ในยุคที่ค่าครองชีพสูงขึ้นทุกปี “การออมเงิน” กลายเป็นเรื่องสำคัญที่หลายคนรู้ว่าควรทำ แต่กลับทำได้ยากกว่าที่คิด โดยเฉพาะสำหรับมนุษย์เงินเดือนที่ต้องรับมือกับทั้งค่าใช้จ่ายจำเป็นรายเดือน ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ไปจนถึงรายจ่ายเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เข้ามาตลอดเวลา

มนุษย์เงินเดือนหลายคนเริ่มต้นออมเงินด้วยความตั้งใจเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งเป้าเก็บเงินรายเดือน งดซื้อของฟุ่มเฟือย หรือพยายามลดทุกค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น แต่เมื่อทำไปได้สักระยะหนึ่งกลับรู้สึกเหนื่อย และกดดันมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะการออมแบบเข้มงวดเกินไป ส่งผลทำให้ชีวิตขาดสมดุล ความสุขหดหาย จนสุดท้ายก็เลิกออม ซึ่งทางออกของปัญหานี้ก็คือการมองหาสมดุลระหว่างการเก็บออมและการดื่มด่ำกับความสุข และยิ่งในยุคที่คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับทั้งความมั่นคงทางการเงิน และคุณภาพชีวิตไปพร้อม ๆ กันด้วยแล้ว แนวคิดการเก็บเงินแบบหักดิบจึงไม่ตอบโจทย์ชีวิตอีกต่อไป

แนวคิด “Soft Saving” จึงกลายมาเป็นเทรนด์การเงินที่ได้รับความสนใจอย่างมากในปี 2026 เพราะเป็นการแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับการออมเงินโดยไม่กดดันตัวเองจนเกินไป เน้นการสร้างความสมดุลระหว่างการใช้ชีวิตและการมีเงินเก็บ ทำให้สามารถวางแผนการเงินได้อย่างยั่งยืน โดยไม่ต้องตัดทุกความสุขออกจากชีวิต

 

ทำไม Soft Saving ถึงกลายเป็นเทรนด์ในปี 2026

ด้วยความคิดของผู้คนในสังคมที่ได้เปลี่ยนแปลงไป แนวคิดการออมเงินแบบ “Soft Saving” ที่สามารถตอบสนองต่อบริบทของโลกและผู้คนในสังคมได้อย่างตอบโจทย์ จึงได้รับความนิยมมากขึ้นและเริ่มกลายเป็นแนวคิดหลักทางการเงินของผู้คนมากมาย เพราะ Soft Saving ไม่ได้ให้ความสำคัญกับแค่เรื่องของการเก็บเงิน แต่ยังเปรียบเสมือนการสร้างวิธีบริหารจัดการเงินที่สามารถทำได้จริงอย่างต่อเนื่อง และช่วยลดความเครียดทางการเงินในระยะยาวได้

1. ค่าครองชีพสูงขึ้น ทำให้การออมแบบเดิมทำได้ยากขึ้นทุกปี

ราคาอาหาร ค่าเช่าที่พักอาศัย ค่าเดินทาง ตลอดจนค่าสาธารณูปโภคที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เงินเดือนที่เคยพอใช้กลับเริ่มรู้สึกติดขัด ซึ่งได้ส่งผลให้ไม่สามารถทำตามสูตรการออมพื้นฐานที่ 20 - 30% ของเงินเดือนได้ โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือนที่ทำงานในเมืองใหญ่ที่ค่าใช้จ่ายพื้นฐานก็กินสัดส่วนรายได้ไปมากอยู่แล้วเป็นทุนเดิม

2. คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต ไม่น้อยไปกว่าความมั่นคงในอนาคต

บรรดาคน Gen Y และ Gen Z ที่เติบโตมาในยุคที่เห็นว่าการทำงานหนักและการทุ่มเททุกอย่างเพื่ออนาคตไม่ได้รับประกันความสุขหรือความมั่งคั่งเสมอไป มนุษย์เงินเดือนหลายคนจึงเริ่มมองหาแนวทางที่ให้ทั้งความสุขในปัจจุบันและความมั่นคงในอนาคตไปพร้อม ๆ กัน ไม่ใช่การต้องเลือกหรือต้องสละอย่างใดอย่างหนึ่ง

