สิ้นเดือนทีไร เงินหายไปไหนหมดก็ไม่รู้ ถ้าประโยคนี้ผุดขึ้นมาในหัวทุกครั้งที่เปิดแอปธนาคาร คุณไม่ได้เป็นคนเดียวที่รู้สึกแบบนี้ มนุษย์เงินเดือนจำนวนไม่น้อยมีรายได้ "พอใช้" แต่กลับไม่มี เงินออม เหลือติดบัญชีเลยสักบาท ข่าวดีคือการเก็บเงินไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าคุณมีเงินเดือนเท่าไหร่ แต่ขึ้นอยู่กับว่าคุณ "วางระบบ" การออมของตัวเองแบบไหน บทความนี้จะพาคุณไปดูสูตรแบ่งเงินเดือน วิธีเก็บเงินที่ทำได้จริงตั้งแต่วันนี้ ไปจนถึงการวางแผนสำรองฉุกเฉิน เพื่อให้ชีวิตการเงินของมนุษย์เงินเดือนอย่างเราไม่สะดุดอีกต่อไป
เงินเดือนน้อยควรเก็บเงินเดือนละเท่าไหร่?
หากคุณมีเงินเดือนน้อย ควรเริ่มเก็บเงินที่ 10% ของรายได้ หรือตามกำลังที่ตัวเองไหว โดยไม่ทำให้วิถีชีวิตประจำวันเดือดร้อนจนเกินไป หากมีภาระเยอะอาจปรับลดลงมาเหลือ 5% ก่อน แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเมื่อสภาพคล่องทางการเงินดีขึ้น หัวใจสำคัญของการออมไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงินที่มากตั้งแต่เริ่มต้น แต่อยู่ที่ความสม่ำเสมอและวินัยในการเก็บออม
เงินเดือน 12,000 บาท ควรเก็บเงินเท่าไหร่?
สำหรับผู้มีเงินเดือน 12,000 บาท อาจเริ่มวางเป้าหมายเงินออมประมาณ 600–1,200 บาทต่อเดือน หรือคิดเป็น 5–10% ของรายได้ หากมีค่าเช่า ภาระครอบครัว หรือค่าเดินทางสูง สามารถเริ่มต่ำกว่านี้ได้ เช่น เดือนละ 300–500 บาท แล้วเพิ่มยอดทุก 2–3 เดือน
ตัวอย่างการแบ่งเงินเดือน 12,000 บาทแบบไม่กดดันเกินไป
เงินเดือน 15,000–20,000 บาท แบ่งออมอย่างไร?
ผู้มีเงินเดือน 15,000–20,000 บาท สามารถตั้งเป้าออม 10–20% ของรายได้สุทธิ โดยแบ่งเงินออมเป็น 2 กอง คือเงินสำรองฉุกเฉินและเงินสำหรับเป้าหมาย เช่น ท่องเที่ยว เรียนต่อ หรือซื้อของชิ้นใหญ่ หากยังมีหนี้ดอกเบี้ยสูง อาจนำบางส่วนของงบเป้าหมายไปจ่ายหนี้เพิ่มแทน
ตารางตัวอย่างเงินเดือน 15,000-20,000 บาท แบ่งออมอย่างไร?
ตัวอย่าง หากออมได้เดือนละ 3,000 บาท อาจแบ่งเป็นเงินสำรองฉุกเฉิน 2,000 บาท และเงินเป้าหมาย 1,000 บาท แต่ถ้ายังไม่มีเงินสำรองแม้แต่หนึ่งเดือน ควรให้น้ำหนักกับกองฉุกเฉินก่อน แล้วจึงกระจายไปยังเป้าหมายอื่น
ถ้าออม 20% ไม่ไหว เริ่มจากวันละเท่าไหร่ดี?
ถ้าออม 20% ต่อเดือนยังไม่ไหว ให้เปลี่ยนมุมมองเป็นการออมรายวันแทน เริ่มจากวันละ 20-50 บาท ซึ่งรวมแล้วเดือนละประมาณ 600-1,500 บาท เป็นตัวเลขที่จับต้องได้ง่ายกว่ามาก การหยอดกระปุกหรือโอนอัตโนมัติวันละนิดยังช่วยสร้างวินัยการออมได้ดีกว่าการตั้งเป้าก้อนใหญ่ที่ทำไม่ถึงแล้วรู้สึกท้อจนเลิกออมไปเลย
สูตรแบ่งเงินเดือนแบบไหนเหมาะกับรายได้ของเรา?
