากการที่ผู้คนเริ่มเล็งเห็นว่า การป้องกันปัญหาสุขภาพตั้งแต่เริ่มต้นมีค่าใช้จ่ายและผลกระทบน้อยกว่าการรักษาในระยะท้ายที่เกิดปัญหาสุขภาพขึ้นแล้ว ประกอบกับการเข้าถึงข้อมูลด้านสุขภาพที่ง่ายขึ้นในยุคดิจิทัล ทำให้คนสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตได้ตั้งแต่ก่อนจะเกิดปัญหาสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การกินอาหารที่มีประโยชน์ หรือการฝึกจัดการความเครียดผ่านกิจกรรมอย่างโยคะและการทำสมาธิ
Fitness Lifestyle vs Wellness Lifestyle ต่างกันอย่างไร
เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง “Fitness Lifestyle” ซึ่งเป็นการออกกำลังกายทั่วไปแบบเดิม ๆ กับ “Wellness Lifestyle” เทรนด์สุขภาพยุคใหม่ที่มุ่งให้ความสำคัญแบบองค์รวม
โยคะกำลังกลายเป็นกิจกรรมสุขภาพยอดนิยมของคนไทย
ปัจจุบันโยคะไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Wellness Lifestyle ที่คนไทยจำนวนมากเลือกนำมาใช้เป็นแนวทางในการดูแลสุขภาพกาย ลดความเครียด และสร้างสมดุลในการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งสิ่งที่สะท้อนภาพความนิยมของโยคะในประเทศไทยได้ชัดเจนที่สุดก็คือการเพิ่มขึ้นของ Yoga Studio ในกรุงเทพฯ และหลายจังหวัดในภูมิภาคต่าง ๆ ที่เปิดให้บริการคลาสหลากหลายรูปแบบเพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ก็ยังมีคลาสโยคะออนไลน์ (Online Yoga) ผ่านแพลตฟอร์มวิดีโอและแอปพลิเคชันต่าง ๆ ที่เป็นส่วนช่วยให้คนที่ไม่มีเวลาไปสตูดิโอสามารถฝึกโยคะที่บ้านได้สะดวกยิ่งขึ้น
อีกหนึ่งกระแสที่น่าสนใจก็คือ Yoga Retreat หรือ การเดินทางไปฝึกโยคะร่วมกับการทำกิจกรรมพักผ่อนและฟื้นฟูจิตใจในสถานที่ธรรมชาติ ซึ่งได้รับความนิยมมากขึ้นในกลุ่มคนที่ต้องการผ่อนคลายจากความเครียดในเมือง และในขณะเดียวกัน หลายองค์กรก็เริ่มนำแนวคิด Corporate Wellness ที่เป็นการสร้างเสริมสุขภาพให้กับบุคลากรองค์กรมาปรับใช้ โดยจัดคลาสโยคะให้พนักงานในออฟฟิศ เพื่อช่วยลดความเครียดและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
โยคะมีกี่ประเภท และมีอะไรบ้าง?
ปัจจุบันโยคะมีหลากหลายรูปแบบ แต่สำหรับรูปแบบที่เป็นที่นิยมและเป็นที่รู้จักทั่วไปมีทั้งหมด 8 รูปแบบหลัก ๆ ดังนี้
- Hatha Yoga เน้นท่วงท่าพื้นฐาน จังหวะไม่เร่งรีบ เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น
- Vinyasa Yoga เน้นการเคลื่อนไหวต่อเนื่องผสานไปกับลมหายใจ เหมาะสำหรับคนที่ชอบการเคลื่อนไหว
- Yin Yoga เน้นการค้างท่านิ่งนาน ๆ เพื่อช่วยยืดกล้ามเนื้อมัดลึก เหมาะสำหรับคนที่ประสบปัญหาเครียดสะสม หรือนอนน้อย
- Power Yoga เน้นความแข็งแรงและความเข้มข้น เหมาะสำหรับคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ
- Ashtanga Yoga การฝึกโยคะที่มีลำดับท่าที่แน่นอน โดยจะฝึกซ้ำตามลำดับเดิมทุกครั้ง เน้นความสม่ำเสมอและความแข็งแรง
- Restorative Yoga เน้นการผ่อนคลายอย่างแท้จริง อาศัยอุปกรณ์เสริมในการช่วยพยุงร่างกาย
- Bikram / Hot Yoga การฝึกโยคะในห้องที่มีอุณหภูมิสูง ช่วยให้กล้ามเนื้อยืดง่ายขึ้นและขับเหงื่อมากขึ้น
- Kundalini Yoga การฝึกโยคะที่ผสมผสานท่าทาง การหายใจ และการสวดมนต์ เน้นด้านจิตวิญญาณและพลังงานภายใน
คนไทยนิยมฝึกโยคะแบบไหนมากที่สุด?
