อยากเช็คสิทธิประกันสังคม ม.33 ม.39 และ ม.40 ต้องทำอย่างไร ใครที่เป็นพนักงานประจำ อาชีพอิสระ หรือแรงงานนอกระบบ จะต้องรู้จักประกันสังคมกันเป็นอย่างดี เพราะเป็นกฎหมายที่ออกมาบังคับลูกจ้างทุกคนต้องโดนหักเงินส่วนหนึ่งไปออมเก็บไว้ เพื่อใช้เป็นหลักประกันของชีวิตในยามฉุกเฉินในยามเกษียณ แต่หลายคนก็อาจจะสงสัยว่าเงินที่หักออกไปอยู่ทุกเดือนจะเช็คได้ไหม จะต้องไปเช็คสิทธิประกันสังคมที่ไหน วันนี้เราบอกวิธีตรวจสอบสิทธิประกันสังคมแบบง่าย ๆ ให้เข้าใจกัน


ก่อนเช็คสิทธิประกันสังคมต้องรู้ ม.33 ม.39 และ ม.40 ต่างกันอย่างไร

ก่อนจะไปทำการเช็คสิทธิ เรามาทำความเข้าใจถึงข้อแตกต่างของผู้ประกันตน ม.33 ม.39 และ ม.40 กันดีกว่า

  • มาตรา 33 (ภาคบังคับ) : เป็นประกันสังคมสำหรับพนักงานเอกชนทั่วไป จะได้รับความคุ้มครองในกรณี เจ็บป่วย ตาย ว่างงาน คลอดบุตร สงเคราะห์บุตร ชราภาพ และทุพพลภาพ
  • มาตรา 39 (ภาคสมัครใจ) : เป็นประกันสังคมสำหรับคนที่ออกจากงานประจำ แต่ยังอยากส่งต่อเอง จะได้รับความคุ้มครองในกรณีเจ็บป่วย ตาย คลอดบุตร สงเคราะห์บุตร ชราภาพ ทุพพลภาพ
  • มาตรา 40 (ภาคสมัครใจ) : เป็นประกันสังคมสำหรับแรงงานนอกระบบ หรืออาชีพอิสระ ที่เลือกความคุ้มครองได้ตามจำนวนเงินสมทบ เช่น ส่งสมทบ 70 บาท จะได้รับการคุม้ครองในกรณีประสบอันตราย หรือเจ็บป่วย ทุพพลภาพ และตาย ส่วนกรณีส่งสมทบ 100 บาท จะได้รับความคุ้มครองเพิ่มจากแบบแรกตรงที่มีการคุ้มครองชราภาพเพิ่มด้วย และแบบสุดท้ายคือการส่งสมทบ 300 บาท จะได้รับความคุ้มครองในเรื่องชราภาพ และสงเคราะห์บุตรเพิ่มเติมจากสองแบบแรก


วิธีเช็คสิทธิประกันสังคม ม.33 ม.39 และ ม.40




ในส่วนของขั้นตอนในการเช็คสิทธิประกันสังคมนั้นแบ่งออกเป็น 2 ช่องทาง คือ ตรวจสอบสิทธิประกันสังคมผ่านเว็บไซต์ประกันสังคม และอีกหนึ่งช่องทางที่สามารถตรวจสอบสิทธิประกันสังคมได้ ก็คือ เช็คผ่านแอปพลิเคชัน SSO Connect ซึ่งมีวิธีในการเข้าตรวจสอบ ดังนี้


เช็คสิทธิประกันสังคมผ่านเว็บประกันสังคม

ในขั้นตอนการเช็คสิทธิประกันสังคมผ่านเว็บไซต์ ให้เข้าไปที่ https://www.sso.go.th หลังจากนั้นให้ทำตามขั้นตอนด้านล่างนี้

  • กดเลือกเข้าสู่ระบบผู้ประกันตน พร้อมกรอกรหัสเข้าใช้งาน (เลขบัตรประชาชน 13 หลัก และรหัสผ่านที่เคยสมัครไว้) หลังจากนั้นให้คลิกเข้าสู่ระบบ
  • เมื่อเข้าสู่ระบบแล้ว ระบบจะแสดงผลในส่วนของข้อมูลส่วนตัวของผู้ประกันตน ว่าเป็นผู้ประกันตนมาตราอะไร และมีการส่งเงินสมทบไปแล้วเท่าไหร่ และในส่วนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง


เช็คสิทธิประกันสังคมผ่านแอป SSO Connect

ในส่วนของการเช็คสิทธิประกันสังคมผ่านแอปพลิเคชัน SSO Connect ให้ทำการดาวน์โหลดแอปพลิเคชันมาก่อน จากนั้นให้ทำตามขั้นตอนด้านล่างนี้

  • เปิดแอปพลิเคชัน SSO Connect ขึ้นมา พร้อมกรอกรหัสเข้าใช้งาน (เลขบัตรประชาชน 13 หลัก และรหัสผ่านที่เคยสมัครไว้) หลังจากนั้นให้กดเข้าสู่ระบบ
  • เมื่อเข้าสู่ระบบแล้ว แอปพลิเคชันจะแสดงผลในส่วนของข้อมูลส่วนตัวเหมือนกับการใช้งานบนเว็บไซต์ทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นมาตราของผู้ประกันตน เงินที่เคยส่งสมทบ สิทธิประกันสังคมที่ใช้ได้ และอื่น ๆ


รวม 7 สิทธิประกันสังคมม.33 และม.39 ที่ผู้ประกันตนใช้ได้




หากใครที่เป็นพนักงานประจำ หรือเป็นอดีตพนักงานประจำไปแล้ว ไม่เคยรู้เลยว่าตัวเองมีสิทธิประกันสังคมอะไรบ้างที่ใช้ได้ เราจะมาอธิบายถึงข้อดีในการทำประกันสังคมที่หลายคนอาจยังไม่รู้กัน ว่ามีอะไรบ้างที่ช่วยเราได้เมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิดในชีวิตเกิดขึ้น


1. กรณีเจ็บป่วย

ในกรณีเจ็บป่วย หรือประสบอันตราย ผู้ประกันตนสามารถใช้สิทธิ์การรักษาในโรงพยาบาลที่เลือกไว้ ตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุดการรักษาโดยไม่ต้องเงินส่วนตัว และไม่ต้องสำรองจ่ายล่วงหน้าใด ๆ รวมไปถึงการรักษาโรคร้ายแรงอย่างมะเร็ง ความดันโลหิตสูง เบาหวาน เส้นเลือดในสมองแตก และอื่นๆ อีกทั้งยังช่วยชดเชยรายได้ให้ในขณะเจ็บป่วยด้วยเช่นกัน แต่ต้องเป็นผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบไม่น้อยกว่า 3 เดือน ภายใน 15 เดือนก่อนเจ็บป่วย


2. กรณีทุพพลภาพ

ในกรณีทุพพลภาพจนสูญเสียอวัยวะ หรือไม่สามารถใช้ร่างกายในการประกอบอาชีพได้ดังเดิม ประกันสังคมจะช่วยเหลือในส่วนนี้ด้วยเช่นกัน แต่ต้องเป็นผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบไม่น้อยกว่า 3 เดือน ภายใน 15 เดือนก่อนทุพพลภาพ โดยมีจะให้ความช่วยเหลือ ดังนี้

  • กรณีทุพพลภาพรุนแรง : จะได้รับเงินช่วยเหลือในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างเป็นรายเดือนตลอดชีวิต
  • กรณีทุพพลภาพไม่รุนแรง : จะได้รับเงินช่วยเหลือในการฟื้นฟูร่างกายจากความทุพพลภาพ ที่ไม่เกิน 40,000 บาทต่อราย รวมไปถึงค่าอวัยวะเทียม อุปกรณ์ และค่าพาหนะรับส่งผู้ป่วยทุพพลภาพ 500 บาทต่อเดือน


3. กรณีเสียชีวิต

ในกรณีเสียชีวิต จะต้องเป็นผู้ประกันตนที่จ่ายเงินสมทบมาแล้ว 1 เดือน ภายใน 6 เดือนก่อนถึงแก่ชีวิต โดยจะได้รับเงินช่วยเหลือ ดังนี้

  • ค่าทำศพ 50,000 บาท โดยจะจ่ายให้กับผู้จัดการศพ
  • เงินสงเคราะห์กรณีตาย หากส่งเงินสมทบมาแล้วไม่ต่ำกว่า 36 เดือน แต่ไม่เกิน 120 เดือน จะได้รับเงินช่วยเหลือเป็นจำนวนเท่ากับค่าจ้างเฉลี่ย 2 เดือน แต่หากส่งเงินสมทบมากกว่า 120 เดือนขึ้นไป จะได้รับเงินช่วยเหลือที่ค่าจ้างเฉลี่ย 6 เดือน