3. ความเครียดทางการเงินกลายเป็นปัญหาสุขภาพ

เมื่อการออมเงินกลายเป็นตัวการก่อความเครียดให้กับตัวเอง ผู้คนจึงเริ่มตระหนักได้ว่าการมีเงินเก็บขณะที่ชีวิตเต็มไปด้วยความวิตกกังวลนั้นไม่ใช่ความสำเร็จที่แท้จริง และแนวคิด Soft Saving ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและการเงินที่ครอบคลุมทั้งมิติของตัวเลขและมิติของความสภาพร่างกายและจิตใจ จึงกลายเป็นแนวคิดที่ตอบโจทย์ชีวิตใครหลายคน

4. กระแสโซเชียลมีเดียช่วยให้แนวคิดการเงินรูปแบบใหม่ได้รับความนิยม

แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย อย่าง TikTok และ Instagram กลายเป็นแพลตฟอร์มที่คนหนุ่มสาวต่างใช้เป็นพื้นที่สำหรับแชร์ประสบการณ์จริงเกี่ยวกับการเงินส่วนบุคคล ทำให้แนวคิดการเงิน เช่น Soft Saving กลายเป็นที่สนใจและเข้าถึงผู้ใช้โซเชียลมีเดียคนได้กว้างขวางมากขึ้น ซึ่งสาเหตุหนึ่งก็เพราะเป็นแนวคิดที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริง ไม่ใช่ทฤษฎีในอุดมคติ

 

Soft Saving ต่างจากการออมเงินแบบเดิมอย่างไร?

แนวคิดการออมเงินแบบ Soft Saving มีความแตกต่างจากการออมเงินแบบเดิม ในหลาย ๆ ประการ ดังนี้

ออมแบบเดิม

Soft Saving

แนวคิดหลัก

ลดค่าใช้จ่ายเพื่อให้ประหยัดได้มากที่สุด

รักษาสมดุลระหว่างชีวิตและการเงิน

การใช้เงิน

ใช้ได้อย่างจำกัดและมีความเข้มงวด

ใช้ได้ยืดหยุ่น แต่ก็มีความเป็นระเบียบแบบแผน

ความรู้สึก

อาจก่อให้เกิดความเครียดและกดดันตัวเอง

ไม่กังวล เพราะเป็นแนวคิดที่ใกล้เคียงกับชีวิตจริง ทำให้สามารถทำต่อเนื่องได้

ความยั่งยืน

ทำได้ยากในระยะยาว

ออกแบบมาเพื่อระยะยาว

เมื่อทำพลาด

รู้สึกผิด พังทั้งแผนการออม

ปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ขณะนั้น

 

ทั้งนี้ ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดระหว่างการออมแบบเดิม และการออมแบบ Soft Saving ไม่ใช่เรื่องของตัวเลข แต่คือ “วิธีคิด” เพราะการออมแบบเดิมมองเงินที่ใช้ไปว่าเป็นความผิดพลาด ขณะที่การออมเงินแบบ Soft Saving มองว่าการใช้เงินอย่างมีสติในสิ่งที่มีความหมายคือส่วนหนึ่งของแผนการเงินที่ดี ไม่ใช่การทำลายแผน


5 วิธีออมเงินแบบ Soft Saving สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่ทำได้จริง

สำหรับ 5 วิธีออมเงินแบบ Soft Saving ฉบับมนุษย์เงินเดือนที่ทำได้จริง มีรายละเอียดเป็นดังนี้

1. ตั้งงบแบบยืดหยุ่น ไม่เคร่งจนเกินไป

แทนที่จะตั้งงบค่าใช้จ่ายแบบ “ห้ามเกิน” จำนวนนี้ อาจลองเปลี่ยนเป็น “ราคาที่ยอมรับได้” เช่น แทนที่จะบอกว่ากินข้าวนอกบ้านได้ไม่เกิน 2,000 บาท ให้เปลี่ยนวิธีคิดเป็นว่า 1,500 - 2,500 บาท คือช่วงราคาอาหารนอกบ้านที่ยอมรับได้ วิธีนี้ช่วยให้การใช้จ่ายในสัปดาห์ที่ยุ่งหรือมีธุระพิเศษ สามารถใช้จ่ายออกไปได้โดยไม่รู้สึกว่าทำแผนพังเพราะใช้จ่ายเกินงบ

