เมื่อได้ยินคำว่า “ลดรายจ่าย” หลายคนคงจะนึกภาพตัวเองนั่งอดมื้อกลางวัน ยกเลิกทริปท่องเที่ยวที่ตั้งมั่นว่าจะไปมาทั้งปี หรือบอกลาคาเฟ่โปรดที่แวะทุกเช้า ราวกับว่าการประหยัดเงินคือการตัดทอนความสุขในชีวิตออกไป แต่ในความจริงแล้ว การลดรายจ่ายที่ดีไม่ใช่การตัดทุกความสุข แต่คือการ “ใช้เงินอย่างฉลาดขึ้น” เลือกใช้จ่ายกับสิ่งที่คุ้มค่าและลดละเลิกสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไปอย่างมีหลักการ
ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า เป้าหมายของการบริหารเงินที่ดี ไม่ใช่การลดความสุข แต่คือการเพิ่มความคุ้มค่าให้กับทุกบาททุกสตางค์ที่ออกจากกระเป๋า ทุก ๆ คนยังสามารถกินมื้ออร่อย มีความสะดวกสบายในการเดินทาง และยังซื้อของที่ชอบได้เช่นเดิม เพียงแต่จะต้องจ่ายออกไปอย่างมีสติมากขึ้น ซึ่งสิ่งนี้เองที่จะกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว
ทำไมหลายคนยิ่งพยายามประหยัด กลับยิ่งเครียด
อันดับแรกจะต้องทำความเข้าใจถึงสาเหตุที่หลายคนล้มเหลวในการประหยัดเงินก่อนว่า แท้จริงแล้วลักษณะของปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นเป็นอย่างไร และเกิดจากอะไร เพื่อให้สามารถคิดหาทางรับมือและหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นซ้ำอีก
ตั้งงบตึงเกินไป
ประโยคที่ว่า “เดือนนี้จะไม่ใช้เงินเกิน 5,000 บาท” หรือ “เดือนนี้จะไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย” อาจฟังดูเป็นคำพูดของคนที่มีวินัย แต่ในทางกลับกันหากการตั้งงบนั้น ๆ ตึงจนแทบไม่มีความคล่องตัวทางการเงินใด ๆ เหลืออยู่เลย ความตั้งใจดีก็จะกลายเป็นการกดดันตนเองจนเกินไป และเมื่อใดที่มีค่าใช้จ่ายฉุกเฉินเกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว แผนการเงินที่ตั้งไว้ก็อาจพังทลายในทันทีจากความประหยัดจนตึง ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดในการรับมือกับปัญหานี้ก็คือ การยอมรับในความผิดพลาดในการบริหารจัดการเงิน และเดินหน้าปรับแผนการเงินให้ไปต่อได้กับสถานการณ์ในขณะนั้นแทน
ตัดสิ่งที่ตัวเองชอบออกทั้งหมด
การตัดงบค่ากาแฟยามเช้า การยกเลิกใช้งาน Netflix หรือการยกเลิกนัดกินข้าวกับเพื่อน อาจช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ในระยะสั้น แต่สำหรับภาพรวมในระยะยาว การประหยัดด้วยวิธีนี้เป็นการสะสมความอึดอัดจากการตัดทอนความสุขในชีวิตออกไป และเมื่อใดที่ความอัดอั้นนั้นระเบิดออก แผนการเงินทั้งหมดก็อาจพังทลาย ซึ่งมักออกมาในรูปแบบของการช้อปปิ้งบำบัด ที่อาจทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากกว่าเดิมอีกหลายเท่า
ไม่มีงบความสุข