ไม่มีสูตรแบ่งเงินเดือนสูตรเดียวที่เหมาะกับทุกคน แต่สูตรที่ได้รับความนิยมและปรับใช้ได้ง่ายที่สุดคือ 50/30/20, 6 โหล (6 Jars) และ 70/20/10 โดยเลือกใช้ตามระดับรายได้และไลฟ์สไตล์การใช้จ่ายของแต่ละคน คนที่รายจ่ายจำเป็นสูงควรเลือกสูตรที่ยืดหยุ่นกว่า ส่วนคนที่อยากมีวินัยชัดเจนอาจเหมาะกับระบบแยกบัญชีย่อย
8 วิธีเก็บเงินสำหรับมนุษย์เงินเดือนที่เริ่มทำได้ทันที
วิธีออมที่ได้ผลไม่ควรอาศัยกำลังใจอย่างเดียว แต่ควรออกแบบระบบให้เงินถูกเก็บก่อนที่จะถูกใช้ ลองเลือกทำเพียง 2–3 ข้อในเดือนแรก เมื่อเริ่มเข้าที่แล้วค่อยเพิ่มวิธีอื่น
- ออมก่อนใช้ภายใน 24 ชั่วโมงหลังเงินเดือนเข้า
ตั้งโอนอัตโนมัติอย่างน้อย 5–10% ไปยังบัญชีเงินออมทันที หากรอให้เหลือปลายเดือน มักไม่มีเงินเหลือจริง - แยกบัญชีเงินใช้กับบัญชีเงินออม
บัญชีรับเงินเดือนใช้จ่ายบิล บัญชีที่สองใช้สำหรับรายจ่ายรายวัน และบัญชีที่สามเก็บเงินฉุกเฉิน การแยกหน้าที่ช่วยให้รู้ว่าเงินส่วนใดใช้ได้ - กำหนดงบเป็นรายสัปดาห์แทนรายเดือน
เช่น มีงบอาหารและเดินทาง 6,000 บาท ให้แบ่งเป็นสัปดาห์ละประมาณ 1,500 บาท จะเห็นเร็วขึ้นว่าสัปดาห์ใดใช้เกินและปรับทันก่อนสิ้นเดือน - ใช้กฎรอ 24–48 ชั่วโมงก่อนซื้อของที่ไม่ได้วางแผน
เก็บสินค้าไว้ในตะกร้าก่อน หากผ่านไปแล้วยังจำเป็นและไม่ทำให้งบเสียจึงค่อยซื้อ วิธีนี้ช่วยลดการซื้อเพราะอารมณ์หรือโปรโมชั่นเร่งตัดสินใจ - ไล่หารายจ่ายรั่วเดือนละครั้ง
ตรวจค่าสมาชิก แอป streaming ค่าจัดส่ง อาหารเดลิเวอรี่ และแพ็กเกจที่ใช้ไม่คุ้ม แล้วโอนยอดที่ลดได้ไปออมทันที เพื่อไม่ให้เงินส่วนต่างไหลไปกับรายจ่ายอื่น - ทำกองเงินสำหรับค่าใช้จ่ายที่รู้ล่วงหน้า
ค่าประกันรายปี ซ่อมรถ ของขวัญ หรือท่องเที่ยวไม่ใช่เหตุฉุกเฉิน ควรนำยอดที่ต้องใช้หารด้วยจำนวนเดือนที่เหลือ แล้วทยอยเก็บในกองเฉพาะ - แบ่งรายได้พิเศษอย่างน้อยครึ่งหนึ่งเข้ากองออม
โบนัส ค่าล่วงเวลา เงินคืนภาษี หรือรายได้เสริมอาจใช้สูตร 50% ออม 30% จ่ายหนี้หรือเป้าหมาย และ 20% ให้รางวัลตัวเอง ช่วยเร่งเงินก้อนโดยไม่รู้สึกตึงเกินไป - เพิ่มยอดออมทีละ 1% ทุก 3 เดือน
การเพิ่มจาก 5% เป็น 6% อาจแทบไม่กระทบชีวิตประจำวัน แต่เมื่อทำต่อเนื่องจะพาไปถึง 10–20% ได้ง่ายกว่าการเพิ่มก้อนใหญ่ในครั้งเดียว
ควรมีเงินสำรองฉุกเฉินเท่าไหร่ และเริ่มเก็บจากตรงไหน?
