ใครที่เคยทำประกันชีวิตไว้ให้ตนเองหรือคนที่รักก็คงจะรู้ดีว่า กว่าจะตัดสินใจซื้อประกันได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งต้องคิดหนักเรื่องความคุ้มค่า เปรียบเทียบแผนประกันหลากหลายรูปแบบ หลากหลายผู้ให้บริการ และวางแผนการเงินเพื่อจัดสรรให้เพียงพอต่อค่าเบี้ยประกัน เนื่องจากสภาพคล่องทางการเงินของชีวิตคนเรานั้นไม่ได้ราบรื่นตลอดเวลา บางช่วงอาจขาดรายได้ ค่าใช้จ่ายพุ่งสูง หรือบางเดือนอาจมีเหตุฉุกเฉินที่ไม่ได้วางแผนไว้ ทำให้เบี้ยประกันชีวิตที่เคยบริหารจัดการได้ลงตัว กลับกลายเป็นภาระที่แบกต่อไปได้ยากขึ้นทุกเดือน และหากคุณเป็นหนึ่งในคนที่กำลังประสบปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงิน รายจ่ายฉุกเฉินที่ควบคุมไม่ได้เข้ามากระทบค่าใช้จ่ายที่จัดสรรไว้แล้ว จนเกิดความคิดอยากจะเลิกส่งเบี้ยประกัน KTC มี 5 ทางออกสำหรับปัญหานี้มาแบ่งปัน
ส่งประกันต่อไม่ไหว ควรทำอย่างไรเป็นอันดับแรก?
หากคุณเริ่มส่งเบี้ยประกันชีวิตต่อไปไม่ไหว สิ่งที่ไม่ควรทำอย่างมากคือการยกเลิกกรมธรรม์ หรือเวนคืนกรรมธรรม์ เพราะจะทำให้คุณเสียสิทธิประโยชน์และสิ้นสุดความคุ้มครองทันที ซึ่งทางออกที่ดีที่สุดในสถานการณ์นี้ คือ การตรวจสอบ “มูลค่าเงินสด” ในกรมธรรม์ของคุณก่อน จากนั้นจึงค่อยพิจารณาใช้สิทธิที่มีอยู่แล้วในกรมธรรม์ เช่น การเปลี่ยนเป็นกรมธรรม์ใช้เงินสำเร็จ การขยายเวลาคุ้มครอง หรือการกู้อัตโนมัติเพื่อชำระเบี้ยประกัน
นอกจากนี้การใช้เครื่องมือทางการเงิน อย่าง “บัตรเครดิต” เพื่อแบ่งชำระค่าเบี้ยประกันเป็นรายเดือน ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ในเงื่อนไขของบัตรเครดิต 0% ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีในการช่วยบริหารกระแสเงินสดให้คล่องตัวมากขึ้น
ดังนั้นแล้ว สิ่งที่ควรทำเป็นอันดับแรกหลังพิจารณาแล้วว่า ไม่สามารถชำระเบี้ยประกันชีวิตต่อไปได้ คือ การโทรหาบริษัทประกันหรือตัวแทนประกันของคุณเพื่อสอบถามรายละเอียดมูลค่าเงินสดในกรมธรรม์ ณ ปัจจุบัน ซึ่ง ตัวเลขเหล่านั้นจะช่วยกำหนดทิศทางทางเลือกของคุณ
5 ทางออกช่วยรักษาสิทธิความคุ้มครองในประกันชีวิต เมื่อขาดสภาพคล่อง
สำหรับทางออกเพื่อช่วยรักษาสิทธิความคุ้มครองในประกันชีวิต ยามผู้ส่งเบี้ยประกันขาดสภาพคล่องทางการเงิน หรือไม่สามารถส่งเบี้ยประกันต่อไปได้ มีดังนี้
1. การเปลี่ยนเป็นกรมธรรม์ใช้เงินสำเร็จ (Reduced Paid-up)
