สิ้นเดือนทีไร เงินหายไปไหนหมดก็ไม่รู้ ถ้าประโยคนี้ผุดขึ้นมาในหัวทุกครั้งที่เปิดแอปธนาคาร คุณไม่ได้เป็นคนเดียวที่รู้สึกแบบนี้ มนุษย์เงินเดือนจำนวนไม่น้อยมีรายได้ "พอใช้" แต่กลับไม่มี เงินออม เหลือติดบัญชีเลยสักบาท ข่าวดีคือการเก็บเงินไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าคุณมีเงินเดือนเท่าไหร่ แต่ขึ้นอยู่กับว่าคุณ "วางระบบ" การออมของตัวเองแบบไหน บทความนี้จะพาคุณไปดูสูตรแบ่งเงินเดือน วิธีเก็บเงินที่ทำได้จริงตั้งแต่วันนี้ ไปจนถึงการวางแผนสำรองฉุกเฉิน เพื่อให้ชีวิตการเงินของมนุษย์เงินเดือนอย่างเราไม่สะดุดอีกต่อไป

เงินเดือนน้อยควรเก็บเงินเดือนละเท่าไหร่?

หากคุณมีเงินเดือนน้อย ควรเริ่มเก็บเงินที่ 10% ของรายได้ หรือตามกำลังที่ตัวเองไหว โดยไม่ทำให้วิถีชีวิตประจำวันเดือดร้อนจนเกินไป หากมีภาระเยอะอาจปรับลดลงมาเหลือ 5% ก่อน แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเมื่อสภาพคล่องทางการเงินดีขึ้น หัวใจสำคัญของการออมไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงินที่มากตั้งแต่เริ่มต้น แต่อยู่ที่ความสม่ำเสมอและวินัยในการเก็บออม

เงินเดือน 12,000 บาท ควรเก็บเงินเท่าไหร่?

สำหรับผู้มีเงินเดือน 12,000 บาท อาจเริ่มวางเป้าหมายเงินออมประมาณ 600–1,200 บาทต่อเดือน หรือคิดเป็น 5–10% ของรายได้ หากมีค่าเช่า ภาระครอบครัว หรือค่าเดินทางสูง สามารถเริ่มต่ำกว่านี้ได้ เช่น เดือนละ 300–500 บาท แล้วเพิ่มยอดทุก 2–3 เดือน

ตัวอย่างการแบ่งเงินเดือน 12,000 บาทแบบไม่กดดันเกินไป

รายการ

สัดส่วนตัวอย่าง

จำนวนเงิน

ค่าใช้จ่ายจำเป็น

70%

8,400 บาท

ชำระหนี้หรือภาระผูกพัน

15%

1,800 บาท

เงินออมและเงินสำรองฉุกเฉิน

5%

600 บาท

ค่าใช้จ่ายส่วนตัวและงบยืดหยุ่น

10%

1,200 บาท

รวม

100%

12,000 บาท

 

เงินเดือน 15,000–20,000 บาท แบ่งออมอย่างไร?

ผู้มีเงินเดือน 15,000–20,000 บาท สามารถตั้งเป้าออม 10–20% ของรายได้สุทธิ โดยแบ่งเงินออมเป็น 2 กอง คือเงินสำรองฉุกเฉินและเงินสำหรับเป้าหมาย เช่น ท่องเที่ยว เรียนต่อ หรือซื้อของชิ้นใหญ่ หากยังมีหนี้ดอกเบี้ยสูง อาจนำบางส่วนของงบเป้าหมายไปจ่ายหนี้เพิ่มแทน

ตารางตัวอย่างเงินเดือน 15,000-20,000 บาท  แบ่งออมอย่างไร?

เงินเดือนสุทธิ

ออม 10%

ออม 15%

ออม 20%

15,000 บาท

1,500 บาท

2,250 บาท

3,000 บาท

18,000 บาท

1,800 บาท

2,700 บาท

3,600 บาท

20,000 บาท

2,000 บาท

3,000 บาท

4,000 บาท

ตัวอย่าง หากออมได้เดือนละ 3,000 บาท อาจแบ่งเป็นเงินสำรองฉุกเฉิน 2,000 บาท และเงินเป้าหมาย 1,000 บาท แต่ถ้ายังไม่มีเงินสำรองแม้แต่หนึ่งเดือน ควรให้น้ำหนักกับกองฉุกเฉินก่อน แล้วจึงกระจายไปยังเป้าหมายอื่น

ถ้าออม 20% ไม่ไหว เริ่มจากวันละเท่าไหร่ดี?

