ในยุคที่ค่าครองชีพสูงขึ้นทุกปี “การออมเงิน” กลายเป็นเรื่องสำคัญที่หลายคนรู้ว่าควรทำ แต่กลับทำได้ยากกว่าที่คิด โดยเฉพาะสำหรับมนุษย์เงินเดือนที่ต้องรับมือกับทั้งค่าใช้จ่ายจำเป็นรายเดือน ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ไปจนถึงรายจ่ายเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เข้ามาตลอดเวลา
มนุษย์เงินเดือนหลายคนเริ่มต้นออมเงินด้วยความตั้งใจเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งเป้าเก็บเงินรายเดือน งดซื้อของฟุ่มเฟือย หรือพยายามลดทุกค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น แต่เมื่อทำไปได้สักระยะหนึ่งกลับรู้สึกเหนื่อย และกดดันมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะการออมแบบเข้มงวดเกินไป ส่งผลทำให้ชีวิตขาดสมดุล ความสุขหดหาย จนสุดท้ายก็เลิกออม ซึ่งทางออกของปัญหานี้ก็คือการมองหาสมดุลระหว่างการเก็บออมและการดื่มด่ำกับความสุข และยิ่งในยุคที่คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับทั้งความมั่นคงทางการเงิน และคุณภาพชีวิตไปพร้อม ๆ กันด้วยแล้ว แนวคิดการเก็บเงินแบบหักดิบจึงไม่ตอบโจทย์ชีวิตอีกต่อไป
แนวคิด “Soft Saving” จึงกลายมาเป็นเทรนด์การเงินที่ได้รับความสนใจอย่างมากในปี 2026 เพราะเป็นการแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับการออมเงินโดยไม่กดดันตัวเองจนเกินไป เน้นการสร้างความสมดุลระหว่างการใช้ชีวิตและการมีเงินเก็บ ทำให้สามารถวางแผนการเงินได้อย่างยั่งยืน โดยไม่ต้องตัดทุกความสุขออกจากชีวิต
ทำไม Soft Saving ถึงกลายเป็นเทรนด์ในปี 2026
ด้วยความคิดของผู้คนในสังคมที่ได้เปลี่ยนแปลงไป แนวคิดการออมเงินแบบ “Soft Saving” ที่สามารถตอบสนองต่อบริบทของโลกและผู้คนในสังคมได้อย่างตอบโจทย์ จึงได้รับความนิยมมากขึ้นและเริ่มกลายเป็นแนวคิดหลักทางการเงินของผู้คนมากมาย เพราะ Soft Saving ไม่ได้ให้ความสำคัญกับแค่เรื่องของการเก็บเงิน แต่ยังเปรียบเสมือนการสร้างวิธีบริหารจัดการเงินที่สามารถทำได้จริงอย่างต่อเนื่อง และช่วยลดความเครียดทางการเงินในระยะยาวได้
1. ค่าครองชีพสูงขึ้น ทำให้การออมแบบเดิมทำได้ยากขึ้นทุกปี
ราคาอาหาร ค่าเช่าที่พักอาศัย ค่าเดินทาง ตลอดจนค่าสาธารณูปโภคที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เงินเดือนที่เคยพอใช้กลับเริ่มรู้สึกติดขัด ซึ่งได้ส่งผลให้ไม่สามารถทำตามสูตรการออมพื้นฐานที่ 20 - 30% ของเงินเดือนได้ โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือนที่ทำงานในเมืองใหญ่ที่ค่าใช้จ่ายพื้นฐานก็กินสัดส่วนรายได้ไปมากอยู่แล้วเป็นทุนเดิม
2. คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต ไม่น้อยไปกว่าความมั่นคงในอนาคต
