หลายคนอาจคิดว่าบัตรเครดิตมีไว้แค่รูดจ่ายเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ที่จริงแล้วบัตรเครดิตในปัจจุบันนี้กลายเป็นเครื่องมือจัดการการเงินที่ช่วยให้ทุกการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันมีมูลค่ามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการสะสมคะแนนแลกสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ การรับเครดิตเงินคืน ส่วนลดร้านอาหารและช้อปปิ้ง ไปจนถึงประกันการเดินทาง แต่ทั้งนี้บัตรเครดิตแต่ละใบก็มีจุดเด่นแตกต่างกันออกไป และนั่นเองคือสาเหตุที่หลายคนลังเลว่าจะเลือกใบไหนดี บทความนี้จึงรวบรวมบัตรเครดิต KTC ไว้ให้เปรียบเทียบ ครอบคลุมทั้งเรื่องรายได้ขั้นต่ำ สิทธิประโยชน์ และพฤติกรรมการใช้จ่าย เพื่อให้คุณตัดสินใจได้ตรงจุดที่สุด
บัตรเครดิต KTC มีกี่แบบ?
บัตรเครดิต KTC แบ่งตามเครือข่ายการชำระเงิน (Card Brands) ได้ทั้งหมด 4 แบบ ได้แก่ บัตรเครดิตค่าย Visa, Mastercard, JCB และ UnionPay โดยมีหลายประเภทให้เลือกตามรูปแบบการใช้จ่าย รายได้และไลฟ์สไตล์ของผู้สมัคร
บัตรเครดิต KTC แบ่งเป็นประเภทไหนบ้าง?
- บัตรเครดิต KTC ทั่วไป – สำหรับใช้จ่ายทั่วไป ครอบคลุมช้อป กิน เที่ยว มีทั้งบัตรระดับ PLATINUM ครบทั้ง 4 แบรนด์ Visa, Mastercard, JCB และ UnionPay สำหรับผู้ที่เงินเดือนเริ่มต้น 15,000 และบัตรสำหรับผู้ที่มีเงินเดือนเริ่นต้น 50,000 บาทขึ้นไป อย่างเช่น KTC VISA Signature, KTC WORLD REWARDS MASTERCARD, KTC JCB ULTIMATE, KTC UNIONPAY DIAMOND เป็นต้น
- บัตรเครดิต KTC Digital – บัตรเครดิตรูปแบบใหม่ ไร้หมายเลขและแถบแม่เหล็กที่เน้นการใช้งานออนไลน์และความปลอดภัย มีทั้ง Visa และ Mastercard
- บัตรเครดิต KTC Co-brand – สิทธิประโยชน์เฉพาะแบรนด์ เช่น Agoda, Bangkok Airways, Bangchak ฯลฯ
บัตรเครดิต KTC ดีไหม? มีจุดเด่นอะไรบ้าง
บัตรเครดิต KTC มีจุดแข็งหลักคือความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาให้ตรงกับไลฟ์สไตล์การใช้จ่ายที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นสายช้อป สายเที่ยว หรือสายสะสมแต้ม
- มีบัตร Visa, Mastercard, JCB และ UnionPay ให้เลือก
- มีบัตรหลายประเภทให้เลือกตามรูปแบบการใช้จ่าย เช่น บัตรท่องเที่ยว, บัตรเติมน้ำมัน, บัตรสะสมคะแนนไว, บัตร lounge เป็นต้น
- บัตรหลายรุ่นไม่มีค่าธรรมเนียมแรกเข้าและรายปี