เงินสำรองฉุกเฉินที่เหมาะสมควรอยู่ที่ 3-6 เท่าของรายจ่ายจำเป็นต่อเดือน สำหรับพนักงานประจำที่มีรายได้ค่อนข้างมั่นคง ส่วนฟรีแลนซ์หรืออาชีพที่รายได้ไม่แน่นอนควรเผื่อไว้ถึง 6-12 เท่า จุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดคือเก็บให้ได้ 1 เดือนก่อน แล้วค่อยๆ ทยอยเพิ่มจนครบเป้าหมาย โดยไม่จำเป็นต้องรีบเก็บให้ครบในทันที
เงินสำรองฉุกเฉินคำนวณจากเงินเดือนหรือรายจ่าย?
เงินสำรองฉุกเฉินควรคำนวณจาก รายจ่ายจำเป็นต่อเดือนรวมยอดหนี้ที่ต้องชำระ ไม่ใช่เงินเดือนทั้งหมด เพราะเป้าหมายคือให้เรายังจ่ายสิ่งจำเป็นได้เมื่อรายได้หยุดชั่วคราว
สูตรคำนวณ
เงินสำรองฉุกเฉิน = (รายจ่ายจำเป็นต่อเดือน + ยอดผ่อนหนี้ต่อเดือน) × จำนวนเดือนที่ต้องการสำรอง
ตัวอย่าง เงินเดือนสุทธิ 20,000 บาท มีค่าใช้จ่ายจำเป็น 11,000 บาท และยอดผ่อนหนี้ 3,000 บาทต่อเดือน ฐานคำนวณเท่ากับ 14,000 บาท ดังนั้น
- เป้าหมาย 3 เดือน = 14,000 × 3 = 42,000 บาท
- เป้าหมาย 6 เดือน = 14,000 × 6 = 84,000 บาท
ไม่ต้องรอให้เก็บครบ 84,000 บาทจึงจะถือว่าแผนเริ่มทำงาน ทุกยอดที่เพิ่มขึ้นช่วยลดช่องว่างทางการเงินได้ เป้าหมายสำคัญคือทำให้กองนี้โตอย่างสม่ำเสมอและเติมกลับเมื่อมีการถอนใช้
ค่าใช้จ่ายแบบไหนถือเป็นเหตุฉุกเฉิน?
เหตุฉุกเฉินทางการเงินควรมีลักษณะครบ 3 ข้อ คือ จำเป็น เร่งด่วน และคาดการณ์ล่วงหน้าได้ยาก เช่น
- ค่ารักษาพยาบาลที่ประกันหรือสวัสดิการไม่ครอบคลุม
- รายได้หยุดชะงักหรือตกงานกะทันหัน
- ค่าซ่อมรถที่จำเป็นต่อการเดินทางไปทำงาน
- เครื่องใช้สำคัญในบ้านเสีย เช่น ตู้เย็นหรือปั๊มน้ำ
- ค่าเดินทางกลับบ้านเมื่อครอบครัวเกิดเหตุเร่งด่วน
- ค่าซ่อมที่พักจากเหตุเสียหายที่ไม่สามารถเลื่อนได้
เงินสำรองฉุกเฉินควรเก็บไว้ที่ไหน?
เงินสำรองฉุกเฉินควรเก็บในที่ที่ เบิกถอนได้เร็วและมีความเสี่ยงต่ำ เช่น บัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง หรือกองทุนตลาดเงิน ไม่ควรนำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูงอย่างหุ้นหรือคริปโต เพราะเมื่อถึงเวลาต้องใช้จริง มูลค่าอาจลดลงหรือถอนออกมาไม่ทันเวลาที่ต้องการ
ถ้ามีหนี้อยู่ ควรเก็บเงินหรือจ่ายหนี้ก่อน?
หากมีหนี้อยู่ ควรทำทั้งสองอย่างควบคู่กัน โดยสร้างเงินสำรองก้อนเล็กก่อน แล้วนำเงินส่วนใหญ่ไปลดหนี้ที่มีต้นทุนสูง การใช้เงินทั้งหมดปิดหนี้จนไม่มีเงินสดเหลือเลยอาจทำให้ต้องก่อหนี้ใหม่เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน แต่การออมจำนวนมากทั้งที่หนี้ยังมีดอกเบี้ยสูงก็อาจทำให้ภาระรวมเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น
เก็บเงินอย่างไรไม่ให้เผลอถอนออกมาใช้?