2. แบ่งเงินเป็นสัดส่วน : ใช้ - เก็บ - สร้างความสุข

สูตรการแบ่งเงินพื้นฐานที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ง่าย ๆ และไม่ว่าใครก็สามารถได้ตามได้ทันทีก็คือ การแบ่งเงินเดือนออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ เงินสำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น เงินออมที่จะโอนเก็บทันทีก่อนใช้ และเงินสำหรับสร้างความสุขที่ใช้ได้โดยไม่รู้สึกผิด โดยสัดส่วนที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับรายได้และค่าใช้จ่ายของแต่ละคน ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนสัดส่วนได้เสมอตามสถานการณ์ทางการเงินของตนเอง แต่อย่างไรก็ดีการมีสัดส่วนเงินก้อนสำหรับสร้างความสุข คือสิ่งสำคัญที่ทำให้แผนการออมทั้งหมดสามารถดำเนินต่อได้ในระยะยาว

3. ให้รางวัลตัวเองอย่างสม่ำเสมอ

หนึ่งในสาเหตุที่แผนการออมแบบเดิม ๆ ล้มเหลวก็คือ การไม่มีจุดหยุดพัก ซึ่งจะต่างจากแนวคิด Soft Saving ที่สนับสนุนให้วางแผนให้รางวัลไว้ล่วงหน้าภายในงบประมาณที่กำหนด ไม่ว่าจะเป็นมื้ออาหารพิเศษเมื่อครบเดือน ทริปสั้น ๆ เมื่อออมได้ตามเป้าไตรมาส หรือแค่ไปคาเฟ่โปรดทุกสัปดาห์ เพราะการมีเป้าหมายให้ตั้งตารอ ช่วยให้สมองรู้สึกว่าการออมมีรางวัลในตัวเอง ไม่ใช่แค่การเสียสละเพื่ออนาคต

4. ใช้โปรโมชั่นและสิทธิประโยชน์ให้คุ้มค่า

ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นอยู่แล้วในทุก ๆ เดือน เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าเติมน้ำมัน หรือแม้แต่ค่าช้อปปิ้งของใช้ส่วนตัว สามารถประหยัดได้มากขึ้นโดยไม่ต้องลดความถี่หรือปริมาณลง เพียงแค่เลือกช่องทางชำระเงินที่ให้คะแนนสะสม สามารถใช้ส่วนลดร้านค้า รวมถึงมีโปรโมชั่น เพียงเท่านี้ก็เป็นการลดรายจ่ายสุทธิได้ในแบบที่ไม่รู้สึกว่า สิ่งจำเป็นใด ๆ ต้องถูกตัดทอนออก

และช่องทางการชำระเงินที่มีโปรโมชั่นและสิทธิประโยชน์สุดคุ้มค่าก็คือ บัตรเครดิต KTC ซึ่งสามารถรูดซื้อได้ทั้งหน้าร้านค้า ออนไลน์ และต่างประเทศ พร้อมรับ 1 คะแนน KTC FOREVER เมื่อมีการใช้จ่ายครบ 25 บาท สะสมคะแนนได้ไม่จำกัด และคะแนนไม่มีวันหมดอายุ

5. วางแผนรายจ่ายล่วงหน้า

ค่าใช้จ่ายที่ทำลายแผนการออมมากที่สุดมักไม่ใช่ค่าใช้จ่ายประจำ แต่คือค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้า ซึ่งอาจเป็นค่าซ่อมรถ ค่าอาหารในงานเลี้ยงวันเกิดเพื่อน หรือค่าเสื้อผ้าใหม่ตามฤดูกาล ทั้งที่จริงแล้วสิ่งเหล่านี้ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ได้ล่วงหน้า โดยการทำปฏิทินรายจ่ายรายเดือนและรายไตรมาส วิธีนี้จะช่วยให้ไม่มีค่าใช้จ่ายฉุกเฉินเกิดขึ้นโดยไม่ตั้งตัว และยังช่วยให้สามารถวางแผนได้ว่า เดือนไหนควรออมมากกว่าปกติ เพราะมีค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่รออยู่

Soft Saving เหมาะกับใครบ้าง?

