ความต้องการเงินด่วนก้อนเล็กอย่าง 5,000 บาท แม้ดูเหมือนไม่มาก แต่ก็อาจเป็นตัวเลขที่จัดการยากอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะด้วยจำนวนเงิน 5,000 บาท อาจน้อยเกินกว่าการยื่นขอสินเชื่อก้อนใหญ่จากธนาคาร หรือสถาบันการเงิน แต่ในขณะเดียวกันก็สูงพอที่ไม่กล้าไปขอหยิบยืมคนใกล้ชิดในยามเงินขาดมือ แล้วเมื่อลองเปิดมือถือค้นหาทางออนไลน์ ก็เจอโฆษณาแอปเงินกู้ที่บอกว่าอนุมัติไว โอนเงินภายในไม่กี่นาที ซึ่งบางแอปถูกกฎหมายจริง แต่บางแอปก็เข้าข่ายเงินกู้นอกระบบที่ทำให้ปัญหาหนักกว่าเดิม บทความนี้รวบรวมช่องทางกู้เงิน 5,000 บาทที่ถูกกฎหมาย วิธีคิดดอกเบี้ยและยอดผ่อนคืนคร่าวๆ พร้อมวิธีตรวจสอบแอปเงินกู้ก่อนกรอกข้อมูลส่วนตัวลงไป

ต้องการเงิน 5,000 บาท มีช่องทางถูกกฎหมายอะไรบ้าง?

  • บัตรเครดิตหรือวงเงินที่มีอยู่แล้ว ถ้าค่าใช้จ่าย 5,000 บาทนั้นรับชำระด้วยบัตรเครดิต การรูดจ่ายตรงแล้วชำระคืนเต็มจำนวนตามรอบบิลจะประหยัดกว่าไปกู้ใหม่ เพราะไม่มีดอกเบี้ยเมื่อจ่ายครบตามกำหนด  แต่หากต้องการเงินสด 5,000 บาทเพื่อนำไปใช้จ่าย สามารถพิจารณาการเบิกถอนเงินสดจากบัตรเครดิตที่มีวงเงินอยู่แล้วได้ แต่อาจจะต้องคำนึงถึงค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่เบิกถอน

ตัวอย่าง หากเบิกถอนเงินสดจากบัตรเครดิต KTC 5,000 บาท และชำระคืนภายใน 30 วัน

ค่าธรรมเนียมการเบิกถอนเงินสด 2.5% = 5,000 × 2.5% = 125 บาท
                  VAT 7% ของค่าธรรมเนียม = 125 × 7% = 8.75 บาท
                  ดอกเบี้ย 16% ต่อปี เป็นเวลา 30 วัน = 5,000 × 16% × 30 ÷ 365 = 65.75 บาท
                  ยอดที่ต้องชำระโดยประมาณ = 5,000 + 125 + 8.75 + 65.75 = 5,199.50 บาท
                  *ทั้งนี้ จำนวนดอกเบี้ยจะเปลี่ยนไปตามจำนวนวันที่เบิกถอนเงินสดจนถึงวันชำระคืนจริง

  • สินเชื่อส่วนบุคคลจากธนาคารหรือผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาต  สมัครผ่านสาขาธนาคารหรือแอปของธนาคาร ใช้เอกสารยืนยันรายได้ และอาจมี ค่าอากรแสตมป์ 0.05% ของวงเงินกู้ สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท โดยระยะเวลาพิจารณาอนุมัติอาจอยู่ที่ประมาณ 1-3 วันทำการ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละผู้ให้บริการ เหมาะกับคนที่มีรายได้ประจำและต้องการสินเชื่อที่มีอัตราดอกเบี้ยตามเกณฑ์ของผู้ให้บริการ
  • สินเชื่อดิจิทัลที่อยู่ภายใต้การกำกับ ให้บริการผ่านแอปโดยตรง ไม่ต้องเดินทาง กรอกข้อมูลและอัพโหลด เอกสารผ่านมือถือ อนุมัติเร็วกว่าสินเชื่อธนาคาร แต่ต้องเช็กให้แน่ใจว่าผู้ให้บริการมีชื่ออยู่ในระบบของธนาคารแห่งประเทศไทยจริง

แอปกู้เงิน 5,000 บาท ถูกกฎหมายต้องตรวจสอบอย่างไร?

