ในช่วงเวลาที่ยากที่สุดของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการเผชิญกับโรคร้ายแรงหรือการดูแลคนที่เรารักในยามที่พวกเขาเจ็บป่วย คำถามที่อาจผุดขึ้นในใจของใครหลายคนก็คือ “เราจะทำให้พวกเขามีชีวิตอยู่อย่างสุขสบายที่สุดได้อย่างไร?” ซึ่งนี่คือหัวใจสำคัญของสิ่งที่เรียกว่า “Palliative Care” หรือ การดูแลแบบประคับประคอง ที่ยังคงเป็นเรื่องที่คนไทยจำนวนมากยังไม่คุ้นเคยหรือขาดความเข้าใจในเรื่องนี้อยู่มาก และเนื่องด้วยประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุ (Aged Society) มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 ในบทความนี้ KTC จึงอยากพาคุณผู้อ่านทุกท่านไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Palliative Care เพื่อให้ทั้งคุณและครอบครัวสามารถรับมือกับสถานการณ์การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายได้อย่างราบรื่นและมีองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์
ทำความเข้าใจ Palliative Care คืออะไร?
“Palliative Care” หรือ การดูแลแบบประคับประคอง เป็นแนวทางการดูแลผู้ป่วยที่มุ่งเน้นให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและสำคัญ โดยจะคำนึงถึงการบรรเทาความเจ็บปวด ขจัดความไม่สบายกายให้กับผู้ป่วย และให้การสนับสนุนด้านสภาพจิตใจ สังคม และความรู้สึกนึกคิดให้แก่ทั้งผู้ป่วยและครอบครัว
องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ให้คำจำกัดความของ Palliative Care ไว้ว่าเป็นแนวทางดูแลรักษาผู้ป่วยที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและครอบครัวที่เผชิญกับปัญหาเกี่ยวกับโรคร้ายแรงที่รักษาไม่หาย ผ่านการป้องกัน บรรเทาอาการ และบรรเทาความทุกข์ทรมานต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในทุกมิติ ด้วยการคาดการณ์ปัญหาตั้งแต่ระยะต้น การประเมิน ไปจนถึงกระบวนการรักษาความเจ็บปวดและปัญหาอื่น ๆ ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ
อย่างไรก็ดี สิ่งสำคัญที่จำเป็นต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้องและตรงกันก็คือ Palliative Care ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อรักษาโรคเหล่านั้นให้หายขาด แต่มีเป้าหมายเพื่อให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตในแต่ละวันได้อย่างมีความหมาย มีความสุขเท่าที่จะเป็นไปได้กับสภาพร่างกายในขณะนั้น และมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์จนถึงวาระสุดท้าย โดยไม่ต้องทนทุกข์ทรมานโดยไม่จำเป็น หรือเพียงเพื่อให้เป็นไปตามประสงค์ของครอบครัวโดยปราศจากความเต็มใจจากผู้ป่วย
Palliative Care ต่างจาก Hospice Care อย่างไร?
แม้ว่า “Palliative Care” และ “Hospice Care” อาจจะมีความหมายที่คล้ายคลึงกันไปบางแง่มุม แต่แท้จริงแล้วทั้งสองคำมีแง่มุมความหมายที่แตกต่างกัน ดังนี้
คำว่า Palliative Care มีขอบเขตความหมายที่กว้างกว่ามาก โดยสามารถหมายรวมถึงได้ตั้งแต่เริ่มต้นวันแรกที่ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยโรคร้ายแรง ดำเนินควบคู่ไปกับการรักษาหลัก ไม่ว่าจะเป็นการให้เคมีบำบัด การฉายรังสี หรือการผ่าตัด ผู้ป่วยสามารถได้รับ Palliative Care ในขณะที่ยังต้องการหายขาดจากโรคและยังคงรับการรักษาแบบเต็มรูปแบบตามที่แพทย์แนะนำ
ขณะที่ Hospice Care คือรูปแบบหนึ่งของ Palliative Care ที่เน้นเฉพาะผู้ป่วยในระยะสุดท้ายที่การรักษาเพื่อหวังให้หายขาดจากโรคไม่ได้ผลอีกต่อไปแล้ว โดยทั่วไปหมายถึงผู้ป่วยที่แพทย์ประเมินว่าสามารถใช้ชีวิตอยู่ต่อได้ไม่เกิน 6 เดือน ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนั้น Hospice Care จะเปลี่ยนจากการมุ่งรักษาเพื่อยืดเวลาชีวิตมาเป็นการทำให้ช่วงเวลาที่เหลือของผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดเท่าที่จะสามารถเป็นไปได้
สรุปง่าย ๆ ได้ว่า Hospice Care เป็นส่วนหนึ่งของ Palliative Care แต่ Palliative Care ไม่ได้หมายความว่าต้องอยู่ในระยะสุดท้ายเสมอไป การเข้ารับการดูแลแบบ Palliative Care ตั้งแต่ต้นจึงไม่ได้หมายความว่าคุณหรือคนที่คุณรักกำลังจะเสียชีวิตในเร็ว ๆ นี้แต่อย่างใด
ผู้ป่วยแบบไหนที่เหมาะกับการรักษาแบบ Palliative Care?
