ทันทีที่ไฟสงครามปะทุขึ้นในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันโลกก็ “ดีดตัวขึ้นทันที” ราคาน้ำมันดิบ Brent เพิ่มสูงขึ้นจาก 67 ดอลลาร์/บาร์เรล ไปที่ 107 ดอลลาร์/บาร์เรล หรือเพิ่มขึ้นกว่า 60% ภายในหนึ่งสัปดาห์ เพราะเส้นทางสำคัญอย่างช่องแคบ       ฮอร์มุซ ซึ่งเป็นทางผ่านน้ำมันกว่า 20% ของโลกถูกปิด เรือขนส่งน้ำมันของบางประเทศไม่สามารถผ่านเส้นทางนี้ได้ ไทยเราที่พึ่งพาน้ำมันนำเข้าเป็นหลัก เหมือนผู้รับแรงกระแทกปลายทาง หากราคาน้ำมันขึ้นจนรัฐบาลและกองทุนน้ำมันรับไม่ไหว ค่าเดินทางและราคาของกินของใช้มีโอกาสขยับขึ้นตามทันที ธนาคารแห่งประเทศไทยยังยอมรับว่าเงินเฟ้อมีโอกาสเร่งตัว หากสถานการณ์ยืดเยื้อ 

 

เมื่อของแพง ธุรกิจก็ไม่รอด ต้นทุนขนส่งสูงขึ้น ค่าระวางเรือและประกันภัยพุ่ง เพราะหลายเส้นทางต้องอ้อมเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงทางทะเล ทำให้มูลค่าการส่งออกของไทยไปต่างประเทศอาจหายไปเป็นหลักหมื่นล้านบาท หากสถานการณ์ยืดเยื้อเพียงไม่กี่เดือน ขณะเดียวกันเงินทุนไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้นและคริปโตเคอร์เรนซี ไปสู่สินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทองคำ เงินดอลลาร์ บรรยากาศการลงทุนทั่วโลกผันผวน เศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่อย่างไทยจึงได้รับผลกระทบไปด้วย 

 

ภาคท่องเที่ยวและการเดินทาง 

ด้านการท่องเที่ยวก็ได้รับผลกระทบ ลองคิดภาพว่าเที่ยวบินจากยุโรปและตะวันออกกลางต้องบินอ้อมเพื่อเลี่ยงเส้นทางเดิมที่มักบินผ่านอิหร่าน–อิรัก ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น ถึงที่หมายช้าลง บางไฟลต์ถูกยกเลิก โลกการบินปั่นป่วน นักท่องเที่ยวเดินทางลำบากมากขึ้น บางส่วนต้องยกเลิกการเดินทาง ส่งผลต่อเป้าหมายการดึงนักท่องเที่ยว 36 ล้านคน เข้าไทยในปีนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้  

 

แรงงานไทยในตะวันออกกลาง 

ยังมีคนไทยอีกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบชัดเจน คือแรงงานไทยในตะวันออกกลาง ผู้ซึ่งส่งรายได้กลับบ้านอย่างสม่ำเสมอ หากสถานการณ์รุนแรงขึ้น พื้นที่ทำงานไม่ปลอดภัยหรือการจ้างงานสะดุด รายได้ครอบครัวในไทยอาจได้รับผลกระทบทันที 

 

ความมั่นคงด้านพลังงาน 

ไทยใช้น้ำมันและก๊าซจากเส้นทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซจำนวนมาก ตามข้อมูลในปี 2568 จากกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน พบว่าราว 57% มาจากตะวันออกกลาง เมื่อการเดินเรือสะดุด แม้ช่วงสั้น ก็อาจทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนหรือราคาพุ่ง จนผู้บริโภคและธุรกิจต้องรับภาระเพิ่มขึ้นอีกระดับ 

 

นโยบายการเงินในฐานะกันชน 

ท่ามกลางวิกฤตพลังงาน ค่าครองชีพสูง และความผันผวนทั่วโลก ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% มาอยู่ที่ 1.00% ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ก่อนเกิดเหตุรุนแรงเพียงไม่กี่วัน ทำหน้าที่เป็น “กันชน” ทางเศรษฐกิจระดับหนึ่ง เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ ช่วยลดต้นทุนกู้ยืมให้ธุรกิจที่กำลังเจอแรงกดดันจากต้นทุนน้ำมันและค่าขนส่ง ช่วยแก้ปัญหา “สภาพคล่องล้น–แต่ธนาคารไม่ปล่อยกู้” ได้ระดับหนึ่งอีกด้วย ช่วยให้คนไทยกู้เงินได้ในภาระดอกเบี้ยที่ต่ำลง แบ่งเบาภาระครัวเรือนที่มีหนี้จำนวนมาก ทำให้กำลังซื้อในประเทศไม่หดตัวเร็วเกินไป แม้สงครามจะส่งผลต่อราคาพลังงานและตลาดการเงินโลกอย่างรุนแรง การผ่อนคลายนโยบายการเงินช่วยให้ระบบเศรษฐกิจไทยยังมีแรงประคอง ไม่ทรุดตามโลกทันที โดยเฉพาะในจังหวะที่ตลาดเงินโลกกำลังผันผวนหนัก 

 