Soft Saving ไม่ใช่แนวคิดที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ชีวิตคนรวยหรือคนที่มีรายได้สูง แต่ถูกออกแบบมาให้สอดรับกับวิถีชีวิตของคนที่มีรายได้ปกติและต้องการแนวคิดทางการเงินที่ทำได้ในชีวิตจริง

  • มนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้แน่นอน แต่ก็มีค่าใช้จ่ายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
  • คนที่เคยลองออมเงินแล้วไม่เคยสำเร็จ เพราะวิธีการออมแบบเดิม ๆ สร้างความกดดันและทำให้รู้สึกไม่มีความสุข
  • คนที่อยากใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ แต่ก็ไม่อยากมีหนี้ จึงต้องการแผนการเงินที่ให้ทั้งอิสรภาพและความมั่นคงในเวลาเดียวกัน
  • คนที่เคยประสบปัญหาเครียดเรื่องเงิน เพราะแนวคิด Soft Saving เริ่มต้นจากการลดความเครียดนั้นก่อน ไม่ใช่การเพิ่มแรงกดดัน

 

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Soft Saving ที่หลายคนยังไม่รู้

เมื่อมีคำว่า “Soft” หลายคนอาจจะตีความผิดว่า แนวคิดนี้ไม่ต่างจากการหาข้ออ้างให้ตัวเองใช้เงินเกินตัวหรือเลื่อนการออมออกไปเรื่อย ๆ แต่ความจริงไม่ใช่เช่นนั้น เนื่องจาก

  • Soft Saving ไม่ใช่ข้ออ้างให้ใช้เงินเกินตัว เพราะทุกการใช้จ่ายในแผน Soft Saving ยังคงอยู่ในกรอบงบประมาณที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ความแตกต่างคือกรอบนั้นถูกออกแบบมาให้มีความคล่องตัวมากขึ้น ไม่เคร่งครัด และไม่กดดัน
  • Soft Saving ไม่ใช่การไม่ออมเงิน แนวคิดยังคงให้ความสำคัญกับการสร้างเงินออมอย่างสม่ำเสมอ เพียงแต่เปลี่ยนจากการออมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เป็นการออมในจำนวนที่ทำได้จริงและทำซ้ำได้ทุกเดือน เพราะการออม 5,000 บาทต่อเดือนอย่างสม่ำเสมอเป็นเวลา 5 ปี ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการตั้งเป้าออม 15,000 บาทต่อเดือน แต่สุดท้ายกลับทำได้แค่ 3 เดือนและล้มเลิกไป
  • Soft Saving คือการออมแบบยั่งยืน ซึ่งหมายถึงแผนการออมที่คุณสร้างได้วันนี้และยังคงทำต่อได้เรื่อยไปในอีก 10 ปีข้างหน้า โดยไม่รู้สึกว่าชีวิตถูกจำกัด


ใช้เครื่องมือทางการเงินยังไงให้ Soft Saving ได้ผลดีขึ้น

หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้การออมแบบ Soft Saving ประสบความสำเร็จ หรือล้มเหลว คือการเลือกใช้เครื่องมือทางการเงินอย่างเหมาะสม เพราะเครื่องมือทางการเงินที่ตอบโจทย์จะช่วยลดอุปสรรคในการบริหารเงิน และทำให้แผนการเงินดำเนินไปได้อย่างราบรื่น

1. ใช้บัตรเครดิตช่วยบริหาร Cash Flow

บัตรเครดิตที่ใช้อย่างมีวินัยช่วยให้การบริหารกระแสเงินสด (Cash Flow) มีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยเฉพาะในเดือนที่มีค่าใช้จ่ายไม่สม่ำเสมอ การรวมรายจ่ายทั้งเดือนไว้ที่บัตรเครดิตสามารถช่วยให้เห็นภาพรวมการใช้จ่ายได้ชัดเจน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการปรับแผนการออมแบบ Soft Saving ในเดือนถัดไปให้แม่นยำและรอบคอบขึ้น แต่สิ่งสำคัญคือจะต้องชำระยอดบัตรเครดิตเต็มจำนวนและตรงเวลาอย่างสม่ำเสมอ