4. กรณีคลอดบุตร

ในกรณีคลอดบุตร จะต้องเป็นผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบมาไม่น้อยกว่า 5 เดือน ภายใน 15 เดือนก่อนคลอดบุตร โดยจะได้รับเงินช่วยเหลือ ดังนี้

  • ค่าคลอดบุตร 15,000 บาท / ครั้ง แบบไม่จำกัดจำนวนครั้งในการคลอด
  • เงินสงเคราะห์จากการหยุดงานเพื่อลาคลอดบุตร โดยเป็นการเหมาจ่ายในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ย 90 วัน แต่จะไม่ได้รับสิทธิ์นี้ในกรณีมีบุตรคนที่ 3
  • หากฝ่ายพ่อและแม่เป็นผู้ประกันตนทั้งคู่ ให้ใช้สิทธิของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในการเบิกคลอดบุตร โดยไม่จำกัดจำนวนบุตร และจำนวนครั้ง


5. กรณีเงินสงเคราะห์บุตร

ในกรณีเงินสงเคราะห์บุตร จะต้องเป็นผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบไม่น้อยกว่า 12 เดือน ภายใน 36 เดือนก่อนเดือนที่ได้รับประโยชน์ทดแทน โดยจะต้องเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่บุตรบุญธรรม จะได้รับเงินช่วย 800 บาท / เดือน ตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 6 ปีบริบูรณ์ จำนวนคราวละไม่เกิน 3 คนเท่านั้น และหากฝ่ายพ่อและแม่เป็นผู้ประกันตนทั้งคู่ ให้เลือกใช้สิทธิฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น


6. กรณีชราภาพ

ในกรณีชราภาพ ผู้ประกันตนจะได้รับเงินที่ส่งสมทบไปเมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์เท่านั้น โดยจะแบ่งตามระยะเวลาในการส่งเงินสมทบ ดังนี้

  • กรณีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ แต่ส่งสมทบไม่เกิน 180 เดือน หรือ 15 ปี จะได้รับการจ่ายให้เป็นรายเดือนตลอดชีวิตที่ 20% ของรายได้เฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายก่อนสิ้นสุดการเป็นผู้ประกันตน
  • กรณีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และสมทบเกิน 180 เดือน หรือ 15 ปีขึ้นไป จะได้รับการจ่ายให้เป็นรายเดือนตลอดชีวิตที่ 20% ของรายได้เฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย และบวกเพิ่มให้อีก 1.5% ของระยะเวลาจ่ายสมทบทุก 12 เดือน


7. กรณีว่างงาน

ในกรณีว่างงาน จะต้องเป็นผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบไม่น้อยกว่า 6 เดือน ภายใน 15 เดือนก่อนว่างงาน โดยจะมีการจ่ายเงินทดแทนให้ ดังนี้

  • กรณีเลิกจ้าง : จะได้เงินทดแทน 50% ของค่าจ้างปีละไม่เกิน 180 วัน (6 เดือน)
  • กรณีลาออก : จะได้เงินทดแทน 30% ของค่าจ้างปีละไม่เกิน 90 วัน (3 เดือน)




การตรวจสอบสิทธิประกันสังคม หรือเช็คสถานะประกันสังคม เป็นสิ่งที่คนทำงานทุกคนควรศึกษารายละเอียดให้ดี เพราะมีข้อดีมากมายที่สามารถช่วยเหลือคนทำงานอย่างเราได้ เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นในชีวิต เพราะเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ต้องใช้สิทธิขึ้นมาจริง ๆ จะได้ไม่พลาด แต่หากใครที่พลาดไปแล้วกับการใช้เงินส่วนตัวเพื่อแก้ไขปัญหาสภาพคล่อง และกำลังต้องการเงินก้อนฉุกเฉิน KTC พี่เบิ้ม รถแลกเงิน สินเชื่อที่ให้วงเงินก้อนใหญ่ สมัครง่าย ขั้นตอนไม่ยุ่งยาก อนุมัติไว รับเงินได้ทันที โดยไม่ต้องมีคนค้ำประกัน พร้อมผ่อนได้ยาวสูงสุด 84 เดือน ซึ่งตอบโจทย์คนอยากได้เงินหมุนเวียนแบบทันใจ โดยไม่ต้องปวดหัวกับขั้นตอนที่วุ่นวาย


*กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว อัตราดอกเบี้ย 21% - 24% ต่อปี*