Palliative Care ไม่ได้จำกัดอยู่แค่กลุ่มผู้ป่วยโรคใดโรคหนึ่งเท่านั้น แต่เหมาะสำหรับผู้ป่วยได้รับวินิจฉัยว่าเป็นโรคร้ายแรงหลากหลายโรค ดังนี้
- ผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะลุกลาม คือกลุ่มอาการป่วยประเภทหนึ่งที่เข้ารับการดูแลแบบ Palliative Care มากที่สุด เพราะความเจ็บปวดและอาการที่ซับซ้อนจากโรคมะเร็งและผลข้างเคียงของการรักษา ส่งผลให้ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการดูแลเฉพาะทางที่ครอบคลุมทั้งร่างกายและสภาพจิตใจ
- ผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลวระยะรุนแรง เป็นกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการหายใจลำบาก ทั้งยังได้ส่งผลต่อความสามารถในการทำกิจวัตรในชีวิตประจำวัน ซึ่งการดูแลแบบ Palliative Care จะช่วยบริหารจัดการอาการเหล่านี้ พร้อมกับวางแผนรับมือกับวิกฤตที่อาจเกิดขึ้น
- ผู้ป่วยโรคปอดเรื้อรัง เช่น โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) ระยะรุนแรงที่ต้องพึ่งการใช้ออกซิเจน ซึ่งทุกข์ทรมานจากการหายใจลำบากเรื้อรังได้ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างรุนแรง ทำให้จำเป็นต้องได้รับการดูแลเฉพาะทาง
- ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ที่ต้องฟอกไตหรือเลือกไม่รับการฟอกไต ซึ่งทั้งสองทางเลือกมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตที่แตกต่างกันและต้องการการสนับสนุนในการตัดสินใจ
- ผู้ป่วยโรคระบบประสาท เช่น โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (ALS) โรคพาร์กินสัน (Parkinson's disease) หรือภาวะสมองเสื่อม ที่ผู้ป่วยจะการสูญเสียความสามารถทีละน้อย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อทั้งร่างกายและสภาพจิตใจของผู้ป่วยและครอบครัว
ทั้งนี้ ผู้สูงอายุที่ได้รับวินิจฉัยว่ามีอาการป่วยหลายโรคที่การรักษาแต่ละโรคอาจไม่ไปในทิศทางเดียวกัน หรือสร้างผลข้างเคียงมากกว่าประโยชน์ต่อการรักษาที่ได้รับ การดูแลแบบ Palliative Care จะช่วยให้ทีมแพทย์และครอบครัววางแผนการดูแลที่สมดุลและสอดคล้องกับความต้องการของผู้ป่วยอย่างแท้จริง
เป้าหมายของการดูแลแบบ Palliative Care
เป้าหมายของ Palliative Care คือการดูแลที่ครอบคลุมทุกมิติของความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่แค่การจัดการกับอาการเจ็บปวดทางร่างกาย
1. การลดความเจ็บปวดและบรรเทาอาการของโรค ถือเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นความเจ็บปวดจากโรคหรือจากการรักษา อาการคลื่นไส้ อาเจียน หายใจลำบาก อ่อนเพลีย หรืออาการอื่น ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การดูแลที่ดีจะทำให้ผู้ป่วยสามารถนอนหลับพักผ่อนได้อย่างเต็มที่ รับประทานอาหารได้มากขึ้น และมีเรี่ยวแรงเพียงพอที่จะใช้เวลาร่วมกับคนที่รัก
2. การให้การสนับสนุนด้านสภาพจิตใจและอารมณ์ เป็นสิ่งที่มักถูกมองข้าม แต่สำหรับการดูแลแบบ Palliative Care การให้ความสำคัญกับการดูแลในส่วนนี้ถือเป็นสิ่งสำคัญมาก ความวิตกกังวล ความกลัว ความเศร้า และภาวะซึมเศร้าที่มาพร้อมกับโรคร้ายแรงต้องได้รับการดูแลอย่างจริงจัง ไม่ใช่ปล่อยปละละเลย
3. การช่วยให้ผู้ป่วยได้ใช้ชีวิตที่ใกล้เคียงกับปกติที่สุด หมายถึงการช่วยให้ผู้ป่วยยังคงทำสิ่งที่มีความหมายสำหรับเขาได้ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปพบปะครอบครัว การออกไปทานอาหารข้างนอก หรือแม้แต่การทำงานอดิเรกที่ชื่นชอบ ภายใต้ขีดจำกัดของสภาพร่างกาย ณ ขณะนั้น
4. การให้การสนับสนุนครอบครัวของผู้ป่วย นับเป็นอีกเป้าหมายที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะครอบครัวผู้ดูแลมักแบกรับความเครียด ความกังวล และความเหนื่อยล้าทางกายจนส่งผลต่อสุขภาพของตนเองด้วย Palliative Care จึงมุ่งให้การสนับสนุนครอบครัวของผู้ป่วยทั้งในด้านความรู้ การรับมือทางอารมณ์ และการเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต
Palliative Care ดูแลเรื่องอะไรบ้าง?