ถ้าออม 20% ต่อเดือนยังไม่ไหว ให้เปลี่ยนมุมมองเป็นการออมรายวันแทน เริ่มจากวันละ 20-50 บาท ซึ่งรวมแล้วเดือนละประมาณ 600-1,500 บาท เป็นตัวเลขที่จับต้องได้ง่ายกว่ามาก การหยอดกระปุกหรือโอนอัตโนมัติวันละนิดยังช่วยสร้างวินัยการออมได้ดีกว่าการตั้งเป้าก้อนใหญ่ที่ทำไม่ถึงแล้วรู้สึกท้อจนเลิกออมไปเลย


สูตรแบ่งเงินเดือนแบบไหนเหมาะกับรายได้ของเรา?

ไม่มีสูตรแบ่งเงินเดือนสูตรเดียวที่เหมาะกับทุกคน แต่สูตรที่ได้รับความนิยมและปรับใช้ได้ง่ายที่สุดคือ 50/30/20, 6 โหล (6 Jars) และ 70/20/10 โดยเลือกใช้ตามระดับรายได้และไลฟ์สไตล์การใช้จ่ายของแต่ละคน คนที่รายจ่ายจำเป็นสูงควรเลือกสูตรที่ยืดหยุ่นกว่า ส่วนคนที่อยากมีวินัยชัดเจนอาจเหมาะกับระบบแยกบัญชีย่อย

สูตรแบ่งเงินเดือน

สัดส่วนหลัก

เหมาะกับใคร

50/30/20

50% รายจ่ายจำเป็น / 30% รายจ่ายตามใจ / 20% ออมและหนี้

รายได้ปานกลาง-สูง มีรายจ่ายคงที่ค่อนข้างชัดเจน

6 โหล (6 Jars)

แบ่งเป็น 6 บัญชีย่อยตามวัตถุประสงค์ เช่น จำเป็น ออม ลงทุน การศึกษา ให้รางวัลตัวเอง บริจาค

คนชอบระบบระเบียบ อยากเห็นเงินแยกตามเป้าหมายชัดเจน

70/20/10

70% ใช้จ่ายทั้งหมด / 20% ออม / 10% พัฒนาตัวเองหรือบริจาค

รายได้ไม่สูงมาก ต้องการสูตรที่เริ่มต้นง่าย

จ่ายตัวเองก่อน (Pay Yourself First)

ออม 20% ทันทีที่เงินเดือนเข้า แล้วค่อยใช้ส่วนที่เหลือ

มือใหม่หัดออมที่อยากบังคับวินัยตัวเองแบบเข้มงวด

 

8 วิธีเก็บเงินสำหรับมนุษย์เงินเดือนที่เริ่มทำได้ทันที

วิธีออมที่ได้ผลไม่ควรอาศัยกำลังใจอย่างเดียว แต่ควรออกแบบระบบให้เงินถูกเก็บก่อนที่จะถูกใช้ ลองเลือกทำเพียง 2–3 ข้อในเดือนแรก เมื่อเริ่มเข้าที่แล้วค่อยเพิ่มวิธีอื่น