2. ใช้สิทธิประโยชน์ และรับคะแนนเพื่อนำไปแลกความคุ้มค่า

รายจ่ายที่เกิดขึ้นอยู่เป็นประจำทุกเดือน สามารถให้ผลตอบแทนกลับมาได้ หากเลือกช่องทางการชำระเงินที่เหมาะสม เช่น บัตรเครดิต KTC ที่จะได้รับคะแนน KTC FOREVER เมื่อมีการชำระค่าอาหาร ค่าเดินทาง และค่าช้อปปิ้งประจำวัน ครบทุก 25 บาท ซึ่งคะแนนเหล่านี้สามารถนำไปแลกรับส่วนลด เครดิตเงินคืน หรือสินค้าฟรีได้ตามโปรโมชั่น ถือเป็นอีกทางหนึ่งที่ช่วยให้รายจ่ายสุทธิลดลงได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่าย

3. วางแผนผ่อนโดยไม่ให้กระทบเงินก้อน

ค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่วางแผนไว้ล่วงหน้า เช่น อุปกรณ์ที่จำเป็น ค่าคอร์สเรียน หรือค่าเดินทางไกล การใช้โปรโมชั่นผ่อน 0% ที่ร่วมกับบัตรเครดิต และบัตรกดเงินสด จะช่วยรักษาสภาพคล่องของเงินออมไว้ได้โดยไม่ต้องนำเงินออมที่เก็บสะสมไว้ออกมาใช้ ซึ่งสอดคล้องกับหลักการของแนวคิด Soft Saving ที่ต้องการให้เงินออมเติบโตอย่างต่อเนื่องโดยไม่สะดุด

สำหรับผู้ที่มองหาบัตรกดเงินสดที่มีโปรโมชั่นผ่อน 0% เพื่อนำมาช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการใช้จ่าย “บัตรกดเงินสด KTC PROUD” คือตัวเลือกที่ตอบโจทย์อย่างยิ่ง เพราะนอกจากการได้รับวงเงินพร้อมใช้ที่อนุมัติภายใน 30 นาที (กรณีสมัครออนไลน์ด้วยตนเอง ในวัน จ. - ศ. เวลา 08.00 - 18.30 น. และวัน ส. เวลา 09.00 - 17.30 น. และใช้บริการเบิกถอนเงินก้อนแรก​) บัตรกดเงินสด KTC PROUD ยังสามารถช้อปสะดวกที่ร้านค้าและช้อปออนไลน์ได้ทั่วโลก และโอนเงินผ่านแอป KTC Mobile ได้ตลอด 24 ชม. รับเงินทันที รวมถึงกดเงินที่ตู้ ATM ทั่วไทย โดยไม่มีค่าธรรมเนียม และที่สำคัญคือสามารถใช้ผ่อนสินค้าและบริการ ด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0% นานสูงสุด 24 เดือน เฉพาะร้านค้าที่ร่วมรายการ ได้อีกด้วย

ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การใช้จ่ายและการช้อปสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ คุ้มค่ากว่าเคยกับโปรโมชั่นผ่อนสินค้าด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0% นานสูงสุด 24 เดือน สนใจสมัครบัตรกดเงินสด KTC PROUD ด้วยตนเองผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อเริ่มต้นใช้งานเครื่องมือการเงินที่สามารถรูด โอน กด และผ่อนสินค้าหรือบริการ และไม่มีค่าธรรมเนียมในการเบิกถอนเงินสดทุกช่องทาง 

หากเงินไม่พอ และมีความจำเป็นต้องใช้เงิน ควรทำอย่างไร?

เป็นความจริงที่ว่าไม่ใช่ทุกเดือนที่สถานการณ์การเงินจะราบรื่น บางช่วงเวลาก็อาจมีค่าใช้จ่ายฉุกเฉินที่ไม่ได้วางแผน หรือบางช่วงเวลาอาจประสบปัญหารายได้สะดุด และบางครั้งแผนที่วางไว้ดีแค่ไหนก็ยังไม่สามารถรับมือกับทุกสถานการณ์ทางการเงินได้ สิ่งสำคัญคือการบริหารจัดการกับวิกฤตการเงินนั้นอย่างมีสติ ซึ่งสามารถทำได้ดังนี้