หลายคนตั้งใจออมเงินแต่สุดท้ายก็เผลอถอนออกมาใช้จนหมด วิธีป้องกันที่ได้ผลจริงมีดังนี้:
- เปิดบัญชีออมทรัพย์แยกต่างหาก ที่ไม่มีบัตร ATM หรือแอปเชื่อมต่อง่ายเกินไป
- ตั้งชื่อบัญชีตามเป้าหมาย เช่น "เงินสำรองฉุกเฉิน" หรือ "กองทุนดาวน์บ้าน" เพื่อสร้างความรู้สึกผูกพันกับเป้าหมาย
- ใช้บัญชีที่มีเงื่อนไขถอนยาก เช่น บัญชีฝากประจำ หรือกองทุนที่มีระยะเวลาถือครองขั้นต่ำ
- ตั้งเป้าหมายและวันครบกำหนดชัดเจน เพื่อให้รู้สึกว่าเงินก้อนนี้ "มีหน้าที่" รอวันใช้งานจริง ไม่ใช่เงินเหลือให้ถอนเล่นได้
- ทบทวนยอดเงินออมเป็นระยะ เพื่อเห็นความคืบหน้าและมีแรงจูงใจให้ทำต่อเนื่อง
ตารางวางแผนเก็บเงินตามระดับรายได้ ควรแบ่งอย่างไร?
ตารางแบ่งเงินควรใช้เป็นจุดเริ่มต้น ไม่ใช่กฎตายตัว ผู้มีรายได้ 12,000–15,000 บาทอาจเริ่มออม 5–10% ขณะที่รายได้ตั้งแต่ 20,000 บาทขึ้นไปอาจค่อย ๆ ขยับเป็น 15–20% ตัวเลขควรคำนวณจากเงินสุทธิ และต้องเหลือพอสำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็นโดยไม่สร้างหนี้เพิ่ม
หากไม่มีหนี้ สามารถย้ายงบ “จ่ายหนี้เพิ่ม” ไปยังเงินสำรองหรือเป้าหมายระยะยาวได้ หากค่าใช้จ่ายจำเป็นสูงกว่าตาราง ให้ลดงบยืดหยุ่นก่อน แล้วตั้งยอดออมขั้นต่ำที่ยังทำได้ เช่น 300–600 บาท เพื่อรักษาความต่อเนื่อง ก่อนกลับมาเพิ่มสัดส่วนเมื่อรายรับหรือรายจ่ายเปลี่ยนแปลง
เมื่อมีค่าใช้จ่ายจำเป็น แต่เงินออมยังไม่พอ ควรรับมืออย่างไร?
เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินแต่เงินออมยังมีไม่เพียงพอ ควรเริ่มจากการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น นำสิ่งของที่ไม่ได้ใช้มาเปลี่ยนเป็นเงินทุน หรืออาจเลือกใช้ วงเงินสำรองฉุกเฉิน จากสถาบันการเงินที่น่าเชื่อถือ แต่สิ่งสำคัญคือต้องประเมินความสามารถในการชำระคืน และวางแผนการผ่อนชำระอย่างรัดกุมเพื่อไม่ให้กลายเป็นหนี้เสีย
เงินสำรองฉุกเฉินกับวงเงินสำรองต่างกันอย่างไร?
เงินสำรองฉุกเฉินคือเงินสดของตัวเองที่เก็บสะสมไว้ล่วงหน้า ไม่มีดอกเบี้ยเมื่อใช้ ส่วนวงเงินสำรองอย่างบัตรกดเงินสด คือวงเงินที่สถาบันการเงินอนุมัติไว้ล่วงหน้าให้เบิกถอนได้ยามจำเป็น แต่มีดอกเบี้ยเมื่อเบิกใช้จริง เหมาะไว้เป็น "ตัวช่วยสำรองขั้นที่สอง" ในกรณีที่เงินสำรองฉุกเฉินของตัวเองไม่พอจริงๆ
ก่อนใช้วงเงินสำรองต้องคำนวณตัวเลขอะไรบ้าง?