  1. ออมก่อนใช้ภายใน 24 ชั่วโมงหลังเงินเดือนเข้า
    ตั้งโอนอัตโนมัติอย่างน้อย 5–10% ไปยังบัญชีเงินออมทันที หากรอให้เหลือปลายเดือน มักไม่มีเงินเหลือจริง
  2. แยกบัญชีเงินใช้กับบัญชีเงินออม
    บัญชีรับเงินเดือนใช้จ่ายบิล บัญชีที่สองใช้สำหรับรายจ่ายรายวัน และบัญชีที่สามเก็บเงินฉุกเฉิน การแยกหน้าที่ช่วยให้รู้ว่าเงินส่วนใดใช้ได้
  3. กำหนดงบเป็นรายสัปดาห์แทนรายเดือน
    เช่น มีงบอาหารและเดินทาง 6,000 บาท ให้แบ่งเป็นสัปดาห์ละประมาณ 1,500 บาท จะเห็นเร็วขึ้นว่าสัปดาห์ใดใช้เกินและปรับทันก่อนสิ้นเดือน
  4. ใช้กฎรอ 24–48 ชั่วโมงก่อนซื้อของที่ไม่ได้วางแผน
    เก็บสินค้าไว้ในตะกร้าก่อน หากผ่านไปแล้วยังจำเป็นและไม่ทำให้งบเสียจึงค่อยซื้อ วิธีนี้ช่วยลดการซื้อเพราะอารมณ์หรือโปรโมชั่นเร่งตัดสินใจ
  5. ไล่หารายจ่ายรั่วเดือนละครั้ง
    ตรวจค่าสมาชิก แอป streaming ค่าจัดส่ง อาหารเดลิเวอรี่ และแพ็กเกจที่ใช้ไม่คุ้ม แล้วโอนยอดที่ลดได้ไปออมทันที เพื่อไม่ให้เงินส่วนต่างไหลไปกับรายจ่ายอื่น
  6. ทำกองเงินสำหรับค่าใช้จ่ายที่รู้ล่วงหน้า
    ค่าประกันรายปี ซ่อมรถ ของขวัญ หรือท่องเที่ยวไม่ใช่เหตุฉุกเฉิน ควรนำยอดที่ต้องใช้หารด้วยจำนวนเดือนที่เหลือ แล้วทยอยเก็บในกองเฉพาะ
  7. แบ่งรายได้พิเศษอย่างน้อยครึ่งหนึ่งเข้ากองออม
    โบนัส ค่าล่วงเวลา เงินคืนภาษี หรือรายได้เสริมอาจใช้สูตร 50% ออม 30% จ่ายหนี้หรือเป้าหมาย และ 20% ให้รางวัลตัวเอง ช่วยเร่งเงินก้อนโดยไม่รู้สึกตึงเกินไป
  8. เพิ่มยอดออมทีละ 1% ทุก 3 เดือน
    การเพิ่มจาก 5% เป็น 6% อาจแทบไม่กระทบชีวิตประจำวัน แต่เมื่อทำต่อเนื่องจะพาไปถึง 10–20% ได้ง่ายกว่าการเพิ่มก้อนใหญ่ในครั้งเดียว

 

ควรมีเงินสำรองฉุกเฉินเท่าไหร่ และเริ่มเก็บจากตรงไหน?

เงินสำรองฉุกเฉินที่เหมาะสมควรอยู่ที่ 3-6 เท่าของรายจ่ายจำเป็นต่อเดือน สำหรับพนักงานประจำที่มีรายได้ค่อนข้างมั่นคง ส่วนฟรีแลนซ์หรืออาชีพที่รายได้ไม่แน่นอนควรเผื่อไว้ถึง 6-12 เท่า จุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดคือเก็บให้ได้ 1 เดือนก่อน แล้วค่อยๆ ทยอยเพิ่มจนครบเป้าหมาย โดยไม่จำเป็นต้องรีบเก็บให้ครบในทันที

เงินสำรองฉุกเฉินคำนวณจากเงินเดือนหรือรายจ่าย?

เงินสำรองฉุกเฉินควรคำนวณจาก รายจ่ายจำเป็นต่อเดือนรวมยอดหนี้ที่ต้องชำระ ไม่ใช่เงินเดือนทั้งหมด เพราะเป้าหมายคือให้เรายังจ่ายสิ่งจำเป็นได้เมื่อรายได้หยุดชั่วคราว

สูตรคำนวณ
เงินสำรองฉุกเฉิน = (รายจ่ายจำเป็นต่อเดือน + ยอดผ่อนหนี้ต่อเดือน) × จำนวนเดือนที่ต้องการสำรอง

ตัวอย่าง เงินเดือนสุทธิ 20,000 บาท มีค่าใช้จ่ายจำเป็น 11,000 บาท และยอดผ่อนหนี้ 3,000 บาทต่อเดือน ฐานคำนวณเท่ากับ 14,000 บาท ดังนั้น