การวางแผนการเงินที่ดีจะต้องมีการจัดสรรปันส่วนเงินสำหรับการใช้จ่ายเพื่อความสุขด้วย เพราะหากทุกบาททุกสตางค์ที่ได้รับมาจากการทำงานหนักถูกจัดสรรให้กับค่าใช้จ่ายที่จำเป็นเท่านั้น โดยไม่มีช่องว่างสำหรับเพิ่มพูนความสุข ชีวิตทุก ๆ วันก็จะไม่ต่างจากการทำงานเพื่อเอาตัวรอด ไม่ใช่เพื่อมีชีวิตที่ดี
เปรียบเทียบกับคนอื่น
การเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่นตลอดเวลา ไม่ว่าจะเห็นเพื่อนโพสต์รูปเที่ยวญี่ปุ่น กินโอมากาเสะ หรือซื้อสินค้าราคาแพง จากนั้นก็มารู้สึกแย่กับตัวเองที่ต้องประหยัดมากกว่าคนอื่น ๆ จนเกิดเป็นความคิดที่ว่าตัวเราเองนั้นด้อยกว่า ซึ่งสิ่งนี้คือตัวการที่ทำให้หมดแรงบันดาลใจในการบริหารจัดการเงินอย่างมาก
เมื่อทราบถึงสาเหตุหลัก ๆ ที่นำไปสู่ความล้มเหลวในการลดรายจ่ายเพื่อประหยัดเงินแล้ว เราทุกคนก็จะเริ่มเข้าใจในปัญหา และสามารถหาทางรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น ๆ ได้ดีมากยิ่งขึ้น โดยในบทความนี้ KTC ได้รวบรวม 5 วิธีลดรายจ่ายแบบไม่ลดความสุขฉบับง่าย มาให้ผู้อ่านทุกคนสามารถเริ่มต้นประหยัดไปพร้อม ๆ กับการรักษาความสุขในชีวิตไว้
1. เลือกตัดรายจ่ายที่ไม่รู้ตัวก่อน
การลดรายจ่ายที่ดีที่สุดโดยไม่ให้กระทบกับความสุขในชีวิตมากนักก็คือ การเริ่มต้นจากการตัดรายจ่ายที่แทบไม่รู้ตัวว่ามีอยู่ก่อน ดังเช่น ค่าใช้จ่ายที่เกิดจาก Subscription ที่ไม่ได้ใช้งาน อย่างบริการสตรีมมิ่งหลากหลายแพลตฟอร์ม ค่าคอร์สออนไลน์ที่ยังไม่มีเวลาเข้าเรียน และค่าบริการระบบจัดเก็บข้อมูลออนไลน์ หรือ Cloud storage ที่มีเยอะเกินความจำเป็น
นอกจากนี้ค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างไม่รู้ตัวในทุกวัน ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ควรค่อย ๆ ตัดทอนออก ซึ่งได้แก่
- ค่าใช้จ่ายจุกจิก (เดลิเวอรี่ / ของจิปาถะ) : ค่าจัดส่งจากการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์และการสั่งอาหารทางออนไลน์ แม้จะเป็นราคาเพียง 20 - 30 บาท แต่หากสั่ง 4 ครั้งต่อสัปดาห์ เท่ากับว่าในหนึ่งเดือนจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในส่วนนี้มากถึง 480 บาท หรือมากกว่านั้น ซึ่งยังไม่รวมกับค่าใช้จ่ายของจิปาถะอื่น ๆ ที่จ่ายให้กับร้านสะดวกซื้อ หรือของเล็กน้อยอื่น ๆ อีกมากมาย
- แอปพลิเคชัน / บริการที่ลืมยกเลิก : การทดลองใช้ฟรี (Free Trial) ในอดีตอาจกลายเป็นค่าใช้จ่ายรายเดือนที่ถูกเรียกเก็บโดยไม่รู้ตัว ซึ่งสิ่งนี้เป็นปัญหาที่หลายคนมองข้าม ดังนั้นการตั้งค่าแจ้งเตือนในทุกครั้งที่รับสิทธิ์ Free Trial จากบริการต่าง ๆ จะช่วยให้ไม่ถูกเรียกเก็บเงินกับสิ่งที่ไม่ได้ใช้งาน