โยคะประเภทที่ได้รับความนิยมในประเทศไทยมักเป็นรูปแบบที่เข้าถึงง่ายและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมือง เช่น Hatha Yoga ซึ่งเน้นท่าพื้นฐานและจังหวะที่ไม่เร่งรีบ เหมาะอย่างยิ่งกับผู้เริ่มต้น และ Vinyasa Yoga ที่เน้นการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องด้วยท่วงท่าต่าง ๆ ผสานไปกับกำหนดลมหายใจ ซึ่งเป็นรูปแบบการฝึกโยคะที่ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มคนที่ต้องการความท้าทายมากขึ้น
โยคะเหมาะกับคนวัยทำงานอย่างไร?
คนวัยทำงานมักเผชิญกับความเครียดสะสมและปัญหาจากการนั่งทำงานเป็นเวลานาน และการฝึกโยคะถือเป็นทางเลือกการดูแลสุขภาพที่ช่วยตอบโจทย์ผู้ที่กำลังเผชิญกับปัญหาสุขภาพต่าง ๆ เหล่านี้ได้ดี เพราะสามารถฝึกได้ในระยะเวลาสั้น ๆ ไม่ต้องใช้พื้นที่มากในการฝึก ทั้งยังสามารถช่วยคลายกล้ามเนื้อที่ตึงเครียดจากการทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย
โยคะช่วยลดความเครียดและอาการออฟฟิศซินโดรมได้หรือไม่?
ด้วยความที่โยคะเน้นการเคลื่อนไหวที่ช่วยยืดกล้ามเนื้อบริเวณคอ บ่า หลัง และสะโพก ซึ่งเป็นจุดที่มักเกิดอาการออฟฟิศซินโดรมจากการนั่งทำงานนาน ๆ ดังนั้นแล้ว การฝึกโยคะจึงสามารถช่วยลดความเครียดและอาการออฟฟิศซินโดรมได้ และเป็นทางเลือกที่ดีอย่างยิ่งในการดูแลสุขภาพคนของทำงาน เพราะการฝึกฝนลมหายใจอันเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกโยคะยังช่วยกระตุ้นระบบประสาทพาราซิมพาเทติก ซึ่งทำหน้าที่ในการช่วยผ่อนคลายร่างกายและทำให้ความเครียดลดลง
ประโยชน์ของโยคะที่มากกว่าความยืดหยุ่นของร่างกาย
การฝึกโยคะช่วยพัฒนาสุขภาพในหลายด้านไปพร้อม ๆ กัน ทั้งความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ความยืดหยุ่นของร่างกาย การทรงตัว การหายใจ และการจัดการความเครียด ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้โยคะกลายเป็นหนึ่งในกิจกรรมหลักของ Wellness Lifestyle
ประโยชน์ต่อสุขภาพกาย
การฝึกโยคะอย่างต่อเนื่องช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อและข้อต่อ เสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลาง ปรับสมดุลของร่างกาย และช่วยลดอาการปวดหลังที่เกิดจากท่านั่งหรือท่ายืนที่ไม่สอดคล้องกับสรีระของตนเองเป็นเวลานาน
ประโยชน์ต่อสุขภาพจิต
การฝึกโยคะช่วยลดความเครียดผ่านการฝึกฝนลมหายใจและการตั้งสมาธิ เพิ่มความผ่อนคลายให้จิตใจสงบนิ่งขึ้น ลดความวิตกกังวล และช่วยให้สามารถจัดการกับอารมณ์ในชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น