- มีระบบสะสมคะแนน KTC FOREVER จากทุกการใช้จ่ายผ่านบัตร 25 บาท = 1 คะแนน ซึ่งคะแนนไม่มีวันหมดอายุ
- มีโปรโมชั่นหลากหลาย ไม่ว่าจะช้อปปิ้ง ร้านอาหาร ท่องเที่ยว และบริการต่าง ๆ
- มีแอป KTC Mobile ที่ช่วยจัดการบัตรง่าย ๆ เช่น เช็คคะแนน, จ่ายบิล และยังแลกรับคูปองส่วนลดและโอนคะแนนสะสมไปยังพันธมิตรต่างๆ
วิธีเลือกบัตรเครดิตให้ “เหมาะกับตัวเอง” มากที่สุด
จุดเริ่มต้นที่ดีคือการสังเกตตัวเองว่าแต่ละเดือนใช้จ่ายหนักไปทางไหน ช้อปปิ้งออนไลน์ กินข้าวนอกบ้าน เดินทางบ่อย หรือไม่มีรูปแบบตายตัว แต่เน้นความคุ้มค่า สะสมคะแนนทจากนั้นค่อยดูว่าบัตรเครดิตแบบใดให้สิทธิ์ตรงหมวดนั้นมากที่สุด เช่น ถ้าใช้จ่ายกับแอปฟู้ดเดลิเวอรีและแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นหลัก การได้คะแนนสะสมหรือเครดิตเงินคืนจากหมวดเหล่านั้นย่อมคุ้มกว่าบัตรที่ให้สิทธิ์เข้าเลาจน์สนามบินแต่แทบไม่ได้เดินทาง หรือถ้าใครเดินทางบ่อย ก็เลือกบัตรเครดิตสำหรับไว้ใช้จ่ายที่ต่างประเทศ มีสิทธิประโยชน์เฉพาะนักเดินทาง เช่น บริการ ห้องรับรองสนามบิน (Airport Lounge), ประกันภัยการเดินทาง, บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน และ โปรโมชั่นจากร้านค้าและโรงแรมทั่วโลก
แต่นอกจากไลฟ์สไตล์แล้ว ควรดูเรื่องรายได้ขั้นต่ำที่บัตรกำหนด วงเงินที่ได้รับ และค่าธรรมเนียมรายปีเทียบกับสิทธิ์ที่จะได้ใช้จริง บางครั้งบัตรที่มีสิทธิ์น้อยกว่าแต่ไม่มีค่าธรรมเนียมอาจให้ความคุ้มค่ากว่าในระยะยาว
บัตรเครดิตตัวไหนดี ? แนะนำบัตรเครดิตตามไลฟ์สไตล์
บัตรเครดิตที่เหมาะกับคนเพิ่งเริ่มทำงานได้ไม่นานหรือคนที่อยากมีบัตรเครดิตใบแรก เพราะไม่มีค่าธรรมเนียมแรกเข้าและรายปีตลอดชีพ สะสมคะแนนได้ง่าย ๆ เพราะทุก 25 บาท ที่ใช้จ่ายผ่านบัตรฯ รับ 1 คะแนน KTC FOREVER เพื่อแลกสินค้า / บริการ ณ ร้านค้าที่ร่วมรายการ และคะแนนไม่มีวันหมดอายุ แลกได้หลากหลาย
- รายได้รวมขั้นต่ำ 15,000 บาท/เดือน
บัตรเครดิต KTC DIGITAL PLATINUM MASTERCARD
บัตรเครดิตรูปแบบใหม่ ป้องกันการโจรกรรม ด้วยบัตรใสไร้แถบแม่เหล็ก แต่ยังคงใช้จ่ายได้สะดวกสบาย ปลอดภัยกว่าเดิม ไม่ว่าด้วยการแตะจ่าย หรือชำระผ่านเครื่องรูดบัตร (EDC) ทุกการใช้จ่ายรับคะแนน KTC FOREVER และรับคะแนน x2 เมื่อใช้จ่ายเป็นสกุลเงินต่างประเทศ (ยกเว้น 31 ประเทศในเขตเศรษฐกิจยุโรป และสาธารณรัฐประชาชนจีน) ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 69 - 31 ธ.ค. 69 นอกจากนี้ยังควบคุมการใช้งานง่าย ผ่านแอป KTC Mobile ไม่มีค่าธรรมเนียมแรกเข้าและรายปีตลอดชีพ