ก่อนตัดสินใจใช้วงเงินสำรอง ควรคำนวณ อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง, ยอดผ่อนชำระขั้นต่ำต่อเดือน, และ ความสามารถในการชำระคืนของตัวเองให้ชัดเจน เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่สร้างภาระหนี้เกินตัว ควรกู้เท่าที่จำเป็นจริงเท่านั้น และวางแผนปิดยอดให้เร็วที่สุดเพื่อลดดอกเบี้ยสะสม
บัตรกดเงินสด KTC PROUD เป็นวงเงินสำรองสำหรับพนักงานเงินเดือนอย่างไร?
หากคุณกำลังมองหาแผนสำรองที่อุ่นใจ บัตรกดเงินสด KTC PROUD คือคำตอบที่ตอบโจทย์มนุษย์เงินเดือนอย่างแท้จริง
- รูดซื้อสินค้าที่ร้านค้า และช้อปออนไลน์ได้ทั่วโลก พร้อมรับโปรโมชั่นพิเศษทั้งปี
- โอนเงิน ง่ายๆ ผ่านแอป KTC Mobile ตลอด 24 ชั่วโมง รับเงินทันที
- กดเงินที่ตู้ ATM ทั่วไทยฟรีค่าธรรมเนียม
- ผ่อนสินค้า สามารถใช้บัตรกดเงินสด KTC PROUD ผ่อนสินค้าและบริการด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0% นาน 24 เดือน กับร้านค้าที่ร่วมรายการ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับวิธีเก็บเงินสำหรับมนุษย์เงินเดือน
รวมคำถามยอดฮิตที่หลายคนสงสัยเกี่ยวกับการออมเงิน พร้อมคำตอบที่จะช่วยปลดล็อกความกังวลใจ และทำให้การเริ่มต้นตั้งเป้าหมายทางการเงินของคุณเป็นเรื่องง่าย สนุก และทำได้จริงในชีวิตประจำวัน
Q: เพิ่งเริ่มทำงาน ควรเน้นลงทุนหรือออมเงินก่อน?
A: ควรเน้น "ออมเงินสร้างสภาพคล่อง (เงินสำรองฉุกเฉิน)" ให้ได้ 3-6 เดือนก่อน จากนั้นจึงค่อยนำเงินส่วนที่เหลือไปศึกษาและลงทุนเพื่อเพิ่มผลตอบแทน
Q: แอปพลิเคชันช่วยเก็บเงิน จำเป็นไหม?
A: ไม่จำเป็นเสมอไป แต่ "มีประโยชน์มาก" เพราะช่วยให้การจดบันทึกรายรับรายจ่ายเป็นเรื่องง่าย และสามารถติดตามความคืบหน้าของเป้าหมายได้ชัดเจนขึ้น
Q: ควรออมก่อนหรือใช้จ่ายก่อน?
A: แนะนำให้ใช้หลัก "จ่ายตัวเองก่อน" คือกันเงินออมออกมาทันทีที่ได้รับเงินเดือน ก่อนที่จะนำเงินที่เหลือไปใช้จ่ายตามความจำเป็น
Q: มีวงเงินสำรองแล้ว ยังต้องเก็บเงินฉุกเฉินหรือไม่?
A: ยังต้องเก็บ เพราะวงเงินสำรองเป็นเงินกู้ที่มีต้นทุนและต้องชำระคืน ขณะที่เงินฉุกเฉินเป็นเงินของเราเอง ทางเลือกที่เหมาะสมคือใช้เงินออมเป็นแผนหลัก และมีวงเงินสำรองเป็นแผนรองเฉพาะกรณีที่ค่าใช้จ่ายจำเป็นเกินกว่าเงินออมที่มี
การเริ่มต้นเก็บเงินของมนุษย์เงินเดือนทำได้ด้วยการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน ปรับโครงสร้างการใช้จ่าย และมีวินัยในการออมอย่างสม่ำเสมอ แต่อย่างไรก็ตาม ชีวิตมักมีความไม่แน่นอน แผนการเงินที่สมบูรณ์จึงไม่ได้มีแค่ "เงินฝาก" แต่ยังต้องมีตัวช่วยที่พร้อมเป็นสภาพคล่องให้คุณได้ทันทีในยามฉุกเฉิน สมัครบัตรกดเงินสด KTC PROUD ไว้เป็นตัวช่วย หรือแบ่งเบาภาระในการซื้อสินค้าที่มีราคาสูงได้กับร้านค้าที่ร่วมรายการ
วงเงินสำรองที่มีไว้อุ่นใจ นึกถึงบัตรกดเงินสด KTC PROUD




