สำหรับหลาย ๆ คนที่มีบัตรกดเงินสดไว้เป็นตัวช่วยทางการเงินในยามฉุกเฉินอาจจะเคยสงสัยว่า หากเดือนนี้ประสบปัญหาขาดสภาพคล่อง จนจำเป็นต้องเลือก “จ่ายขั้นต่ำ” แทนการชำระเต็มจำนวน จะเกิดอะไรขึ้นกับยอดหนี้ที่เหลือ ดอกเบี้ยจะถูกคิดอย่างไร และสุดท้ายแล้วต้องใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะปลดภาระหนี้ได้ทั้งหมด เพราะแม้ว่าการชำระขั้นต่ำจะเป็นทางเลือกที่ช่วยลดภาระหนี้ในระยะสั้น แต่ในอีกมุมหนึ่งก็อาจทำให้ภาระทางการเงินสูงขึ้น เพราะดอกเบี้ยของบัตรกดเงินสดจะถูกคำนวณจากยอดคงค้างที่ยังไม่ได้ชำระ และคิดสะสมตามจำนวนวันที่ถือหนี้อยู่
ดังนั้น ก่อนตัดสินใจเลือกจ่ายขั้นต่ำบัตรกดเงินสด ผู้ถือบัตรกดเงินสดจำเป็นต้องทำความเข้าใจวิธีการคำนวณดอกเบี้ย และผลกระทบของการเลือกจ่ายเพียงขั้นต่ำให้ละเอียดดีเสียก่อน เพื่อไม่ให้บัตรกดเงินสดในฐานะตัวช่วยทางการเงินในยามฉุกเฉินกลายเป็นตัวการสร้างภาระหนี้หลักพันหรือหลักหมื่นบาทในระยะยาว
สูตรคำนวณดอกเบี้ยบัตรกดเงินสด จ่ายขั้นต่ำแล้วเงินต้นลดลงเท่าไหร่?
โดยทั่วไป ธนาคาร/สถาบันการเงินมักกำหนดยอดชำระขั้นต่ำของบัตรกดเงินสดไว้ที่ 3% ของยอดคงค้างในแต่ละรอบบัญชี รวมถึงบัตรกดเงินสด KTC PROUD ที่ได้กำหนดยอดชำระขั้นต่ำที่ 3% ของยอดคงค้างตามเงื่อนไขที่กำหนด แต่ไม่ต่ำกว่า 300 บาท และจากการที่ดอกเบี้ยบัตรกดเงินสดจะถูกคำนวณแบบรายวันจากยอดเงินที่ใช้จริง จึงหมายความว่ายิ่งมียอดคงค้างนานเท่าไร ดอกเบี้ยก็จะยิ่งสะสมมากขึ้นเท่านั้น และเมื่อใดที่มีการชำระขั้นต่ำ เงินที่จ่ายไปจะถูกนำไปตัดชำระค่าธรรมเนียม ดอกเบี้ย และเงินต้นของยอดหนี้ในงวดที่ค้างชำระนานสุดก่อน แล้วจึงค่อยตัดชำระหนี้ที่ค้างชำระนานรองลงมาตามลำดับ ทำให้เงินต้นลดลงค่อนข้างช้าเมื่อเทียบกับการจ่ายมากกว่าขั้นต่ำ หรือจ่ายเต็มจำนวนตามยอดชำระที่ถูกเรียกเก็บ
วิธีคิดดอกเบี้ยบัตรกดเงินสดรายวันสะสม
หลักการคำนวณดอกเบี้ยของบัตรกดเงินสดโดยทั่วไปจะเป็นในรูปแบบลดต้นลดดอก (Effective Rate) ซึ่งคำนวณจากยอดคงค้างชำระจริงในแต่ละวัน โดยสูตรการคำนวณพื้นฐาน คือ
ดอกเบี้ย = (เงินต้นคงค้าง × (อัตราดอกเบี้ยต่อปี) x จำนวนวัน) ÷ 365 วัน หรือ 366 วัน
ตัวอย่าง
ผู้ถือบัตรกดเงินสด KTC PROUD ได้ทำรายการเบิกถอนเงินสดเป็นจำนวน 30,000 บาท โดยที่ยอดเงินกู้จำนวน 30,000 บาท มีเงื่อนไขการคิดอัตราดอกเบี้ยสูงสุดอยู่ที่ 25% ต่อปี
สูตรการคำนวณดอกเบี้ยก็จะเป็น : (30,000 × 25% × 1) ÷ 365 = ประมาณ 20.55 บาทต่อวัน
ดังนั้น หากยังไม่มีการชำระคืน จากเงินต้น 30,000 บาท ก็จะมียอดดอกเบี้ยต่อวัน ในอัตรา 20.55 บาท และหากค้างชำระนาน 30 วัน ดอกเบี้ยสะสมจะอยู่ที่ประมาณ 616.44 บาท ซึ่งตัวเลขนี้ก็จะเปลี่ยนแปลงทุกวันตามยอดเงินต้นคงค้างที่ลดลงหรือเพิ่มขึ้น
จ่ายขั้นต่ำบัตรกดเงินสด ตัดเงินต้นเท่าไหร่?