- รายได้รวมขั้นต่ำ 15,000 บาท/เดือน
บัตรเครดิตสำหรับสายเที่ยวที่สมัครง่าย แถมยังสามารถรับคะแนน KTC FOREVER x2 แบบไม่จำกัดยอดรับคะแนนสูงสุด สำหรับทุกยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรฯ ที่ประเทศญี่ปุ่น (ยกเว้นยอดการใช้จ่ายที่เป็นสกุลเงินไทย) ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 69 – 31 ธ.ค. 69 นอกจากนี้ยังมีสิทธิ์ใช้ Airport Lounge บริการห้องรับรองในสนามบินญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน เกาหลี สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม เยอรมนี สหราชอาณาจักร และฮาวาย และ JCB Plaza Lounge บริการห้องรับรอง ผ่าน JCB Plaza ทั่วโลก เมื่อเดินทางไปต่างประเทศ (ยกเว้นการใช้บริการห้องรับรอง JCB Plaza Lounge Bangkok) มาพร้อมกับประกันอุบัติเหตุการเดินทางทั้งในประเทศและต่างประเทศ และประกันกระเป๋าเดินทางสูญหาย หรือเสียหายจากการเดินทางอีกด้วย
- รายได้รวมขั้นต่ำ 15,000 บาท/เดือน
บัตรเครดิต KTC UNIONPAY PLATINUM
KTC UNIONPAY PLATINUM ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนชอบกิน เที่ยว ช้อปปิ้ง ไม่มีค่าธรรมเนียมรายปี รับส่วนลด และสิทธิพิเศษจากร้านค้า ร้านอาหาร โรงแรม ท่องเที่ยว ระดับพรีเมี่ยมทั้งใน และต่างประเทศ นอกจากนี้ยังมี U Plan e-Coupon ส่วนลดและสิทธิพิเศษต่างๆ ผ่าน U Plan Platform จากร้านค้าชั้นนำที่ร่วมรายการในประเทศไทย และต่างประเทศ ผ่าน UnionPay International WeChat Official Account และหน้าร้านค้าที่เข้าร่วมรายการ เหมาะมากกับคนชอบความคุ้มค่า เพราะ ทุกการใช้จ่ายผ่านบัตรฯที่ฮ่องกง มาเก๊า และไต้หวันเป็นสกุลเงินท้องถิ่น HKD/MOP/TWD จะได้รับคะแนน KTC FOREVER x2 ตั้งแต่ 1 ม.ค. 69 – 31 ธ.ค. 69
- รายได้รวมขั้นต่ำ15,000 บาท/เดือน
ตารางเปรียบเทียบบัตรเครดิต KTC เลือกอย่างไรให้เหมาะกับตัวเอง
บัตรเครดิต KTC อนุมัติยากไหม?
การอนุมัติบัตรเครดิต KTC ง่ายหรือยากนั้น ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของผู้สมัครแต่ละคนเป็นหลัก สิ่งที่บอกได้ชัดเจนกว่าคือ เกณฑ์ขั้นต่ำที่ต้องผ่านก่อน และปัจจัยประกอบที่ KTC ใช้พิจารณาร่วมด้วย ซึ่งผู้สมัครควรตรวจสอบคุณสมบัติของตัวเองให้ตรงกับประเภทบัตรที่เลือกก่อนยื่นสมัคร เพื่อเพิ่มโอกาสได้รับอนุมัติ
อะไรมีผลต่อการอนุมัติบัตรเครดิต KTC?