ก่อนติดตั้งแอปหรือกรอกข้อมูลส่วนตัวลงไป ควรค้นชื่อนิติบุคคลผ่าน BOT License Check ของธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อตรวจว่าชื่อบริษัทตรงกับผู้พัฒนาแอป เว็บไซต์ และช่องทางติดต่อที่แสดงไว้หรือไม่ อ่านอัตราดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลให้ครบก่อนกดยอมรับ หากถูกขอให้โอนค่ามัดจำ ค่าปลดล็อกวงเงิน หรือส่ง OTP ก่อนได้รับเงินจริง ให้หยุดดำเนินการทันทีและตรวจสอบกับหน่วยงานทางการ

เช็กชื่อบริษัทและใบอนุญาตจากที่ไหน?

  • จดชื่อบริษัทและผู้พัฒนาแอป ที่ปรากฏในหน้าสมัครหรือใน App Store / Google Play ให้ครบถ้วน อย่าเชื่อแค่ชื่อแอปที่ตั้งให้ดูน่าเชื่อถือ
  • ค้นหาในเว็บไซต์ BOT License Check (https://app.bot.or.th/BOTLicenseCheck) พิมพ์ชื่อบริษัทเพื่อดูว่าได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล นาโนไฟแนนซ์ หรือ e-Money จริงหรือไม่
  • ตรวจสอบเว็บไซต์ เบอร์โทร และที่อยู่ ว่าเป็นช่องทางทางการ ไม่ใช่เพจโซเชียลที่เพิ่งสร้างใหม่หรือใช้เบอร์มือถือส่วนตัวติดต่อ
  • เปรียบเทียบข้อมูลกับ App Store หรือ Google Play ดูผู้พัฒนา วันที่เผยแพร่ และรีวิวจากผู้ใช้จริง หากมีรีวิวจำนวนมากที่พูดถึงการทวงหนี้ผิดปกติ ควรระวังเป็นพิเศษ
  • ติดต่อผ่านช่องทางทางการเมื่อมีข้อสงสัย เช่น ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ธปท.) หรือสายด่วนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แทนการสอบถามผ่านแชตของแอปที่สงสัยอยู่แล้ว

 

ก่อนกู้ควรดูค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง?

  • อัตราดอกเบี้ย เป็นแบบคงที่หรือลดต้นลดดอก และคิดเป็นรายปีเท่าไร
  • ค่าธรรมเนียม ค่าดำเนินการ ค่าอากรแสตมป์ หรือค่าธรรมเนียมแรกเข้าที่หักจากยอดกู้ตั้งแต่ต้น
  • ค่าปรับหรือค่าใช้จ่ายกรณีผิดนัด อัตราดอกเบี้ยผิดนัดชำระ และค่าติดตามทวงถามหนี้ที่อาจเพิ่มขึ้นทุกงวดที่ค้าง
  • จำนวนงวดและยอดชำระต่อเดือน เทียบกับรายได้จริงว่าผ่อนไหวหรือไม่ ไม่ควรกู้เกินความจำเป็นเพียงเพราะวงเงินอนุมัติมากกว่า 5,000 บาท

กู้เงิน 5,000 บาท ต้องเสียดอกเบี้ยและจ่ายคืนเท่าไร?

ต้นทุนของเงินกู้ก้อนนี้ไม่ได้อยู่ที่ดอกเบี้ยอย่างเดียว แต่รวมค่าธรรมเนียมและค่าปรับที่มักถูกมองข้ามตอนสมัคร

บัตรเครดิต KTC เป็นทางเลือกแทนการกู้เงิน 5,000 บาทได้ไหม?