Palliative Care ให้การดูแลครอบคลุมใน 4 ด้านสำคัญ ดังนี้
1. การดูแลด้านร่างกาย
การจัดการกับอาการป่วยทางกายเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญของแพทย์ เพราะผู้ป่วยแต่ละคนมีอาการที่แตกต่างกันและตอบสนองต่อการรักษาที่ไม่เหมือนกัน การบริหารจัดการให้ยาอย่างเหมาะสม การดูแลบาดแผลอย่างถูกต้องและปลอดเชื้อ การให้ความช่วยเหลือเรื่องการหายใจ และการจัดการกับปัญหาการพักผ่อนของผู้ป่วย ทางโรงพยาบาลที่ให้บริการดูแลแบบ Palliative Care จะปรับแผนการดูแลเหล่านี้อยู่เสมอตามการเปลี่ยนแปลงของอาการของผู้ป่วย
2. การดูแลด้านจิตใจและอารมณ์
การเผชิญกับโรคร้ายแรงได้นำมาซึ่งความรู้สึกหลากหลายรูปแบบที่ต้องได้รับการดูแลอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นความกลัวความตาย ความเสียใจที่ชีวิตเปลี่ยนไป ความโกรธที่รู้สึกว่าไม่ยุติธรรม หรือความวิตกกังวลเกี่ยวกับคนข้างหลังและครอบครัวอันเป็นที่รัก การดูแลแบบ Palliative Care จะเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการระบายความรู้สึกเหล่านี้ และช่วยให้ทั้งผู้ป่วยและครอบครัวหาทางรับมือได้อย่างดีที่สุด
3. การดูแลด้านสังคมและครอบครัว
เรื่องของความสัมพันธ์และบทบาทในครอบครัวมักจะได้รับผลกระทบอย่างมากเมื่อสมาชิกครอบครัวคนใดคนหนึ่งมีอาการป่วยหนัก การดูแลแบบ Palliative Care จะช่วยเป็นตัวกลางในการติดต่อสื่อสารหรือปรับความเข้าใจของครอบครัวให้ตรงกัน รวมถึงให้การสนับสนุนสมาชิกในครอบครัวที่รับหน้าที่ดูแลผู้ป่วยให้ยังคงมีแรงใจทำหน้าที่ต่อไปได้ และเมื่อปราศจากความขัดแย้งในครอบครัว ผู้ป่วยก็จะสามารถแสดงความต้องการที่แท้จริงของตนเองออกมาได้
4. การดูแลด้านจิตวิญญาณ
ไม่ว่าผู้ป่วยจะนับถือศาสนาใดหรือไม่ได้นับถือศาสนาเลย คำถามเกี่ยวกับความหมายของชีวิต สิ่งที่ทำให้ชีวิตมีคุณค่า และสิ่งที่ยังค้างคาอยู่ในใจอาจจะเกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ การดูแลด้านจิตวิญญาณจะช่วยให้ผู้ป่วยได้ทบทวนชีวิต และหาความสงบในจิตใจในแนวทางที่เหมาะสมกับตนเอง
ทีมสหวิชาชีพใน Palliative Care
รูปแบบการดูแล Palliative Care คือการที่ผู้เชี่ยวชาญในแขนงต่าง ๆ ร่วมกันทำงานเป็น มีการประสานงานกันอย่างใกล้ชิด แทนที่จะให้เป็นหน้าที่ของแพทย์เพียงคนเดียวในการรับผิดชอบทุกอย่าง
- แพทย์เฉพาะทาง Palliative Care จะทำหน้าที่บริหารจัดการกับอาการเจ็บป่วยและประสานงานกับแพทย์โรคเฉพาะทางอื่น ๆ เพื่อวางแผนการดูแลที่สอดคล้องกับสภาพร่างกายของผู้ป่วยและความต้องการของตัวผู้ป่วยเองและครอบครัว
- พยาบาลดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย มักเป็นคนที่ผู้ป่วยและครอบครัวติดต่อบ่อยที่สุด ทั้งในการติดตามอาการ การให้ยา การสอนวิธีดูแลผู้ป่วยที่บ้าน และการสร้างกำลังใจในยามวิกฤต
- นักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ จะดูแลสุขภาพจิตของทั้งผู้ป่วยและครอบครัว ช่วยให้รับมือกับความกลัว ความเศร้า และความโกรธที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงให้การช่วยเหลือในการทำใจยอมรับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
- นักสังคมสงเคราะห์ จะเข้ามาทำหน้าที่วางแผนทางการเงิน การประสานงานกับหน่วยงานภายนอก การหาแหล่งสนับสนุนทางสังคมอื่น ๆ และการช่วยเหลือครอบครัวในการจัดการเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง
- นักกายภาพบำบัดและนักกิจกรรมบำบัด ทำหน้าที่ช่วยให้ผู้ป่วยยังคงรักษาระดับขีดความสามารถในการเคลื่อนไหวและทำกิจวัตรประจำวันได้นานที่สุด รวมถึงแนะนำอุปกรณ์ช่วยเหลือร่างกายที่เหมาะสม
- ผู้ให้คำปรึกษาด้านจิตวิญญาณ จะทำหน้าที่ช่วยตอบคำถามเกี่ยวกับความหมายของชีวิต ความเชื่อ และการเตรียมจิตใจ ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากสำหรับผู้ป่วยหลายคนที่ต้องเผชิญกับช่วงเวลายากลำบากเหล่านี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
- อาสาสมัครดูแลผู้ป่วย จะเข้ามาทำหน้าที่ช่วยลดภาระของครอบครัวในการดูแลผู้ป่วยในชีวิตประจำวัน โดยอาจจะเป็นในรูปแบบของการนั่งเป็นเพื่อนผู้ป่วย การพาไปทำธุระ หรือการช่วยงานบ้านเล็ก ๆ น้อย ๆ
ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Palliative Care
ปัจจุบันก็ยังมีผู้คนอีกไม่น้อยที่เข้าใจผิดคิดว่า Palliative Care คือการดูแลในยามที่ผู้ป่วยและครอบครัว “หมดหวัง” และ “ยอมแพ้” แต่ในความเป็นจริงแล้ว การเข้ารับการดูแลแบบ Palliative Care สามารถเริ่มต้นได้ตั้งแต่ในระยะแรกของโรค เพื่อให้ทั้งผู้ป่วยและครอบครัวสามารถรับมือกับอาการป่วยที่อาจรุนแรงขึ้น รวมถึงสถานการณ์ความทุกข์ทรมานด้านร่างกายและจิตใจที่มีโอกาสจะเกิดขึ้นเมื่ออาการของโรคทวีความรุนแรงขึ้นด้วย และอีกหนึ่งความเข้าใจผิดที่นำไปสู่ความกังวลแบบผิด ๆ ด้วยก็คือ ความคิดที่ว่าการรับการดูแลแบบ Palliative Care หมายความว่าจะต้องหยุดการรักษาหลัก แต่ความจริงแล้วผู้ป่วยยังคงสามารถรับการดูแล Palliative Care ควบคู่ไปกับการรักษาหลักได้ จึงหมายความว่าผู้ป่วยที่ยังรับเคมีบำบัด ฉายรังสี หรือการรักษาอื่น ๆ จะสามารถได้รับการดูแลแบบ Palliative Care ซึ่งจะเป็นการดูแลรักษาทั้งในเรื่องผลข้างเคียงและการดูแลคุณภาพชีวิตไปพร้อม ๆ กัน
ประโยชน์ของ Palliative Care ต่อผู้ป่วยและครอบครัว
- ประโยชน์ของ Palliative Care ต่อผู้ป่วย : เป็นการดูแลรักษาที่ให้ประโยชน์ครอบคลุมหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการลดความทุกข์ทรมานทางร่างกายและจิตใจ เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยสามารถใช้เวลาที่มีอย่างมีคุณค่ามากขึ้น แทนที่จะต้องทนทุกข์กับอาการที่ไม่สามารถบรรเทาได้ และรวมไปถึงการส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้ผู้ป่วยสามารถทำสิ่งที่มีความหมายต่อตนเอง ได้ใช้เวลากับคนที่รัก และไม่สูญเสียความเป็นตัวเอง