  • วางแผนก่อนใช้เงินเสมอ โดยอาจลองตั้งคำถามว่าค่าใช้จ่ายนี้จำเป็นแค่ไหน และสามารถเลื่อนออกไปได้ไหม เพื่อให้ตัดสินใจได้ดีขึ้น
  • ใช้ตัวช่วยทางการเงินเมื่อจำเป็นอย่างมีแผน เช่น การใช้บัตรเครดิตเมื่อต้องการรับความคุ้มค่ากลับคืนจากการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน หรือการใช้บัตรกดเงินสด KTC PROUD ในยามต้องการเงินก้อนพร้อมใช้ สำหรับจัดการค่าใช้จ่ายฉุกเฉินที่รอไม่ได้

อย่างไรก็ดี การใช้ตัวช่วยทางการเงินทุกประเภทควรพิจารณาใช้จ่ายด้วยความรอบคอบ ว่าจะสามารถชำระคืนได้เต็มจำนวนตรงวันครบกำหนดชำระ และเลือกใช้เฉพาะในกรณีที่จำเป็นจริง ๆ

 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Soft Saving (FAQ)

Q : Soft Saving เหมาะกับคนที่มีรายได้น้อยไหม?

A : Soft Saving เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่มีรายได้น้อย เพราะเป็นแผนการออมที่ไม่ได้กำหนดว่า จะต้องออมเป็นจำนวนเท่าไหร่ แต่เน้นที่การออมในจำนวนที่ทำได้จริงอย่างสม่ำเสมอ สำหรับคนที่มีรายได้น้อย การออมแม้แค่ 5 - 10% ของรายได้อย่างสม่ำเสมอ สามารถมีคุณค่าได้มากกว่าการตั้งเป้าสูงแต่ทำไม่สำเร็จ

 

Q : Soft Saving ควรเริ่มจากตรงไหน?

A : ควรเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจรายรับและรายจ่ายจริงของตนเองก่อน จากนั้นจึงค่อยแบ่งเงินออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ เงินสำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น เงินเก็บออม และค่าใช้จ่ายสำหรับความสุข โดยให้กำหนดสัดส่วนที่รู้สึกว่าทำได้จริง แม้สุดท้ายสัดส่วนเงินออมจะเหลือน้อย แต่การเริ่มต้นออมอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่เนิ่น ๆ จะกลายเป็นการสร้างวินัยทางการเงิน ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในอนาคต  

 

Q : ถ้าเดือนไหนออมไม่ได้ตามเป้า ควรทำยังไง?

A : Soft Saving คือแนวคิดการออมที่มีความยืดหยุ่น นั่นหมายความว่าเดือนที่ออมได้น้อยกว่าเป้าจึงไม่ใช่ความล้มเหลว แต่สามารถมองให้เป็นประโยชน์ต่อการปรับแผนการเงินในเดือนถัด ๆ ไปได้ เพื่อให้สามารถรับมือได้ดีขึ้นกว่าเดิม

 

ในโลกการเงินที่ค่าครองชีพสูงขึ้นและความคาดหวังในชีวิตมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น การออมเงินแบบฝืนและอด จึงไม่ใช่สูตรสำเร็จที่ใช้ได้กับทุกคนอีกต่อไป และแนวคิดการออมแบบ Soft Saving ที่ไม่ต้องเลือกระหว่างความสุขวันนี้กับความมั่นคงในอนาคต แต่เป็นการหาสมดุลที่ทำให้ทั้งสองสิ่งอยู่ร่วมกันได้ คือทางเลือกที่ตอบโจทย์ชีวิตคนในยุคนี้มากที่สุด เริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ ด้วยการตั้งงบความสุขให้ตัวเองสักก้อน โอนเงินออมก่อนที่จะใช้จ่าย บอกตัวเองว่าการออมเงินกับการมีชีวิตที่ดีนั้นสามารถทำไปพร้อม ๆ กันได้ และรู้จักใช้เครื่องมือทางการเงินที่เหมาะสมกับตนเอง

สมัครบัตรเครดิต KTC หรือ บัตรกดเงินสด KTC PROUD ผ่านช่องทางออนไลน์ด้วยตนเองได้ง่าย ๆ เพื่อให้ทุกแผนการออมของคุณมีความคล่องตัวสูงสุด

 

บัตรเครดิต KTC และบัตรกดเงินสด KTC PROUD ตัวช่วยสำหรับผู้เริ่มต้นออมเงิน