ทางรอดของครัวเรือน: บริหารเงินและวางแผนใช้จ่ายในภาวะผันผวน 

ผลกระทบจากสงครามที่เกิดห่างไกลหลายพันกิโลเมตร สามารถลุกลามเป็น “ผลสะเทือนลูกโซ่” มาถึงชีวิตประจำวันของเราได้ ภายใต้ค่าครองชีพที่มีแนวโน้มสูงขึ้น การบริหารเงินอย่างมีสติและเป็นระบบคือเกราะป้องกันสำคัญที่ลงมือทำได้ทันที 

 

1) ทบทวนรายจ่ายอย่างเป็นระบบ แยกชัดเจนระหว่าง จำเป็น / กึ่งจำเป็น / ตัดได้ชั่วคราว 

  • จำเป็น: อาหาร เดินทาง รักษาพยาบาล 
  • กึ่งจำเป็น: ของใช้ทั่วไป ความบันเทิง 
  • ตัดได้ชั่วคราว: ฟุ่มเฟือย/สมัครสมาชิกที่ไม่คุ้มค่า การจัดกลุ่มช่วยลดค่าใช้จ่ายเฉลี่ยได้ 10–20% โดยไม่กระทบคุณภาพชีวิตมากนัก 

2) เตรียมเงินสำรองฉุกเฉิน 3–6 เดือน 

เก็บในสินทรัพย์ที่เข้าถึงง่าย เช่น เงินฝากออมทรัพย์ บัญชีดอกเบี้ยสูงที่ถอนง่าย หรือกองทุนตลาดเงิน เพื่อรองรับเหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น รายได้สะดุดหรือค่าใช้จ่ายพุ่งเฉียบพลันจากราคาพลังงาน 

3) คุมต้นทุนเดินทางและพลังงานในบ้าน 

  • วางแผนเส้นทาง ลดรอบการเดินทาง 
  • ดูแลสภาพรถเพื่อลดการกินน้ำมัน 
  • เลี่ยงใช้ไฟช่วงพีกและใช้อุปกรณ์ประหยัดพลังงาน การเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ ช่วยประหยัดได้หลายร้อยถึงหลักพันบาทต่อเดือน 

4) จัดการหนี้อย่างมีวินัย 

  • เร่งปิดหนี้ดอกเบี้ยสูงก่อน  
  • พิจารณารวมหนี้เพื่อให้ผ่อนน้อยลงและบริหารง่ายขึ้น 
  • รักษาสัดส่วนผ่อนหนี้ไม่เกิน 30–40% ของรายได้ต่อเดือน การปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุกช่วยเพิ่มพื้นที่หายใจเมื่อค่าครองชีพเร่งตัว 

5) เสริมรายได้และทักษะ 

  • รับงานเสริมที่ใช้ทักษะเดิม 
  • อัปสกิลด้านดิจิทัล การขายออนไลน์ หรือภาษาต่างประเทศ 
  • ต่อยอดงานอดิเรกให้กลายเป็นรายได้ รายได้หลายทางช่วยกระจายความเสี่ยงในช่วงเศรษฐกิจไม่แน่นอน 

6) ติดตามสถานการณ์และวางแผนเชิงรุก 

ติดตามข่าวสารจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เกี่ยวกับราคาพลังงาน เส้นทางการคมนาคมขนส่ง นโยบายและมาตรการต่างๆ ของภาครัฐ เพื่อนำมาปรับแผนการใช้จ่าย การเดินทางและการลงทุนให้เหมาะสม หากจำเป็นต้องใช้สินเชื่อจากสถาบันการเงินต่างๆ เพื่อสภาพคล่องระยะสั้น เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อบัตรเครติด หรือสินเชื่ออเนกประสงค์แบบมีหลักประกัน สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ ควรเปรียบเทียบต้นทุนให้รอบคอบ และวางแผนชำระคืนอย่างมีวินัย เพื่อช่วยหมุนเงินไม่ให้สะดุด  

 

ความขัดแย้งในต่างแดนไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะพื้นที่นั้น แต่ส่งผ่านมายังเศรษฐกิจไทยผ่านราคาพลังงาน ต้นทุนการขนส่ง การท่องเที่ยว และความเชื่อมั่นการลงทุน ในระดับมหภาค นโยบายและมาตรการต่างๆ ของภาครัฐมีบทบาทเป็นกันชนลดแรงสั่นสะเทือน ขณะที่ในระดับครัวเรือน “การจัดระเบียบการเงิน” คือเครื่องมือสำคัญที่สุด ทบทวนรายจ่าย เตรียมเงินสำรอง จัดการหนี้ เสริมรายได้ และตัดสินใจจากข้อมูลที่เชื่อถือได้ ยิ่งเริ่มเร็วเท่าไร ความเปราะบางก็ยิ่งลดลงเท่านั้น 

 

สงครามอิหร่าน แม้จะไกลแค่ไหน สุดท้ายจะกลายเป็น “เรื่องใกล้ตัว” ของเราทุกคน 


หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ด้านเศรษฐกิจและการเงิน ทั้งนี้ ผู้ถือบัตรเครดิตควรใช้จ่ายเท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี / บทความนี้ถูกนำไปเผยแพร่ลงคอลัมน์ “คิด เห็น แชร์” ในหนังสือพิมพ์และเว็บไซต์มติชน matichon.co.th