KTC ไม่ได้พิจารณาจากตัวเลขเงินเดือนเพียงอย่างเดียว แต่ยังดูปัจจัยประกอบอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น
- รายได้สุทธิที่ได้รับจริงในแต่ละเดือน ไม่ใช่แค่รายได้รวมตามเกณฑ์ขั้นต่ำ
- ภาระหนี้สินที่มีอยู่ ซึ่งกระทบต่อรายได้สุทธิหลังหักหนี้
- ประวัติการชำระหนี้ในเครดิตบูโร
- ระยะเวลาการทำงานและความมั่นคงของอาชีพ
- ความครบถ้วนของเอกสารประกอบการสมัคร
- คุณสมบัติพื้นฐานตามที่ระบุ เช่น อายุ 20-80 ปีสำหรับบัตรหลัก
สมัครบัตรเครดิต KTC ต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง
เอกสารสำหรับผู้มีรายได้ประจำ (พนักงานประจำ)
เอกสารยืนยันตัวตน
- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
เอกสารแสดงรายได้
- หนังสือรับรองเงินเดือน หรือสลิปเงินเดือนล่าสุด (ฉบับจริง) หรือหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย 50 ทวิ
- สำเนาบัญชีธนาคารย้อนหลัง 6 เดือน พร้อมหน้าสมุดบัญชีที่ระบุชื่อ-นามสกุล และเลขที่บัญชี
เอกสารสำหรับเจ้าของกิจการ/อาชีพอิสระ
เอกสารยืนยันตัวตน
- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
เอกสารแสดงรายได้
- สำเนาบัญชีธนาคารในนามส่วนตัวผู้สมัคร ย้อนหลัง 6 เดือน พร้อมหน้าสมุดบัญชีที่ระบุ ชื่อ-นามสกุล และเลขที่บัญชี หรือ สำเนาบัญชีธนาคารในนามนิติบุคคล ย้อนหลัง 6 เดือน พร้อมหน้าสมุดบัญชีที่ระบุ ชื่อกิจการ และเลขที่บัญชี สำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (ผู้สมัครต้องถือหุ้นตั้งแต่ 50% ขึ้นไป)
- สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัท พร้อมหน้าสุดท้ายที่ระบุวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจ หรือทะเบียนการค้า (ถ้ามี)
เอกสารสำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระ
เอกสารยืนยันตัวตน
- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
เอกสารแสดงรายได้
- สำเนาบัญชีธนาคารในนามส่วนตัวผู้สมัคร ย้อนหลัง 6 เดือน พร้อมหน้าสมุดบัญชีที่ระบุ ชื่อ-นามสกุล และเลขที่บัญชี
- หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย 50 ทวิ
เอกสารสำหรับผู้มีเงินออม
เอกสารยืนยันตัวตน
- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
เอกสารแสดงรายการเงินออม
- สำเนาบัญชีที่มีเงินฝาก/เงินลงทุนย้อนหลัง 6 เดือน พร้อมหน้าสมุดบัญชีที่ระบุ ชื่อ-นามสกุล และเลขที่บัญชี อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือรวมกัน ได้แก่
- สำเนาเงินฝากประจําในธนาคาร ที่มียอดคงเหลือตลอดระยะเวลา 6 เดือน ไม่น้อยกว่า 500,000 บาท หรือ
- สำเนาเงินฝากประจําในสหกรณ์ออมทรัพย์ ที่มียอดคงเหลือตลอดระยะเวลา 6 เดือน ไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท หรือ
- สำเนาเงินฝากออมทรัพย์ หรือเงินฝากประจํา หรือสลากออมสิน หรือสลาก ธ.ก.ส. หรือพันธบัตรรัฐบาล* หรือหุ้นกู้** หรือกองทุนรวม อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือรวมกันแล้ว มียอดคงเหลือตลอดระยะเวลา 6 เดือน ไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท หรือ