หลาย ๆ คนอาจจะเข้าใจผิดคิดว่า ทุกบาททุกสตางค์ที่ชำระคืนจะถูกนำไปหักลบในส่วนเงินต้นทั้งหมด แต่ในความเป็นจริง ธนาคาร/สถาบันการเงินจะนำเงินที่ผู้กู้ชำระเข้ามาไปตัดชำระค่าธรรมเนียม ดอกเบี้ย และเงินต้นของยอดหนี้ในงวดที่ค้างชำระนานสุดก่อน แล้วจึงค่อยตัดชำระหนี้ที่ค้างชำระนานรองลงมาตามลำดับ
ตัวอย่าง
ในกรณีที่มียอดขั้นต่ำที่ต้องชำระคือ 2,000 บาท และดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นในรอบบิลนั้นอยู่ที่ 616 บาท เงินต้นที่ถูกหักจริงจึงจะเท่ากับ 2,000 - 616 = 1,384 บาทเท่านั้น ไม่ใช่ 2,000 บาทเต็มจำนวนอย่างที่หลายคนเข้าใจ ซึ่งรูปแบบการหักเงินเช่นนี้เป็นกลไกที่ทำให้การจ่ายขั้นต่ำซ้ำ ๆ ไม่ช่วยลดเงินต้นได้มากเท่าที่ควร
เปรียบเทียบ จ่ายขั้นต่ำ vs จ่ายคงที่ vs จ่ายเต็มจำนวน ต่างกันแค่ไหน?
ข้อควรรู้และสิ่งที่พึงระวังเมื่อเลือก “จ่ายขั้นต่ำ” บัตรกดเงินสด
การชำระหนี้บัตรกดเงินสดขั้นต่ำ คือการชำระตามยอดที่สถาบันการเงินกำหนด โดยส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 3% ของยอดคงค้างในแต่ละรอบบัญชี เช่นเดียวกับบัตรกดเงินสด KTC PROUD ที่เปิดโอกาสให้ชำระขั้นต่ำ 3% แต่ต้องไม่ต่ำกว่า 300 บาท ซึ่งการมีตัวเลือกจ่ายขั้นต่ำนี้มีจุดประสงค์เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระในยามฉุกเฉินที่ไม่สามารถหาเงินก้อนมาชำระคืนได้ตามที่ระบุในสัญญา
แม้จะเป็นทางเลือกที่เป็นประโยชน์ในยามขาดสภาพคล่อง แต่การจ่ายขั้นต่ำก็มีสิ่งที่ควรรู้และพึงระวังคือ เมื่อยอดขั้นต่ำคำนวณจากเปอร์เซ็นต์ของเงินต้นคงค้าง หากคุณจ่ายขั้นต่ำตามตัวเลขที่กำหนดไว้ทุกเดือนโดยไม่จ่ายเพิ่ม ดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นในแต่ละรอบก็จะถูกตัดออกจากยอดที่จ่ายก่อนเสมอ ทำให้เงินต้นลดลงในอัตราที่ช้าลงเรื่อย ๆ จนอาจใช้เวลาหลายปีกว่าจะสามารถปิดยอดหนี้ได้ครบทั้งหมด
ทั้งนี้ การไม่จ่ายหนี้ตามกำหนดเป็นระยะเวลานานต่อเนื่อง นอกจากจะเป็นตัวการที่ก่อให้เกิดดอกเบี้ยสะสมแล้ว ยังส่งผลเสียต่อเครดิตในการขอสินเชื่อในอนาคตอีกด้วย ดังนั้นการจ่ายขั้นต่ำควรเป็นเพียง “ทางเลือกสุดท้าย” ในยามที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น ไม่ใช่แผนการชำระหนี้ระยะยาว
หากจำเป็นต้องเลือกจ่ายขั้นต่ำในเดือนใดเดือนหนึ่งจริง ๆ แนะนำให้จ่ายเกินยอดขั้นต่ำเท่าที่ไหว เพราะยอดเงินในส่วนที่จ่ายเกินไปนั้นจะถูกนำไปตัดยอดเงินต้นคงค้างโดยตรง ทำให้ดอกเบี้ยในรอบบิลถัดไปลดลงตามไปด้วย
กลยุทธ์ “Debt Avalanche” วิธีการปิดยอดบัตรกดเงินสดให้ไวที่สุดเพื่อกู้สภาพคล่อง