ประโยชน์ต่อการนอนหลับและคุณภาพชีวิต
การฝึกโยคะเบา ๆ ก่อนนอนอย่างต่อเนื่อง สามารถช่วยผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ ทำให้นอนหลับได้ง่ายและมีคุณภาพมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อสุขภาพโดยรวมในระยะยาว
ประโยชน์โดยรวมของโยคะ
- ลดความเครียด
- เพิ่มสมาธิ
- ช่วยการนอนหลับ
- ลดอาการปวดหลัง
- เพิ่มความยืดหยุ่น
- เสริมบุคลิกภาพ
ใช้บัตรเครดิต KTC ให้คุ้มค่า เมื่อเริ่มต้นไลฟ์สไตล์สุขภาพและโยคะ
เมื่อเทรนด์ Wellness Lifestyle กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพก็ย่อมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นค่าคลาสโยคะ ค่าสมาชิกฟิตเนส อุปกรณ์ออกกำลังกาย อาหารเพื่อสุขภาพ หรือแม้แต่แพ็กเกจ Yoga Retreat ที่หลายคนเลือกใช้ในการพักผ่อนเพื่อดูแลสุขภาพกายและใจ ซึ่งการมีเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยให้การใช้จ่ายเพื่อสุขภาพคุ้มค่ามากขึ้นจึงเป็นอีกปัจจัยที่ผู้ที่ใส่ใจสุขภาพทุกคนควรให้ความสำคัญ และ “บัตรเครดิต KTC” ก็เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้จ่ายเพื่อสุขภาพได้อย่างดี
ด้วยความที่บัตรเครดิต KTC มอบสิทธิประโยชน์ที่ครอบคลุมร้านค้าและบริการในหมวดสุขภาพและความงามให้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปีในรูปแบบของโปรโมชั่นต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นส่วนลด การแลกคะแนนรับส่วนลด การแลกคะแนนรับเครดิตเงินคืน การแลกคะแนนรับ e-Coupon สิทธิพิเศษต่าง ๆ หรือแม้แต่การผ่อนชำระ 0% เมื่อมียอดใช้จ่ายค่าสมาชิกสตูดิโอตามกำหนด ทำให้การใช้จ่ายเพื่อสุขภาพผ่านบัตรเครดิต KTC ได้รับความคุ้มค่ามากกว่าทางเลือกชำระเงินอื่น ๆ หรือการจ่ายด้วยเงินสด
สำหรับผู้ที่กำลังเริ่มต้นฝึกโยคะเพื่อดูแลสุขภาพของตนเองแบบองค์รวม การวางแผนใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต KTC ที่มีโปรโมชั่นในหมวดหมู่สุขภาพอย่างหลากหลายตลอดทั้งปี จะช่วยให้การเริ่มต้นดูแลตัวเองเป็นเรื่องที่เข้าถึงง่ายยิ่งขึ้น ทั้งในด้านงบประมาณและความสะดวกสบายในการบริหารกระแสเงินสด ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด Wellness Lifestyle ที่ไม่ใช่แค่การดูแลสุขภาพกายและใจ แต่ยังรวมถึงการบริหารจัดการด้านการเงินอย่างชาญฉลาดเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาวด้วย
เทรนด์ Wellness Lifestyle ปี 2569 มีอะไรน่าจับตามองบ้าง?