สำหรับผู้ที่มีบัตรเครดิต KTC อยู่แล้วและต้องการชำระค่าสินค้าหรือบริการโดยตรง การรูดบัตรและชำระยอดเต็มจำนวนภายในวันครบกำหนด จะไม่เสียดอกเบี้ยตามเงื่อนไขของบัตร จึงอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะกว่าการขอสินเชื่อเงินสดใหม่ หากค่าใช้จ่ายนั้นสามารถชำระด้วยบัตรเครดิตได้ แต่หากชำระไม่เต็มจำนวน จะมีดอกเบี้ยในอัตรา 16% ต่อปี ตามเงื่อนไขที่กำหนด

ส่วนกรณี เบิกถอนเงินสดจากวงเงินบัตรเครดิต จะมีทั้ง ค่าธรรมเนียมการเบิกถอนเงินสด 2.5% ของยอดที่เบิก และภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ของค่าธรรมเนียม รวมถึงดอกเบี้ย 16% ต่อปี ซึ่งเริ่มคำนวณตั้งแต่วันที่เบิกถอนเงินสดจนถึงวันก่อนวันชำระ 1 วัน ดังนั้น ก่อนเลือกใช้บัตรเครดิตแทนการกู้เงินสด ควรคำนวณทั้งค่าธรรมเนียม ภาษีมูลค่าเพิ่ม และดอกเบี้ยที่อาจเกิดขึ้นประกอบการตัดสินใจ


สมัครบัตรเครดิต KTC ต้องมีคุณสมบัติและเอกสารอะไรบ้าง?

คุณสมบัติและเอกสารที่ต้องใช้จริงขึ้นอยู่กับว่าสมัครบัตรระดับไหน เพราะแต่ละระดับกำหนดเกณฑ์รายได้ขั้นต่ำไม่เท่ากัน แต่ถ้าเป็นบัตร Platinum ซึ่งเป็นบัตรพื้นฐานของ KTC จะมีคุณสมบัติดังนี้

คุณสมบัติผู้สมัครสำหรับผู้มีรายได้ประจำ

  • อายุ 20 – 80 ปี
  • รายได้รวมขั้นต่ำ 15,000 บาท/เดือน
  • ทำงานในสถานที่ทำงานปัจจุบันไม่น้อยกว่า 4 เดือน

เอกสารประกอบการสมัคร

  • เอกสารยืนยันตัวตน สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
  • เอกสารแสดงรายได้ (อย่างใดอย่างหนึ่ง) หนังสือรับรองเงินเดือน หรือสลิปเงินเดือนล่าสุด (ฉบับจริง) หรือหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย 50 ทวิ
  • สำเนาบัญชีธนาคารย้อนหลัง 6 เดือน พร้อมหน้าสมุดบัญชีที่ระบุชื่อ-นามสกุล และเลขที่บัญชี

คุณสมบัติผู้สมัครสำหรับเจ้าของกิจการ

  • อายุ 20 – 80 ปี
  • รายได้รวมขั้นต่ำ 15,000 บาท/เดือน
  • ประกอบกิจการโดยจัดตั้งและจดทะเบียนในประเทศไทยไม่น้อยกว่า 2 ปี

เอกสารประกอบการสมัคร

  • เอกสารยืนยันตัวตน สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
  • เอกสารแสดงรายได้ สำเนาบัญชีธนาคารในนามส่วนตัวผู้สมัคร ย้อนหลัง 6 เดือน พร้อมหน้าสมุดบัญชีที่ระบุ ชื่อ-นามสกุล และเลขที่บัญชี
    หรือ สำเนาบัญชีธนาคารในนามนิติบุคคล ย้อนหลัง 6 เดือน พร้อมหน้าสมุดบัญชีที่ระบุ ชื่อกิจการ
    และเลขที่บัญชี สำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (ผู้สมัครต้องถือหุ้นตั้งแต่ 50% ขึ้นไป)
  • สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัท พร้อมหน้าสุดท้ายที่ระบุวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจ หรือทะเบียนการค้า (ถ้ามี)