  • เป้าหมาย 3 เดือน = 14,000 × 3 = 42,000 บาท
  • เป้าหมาย 6 เดือน = 14,000 × 6 = 84,000 บาท

ไม่ต้องรอให้เก็บครบ 84,000 บาทจึงจะถือว่าแผนเริ่มทำงาน ทุกยอดที่เพิ่มขึ้นช่วยลดช่องว่างทางการเงินได้ เป้าหมายสำคัญคือทำให้กองนี้โตอย่างสม่ำเสมอและเติมกลับเมื่อมีการถอนใช้

ค่าใช้จ่ายแบบไหนถือเป็นเหตุฉุกเฉิน?

เหตุฉุกเฉินทางการเงินควรมีลักษณะครบ 3 ข้อ คือ จำเป็น เร่งด่วน และคาดการณ์ล่วงหน้าได้ยาก เช่น

  • ค่ารักษาพยาบาลที่ประกันหรือสวัสดิการไม่ครอบคลุม
  • รายได้หยุดชะงักหรือตกงานกะทันหัน
  • ค่าซ่อมรถที่จำเป็นต่อการเดินทางไปทำงาน
  • เครื่องใช้สำคัญในบ้านเสีย เช่น ตู้เย็นหรือปั๊มน้ำ
  • ค่าเดินทางกลับบ้านเมื่อครอบครัวเกิดเหตุเร่งด่วน
  • ค่าซ่อมที่พักจากเหตุเสียหายที่ไม่สามารถเลื่อนได้

เงินสำรองฉุกเฉินควรเก็บไว้ที่ไหน?

เงินสำรองฉุกเฉินควรเก็บในที่ที่ เบิกถอนได้เร็วและมีความเสี่ยงต่ำ เช่น บัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง หรือกองทุนตลาดเงิน ไม่ควรนำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูงอย่างหุ้นหรือคริปโต เพราะเมื่อถึงเวลาต้องใช้จริง มูลค่าอาจลดลงหรือถอนออกมาไม่ทันเวลาที่ต้องการ


ถ้ามีหนี้อยู่ ควรเก็บเงินหรือจ่ายหนี้ก่อน?

หากมีหนี้อยู่ ควรทำทั้งสองอย่างควบคู่กัน โดยสร้างเงินสำรองก้อนเล็กก่อน แล้วนำเงินส่วนใหญ่ไปลดหนี้ที่มีต้นทุนสูง การใช้เงินทั้งหมดปิดหนี้จนไม่มีเงินสดเหลือเลยอาจทำให้ต้องก่อหนี้ใหม่เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน แต่การออมจำนวนมากทั้งที่หนี้ยังมีดอกเบี้ยสูงก็อาจทำให้ภาระรวมเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น

เก็บเงินอย่างไรไม่ให้เผลอถอนออกมาใช้?

หลายคนตั้งใจออมเงินแต่สุดท้ายก็เผลอถอนออกมาใช้จนหมด วิธีป้องกันที่ได้ผลจริงมีดังนี้:

  • เปิดบัญชีออมทรัพย์แยกต่างหาก ที่ไม่มีบัตร ATM หรือแอปเชื่อมต่อง่ายเกินไป
  • ตั้งชื่อบัญชีตามเป้าหมาย เช่น "เงินสำรองฉุกเฉิน" หรือ "กองทุนดาวน์บ้าน" เพื่อสร้างความรู้สึกผูกพันกับเป้าหมาย
  • ใช้บัญชีที่มีเงื่อนไขถอนยาก เช่น บัญชีฝากประจำ หรือกองทุนที่มีระยะเวลาถือครองขั้นต่ำ
  • ตั้งเป้าหมายและวันครบกำหนดชัดเจน เพื่อให้รู้สึกว่าเงินก้อนนี้ "มีหน้าที่" รอวันใช้งานจริง ไม่ใช่เงินเหลือให้ถอนเล่นได้
  • ทบทวนยอดเงินออมเป็นระยะ เพื่อเห็นความคืบหน้าและมีแรงจูงใจให้ทำต่อเนื่อง



ตารางวางแผนเก็บเงินตามระดับรายได้ ควรแบ่งอย่างไร?