ในปี 2569 เทรนด์สุขภาพได้ขยายตัวจากการออกกำลังกายไปสู่การดูแลสุขภาพเชิงองค์รวมมากขึ้น โดยหลาย ๆ คนให้ความสำคัญกับการนอนหลับ สุขภาพจิต การทำสมาธิ อาหารเพื่อสุขภาพ และกิจกรรมที่ช่วยสร้างสมดุลในชีวิต โดยเทรนด์การดูสุขภาพที่กำลังเข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมคนไทย มีดังนี้
1. Sleep Wellness
การนอนหลับที่มีคุณภาพ ถือเป็นหัวใจสำคัญของการมีสุขภาพดี หลาย ๆ คนเริ่มให้ความสำคัญกับการสร้างกิจวัตรก่อนนอนที่ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย รวมถึงนำคำแนะนำเพื่อพัฒนาคุณภาพการนอนต่าง ๆ มาปรับใช้กับตนเอง
2. Mental Wellness
การดูแลสุขภาพจิตไม่ใช่เรื่องที่หลาย ๆ คนมองข้ามอีกต่อไป โดยกิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลายความเครียดและสร้างความสงบในจิตใจก็เริ่มได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
3. Yoga & Mindfulness
โยคะและการฝึกสติกลายเป็นกิจกรรมที่หลาย ๆ คนนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างร่างกายและจิตใจ
4. Running
การวิ่งยังคงเป็นหนึ่งในกิจกรรมออกกำลังกายที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ด้วยความสะดวกเข้าถึงง่าย ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ซับซ้อน และสามารถเริ่มต้นได้ทุกที่ทุกเวลา ปัจจุบันการวิ่งไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเพื่อสุขภาพส่วนตัวเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์และการมีส่วนร่วมทางสังคม ซึ่งได้สะท้อนภาพอย่างชัดเจนจากจำนวนงานวิ่งที่จัดขึ้นทั่วประเทศตลอดทั้งปี รวมถึงการรวมกลุ่มนักวิ่งที่ออกมาฝึกซ้อมร่วมกันตามสวนสาธารณะหรือเส้นทางวิ่งยอดนิยมในเมืองต่าง ๆ การวิ่งจึงเป็นกิจกรรมที่เชื่อมโยงทั้งเรื่องสุขภาพกาย สุขภาพใจ และความสัมพันธ์ทางสังคมเข้าไว้ด้วยกัน
5. HYROX
HYROX อีกหนึ่งเทรนด์สุขภาพที่น่าจับตามองอย่างมาก โดย HYROX เป็นรูปแบบการแข่งขันออกกำลังกายแบบใหม่ที่นำการวิ่งมาผสมกับกิจกรรมออกกำลังกายหลากหลายแบบสลับกันไป เช่น การลากของหนัก การยกน้ำหนัก หรือการย่อตัวสลับก้าวขา ซึ่งความโดดเด่นคือทุกคนสามารถเข้าร่วมได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นนักกีฬาเก่งๆ ก็สามารถลงแข่งขัน HYROX ได้
ความนิยมของ HYROX ที่เพิ่มขึ้นได้สะท้อนให้เห็นทิศทางของเทรนด์สุขภาพในปัจจุบันได้อย่างดี เพราะหลายคนเริ่มอยากมีเป้าหมายในการออกกำลังกายที่ชัดเจนและท้าทายตัวเองมากขึ้น ไม่ใช่แค่ออกกำลังกายเพื่อเพียงรักษาหุ่นหรือลดน้ำหนักเท่านั้น แต่ยังเป็นการฝึกทั้งความอึดและความแข็งแรงไปพร้อมกัน ซึ่งสอดคล้องแนวคิดการดูแลสุขภาพกายและสุขภาพใจ
6. Healthy Aging
แนวคิดการดูแลสุขภาพเพื่อชะลอวัยและรักษาคุณภาพชีวิตในระยะยาวได้รับความสนใจมากขึ้นในปัจจุบัน โดยเฉพาะในกลุ่มคนวัยทำงานที่เริ่มวางแผนสุขภาพล่วงหน้ากันตั้งแต่อายุยังน้อย
7. Social Detox
การลดเวลาการใช้โซเชียลมีเดียกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้น หลายคนเริ่มรู้สึกว่าการเสพข้อมูลจำนวนมากในแต่ละวันทำให้รู้สึกเหนื่อยล้าทางความคิดโดยไม่รู้ตัว จึงเริ่มหันมาจัดสรรเวลาให้ตัวเองได้พักจากการเล่นโซเชียล เช่น การปิดแจ้งเตือนในบางช่วงเวลา หรือการกำหนดวันที่ไม่เปิดดูโซเชียลเลย เพื่อเป็นการให้สมองและจิตใจได้พักผ่อนอย่างแท้จริง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับวันโยคะสากลและ Wellness Lifestyle (FAQ)
Q : โยคะช่วยลดน้ำหนักได้จริงหรือไม่?