คุณสมบัติผู้สมัครสำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระ

  • บุคคลธรรมดาสัญชาติไทย เท่านั้น
  • อายุ 20 – 80 ปี
  • รายได้รวมขั้นต่ำ 20,000 บาท/เดือน

เอกสารประกอบการสมัคร

  • เอกสารยืนยันตัวตน สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
  • เอกสารแสดงรายได้ สำเนาบัญชีธนาคารในนามส่วนตัวผู้สมัคร ย้อนหลัง 6 เดือน พร้อมหน้าสมุดบัญชีที่ระบุ ชื่อ-นามสกุล และเลขที่บัญชี
  • หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย 50 ทวิ

คุณสมบัติผู้สมัครสำหรับผู้มีเงินออม

  • อายุ 20 – 80 ปี
  • มีเงินฝาก / เงินลงทุนย้อนหลัง 6 เดือน อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือรวมกัน ได้แก่

o  มีเงินฝากประจําในธนาคาร ที่มียอดคงเหลือตลอดระยะเวลา 6 เดือน ไม่น้อยกว่า 500,000 บาท หรือ

o  มีเงินฝากประจําในสหกรณ์ออมทรัพย์ ที่มียอดคงเหลือตลอดระยะเวลา 6 เดือน ไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท หรือ

o  มีเงินฝากออมทรัพย์ หรือเงินฝากประจํา หรือสลากออมสิน หรือสลาก ธ.ก.ส. หรือพันธบัตรรัฐบาล* หรือหุ้นกู้** หรือกองทุนรวม อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือรวมกันแล้ว มียอดคงเหลือตลอดระยะเวลา 6 เดือน ไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท หรือ

o  มีเงินลงทุนในกองทุนส่วนบุคคล ย้อนหลังเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน ไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท

เอกสารประกอบการสมัคร

  • เอกสารยืนยันตัวตน สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
  • เอกสารแสดงรายการเงินออม สำเนาบัญชีที่มีเงินฝาก/เงินลงทุนย้อนหลัง 6 เดือน พร้อมหน้าสมุดบัญชีที่ระบุ ชื่อ-นามสกุล และเลขที่บัญชี อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือรวมกัน ได้แก่
  • สำเนาเงินฝากประจําในธนาคาร ที่มียอดคงเหลือตลอดระยะเวลา 6 เดือน ไม่น้อยกว่า 500,000 บาท หรือ

o  สำเนาเงินฝากประจําในสหกรณ์ออมทรัพย์ ที่มียอดคงเหลือตลอดระยะเวลา 6 เดือน ไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท หรือ

o  สำเนาเงินฝากออมทรัพย์ หรือเงินฝากประจํา หรือสลากออมสิน หรือสลาก ธ.ก.ส. หรือพันธบัตรรัฐบาล* หรือหุ้นกู้** หรือกองทุนรวม อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือรวมกันแล้ว มียอดคงเหลือตลอดระยะเวลา 6 เดือน ไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท หรือ

o  สำเนาเงินลงทุนในกองทุนส่วนบุคคล ย้อนหลังเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน ไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท

คุณสมบัติผู้สมัครสำหรับผู้สัญญาโอนสิทธิ

  • อายุ 20 - 80 ปี

เอกสารประกอบการสมัคร

  • เอกสารยืนยันตัวตน สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
  • เอกสารประกอบการสมัคร สัญญาโอนสิทธิเรียกร้องในบัญชีเงินฝากตั้งแต่ 20,000 บาท สูงสุด 1,000,000 บาท (เงื่อนไขเป็นไปตามที่กำหนด ขึ้นอยู่กับประเภทบัตรเครดิตที่สมัคร และต้องทำสัญญาที่ธนาคารกรุงไทยเท่านั้น)

รายได้และประวัติเครดิตมีผลต่อการอนุมัติบัตรเครดิตอย่างไร?