ตารางแบ่งเงินควรใช้เป็นจุดเริ่มต้น ไม่ใช่กฎตายตัว ผู้มีรายได้ 12,000–15,000 บาทอาจเริ่มออม 5–10% ขณะที่รายได้ตั้งแต่ 20,000 บาทขึ้นไปอาจค่อย ๆ ขยับเป็น 15–20% ตัวเลขควรคำนวณจากเงินสุทธิ และต้องเหลือพอสำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็นโดยไม่สร้างหนี้เพิ่ม

รายได้สุทธิต่อเดือน

ค่าใช้จ่ายจำเป็น

เงินออม/ฉุกเฉิน

เป้าหมายหรือจ่ายหนี้เพิ่ม

ค่าใช้จ่ายยืดหยุ่น

12,000 บาท

8,400 บาท (70%)

600 บาท (5%)

1,200 บาท (10%)

1,800 บาท (15%)

15,000 บาท

9,750 บาท (65%)

1,500 บาท (10%)

1,500 บาท (10%)

2,250 บาท (15%)

20,000 บาท

12,000 บาท (60%)

3,000 บาท (15%)

2,000 บาท (10%)

3,000 บาท (15%)

25,000 บาท

15,000 บาท (60%)

3,750 บาท (15%)

2,500 บาท (10%)

3,750 บาท (15%)

30,000 บาท

16,500 บาท (55%)

6,000 บาท (20%)

3,000 บาท (10%)

4,500 บาท (15%)

40,000 บาท

22,000 บาท (55%)

8,000 บาท (20%)

4,000 บาท (10%)

6,000 บาท (15%)

หากไม่มีหนี้ สามารถย้ายงบ “จ่ายหนี้เพิ่ม” ไปยังเงินสำรองหรือเป้าหมายระยะยาวได้ หากค่าใช้จ่ายจำเป็นสูงกว่าตาราง ให้ลดงบยืดหยุ่นก่อน แล้วตั้งยอดออมขั้นต่ำที่ยังทำได้ เช่น 300–600 บาท เพื่อรักษาความต่อเนื่อง ก่อนกลับมาเพิ่มสัดส่วนเมื่อรายรับหรือรายจ่ายเปลี่ยนแปลง

 

เมื่อมีค่าใช้จ่ายจำเป็น แต่เงินออมยังไม่พอ ควรรับมืออย่างไร?

เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินแต่เงินออมยังมีไม่เพียงพอ ควรเริ่มจากการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น นำสิ่งของที่ไม่ได้ใช้มาเปลี่ยนเป็นเงินทุน หรืออาจเลือกใช้ วงเงินสำรองฉุกเฉิน จากสถาบันการเงินที่น่าเชื่อถือ แต่สิ่งสำคัญคือต้องประเมินความสามารถในการชำระคืน และวางแผนการผ่อนชำระอย่างรัดกุมเพื่อไม่ให้กลายเป็นหนี้เสีย

เงินสำรองฉุกเฉินกับวงเงินสำรองต่างกันอย่างไร?

เงินสำรองฉุกเฉินคือเงินสดของตัวเองที่เก็บสะสมไว้ล่วงหน้า ไม่มีดอกเบี้ยเมื่อใช้ ส่วนวงเงินสำรองอย่างบัตรกดเงินสด คือวงเงินที่สถาบันการเงินอนุมัติไว้ล่วงหน้าให้เบิกถอนได้ยามจำเป็น แต่มีดอกเบี้ยเมื่อเบิกใช้จริง เหมาะไว้เป็น "ตัวช่วยสำรองขั้นที่สอง" ในกรณีที่เงินสำรองฉุกเฉินของตัวเองไม่พอจริงๆ

ก่อนใช้วงเงินสำรองต้องคำนวณตัวเลขอะไรบ้าง?

ก่อนตัดสินใจใช้วงเงินสำรอง ควรคำนวณ อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง, ยอดผ่อนชำระขั้นต่ำต่อเดือน, และ ความสามารถในการชำระคืนของตัวเองให้ชัดเจน เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่สร้างภาระหนี้เกินตัว ควรกู้เท่าที่จำเป็นจริงเท่านั้น และวางแผนปิดยอดให้เร็วที่สุดเพื่อลดดอกเบี้ยสะสม


บัตรกดเงินสด KTC PROUD เป็นวงเงินสำรองสำหรับพนักงานเงินเดือนอย่างไร?