การตัดรายจ่ายในส่วนนี้ออกแทบจะไม่กระทบกับความสุขและคุณภาพชีวิตโดยรวมแต่อย่างใด เพราะล้วนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไม่รู้ตัว แต่การจัดการกับสิ่งที่ไม่รู้ตัวนี้อาจช่วยประหยัดได้นับพันบาทต่อเดือน
2. ตั้งงบความสุขแยกไว้ แทนการห้ามใช้เงิน
แทนที่จะบอกตัวเองว่า “ห้ามกินข้าวนอกบ้าน” หรือ “ห้ามซื้อของที่ไม่จำเป็น” ลองเปลี่ยนมาเป็นการตั้งงบความสุขแยกไว้ให้ตัวเองในแต่ละเดือนและเลือกใช้จ่ายอย่างมีสติ จะช่วยเพิ่มพูนความสุขในชีวิตและสร้างกำลังใจในการประหยัดเงินได้มากขึ้นด้วย โดยอาจจัดสรรงบไว้เป็นก้อนแรกสำหรับค่ากินข้าวนอกบ้านหรือคาเฟ่ ก้อนที่สองสำหรับค่าใช้จ่ายเพื่อความบันเทิง เช่น ดูหนัง ไปคอนเสิร์ต หรือไปเที่ยว และก้อนสุดท้ายสำหรับค่าใช้จ่ายเพื่อช้อปปิ้งส่วนตัว
เมื่อจัดสรรงบความสุขไว้อย่างชัดเจนแล้ว ในแต่ละเดือนคุณก็จะสามารถเพลิดเพลินไปกับความสุขต่าง ๆ ได้โดยไม่รู้สึกผิด ซึ่งจะต่างจากการใช้เงินอย่างสะเปะสะปะจนต้องมารู้สึกผิดในภายหลัง
ประโยชน์ของการตั้งงบความสุขแยกไว้ คือ การช่วยให้ระบบการเงินมีความมั่นคงในระยะยาว เพราะสามารถทำได้จริง และมีความสมดุลระหว่างการบริหารจัดการเงินกับการแสวงหาความสุขในชีวิต
3. ใช้เงินกับสิ่งที่คุ้มค่าจริง ๆ
หนึ่งในหลักการสำคัญที่ช่วยให้การลดรายจ่ายเพื่อประหยัดเงินประสบผลสำเร็จมากที่สุดก็คือ การรู้จักใช้ให้น้อยลง แต่ได้มากขึ้น ซึ่งจะเกิดจากการใช้จ่ายโดยพิจารณาจากคุณภาพมากกว่าปริมาณ และการเปรียบเทียบความคุ้มค่าในระยะยาว ตัวอย่างเช่น ระหว่างรองเท้าราคา 500 บาท ที่ใส่ได้สามเดือนแล้วพัง กับรองเท้าราคา 1,500 บาท ที่สามารถใส่ได้นานสองปีโดยที่สภาพรองเท้ายังคงใช้งานได้ดีดังเดิม การเลือกจ่ายในราคาที่สูงกว่าในครั้งเดียว อาจคุ้มค่ากว่าการจ่ายถูกซ้ำซ้อนหลายครั้ง ซึ่งแนวคิดนี้ไม่ได้ใช้เพียงกับการซื้อรองเท้าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการซื้อเสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ด้วย
4. วางแผนก่อนใช้จ่าย ลดการใช้เงินตามอารมณ์
การใช้จ่ายโดยไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า หรือการใช้จ่ายตามอารมณ์ (Impulse buying) คือตัวการสำคัญที่ทำให้แผนบริหารจัดการงบไม่ประสบผลสำเร็จ ซึ่งสิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากการไม่มีวินัยซะทีเดียว แต่ยังเกิดขึ้นจากกระบวนการความคิดของมนุษย์ที่มักจะตอบสนองต่อความต้องการเฉพาะหน้า ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดในการลดและหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจตามมาจากการใช้จ่ายตามอารมณ์ก็คือ การตั้งงบและวางแผนก่อนใช้จ่าย