“การเปลี่ยนเป็นกรมธรรม์ใช้เงินสำเร็จ” เป็นทางเลือกที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ตัดสินใจได้แล้วว่า จะไม่จ่ายเบี้ยประกันต่อ แต่ขณะเดียวกันก็ยังต้องการความคุ้มครองจนครบอายุสัญญาที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ โดยบริษัทประกันจะนำมูลค่าเงินสดที่สะสมอยู่ในกรมธรรม์มาคำนวณเป็นทุนประกันใหม่ที่ต่ำกว่าเดิม และให้ความคุ้มครองต่อเนื่องไปจนครบสัญญาโดยที่คุณไม่ต้องจ่ายเบี้ยประกันเพิ่มแต่อย่างใด
ทางออกนี้จะช่วยให้คุณหมดภาระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเบี้ยประกันในเดือนต่อ ๆ ไป แต่แน่นอนว่าทุนประกันก็จะต้องลดลงตามสัดส่วนของมูลค่าเงินสดที่มีอยู่ นับเป็นทางออกที่ดีที่สุดของผู้ที่ต้องการรักษาความต่อเนื่องของการคุ้มครองในประกันชีวิต
2. การขยายเวลาความคุ้มครอง (Extended Term)
“การขยายเวลาความคุ้มครอง” คือการที่บริษัทประกันจะนำมูลค่าเงินสดในกรมธรรม์ไปซื้อความคุ้มครองในจำนวนทุนเท่าเดิม แต่ลดระยะเวลาคุ้มครองให้สั้นลงตามมูลค่าเงินสดที่มีอยู่ ซึ่งถือเป็นทางเลือกที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่มีภาระค้ำประกันหนี้ หรือต้องการหลักประกันให้ครอบครัวในช่วงที่ลูกยังเล็กและพึ่งพาตนเองยังไม่ได้ เพราะแม้ความคุ้มครองจะครอบคลุมไม่ถึงวันเกษียณ แต่ก็ยังคงได้ทุนประกันเต็มจำนวนที่อาจเป็นประโยชน์ในอนาคต
3. การกู้อัตโนมัติเพื่อชำระเบี้ยประกัน (Automatic Premium Loan : APL)
“การกู้อัตโนมัติเพื่อชำระเบี้ยประกัน” คือทางเลือกที่เป็นตัวช่วยสำหรับคนที่ขาดสภาพคล่องทางการเงินชั่วคราว และมั่นใจว่าจะสามารถกลับมาจ่ายค่าเบี้ยประกันได้ตามปกติในอีกไม่กี่เดือน โดยบริษัทประกันจะกู้เงินจากมูลค่าเงินสดในกรมธรรม์ของคุณเองมาจ่ายเบี้ยแทน โดยไม่ต้องทำเรื่องขออนุมัติหรือยื่นเอกสารใด ๆ ให้ยุ่งยาก ซึ่งนั่นก็เท่ากับว่าความคุ้มครองจะยังคงครอบคลุมจนสิ้นสุดระยะเวลาในกรมธรรม์เช่นเดิม อย่างไรก็ดี การกู้อัตโนมัติเพื่อชำระเบี้ยประกันจะสงวนไว้เฉพาะกรณีที่มีการชำระเงินค่าเบี้ยประกันภัยต่อเนื่องเป็นเวลา 2 ปีขึ้นไป
4. การลดทุนประกัน (Sum Assured Reduction)
“การลดทุนประกัน” เพื่อให้ค่าเบี้ยประกันถูกลงจนถึงในอัตราที่จ่ายไหวต่อเดือน เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยให้ผู้ที่ขาดสภาพคล่องทางการเงิน ที่ไม่ต้องการเวนคืนกรมธรรม์ ยังคงสามารถรักษาสิทธิในประกันชีวิตไว้ได้อยู่ ซึ่งหากทุนประกันเดิมอยู่ที่ 1,000,000 บาท และเบี้ยประกันรายปีอยู่ที่ 30,000 บาท การปรับลดทุนประกันลงให้เหลือเพียง 500,000 บาท อาจทำให้เบี้ยลดลงเหลือประมาณ 15,000 บาทต่อปี ทำให้สามารถบริหารจัดการได้ง่ายมากขึ้น โดยที่ไม่ต้องปล่อยให้กรมธรรม์ขาดอายุและต้องเสียสิทธิประโยชน์ทั้งหมดไป
5. บริหารค่าใช้จ่ายด้วยบัตรเครดิต KTC
การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายด้วยบัตรเครดิต KTC รวมถึงค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการซื้อประกันชีวิต เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สามารถช่วยให้ผู้กำลังขาดสภาพคล่องทางการเงิน แต่ก็ไม่ต้องการขาดส่งเบี้ยประกันชีวิตจนต้องเสียสิทธิประโยชน์ความคุ้มครองไป โดยอาจเป็นในรูปแบบของการใช้โปรโมชั่นผ่อนเบี้ยประกันปีต่ออายุ ที่บัตรเครดิต KTC ทำร่วมกับบริษัทประกันภัย
และสำหรับผู้ที่กำลังมองหาตัวช่วยทางการเงินในยามส่งเบี้ยประกันชีวิตต่อไม่ไหว สามารถศึกษารายละเอียดและเงื่อนไขการสมัครบัตรเครดิต KTC ที่มีโปรโมชั่นร่วมกับบริษัทประกันภัยมากมาย ได้ที่เว็บไซต์ KTC และยื่นสมัครออนไลน์ได้ทุกที่ทุกเวลา เพื่อให้บัตรเครดิตเป็นอีกหนึ่งทางออกสำหรับปัญหาทางการเงินของคุณ
ทางเลือกไหนที่เหมาะกับคุณที่สุด?
FAQ : คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสิทธิกรมธรรม์ เมื่อส่งเบี้ยประกันต่อไม่ไหว
Q : เวนคืนประกันชีวิต คุ้มไหม?
A : โดยส่วนใหญ่จะไม่คุ้ม โดยเฉพาะหากทำในช่วง 1-5 ปีแรก เพราะมูลค่าเงินสดที่ได้คืนมักจะน้อยกว่าเบี้ยรวมที่จ่ายไปทั้งหมดมาก และที่สำคัญกว่านั้นคือคุณจะเสียความคุ้มครองทันที หากขาดสภาพคล่องจนส่งเบี้ยประกันต่อไม่ไหว ควรพิจารณาเปลี่ยนเป็นกรมธรรม์ใช้เงินสำเร็จจะดีที่สุด
Q : ขาดส่งเบี้ยประกันกี่วันถึงจะโดนยกเลิก?
A : กรมธรรม์ส่วนใหญ่มีระยะเวลาผ่อนผัน (Grace Period) 31 วันนับจากวันครบกำหนดชำระ หากเกินระยะนี้และกรมธรรม์มีมูลค่าเงินสดสะสมเพียงพอ ระบบจะเริ่มใช้สิทธิกู้ชำระอัตโนมัติ (APL) เพื่อรักษาความคุ้มครองไว้ให้โดยอัตโนมัติ
การทำประกันชีวิตเปรียบเสมือนการลงทุนระยะยาวที่อาศัยความต่อเนื่อง การเวนคืนกรมธรรม์จะทำให้สูญเสียทั้งเงินค่าเบี้ยประกันที่จ่ายไป และความคุ้มครองที่ตั้งใจวางรากฐานไว้ให้ตัวเองและครอบครัว หากคุณกำลังประสบปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงิน อันดับแรกควรลองเช็กสิทธิในกรมธรรม์ของคุณก่อนว่ามีมูลค่าเงินสดเท่าไหร่ เพื่อพิจารณาว่าทางเลือกไหนที่เหมาะกับสถานการณ์ของคุณมากที่สุด หรือหากต้องการตัวช่วยบริหารจัดการยอดชำระค่าเบี้ยประกันให้เบาลง บัตรเครดิต KTC พร้อมช่วยเปลี่ยนเบี้ยประกันก้อนใหญ่เป็นยอดผ่อนชำระ 0% ที่จัดการได้ง่ายกว่า เพื่อให้ความคุ้มครองของคุณยังคงอยู่ครบจนสิ้นสุดสัญญา สนใจ สมัครบัตรเครดิต KTC ไม่มีค่าธรรมเนียมแรกเข้า พร้อมรับความคุ้มค่าในทุกการใช้จ่ายกับคะแนน KTC FOREVER ที่สะสมได้ไม่จำกัดและไม่มีวันหมดอายุ
ใช้จ่าย คุ้มค่า นึกถึงบัตรเครดิต KTC