บรรดาคน Gen Y และ Gen Z ที่เติบโตมาในยุคที่เห็นว่าการทำงานหนักและการทุ่มเททุกอย่างเพื่ออนาคตไม่ได้รับประกันความสุขหรือความมั่งคั่งเสมอไป มนุษย์เงินเดือนหลายคนจึงเริ่มมองหาแนวทางที่ให้ทั้งความสุขในปัจจุบันและความมั่นคงในอนาคตไปพร้อม ๆ กัน ไม่ใช่การต้องเลือกหรือต้องสละอย่างใดอย่างหนึ่ง
3. ความเครียดทางการเงินกลายเป็นปัญหาสุขภาพ
เมื่อการออมเงินกลายเป็นตัวการก่อความเครียดให้กับตัวเอง ผู้คนจึงเริ่มตระหนักได้ว่าการมีเงินเก็บขณะที่ชีวิตเต็มไปด้วยความวิตกกังวลนั้นไม่ใช่ความสำเร็จที่แท้จริง และแนวคิด Soft Saving ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและการเงินที่ครอบคลุมทั้งมิติของตัวเลขและมิติของความสภาพร่างกายและจิตใจ จึงกลายเป็นแนวคิดที่ตอบโจทย์ชีวิตใครหลายคน
4. กระแสโซเชียลมีเดียช่วยให้แนวคิดการเงินรูปแบบใหม่ได้รับความนิยม
แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย อย่าง TikTok และ Instagram กลายเป็นแพลตฟอร์มที่คนหนุ่มสาวต่างใช้เป็นพื้นที่สำหรับแชร์ประสบการณ์จริงเกี่ยวกับการเงินส่วนบุคคล ทำให้แนวคิดการเงิน เช่น Soft Saving กลายเป็นที่สนใจและเข้าถึงผู้ใช้โซเชียลมีเดียคนได้กว้างขวางมากขึ้น ซึ่งสาเหตุหนึ่งก็เพราะเป็นแนวคิดที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริง ไม่ใช่ทฤษฎีในอุดมคติ
Soft Saving ต่างจากการออมเงินแบบเดิมอย่างไร?
แนวคิดการออมเงินแบบ Soft Saving มีความแตกต่างจากการออมเงินแบบเดิม ในหลาย ๆ ประการ ดังนี้
ทั้งนี้ ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดระหว่างการออมแบบเดิม และการออมแบบ Soft Saving ไม่ใช่เรื่องของตัวเลข แต่คือ “วิธีคิด” เพราะการออมแบบเดิมมองเงินที่ใช้ไปว่าเป็นความผิดพลาด ขณะที่การออมเงินแบบ Soft Saving มองว่าการใช้เงินอย่างมีสติในสิ่งที่มีความหมายคือส่วนหนึ่งของแผนการเงินที่ดี ไม่ใช่การทำลายแผน
5 วิธีออมเงินแบบ Soft Saving สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่ทำได้จริง
สำหรับ 5 วิธีออมเงินแบบ Soft Saving ฉบับมนุษย์เงินเดือนที่ทำได้จริง มีรายละเอียดเป็นดังนี้
1. ตั้งงบแบบยืดหยุ่น ไม่เคร่งจนเกินไป
แทนที่จะตั้งงบค่าใช้จ่ายแบบ “ห้ามเกิน” จำนวนนี้ อาจลองเปลี่ยนเป็น “ราคาที่ยอมรับได้” เช่น แทนที่จะบอกว่ากินข้าวนอกบ้านได้ไม่เกิน 2,000 บาท ให้เปลี่ยนวิธีคิดเป็นว่า 1,500 - 2,500 บาท คือช่วงราคาอาหารนอกบ้านที่ยอมรับได้ วิธีนี้ช่วยให้การใช้จ่ายในสัปดาห์ที่ยุ่งหรือมีธุระพิเศษ สามารถใช้จ่ายออกไปได้โดยไม่รู้สึกว่าทำแผนพังเพราะใช้จ่ายเกินงบ
2. แบ่งเงินเป็นสัดส่วน : ใช้ - เก็บ - สร้างความสุข