- ประโยชน์ของ Palliative Care ต่อครอบครัวผู้ป่วย : ช่วยให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ที่ยากลำบากได้ดีขึ้น ทั้งในด้านการจัดการอารมณ์ การทำความเข้าใจสถานการณ์ของผู้ป่วย การตัดสินใจเรื่องการรักษา และการเตรียมใจรับมือกับการสูญเสีย
วิธีเริ่มต้นขอรับบริการ Palliative Care
หากคุณหรือคนที่รักกำลังเผชิญกับโรคร้ายแรง และมีความสนใจที่จะเข้ากับบริการการดูแลแบบ Palliative Care สามารถเริ่มต้นดำเนินการได้ตามขั้นตอนดังนี้
1. ปรึกษาแพทย์เจ้าของไข้ โดยแจ้งให้แพทย์ทราบว่า คุณสนใจเข้ารับการดูแลแบบ Palliative Care และต้องการทราบว่ามีบริการนี้ที่โรงพยาบาลที่รักษาตัวอยู่หรือไม่ หรือสามารถส่งไปรักษาต่อยังโรงพยาบาลเฉพาะทางได้หรือไม่ ซึ่งในปัจจุบันก็มีโรงพยาบาลที่ให้บริการดูแลแบบ Palliative Care เช่น โรงพยาบาลวันเวลา อินเตอร์เนชั่นแนล และโรงพยาบาลคูน
2. ติดต่อโรงพยาบาลหรือศูนย์ดูแลเฉพาะทางโดยตรงก็เป็นอีกช่องทางหนึ่ง หลายโรงพยาบาลมีแผนก Palliative Care ที่สามารถรับการปรึกษาได้โดยตรงโดยไม่ต้องรอให้แพทย์ส่งตัว
3. การวางแผนการดูแลล่วงหน้า จะเป็นขั้นตอนของการพูดคุยเกี่ยวกับความต้องการผู้ป่วยในขณะที่ยังสามารถสื่อสารได้ การระบุว่าต้องการหรือไม่ต้องการการรักษาแบบใดในกรณีที่ไม่สามารถตัดสินใจเองได้ และการแต่งตั้งผู้แทนตัดสินใจด้านการแพทย์ล้วนเป็นสิ่งที่ควรทำตั้งแต่เนิ่น ๆ
โรงพยาบาลวันเวลา ทางเลือกสำหรับ Palliative Care ในประเทศไทย
โรงพยาบาลวันเวลา ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับครอบครัวที่ต้องการการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายในสภาพแวดล้อมที่อบอุ่นและเป็นส่วนตัวมากกว่าโรงพยาบาลทั่วไป ด้วยแนวคิดที่เน้นการดูแลแบบองค์รวมที่คำนึงถึงทั้งความต้องการทางกาย จิตใจ และจิตวิญญาณของผู้ป่วยและครอบครัว ทีมแพทย์และพยาบาลผู้เชี่ยวชาญพร้อมให้การดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งในรูปแบบผู้ป่วยใน ผู้ป่วยนอก และการดูแลที่บ้าน เพื่อให้ผู้ป่วยได้ใช้เวลาที่มีค่าภายในสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคยและอบอุ่นที่สุดเท่าที่เป็นไปได้
สำหรับครอบครัวที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ KTC ขอให้ทุกท่านพึงระลึกไว้เสมอว่า การขอความช่วยเหลือไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่คือการแสดงความรักต่อคนที่คุณรักในรูปแบบที่ดีที่สุดท่ามกลางสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และ Palliative Care คือทางเลือกการดูแลผู้ป่วยโรคร้ายและครอบครัว ที่จะพร้อมอยู่เคียงข้างจนวันสุดท้าย
สมัครบัตรเครดิต KTC ออนไลน์ ไม่มีค่าธรรมเนียมแรกเข้า พร้อมรับความคุ้มค่าในทุกการใช้จ่ายเพื่อตัวคุณและคนที่คุณรัก กับคะแนน KTC FOREVER ที่สะสมได้ไม่จำกัดและไม่มีวันหมดอายุ
ใช้จ่าย คุ้มค่า นึกถึงบัตรเครดิต KTC