หากคุณกำลังมองหาแผนสำรองที่อุ่นใจ บัตรกดเงินสด KTC PROUD คือคำตอบที่ตอบโจทย์มนุษย์เงินเดือนอย่างแท้จริง

  • รูดซื้อสินค้าที่ร้านค้า และช้อปออนไลน์ได้ทั่วโลก พร้อมรับโปรโมชั่นพิเศษทั้งปี
  • โอนเงิน ง่ายๆ ผ่านแอป KTC Mobile ตลอด 24 ชั่วโมง รับเงินทันที
  • กดเงินที่ตู้ ATM  ทั่วไทยฟรีค่าธรรมเนียม
  • ผ่อนสินค้า สามารถใช้บัตรกดเงินสด KTC PROUD ผ่อนสินค้าและบริการด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0% นาน 24 เดือน กับร้านค้าที่ร่วมรายการ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับวิธีเก็บเงินสำหรับมนุษย์เงินเดือน

รวมคำถามยอดฮิตที่หลายคนสงสัยเกี่ยวกับการออมเงิน พร้อมคำตอบที่จะช่วยปลดล็อกความกังวลใจ และทำให้การเริ่มต้นตั้งเป้าหมายทางการเงินของคุณเป็นเรื่องง่าย สนุก และทำได้จริงในชีวิตประจำวัน

Q: เพิ่งเริ่มทำงาน ควรเน้นลงทุนหรือออมเงินก่อน?

A: ควรเน้น "ออมเงินสร้างสภาพคล่อง (เงินสำรองฉุกเฉิน)" ให้ได้ 3-6 เดือนก่อน จากนั้นจึงค่อยนำเงินส่วนที่เหลือไปศึกษาและลงทุนเพื่อเพิ่มผลตอบแทน

Q: แอปพลิเคชันช่วยเก็บเงิน จำเป็นไหม?

A: ไม่จำเป็นเสมอไป แต่ "มีประโยชน์มาก" เพราะช่วยให้การจดบันทึกรายรับรายจ่ายเป็นเรื่องง่าย และสามารถติดตามความคืบหน้าของเป้าหมายได้ชัดเจนขึ้น

Q: ควรออมก่อนหรือใช้จ่ายก่อน?

A: แนะนำให้ใช้หลัก "จ่ายตัวเองก่อน" คือกันเงินออมออกมาทันทีที่ได้รับเงินเดือน ก่อนที่จะนำเงินที่เหลือไปใช้จ่ายตามความจำเป็น

Q: มีวงเงินสำรองแล้ว ยังต้องเก็บเงินฉุกเฉินหรือไม่?

A: ยังต้องเก็บ เพราะวงเงินสำรองเป็นเงินกู้ที่มีต้นทุนและต้องชำระคืน ขณะที่เงินฉุกเฉินเป็นเงินของเราเอง ทางเลือกที่เหมาะสมคือใช้เงินออมเป็นแผนหลัก และมีวงเงินสำรองเป็นแผนรองเฉพาะกรณีที่ค่าใช้จ่ายจำเป็นเกินกว่าเงินออมที่มี

การเริ่มต้นเก็บเงินของมนุษย์เงินเดือนทำได้ด้วยการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน ปรับโครงสร้างการใช้จ่าย และมีวินัยในการออมอย่างสม่ำเสมอ แต่อย่างไรก็ตาม ชีวิตมักมีความไม่แน่นอน แผนการเงินที่สมบูรณ์จึงไม่ได้มีแค่ "เงินฝาก" แต่ยังต้องมีตัวช่วยที่พร้อมเป็นสภาพคล่องให้คุณได้ทันทีในยามฉุกเฉิน สมัครบัตรกดเงินสด KTC PROUD ไว้เป็นตัวช่วย หรือแบ่งเบาภาระในการซื้อสินค้าที่มีราคาสูงได้กับร้านค้าที่ร่วมรายการ

 

วงเงินสำรองที่มีไว้อุ่นใจ นึกถึงบัตรกดเงินสด KTC PROUD