ธนาคาร/สถาบันการเงิน พิจารณาสองส่วนหลักควบคู่กัน คือความสามารถในการชำระหนี้ ซึ่งดูจากรายได้เทียบกับภาระหนี้ที่มีอยู่แล้ว และประวัติการชำระหนี้ในอดีตจากข้อมูลเครดิตบูโร หากมีประวัติผิดนัดชำระหรือมีหนี้สินรวมสูงเมื่อเทียบกับรายได้ โอกาสอนุมัติจะลดลงแม้รายได้จะถึงเกณฑ์ขั้นต่ำ ผู้ที่เพิ่งเริ่มทำงานและยังไม่มีประวัติเครดิตมาก่อน อาจได้รับวงเงินเริ่มต้นที่ไม่สูงนักในช่วงแรก แล้วค่อยขอปรับเพิ่มวงเงินหลังใช้บัตรและชำระตรงเวลาต่อเนื่องสักระยะ

เปรียบเทียบวงเงิน ดอกเบี้ย ระยะเวลาชำระคืน เอกสาร และความเร็วในการรับเงิน

ประเภทสินเชื่อ

เพดานดอกเบี้ย*

ระยะเวลาผ่อน

เอกสารหลัก

สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ (ไม่มีหลักประกัน)

ไม่เกิน 25% ต่อปี

3-60 เดือน

บัตรประชาชน, สลิปเงินเดือน/หนังสือรับรองรายได้, บัญชีธนาคารย้อนหลัง

สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์

ไม่เกิน 33% ต่อปี

ตามที่ผู้ให้บริการกำหนด

บัตรประชาชน, เอกสารแสดงรายได้หรืออาชีพ

บัตรเครดิต (เบิกถอนเงินสด)

ไม่เกิน 16% ต่อปี

ตามรอบบิล

บัตรประชาชน, เอกสารแสดงรายได้

*เพดานดอกเบี้ยเป็นอัตราสูงสุดตามเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดในภาพรวม ผู้ให้บริการแต่ละรายอาจเรียกเก็บต่ำกว่านี้ และอัตราที่เรียกเก็บจริงอาจแตกต่างกันตามประเภทสินเชื่อและเงื่อนไขของแต่ละราย ควรตรวจสอบอัตราและค่าใช้จ่ายล่าสุดกับผู้ให้บริการหรือเว็บไซต์ธนาคารแห่งประเทศไทยโดยตรง

หมายเหตุ: กรณีบัตรเครดิต การเบิกถอนเงินสดจะมีทั้งดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม Cash Advance Fee  และ VAT เป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม จึงควรนำมาคำนวณรวมเมื่อต้องการเปรียบเทียบต้นทุนการรับเงินสดจริง

 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการกู้เงิน 5,000 บาท

Q: กู้เงิน 5,000 บาท ไม่มีสลิปเงินเดือนทำได้ไหม?

สามารถทำได้ โดยเลือกสมัครสินเชื่อกับธนาคาร/สถาบันการเงินหรือผู้ให้บริการที่เปิดรับเอกสารแสดงรายได้รูปแบบอื่น เช่น บัญชีธนาคารที่มีเงินเข้าสม่ำเสมอย้อนหลัง 3-6 เดือน หนังสือรับรองรายได้จากนายจ้าง หรือหลักฐานรายได้จากการค้าขาย/อาชีพอิสระ สินเชื่อดิจิทัลบางรายก็ออกแบบมาสำหรับกลุ่มที่ไม่มีสลิปเงินเดือนโดยเฉพาะ แต่ควรตรวจสอบใบอนุญาตของผู้ให้บริการก่อนสมัครเช่นเดียวกับช่องทางอื่น

Q: แอปเงินกู้ขอเข้าถึงรายชื่อและรูปภาพทั้งหมด ปกติหรือไม่?