สูตรการแบ่งเงินพื้นฐานที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ง่าย ๆ และไม่ว่าใครก็สามารถได้ตามได้ทันทีก็คือ การแบ่งเงินเดือนออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ เงินสำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น เงินออมที่จะโอนเก็บทันทีก่อนใช้ และเงินสำหรับสร้างความสุขที่ใช้ได้โดยไม่รู้สึกผิด โดยสัดส่วนที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับรายได้และค่าใช้จ่ายของแต่ละคน ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนสัดส่วนได้เสมอตามสถานการณ์ทางการเงินของตนเอง แต่อย่างไรก็ดีการมีสัดส่วนเงินก้อนสำหรับสร้างความสุข คือสิ่งสำคัญที่ทำให้แผนการออมทั้งหมดสามารถดำเนินต่อได้ในระยะยาว
3. ให้รางวัลตัวเองอย่างสม่ำเสมอ
หนึ่งในสาเหตุที่แผนการออมแบบเดิม ๆ ล้มเหลวก็คือ การไม่มีจุดหยุดพัก ซึ่งจะต่างจากแนวคิด Soft Saving ที่สนับสนุนให้วางแผนให้รางวัลไว้ล่วงหน้าภายในงบประมาณที่กำหนด ไม่ว่าจะเป็นมื้ออาหารพิเศษเมื่อครบเดือน ทริปสั้น ๆ เมื่อออมได้ตามเป้าไตรมาส หรือแค่ไปคาเฟ่โปรดทุกสัปดาห์ เพราะการมีเป้าหมายให้ตั้งตารอ ช่วยให้สมองรู้สึกว่าการออมมีรางวัลในตัวเอง ไม่ใช่แค่การเสียสละเพื่ออนาคต
4. ใช้โปรโมชั่นและสิทธิประโยชน์ให้คุ้มค่า
ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นอยู่แล้วในทุก ๆ เดือน เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าเติมน้ำมัน หรือแม้แต่ค่าช้อปปิ้งของใช้ส่วนตัว สามารถประหยัดได้มากขึ้นโดยไม่ต้องลดความถี่หรือปริมาณลง เพียงแค่เลือกช่องทางชำระเงินที่ให้คะแนนสะสม สามารถใช้ส่วนลดร้านค้า รวมถึงมีโปรโมชั่น เพียงเท่านี้ก็เป็นการลดรายจ่ายสุทธิได้ในแบบที่ไม่รู้สึกว่า สิ่งจำเป็นใด ๆ ต้องถูกตัดทอนออก
และช่องทางการชำระเงินที่มีโปรโมชั่นและสิทธิประโยชน์สุดคุ้มค่าก็คือ บัตรเครดิต KTC ซึ่งสามารถรูดซื้อได้ทั้งหน้าร้านค้า ออนไลน์ และต่างประเทศ พร้อมรับ 1 คะแนน KTC FOREVER เมื่อมีการใช้จ่ายครบ 25 บาท สะสมคะแนนได้ไม่จำกัด และคะแนนไม่มีวันหมดอายุ
5. วางแผนรายจ่ายล่วงหน้า
ค่าใช้จ่ายที่ทำลายแผนการออมมากที่สุดมักไม่ใช่ค่าใช้จ่ายประจำ แต่คือค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้า ซึ่งอาจเป็นค่าซ่อมรถ ค่าอาหารในงานเลี้ยงวันเกิดเพื่อน หรือค่าเสื้อผ้าใหม่ตามฤดูกาล ทั้งที่จริงแล้วสิ่งเหล่านี้ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ได้ล่วงหน้า โดยการทำปฏิทินรายจ่ายรายเดือนและรายไตรมาส วิธีนี้จะช่วยให้ไม่มีค่าใช้จ่ายฉุกเฉินเกิดขึ้นโดยไม่ตั้งตัว และยังช่วยให้สามารถวางแผนได้ว่า เดือนไหนควรออมมากกว่าปกติ เพราะมีค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่รออยู่
Soft Saving เหมาะกับใครบ้าง?