- ตั้งงบประมาณ (Budget) รายสัปดาห์ แทนที่จะมองงบเป็นรายเดือน ซึ่งการมองเป็นภาพใหญ่จะทำให้รู้สึกว่าแผนการเงินเป็นเรื่องไกลตัวและอาจทำไม่ได้จริง แตกต่างจากการแบ่งเป็นรายสัปดาห์ที่มองภาพได้ชัดเจนขึ้นว่า สัปดาห์นี้มีเงินเหลือเท่าไหร่ และต้องบริหารจัดการอย่างไร
- จดลิสต์ก่อนช้อป ไม่ว่าจะช้อปออนไลน์ ช้อปที่ห้างสรรพสินค้า หรือที่ซูเปอร์มาร์เก็ต การลิสต์รายการสิ่งของที่จำเป็นต้องซื้อ และเลือกซื้อตามลำดับความสำคัญของสิ่งของที่จดบันทึกไว้ จะช่วยให้ทุกครั้งที่ใช้จ่ายจะเกิดจากความต้องการอย่างแท้จริง ไม่ใช่ตามความรู้สึก ณ ขณะนั้น
5. ใช้สิทธิประโยชน์ให้คุ้ม
วิธีการลดรายจ่ายแบบไม่ลดความสุขที่สามารถทำได้ง่ายที่สุดก็คือ การรู้จักใช้สิทธิประโยชน์ให้คุ้มค่า ซึ่งอาจจะเป็นในรูปแบบของการใช้ส่วนลด การใช้โปรโมชั่น และหรือการแลกรับสิทธิพิเศษต่าง ๆ เพื่อให้การใช้จ่ายในสิ่งที่ต้องการได้รับความคุ้มค่ากลับคืนมา และตัวช่วยที่จะตอบโจทย์การใช้สิทธิประโยชน์ที่ดีที่สุดก็คือ “บัตรเครดิต KTC” ที่มีโปรโมชั่นร่วมกับร้านค้ามากมาย ครอบคลุมในหลายหมวดหมู่การใช้จ่าย และได้รับคะแนนสะสม ที่สะสมได้ไม่จำกัดและคะแนนไม่มีวันหมดอายุ
- คะแนนสะสม : การใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต KTC ตามเงื่อนไข ครบ 25 บาท จะได้รับ 1 คะแนน KTC FOREVER ซึ่งสามารถนำไปแลกรับส่วนลด สินค้าฟรี หรือเครดิตเงินคืนได้ เป็นความพิเศษที่เหนือระดับกว่าการใช้จ่ายด้วยเงินสด หรือการสแกนจ่ายผ่านพร้อมเพย์
- โปรโมชั่นหลากหลายหมวดหมู่ : บัตรเครดิต KTC มีโปรโมชั่นสินค้าและบริการร่วมกับพาร์ทเนอร์มากมาย เช่น ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร ร้านเสื้อผ้า โรงพยาบาล คลินิกเสริมความงาม โรงแรม สายการบิน และอีกมากมาย ทำให้ไม่ว่าจะมีไลฟ์สไตล์แบบไหน หรือต้องการความคุ้มค่าในเรื่องใด บัตรเครดิตก็จะตอบโจทย์ทุกความต้องการ ช่วยให้คุณจ่ายเท่าเดิมแต่ได้กลับมามากขึ้น
ใช้บัตรเครดิตอย่างไร ให้ช่วยลดรายจ่ายได้จริง
แม้ในความคิดของหลาย ๆ คนอาจมองว่า “บัตรเครดิต” เป็นเครื่องมือในการก่อให้เกิดหนี้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว หนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการใช้บัตรเครดิตอย่างผิดจุดประสงค์ โดยใช้บัตรเครดิตเป็นเครื่องมือในการฟุ่มเฟือย ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว บัตรเครดิตเป็นเครื่องมือทางการเงินที่มอบสิทธิประโยชน์สุดคุ้มค่ามากมาย ที่จะช่วยให้ผู้ถือบัตรเครดิตมีแต่ได้กับได้
1. ใช้จ่ายในหมวดหมู่ที่มีโปรโมชั่น
บัตรเครดิตหลายใบมอบสิทธิพิเศษเพิ่มเติมเฉพาะในบางประเภทร้านค้า เช่น ร้านอาหาร ท่องเที่ยว ช้อปปิ้งออนไลน์ หรือการเติมน้ำมัน ดังนั้นการเลือกใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตที่มีโปรโมชั่นตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ จะทำให้ทุกบาททุกสตางค์ที่จ่ายออกไปให้ผลตอบแทนกลับคืนมามากที่สุด