ไม่ใช่เรื่องปกติ และเป็นสัญญาณที่ควรระวัง โดยให้ตรวจสอบสิทธิ์ที่แอปขอใช้ก่อนกดอนุญาตทุกครั้ง ไม่ใช่กดผ่านตามค่าเริ่มต้น ระวังการขอเข้าถึงข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องกับการให้บริการสินเชื่อ เช่น รายชื่อผู้ติดต่อทั้งหมดในเครื่อง คลังภาพ หรือตำแหน่งที่ตั้งแบบต่อเนื่อง และควรอ่านนโยบายความเป็นส่วนตัวก่อนอนุญาตว่านำข้อมูลไปใช้ทำอะไร และเก็บไว้นานเท่าไร

Q: ให้โอนค่าดำเนินการก่อนรับเงิน ควรทำอย่างไร?

ผู้ให้บริการที่ถูกกฎหมายจะหักค่าธรรมเนียมออกจากยอดเงินกู้ที่โอนให้ ไม่ใช่ให้ผู้กู้โอนเงินไปก่อน หากเจอกรณีต่อไปนี้ ให้หยุดทันที

  • ถูกเรียกเก็บค่าปลดล็อกวงเงินก่อนโอนเงินกู้จริง
  • ถูกอ้างว่าต้องจ่ายค่าประกันวงเงินล่วงหน้า
  • ถูกขอค่าดำเนินการล่วงหน้าแยกต่างหากจากสัญญา
  • ถูกอ้างว่าต้องจ่ายเพื่อ "แก้ไขข้อมูล" ก่อนจะได้รับเงิน
  • ห้ามโอนเงินเพิ่มเพื่อแลกกับการได้รับเงินกู้ ไม่ว่าจะอ้างเหตุผลใดก็ตาม

Q: สัญญาณเตือนแอปเงินกู้เถื่อนมีอะไรบ้าง?

  • รับประกันอนุมัติทุกคนโดยไม่พิจารณาเอกสารหรือประวัติใดๆ
  • ไม่ระบุชื่อบริษัทหรือเลขที่ใบอนุญาตอย่างชัดเจนในแอปหรือเว็บไซต์
  • ขอให้โอนเงินก่อนได้รับการอนุมัติ
  • ขอข้อมูลส่วนตัวเกินความจำเป็นต่อการพิจารณาสินเชื่อ
  • ใช้ช่องทางติดต่อที่ตรวจสอบไม่ได้ เช่น เบอร์มือถือส่วนตัวหรือแชตในแอปที่ไม่มีบันทึกทางการ

กู้เงิน 5,000 บาทให้ปลอดภัย เริ่มจากเลือกช่องทางที่ตรวจสอบได้ อ่านเงื่อนไข ห้ครบก่อนเซ็นสัญญา และ ใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี  สำหรับใครที่มีค่าใช้จ่ายระยะสั้นและร้านค้าปลายทางรับชำระด้วยบัตรอยู่แล้ว บัตรเครดิต KTC เป็นอีกทางเลือกที่คุ้มค่า เพราะไม่มีค่าธรรมเนียมแรกเข้าและรายปีตลอดชีพ มาพร้อมสิทธิประโยชน์หลากหลาย ทั้งรับคะแนนง่ายๆ ทุก 25 บาท ที่ใช้จ่ายผ่านบัตรฯ รับ 1 คะแนน KTC FOREVER เพื่อแลกสินค้า / บริการ ณ ร้านค้าที่ร่วมรายการ และคะแนนไม่มีวันหมดอายุ หรือผ่อนชำระสินค้าและบริการด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0% ตามโปรโมชั่น เฉพาะร้านค้าที่ร่วมรายการ ใครสนใจสมัครบัตรเครดิต KTC ไว้เป็นวงเงินสำรองสำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็นในอนาคต สมัครง่าย ๆ ด้วยตัวเองผ่านแอป KTC Mobile ตลอด 24 ชม.

ใช้จ่าย คุ้มค่า นึกถึงบัตรเครดิต KTC