Soft Saving ไม่ใช่แนวคิดที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ชีวิตคนรวยหรือคนที่มีรายได้สูง แต่ถูกออกแบบมาให้สอดรับกับวิถีชีวิตของคนที่มีรายได้ปกติและต้องการแนวคิดทางการเงินที่ทำได้ในชีวิตจริง
- มนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้แน่นอน แต่ก็มีค่าใช้จ่ายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
- คนที่เคยลองออมเงินแล้วไม่เคยสำเร็จ เพราะวิธีการออมแบบเดิม ๆ สร้างความกดดันและทำให้รู้สึกไม่มีความสุข
- คนที่อยากใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ แต่ก็ไม่อยากมีหนี้ จึงต้องการแผนการเงินที่ให้ทั้งอิสรภาพและความมั่นคงในเวลาเดียวกัน
- คนที่เคยประสบปัญหาเครียดเรื่องเงิน เพราะแนวคิด Soft Saving เริ่มต้นจากการลดความเครียดนั้นก่อน ไม่ใช่การเพิ่มแรงกดดัน
ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Soft Saving ที่หลายคนยังไม่รู้
เมื่อมีคำว่า “Soft” หลายคนอาจจะตีความผิดว่า แนวคิดนี้ไม่ต่างจากการหาข้ออ้างให้ตัวเองใช้เงินเกินตัวหรือเลื่อนการออมออกไปเรื่อย ๆ แต่ความจริงไม่ใช่เช่นนั้น เนื่องจาก
- Soft Saving ไม่ใช่ข้ออ้างให้ใช้เงินเกินตัว เพราะทุกการใช้จ่ายในแผน Soft Saving ยังคงอยู่ในกรอบงบประมาณที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ความแตกต่างคือกรอบนั้นถูกออกแบบมาให้มีความคล่องตัวมากขึ้น ไม่เคร่งครัด และไม่กดดัน
- Soft Saving ไม่ใช่การไม่ออมเงิน แนวคิดยังคงให้ความสำคัญกับการสร้างเงินออมอย่างสม่ำเสมอ เพียงแต่เปลี่ยนจากการออมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เป็นการออมในจำนวนที่ทำได้จริงและทำซ้ำได้ทุกเดือน เพราะการออม 5,000 บาทต่อเดือนอย่างสม่ำเสมอเป็นเวลา 5 ปี ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการตั้งเป้าออม 15,000 บาทต่อเดือน แต่สุดท้ายกลับทำได้แค่ 3 เดือนและล้มเลิกไป
- Soft Saving คือการออมแบบยั่งยืน ซึ่งหมายถึงแผนการออมที่คุณสร้างได้วันนี้และยังคงทำต่อได้เรื่อยไปในอีก 10 ปีข้างหน้า โดยไม่รู้สึกว่าชีวิตถูกจำกัด
ใช้เครื่องมือทางการเงินยังไงให้ Soft Saving ได้ผลดีขึ้น
หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้การออมแบบ Soft Saving ประสบความสำเร็จ หรือล้มเหลว คือการเลือกใช้เครื่องมือทางการเงินอย่างเหมาะสม เพราะเครื่องมือทางการเงินที่ตอบโจทย์จะช่วยลดอุปสรรคในการบริหารเงิน และทำให้แผนการเงินดำเนินไปได้อย่างราบรื่น
1. ใช้บัตรเครดิตช่วยบริหาร Cash Flow
บัตรเครดิตที่ใช้อย่างมีวินัยช่วยให้การบริหารกระแสเงินสด (Cash Flow) มีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยเฉพาะในเดือนที่มีค่าใช้จ่ายไม่สม่ำเสมอ การรวมรายจ่ายทั้งเดือนไว้ที่บัตรเครดิตสามารถช่วยให้เห็นภาพรวมการใช้จ่ายได้ชัดเจน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการปรับแผนการออมแบบ Soft Saving ในเดือนถัดไปให้แม่นยำและรอบคอบขึ้น แต่สิ่งสำคัญคือจะต้องชำระยอดบัตรเครดิตเต็มจำนวนและตรงเวลาอย่างสม่ำเสมอ
2. ใช้สิทธิประโยชน์ และรับคะแนนเพื่อนำไปแลกความคุ้มค่า