- สำเนาเงินลงทุนในกองทุนส่วนบุคคล ย้อนหลังเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน ไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท
เอกสารสำหรับผู้มีสัญญาโอนสิทธิ
เอกสารยืนยันตัวตน
- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
เอกสารประกอบการสมัคร
- สัญญาโอนสิทธิเรียกร้องในบัญชีเงินฝากตั้งแต่ 20,000 บาท สูงสุด 1,000,000 บาท (เงื่อนไขเป็นไปตามที่กำหนด ขึ้นอยู่กับประเภทบัตรเครดิตที่สมัคร และต้องทำสัญญาที่ธนาคารกรุงไทยเท่านั้น)
บัตรเครดิต KTC เหมาะกับใครบ้าง
- คนอยากมีบัตรเครดิตใบแรก บัตรเครดิต KTC ออกแบบบัตรเครดิตมาให้เป็นมิตรกับผู้เริ่มต้นโดยเฉพาะ เงื่อนไขการสมัครไม่ได้สูงเกินสำหรับเงินต้น มีบัตรหลายประเภทให้เลือกตามระดับรายได้
- คนทำงานประจำและฟรีแลนซ์ สำหรับฟรีแลนซ์ ที่รายได้อาจไม่คงที่เป็นเดือน KTC ก็ยังมีทางเลือก เพราะพิจารณาจากรายได้เฉลี่ยต่อปี ไม่ใช่แค่สลิปเงินเดือน ทำให้คนทำอาชีพอิสระมีโอกาสได้รับการอนุมัติได้เช่นกัน ขอเพียงมีเอกสารแสดงรายได้ที่ชัดเจน เช่น Statement บัญชีย้อนหลัง หรือหลักฐานการรับเงิน
- คนที่อยากได้บัตรดูแลง่าย ใช้งานได้หลากหลาย หนึ่งในจุดแข็งของ KTC คือความหลากหลายของสิทธิประโยชน์ที่ครอบคลุมชีวิตประจำวัน ทั้งช้อปปิ้ง ทานอาหาร เติมน้ำมัน จ่ายค่าสาธารณูปโภค และช้อปออนไลน์ ไม่ต้องมีหลายใบเพื่อให้ครบ แค่ใบเดียวก็ใช้ได้ในแทบทุกสถานการณ์
(FAQ) คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับบัตรเครดิต KTC
Q: รายได้น้อย สมัครบัตรเครดิต KTC ได้ไหม?
ได้ เพราะบัตรเครดิต KTC เริ่มต้นกำหนดรายได้ขั้นต่ำเพียง 15,000 บาทต่อเดือน ซึ่งถือว่าเข้าถึงได้สำหรับคนเพิ่งเริ่มทำงาน อย่างไรก็ตาม วงเงินที่ได้รับจะขึ้นอยู่กับระดับรายได้และประวัติทางการเงินของแต่ละคน ยิ่งมีประวัติเครดิตที่ดี โอกาสได้วงเงินสูงขึ้นก็มีมากขึ้นตามไปด้วย
Q: บัตรเครดิต KTC มีหลายใบได้หรือไม่?
ได้ เนื่องจาก KTC ไม่ได้กำหนดจำนวนบัตรที่ถือไว้ตายตัว แต่หากถือบัตรที่อยู่ในเครือข่ายแบรนด์เดียวกันหลายใบ จะมีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม ดังนั้นหากต้องการลดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ แนะนำให้เลือกบัตรที่อยู่คนละเครือข่าย เช่น บัตรเครดิต KTC VISA PLATINUM คู่กับบัตรเครดิต KTC JCB PLATINUM แต่ทั้งนี้บัตรเครดิต KTC จะพิจารณาวงเงินรวมทุกใบไม่ให้เกินเพดานตามเกณฑ์รายได้ ดังนั้นถ้าสมัคร 2 ใบพร้อมกัน ทุกใบจะใช้วงเงินร่วมกัน ไม่ได้ถูกแบ่งสัดส่วน
Q: สมัครบัตรเครดิตอะไรง่ายที่สุด?
ไม่มีบัตรใดรับประกันว่าอนุมัติง่ายที่สุด แต่บัตรเครดิต KTC ที่ใช้เกณฑ์รายได้ขั้นต่ำ 15,000 บาท/เดือนจะมีคุณสมบัติเบื้องต้นที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า ส่วนผลอนุมัติจริงยังขึ้นกับภาระหนี้และประวัติเครดิตบูโรของแต่ละคน
Q: บัตรเครดิต KTC ระดับ Platinum ทำอะไรได้บ้าง?