A : โยคะบางประเภท เช่น Vinyasa Yoga และ Power Yoga ที่มีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง สามารถช่วยเผาพลังงานและมีส่วนช่วยในการควบคุมน้ำหนักได้ แต่ควรปฏิบัติควบคู่กันไปกับการดูแลพฤติกรรมการกินอาหารและการออกกำลังกายรูปแบบอื่น ๆ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
Q : มือใหม่ควรเล่นโยคะแบบไหน?
A : ผู้เริ่มต้นควรเลือก Hatha Yoga เนื่องจากเน้นท่าพื้นฐานและจังหวะที่ไม่เร่งรีบ เหมาะสำหรับการเรียนรู้พื้นฐานการจัดวางร่างกายที่ถูกต้อง
Q : ฝึกโยคะทุกวันดีไหม?
A : สามารถฝึกโยคะได้ทุกวันหากร่างกายไม่รู้สึกเหนื่อยล้าหรือบาดเจ็บ แต่สำหรับผู้เริ่มต้น การฝึกโยคะเพียง 2 - 3 ครั้งต่อสัปดาห์ก็เพียงพอต่อการติดตามผลลัพธ์ในช่วงแรก
Q : โยคะช่วยลดความเครียดได้อย่างไร?
A : การฝึกลมหายใจและสมาธิในระหว่างการฝึกโยคะ ช่วยกระตุ้นระบบประสาทที่ทำหน้าที่ผ่อนคลาย ทำให้ระดับความเครียดลดลงและจิตใจสงบขึ้น
ทั้งนี้ โยคะไม่ใช่เพียงแค่การออกกำลังกายอีกต่อไป แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของ Wellness Lifestyle ที่ครอบคลุมการดูแลทั้งร่างกายและจิตใจไปพร้อม ๆ กัน เพราะการดูแลสุขภาพในยุคปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่ที่การออกกำลังกายเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการความสำคัญกับคุณภาพการนอนหลับ การจัดการความเครียด และการสร้างสมดุลในชีวิตประจำวัน
หากคุณยังไม่แน่ใจว่าควรเริ่มต้นอย่างไร ลองเริ่มต้นจากกิจกรรมเล็ก ๆ อย่างการฝึกโยคะวันละ 15 - 20 นาที ก็สามารถเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการดูแลสุขภาพของตัวเองได้เช่นกัน และในระหว่างที่ค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ให้ดีต่อสุขภาพมากขึ้น บัตรเครดิต KTC พร้อมเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่ทำให้การดูแลตัวเองในแต่ละเดือนนั้นได้รับความคุ้มค่ากลับคืน ผ่านการใช้โปรโมชั่นบัตรเครดิต KTC ที่มอบสิทธิประโยชน์หลากหลายตลอดทั้งปีในทุกหมวดหมู่การใช้จ่าย
สนใจ สมัครบัตรเครดิต KTC ออนไลน์ได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่มีค่าธรรมเนียมแรกเข้า พร้อมรับความคุ้มค่าในทุกการใช้จ่ายกับคะแนน KTC FOREVER ที่สะสมได้ไม่จำกัดและไม่มีวันหมดอายุ
ใช้จ่าย คุ้มค่า นึกถึงบัตรเครดิต KTC