รายจ่ายที่เกิดขึ้นอยู่เป็นประจำทุกเดือน สามารถให้ผลตอบแทนกลับมาได้ หากเลือกช่องทางการชำระเงินที่เหมาะสม เช่น บัตรเครดิต KTC ที่จะได้รับคะแนน KTC FOREVER เมื่อมีการชำระค่าอาหาร ค่าเดินทาง และค่าช้อปปิ้งประจำวัน ครบทุก 25 บาท ซึ่งคะแนนเหล่านี้สามารถนำไปแลกรับส่วนลด เครดิตเงินคืน หรือสินค้าฟรีได้ตามโปรโมชั่น ถือเป็นอีกทางหนึ่งที่ช่วยให้รายจ่ายสุทธิลดลงได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่าย
3. วางแผนผ่อนโดยไม่ให้กระทบเงินก้อน
ค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่วางแผนไว้ล่วงหน้า เช่น อุปกรณ์ที่จำเป็น ค่าคอร์สเรียน หรือค่าเดินทางไกล การใช้โปรโมชั่นผ่อน 0% ที่ร่วมกับบัตรเครดิต และบัตรกดเงินสด จะช่วยรักษาสภาพคล่องของเงินออมไว้ได้โดยไม่ต้องนำเงินออมที่เก็บสะสมไว้ออกมาใช้ ซึ่งสอดคล้องกับหลักการของแนวคิด Soft Saving ที่ต้องการให้เงินออมเติบโตอย่างต่อเนื่องโดยไม่สะดุด
สำหรับผู้ที่มองหาบัตรกดเงินสดที่มีโปรโมชั่นผ่อน 0% เพื่อนำมาช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการใช้จ่าย “บัตรกดเงินสด KTC PROUD” คือตัวเลือกที่ตอบโจทย์อย่างยิ่ง เพราะนอกจากการได้รับวงเงินพร้อมใช้ที่อนุมัติภายใน 30 นาที (กรณีสมัครออนไลน์ด้วยตนเอง ในวัน จ. - ศ. เวลา 08.00 - 18.30 น. และวัน ส. เวลา 09.00 - 17.30 น. และใช้บริการเบิกถอนเงินก้อนแรก) บัตรกดเงินสด KTC PROUD ยังสามารถช้อปสะดวกที่ร้านค้าและช้อปออนไลน์ได้ทั่วโลก และโอนเงินผ่านแอป KTC Mobile ได้ตลอด 24 ชม. รับเงินทันที รวมถึงกดเงินที่ตู้ ATM ทั่วไทย โดยไม่มีค่าธรรมเนียม และที่สำคัญคือสามารถใช้ผ่อนสินค้าและบริการ ด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0% นานสูงสุด 24 เดือน เฉพาะร้านค้าที่ร่วมรายการ ได้อีกด้วย
ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การใช้จ่ายและการช้อปสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ คุ้มค่ากว่าเคยกับโปรโมชั่นผ่อนสินค้าด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0% นานสูงสุด 24 เดือน สนใจสมัครบัตรกดเงินสด KTC PROUD ด้วยตนเองผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อเริ่มต้นใช้งานเครื่องมือการเงินที่สามารถรูด โอน กด และผ่อนสินค้าหรือบริการ และไม่มีค่าธรรมเนียมในการเบิกถอนเงินสดทุกช่องทาง
หากเงินไม่พอ และมีความจำเป็นต้องใช้เงิน ควรทำอย่างไร?
เป็นความจริงที่ว่าไม่ใช่ทุกเดือนที่สถานการณ์การเงินจะราบรื่น บางช่วงเวลาก็อาจมีค่าใช้จ่ายฉุกเฉินที่ไม่ได้วางแผน หรือบางช่วงเวลาอาจประสบปัญหารายได้สะดุด และบางครั้งแผนที่วางไว้ดีแค่ไหนก็ยังไม่สามารถรับมือกับทุกสถานการณ์ทางการเงินได้ สิ่งสำคัญคือการบริหารจัดการกับวิกฤตการเงินนั้นอย่างมีสติ ซึ่งสามารถทำได้ดังนี้
- วางแผนก่อนใช้เงินเสมอ โดยอาจลองตั้งคำถามว่าค่าใช้จ่ายนี้จำเป็นแค่ไหน และสามารถเลื่อนออกไปได้ไหม เพื่อให้ตัดสินใจได้ดีขึ้น
- ใช้ตัวช่วยทางการเงินเมื่อจำเป็นอย่างมีแผน เช่น การใช้บัตรเครดิตเมื่อต้องการรับความคุ้มค่ากลับคืนจากการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน หรือการใช้บัตรกดเงินสด KTC PROUD ในยามต้องการเงินก้อนพร้อมใช้ สำหรับจัดการค่าใช้จ่ายฉุกเฉินที่รอไม่ได้
อย่างไรก็ดี การใช้ตัวช่วยทางการเงินทุกประเภทควรพิจารณาใช้จ่ายด้วยความรอบคอบ ว่าจะสามารถชำระคืนได้เต็มจำนวนตรงวันครบกำหนดชำระ และเลือกใช้เฉพาะในกรณีที่จำเป็นจริง ๆ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Soft Saving (FAQ)
Q : Soft Saving เหมาะกับคนที่มีรายได้น้อยไหม?