2. วางแผนชำระเต็มจำนวนและตรงเวลา
สิ่งสำคัญของการใช้บัตรเครดิตให้เกิดประโยชน์สูงสุดและห่างไกลหนี้ก็คือ การชำระเต็มจำนวนทุกเดือน เพื่อที่จะไม่ต้องเสียอัตราดอกเบี้ย 16% ต่อปี
3. เลือกบัตรเครดิตที่ตรงกับไลฟ์สไตล์
บัตรเครดิตทุกประเภทและทุกเครือข่ายชำระเงิน ต่างตอบโจทย์ผู้ใช้งานที่แตกต่างกัน ดังนั้นการเลือกสมัครบัตรเครดิตให้ตรงตามไลฟ์สไตล์การใช้จ่ายของตนเองจึงเป็นสิ่งสำคัญ เช่น ผู้ที่ชอบกินข้าวนอกบ้านก็ควรเลือกบัตรเครดิตที่ให้ส่วนลดที่ร้านอาหาร หรือสามารถแลกคะแนนใช้แทนเงินสดได้ แต่สำหรับผู้ที่เดินทางบ่อยก็ควรเลือกบัตรเครดิตที่มอบสิทธิพิเศษเกี่ยวกับส่วนลดการเติมน้ำมัน ค่าตั๋วเครื่องบิน หรือแม้แต่การเข้าใช้บริการห้องรับรองในสนามบิน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการลดรายจ่าย (FAQ)
Q : ลดรายจ่ายอย่างไรให้ไม่เครียด?
A : สามารถเริ่มต้นจากการตัดรายจ่ายที่จำเป็นน้อยที่สุดออกไป เช่น การสตรีมมิ่ง หรือค่าเข้าใช้บริการที่คิดเป็นรายเดือน แต่ไม่ค่อยได้ใช้งาน จากนั้นจึงค่อย ๆ ปรับลดงบในส่วนอื่น ๆ ที่สำคัญที่สุด คือ ควรตั้งงบความสุขไว้เสมอ เพราะการเปิดโอกาสให้ตนเองได้เพลิดเพลินไปกับความชอบส่วนตัวบ้างจะทำให้แผนการเงินมีความมั่นคงในระยะยาวโดยปราศจากความเครียด
Q : ใช้บัตรเครดิตจะช่วยประหยัดได้จริงไหม?
A : บัตรเครดิตสามารถช่วยประหยัดได้จริง ถ้าใช้อย่างถูกวิธี โดยมีหลักการสำคัญ คือ 1. เลือกบัตรเครดิตที่ตรงกับหมวดหมู่รายจ่ายจริงในแต่ละเดือน 2. ชำระเต็มจำนวนและตรงเวลาเสมอ และ 3. ใช้สิทธิประโยชน์จากบัตรเครดิตอย่างคุ้มค่า
ด้วยเหตุนี้ การลดรายจ่ายอย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ต้องลดความสุขนั้น จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการอดหรือตัดทุกความชอบออกจากชีวิต แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการจัดลำดับความสำคัญของรายจ่าย และเลือกใช้เงินในสิ่งที่ให้คุณค่าอย่างแท้จริง ควบคู่ไปกับการใช้เครื่องมือทางการเงินที่ให้ประโยชน์ในการใช้จ่าย อย่างบัตรเครดิต KTC ที่หากใช้อย่างมีวินัยและใช้โปรโมชั่นอย่างสม่ำเสมอ ก็จะสามารถเปลี่ยนจากการเป็นตัวการก่อหนี้ตามที่หลาย ๆ คนมอง ให้กลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยลดรายจ่ายสุทธิที่ดีที่สุด
สมัครบัตรเครดิต KTC ออนไลน์ ไม่มีค่าธรรมเนียมแรกเข้า พร้อมรับความคุ้มค่าในทุกการใช้จ่ายกับคะแนน KTC FOREVER ที่สะสมได้ไม่จำกัดและคะแนนไม่มีวันหมดอายุ
ใช้จ่าย คุ้มค่า นึกถึงบัตรเครดิต KTC