บัตรเครดิต KTC ระดับ Platinum เป็นบัตรพื้นฐานที่ครอบคลุมทั้งกิน เที่ยว ช้อป และยังเต็มไปด้วยสิทธิประโยชน์มากมาย อาทิ ไม่มีค่าธรรมเนียมแรกเข้าและรายปีตลอดชีพ, สะสมคะแนน KTC FOREVER ทุก 25 บาทต่อ 1 คะแนนแบบไม่มีวันหมดอายุ, ผ่อนชำระสินค้าและบริการด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0% ตามโปรโมชั่น เฉพาะร้านค้าที่ร่วมรายการ, เบิกถอนเงินสดด้วยบัตรเครดิตได้เต็มวงเงินคงเหลือในขณะนั้น หรือสูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท/วัน ผ่านเครื่อง ATM และสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท/วัน ผ่านแอป KTC Mobile, ประกันอุบัติเหตุการเดินทางทั้งในและต่างประเทศ และประกันกระเป๋าเดินทางสูญเสีย หรือเสียหายจากการเดินทาง เงื่อนไขเป็นไปตามกำหนด
Q: บัตรเครดิต KTC VISA PLATINUM กับ KTC PLATINUM MASTERCARD ต่างกันอย่างไร?
สิทธิประโยชน์หลักของ KTC เหมือนกันทั้งสองเครือข่าย ต่างกันที่สิทธิพิเศษและโปรโมชั่นต่าง ๆ อย่างบัตรเครดิต KTC VISA PLATINUM ก็จะได้รับส่วนลดที่ห้องอาหารโรงแรมชั้นนำทั่วไทย พร้อมสิทธิพิเศษช้อปออนไลน์ และสั่งอาหารเดลิเวอรี่ตลอดปี ส่วนบัตรเครดิต KTC PLATINUM MASTERCARD ก็จะมี สิทธิพิเศษที่ร้านอาหารหรูทั่วไทยตลอดปี พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษทั่วโลกกับ Mastercard Priceless Special
Q: บัตรเครดิต KTC UNIONPAY PLATINUM กับ KTC UNIONPAY DIAMOND ต่างกันอย่างไร?
ต่างกันหลักที่เกณฑ์รายได้และระดับสิทธิประโยชน์ โดยบัตรเครดิต KTC UNIONPAY PLATINUM ใช้รายได้ขั้นต่ำ 15,000 บาท/เดือน เหมาะกับสายกิน เที่ยว ช้อปปิ้ง ส่วน KTC UNIONPAY DIAMOND ต้องมีรายได้ตั้งแต่ 50,000 บาท/เดือนขึ้นไป แลกกับสิทธิประโยชน์และส่วนลดระดับพรีเมียมที่สูงกว่า อย่างสิทธิ์การใช้บริการห้องรับรองพิเศษ MIRACLE LOUNGE 2 ครั้ง/ปี เงื่อนไขตามกำหนด ตั้งแต่ 1 ม.ค. 69 - 31 ธ.ค. 69 (เฉพาะสมาชิกบัตรหลัก) และประกันอุบัติเหตุการเดินทางทั้งในและต่างประเทศ 20,000,000 บาท ซึ่งมากกว่าบัตรเครดิต KTC UNIONPAY PLATINUM ที่มีประกันอุบัติเหตุการเดินทางทั้งในและต่างประเทศ 8,000,000 บาท
บัตรเครดิตเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ดีมาก หากใช้อย่างมีวินัย มันช่วยให้คุณได้รับสิทธิประโยชน์และบริหารกระแสเงินสดได้ดีขึ้น แต่ถ้าขาดการวางแผน มันก็กลายเป็นภาระได้เร็วเช่นกัน ใครยังไม่มีบัตรเครดิต KTC สามารถสมัครบัตรเครดิต KTC ผ่านช่องทางออนไลน์ด้วยตัวง่าย ๆ ขั้นตอนการสมัครยังง่ายและสะดวกสุดๆ ไม่ต้องเดินทางให้วุ่นวาย สามารถกดสมัครได้ทุกที่ทุกเวลา ตลอด 24 ชั่วโมง บัตรเครดิต KTC ตอบโจทย์ทุกความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นสายกิน สายช้อป หรือสายเที่ยว เพียงมีบัตรเครดิต KTC ติดกระเป๋าไว้ นอกจากความสะดวกสบายแล้วยังได้ดีลปังๆ ตลอดทั้งปี
ใช้จ่าย คุ้มค่า นึกถึงบัตรเครดิต KTC