A : Soft Saving เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่มีรายได้น้อย เพราะเป็นแผนการออมที่ไม่ได้กำหนดว่า จะต้องออมเป็นจำนวนเท่าไหร่ แต่เน้นที่การออมในจำนวนที่ทำได้จริงอย่างสม่ำเสมอ สำหรับคนที่มีรายได้น้อย การออมแม้แค่ 5 - 10% ของรายได้อย่างสม่ำเสมอ สามารถมีคุณค่าได้มากกว่าการตั้งเป้าสูงแต่ทำไม่สำเร็จ
Q : Soft Saving ควรเริ่มจากตรงไหน?
A : ควรเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจรายรับและรายจ่ายจริงของตนเองก่อน จากนั้นจึงค่อยแบ่งเงินออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ เงินสำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น เงินเก็บออม และค่าใช้จ่ายสำหรับความสุข โดยให้กำหนดสัดส่วนที่รู้สึกว่าทำได้จริง แม้สุดท้ายสัดส่วนเงินออมจะเหลือน้อย แต่การเริ่มต้นออมอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่เนิ่น ๆ จะกลายเป็นการสร้างวินัยทางการเงิน ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในอนาคต
Q : ถ้าเดือนไหนออมไม่ได้ตามเป้า ควรทำยังไง?
A : Soft Saving คือแนวคิดการออมที่มีความยืดหยุ่น นั่นหมายความว่าเดือนที่ออมได้น้อยกว่าเป้าจึงไม่ใช่ความล้มเหลว แต่สามารถมองให้เป็นประโยชน์ต่อการปรับแผนการเงินในเดือนถัด ๆ ไปได้ เพื่อให้สามารถรับมือได้ดีขึ้นกว่าเดิม
ในโลกการเงินที่ค่าครองชีพสูงขึ้นและความคาดหวังในชีวิตมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น การออมเงินแบบฝืนและอด จึงไม่ใช่สูตรสำเร็จที่ใช้ได้กับทุกคนอีกต่อไป และแนวคิดการออมแบบ Soft Saving ที่ไม่ต้องเลือกระหว่างความสุขวันนี้กับความมั่นคงในอนาคต แต่เป็นการหาสมดุลที่ทำให้ทั้งสองสิ่งอยู่ร่วมกันได้ คือทางเลือกที่ตอบโจทย์ชีวิตคนในยุคนี้มากที่สุด เริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ ด้วยการตั้งงบความสุขให้ตัวเองสักก้อน โอนเงินออมก่อนที่จะใช้จ่าย บอกตัวเองว่าการออมเงินกับการมีชีวิตที่ดีนั้นสามารถทำไปพร้อม ๆ กันได้ และรู้จักใช้เครื่องมือทางการเงินที่เหมาะสมกับตนเอง
สมัครบัตรเครดิต KTC หรือ บัตรกดเงินสด KTC PROUD ผ่านช่องทางออนไลน์ด้วยตนเองได้ง่าย ๆ เพื่อให้ทุกแผนการออมของคุณมีความคล่องตัวสูงสุด
บัตรเครดิต KTC และบัตรกดเงินสด KTC PROUD ตัวช่วยสำหรับผู้เริ่มต้นออมเงิน



