ทุกๆ ต้นปี หลายคนคงเริ่มเตรียมตัวยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดากันแล้ว สำหรับใครที่ต้องยื่นภาษีเป็นครั้งแรก สิ่งที่สงสัยคงไม่พ้นคำถามที่ว่า เงินเดือนเท่าไหร่เสียภาษี? และควรวางแผนจัดการเรื่องลดหย่อนภาษีอย่างไรดี ก่อนที่จะตอบคำถามเหล่านี้ เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่าฐานภาษีคืออะไร เพื่อช่วยให้เข้าใจเรื่องภาษีมากขึ้นกัน


ฐานภาษี คืออะไร?

ฐานภาษี หมายถึง เงินได้สุทธิต่อปีที่ใช้ในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยรายได้ของแต่ละบุคคลนั้นแตกต่างกันออกไป บางคนอาจมีรายได้จากเงินเดือนอย่างเดียว บางคนอาจมีรายได้จากหลากหลายช่องทาง ซึ่งจำนวนเงินได้สุทธิจะได้มาหลังจากหักค่าใช้จ่ายของรายได้ และค่าลดหย่อนภาษีต่างๆ เรียบร้อยแล้ว




รายได้ 150,000 บาทต่อปีขึ้นไป จะต้องเสียภาษี


เงินเดือนเท่าไหร่เสียภาษี 2568

หลังจากที่ทราบฐานภาษี หรือเงินได้สุทธิของตัวเองแล้ว ก็จะสามารถคำนวณภาษีที่ต้องจ่ายในแต่ละปีได้ หากคุณมีเงินได้สุทธิตั้งแต่ 150,000 บาทต่อปีขึ้นไป ก็จำเป็นจะต้องเสียภาษีตามที่กำหนด และเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เราขอยกตัวอย่างการคำนวณภาษีจากสมมติฐาน


ตัวอย่าง

  • หากมีรายได้ต่ำกว่า 26,000 บาทต่อเดือน จะได้รับการยกเว้นภาษี เนื่องจากมีเงินได้สุทธิต่ำกว่า 150,000 บาทต่อปี
  • หากมีรายได้ 26,000 - 35,000 บาทต่อเดือน จะมีเงินได้สุทธิมากกว่า 150,000 บาท แต่ไม่ถึง 300,000 บาทต่อปี จะต้องเสียภาษีในอัตรา 5% เป็นเงินโดยประมาณ 100 - 5,500 บาท

รายได้ต่อเดือน
(บาท)

รายได้รวมทั้งปี
(บาท)

เงินได้สุทธิ
(บาท)

อัตราภาษี

เสียภาษีสูงสุด
(บาท)

15,000

180,000

30,000

ยกเว้น

0

20,000

240,000

80,000

ยกเว้น

0

26,000

312,000

152,000

5%

100

30,000

360,000

200,000

5%

2,500

40,000

480,000

320,000

10%

9,500

50,000

600,000

440,000

10%

21,500

80,000

960,000

800,000

20%

75,000

100,000

1,200,000

1,040,000

25%

125,000

500,000

6,000,000

5,840,000

35%

1,559,000

คำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา


วางแผนลดหย่อนภาษีอย่างไรดี?

การลดหย่อนภาษี มีบทบาทสำคัญในการวางแผนการเงินให้รัดกุม มีความเป็นระบบมากยิ่งขึ้น หากมีการวางแผนภาษีที่เร็ว ก็จะทำให้เราได้ภาษีเงินคืนและประหยัดเงินในกระเป๋าไปได้มากเลยทีเดียว โดยคุณสามารถพิจารณาตัวเลือกเพื่อนำไปลดหย่อนภาษีได้ ดังนี้


ค่าลดหย่อนส่วนตัวและครอบครัว

  • สามารถลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 60,000 บาท โดยต้องเป็นการลดหย่อนภาษีที่เกิดจากตนเองและครอบครัว เช่น ค่าลดหย่อนบุตร ค่าฝากครรภ์และทำคลอด


ค่าลดหย่อนภาษีกลุ่มประกันและการลงทุน

  • ประกันชีวิตและประกันสะสมทรัพย์ สามารถลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท โดยจะต้องเป็นกรมธรรม์ที่มีความคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป
  • ประกันสุขภาพ ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 25,000 บาท และเมื่อรวมกับประกันชีวิตและประกันแบบสะสมทรัพย์ ต้องไม่เกิน 100,000 บาท
  • SSF (Super Saving Funds) สามารถนำมาลดหย่อนได้ 30% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี ตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท
  • RMF (Retirement Mutual Fund) สามารถนำมาลดหย่อนได้ 30% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี ตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท


ค่าลดหย่อนภาษีกลุ่มเงินบริจาค

  • เงินบริจาคทั่วไป ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังจากหักค่าลดหย่อนภาษี
  • เงินบริจาคเพื่อการศึกษา การกีฬา การพัฒนาสังคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ และบริจาคเพื่อสถานพยาบาลของรัฐ สามารถนำมาลดหย่อนได้ 2 เท่าของเงินบริจาคจริง สูงสุดไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังจากหักค่าลดหย่อนภาษี


ค่าลดหย่อนภาษีกลุ่มกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ

ภาครัฐจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาทุกปี เพื่อสนับสนุนให้เกิดการใช้จ่าย

ดังนั้น หากถามว่าเงินเดือนเท่าไหร่เสียภาษี ? คงได้รับคำตอบอย่างชัดเจนแล้ว แต่อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ การวางแผนการลดหย่อนภาษีอย่างชาญฉลาด ซึ่งจะสามารถช่วยให้คุณประหยัดเงินภาษีและก้าวสู่เป้าหมายทางการเงินที่ตั้งไว้ได้

การมีบัตรเครดิตที่ใช่ ก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยให้คุณวางแผนการเงินได้ง่ายยิ่งขึ้นเช่นกัน สนใจสมัครบัตรเครดิต KTCและ สมัครบัตรกดเงินสด KTC PROUDนอกจากจะมอบสิทธิประโยชน์มากมายในการใช้จ่ายแล้ว ยังมีโปรโมชั่นและแคมเปญที่ช่วยให้คุณประหยัดภาษีได้มากขึ้นด้วย ดังนั้นหากใครยังไม่มีบัตรเครดิต KTC สามารถสมัครออนไลน์ได้เลยตอนนี้


ใช้จ่าย คุ้มค่า นึกถึงบัตรเครดิต KTC