สำหรับคนที่มีหนี้บัตรกดเงินสดอยู่แล้วและต้องการปิดให้ไวที่สุดเพื่อกู้สภาพคล่องให้กลับคืนมา กลยุทธ์ Debt Avalanche เป็นวิธีการจัดการยอดหนี้ที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า โดยเริ่มต้นที่การจัดการหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงที่สุดก่อน หลักการเป็นดังนี้
- ตรวจสอบยอดหนี้ทั้งหมดที่มี และระบุยอดหนี้ พร้อมอัตราดอกเบี้ยของหนี้แต่ละก้อน ซึ่งหากมีหนี้บัตรกดเงินสดหลายใบให้เรียงลำดับจากยอดหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงสุดไปต่ำสุด
- ทุ่มเงินส่วนเกินไปที่บัตรกดเงินสดที่หนี้มีอัตราดอกเบี้ยสูงสุดก่อน
- จ่ายขั้นต่ำบัตรกดเงินสดที่ดอกเบี้ยต่ำกว่า เพื่อไม่ให้เสียเครดิต
- เมื่อปิดหนี้ก้อนแรกได้แล้ว ให้นำเงินที่เคยจ่ายหนี้ก้อนนั้นไปทุ่มให้กับหนี้ก้อนถัดไปที่ดอกเบี้ยสูงเป็นลำดับที่สอง จากนั้นให้ทำซ้ำในรูปแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนปิดยอดหนี้ได้ครบทั้งหมด
เทคนิคบริหารจัดการการใช้บัตรกดเงินสด
เปิด 4 เทคนิคการบริหารจัดการการใช้บัตรกดเงินสดให้เกิดประโยชน์สูงสุด และไม่ก่อหนี้
1. ใช้บัตรกดเงินสดในยามฉุกเฉิน และจ่ายเต็มจำนวนเสมอ
บัตรกดเงินสดคือผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มีวัตถุประสงค์ในการใช้งานหลัก ๆ เพื่อให้ผู้ที่ประสบปัญหาในการบริหารสภาพคล่องทางการเงินได้มีตัวช่วยในบริหารจัดการเงินในแต่ละเดือน อีกทั้งยังมีไว้เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของสินเชื่อถูกกฎหมาย ลดความจำเป็นที่ทำให้ต้องไปพึ่งพาสินเชื่อผิดกฎหมายที่มีการคิดอัตราดอกเบี้ยสูง และไม่ได้อยู่ภายใต้การคุ้มครองของกฎหมาย และที่สำคัญ เมื่อถึงวันครบกำหนดชำระก็ควรชำระหนี้บัตรกดเงินสดเต็มจำนวนและตรงเวลาเสมอ เพื่อสร้างเครดิตที่ดีในการใช้บัตรกดเงินสดที่อาจส่งผลต่อการทำธุรกรรม การขอเพิ่มวงเงินในอนาคต หรือการขอสินเชื่อทางการเงินอื่น ๆ
2. จ่ายขั้นต่ำให้เกินยอดเท่าที่จะจ่ายไหว
หากจำเป็นต้องเลือกวิธีการจ่ายขั้นต่ำเพราะขาดสภาพคล่องในเดือนนั้นจริง ๆ ขอแนะนำให้จ่ายเกินจำนวนขั้นต่ำให้มากเท่าที่จะสามารถจ่ายไหว เพราะจะช่วยให้ดอกเบี้ยบัตรกดเงินสดในเดือนถัดไปลดน้อยลง และลดความเสี่ยงที่หนี้จะพอกพูนจากการเลือกชำระเท่าจำนวนขั้นต่ำเสมอในทุก ๆ เดือนอีกด้วย
3. กดเงินสดมาใช้เท่าที่จำเป็น
เพื่อป้องกันความเสี่ยงและลดพฤติกรรมในการใช้จ่ายเกินตัว ผู้ใช้บัตรกดเงินสดควรเลือกกดเงินจากบัตรกดเงินสดออกมาใช้เท่าที่จำเป็นและใช้เฉพาะในยามฉุกเฉินเท่านั้น เพราะหากกดเงินสดออกมาเยอะจนเหลือใช้ อาจทำให้เผลอใจใช้จ่ายกับเรื่องที่ไม่จำเป็นและกลายเป็นการสร้างหนี้ที่ไม่ได้ตั้งใจก่อโดยไม่รู้ตัว
4. มีเงินสดสำรองอย่างน้อย 50% ของสินค้าที่จำเป็นต้องซื้อ
เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีเงินสดเพียงพอในการชำระยอดบัตรกดเงินสดให้ทันรอบบิลนั้น ๆ หากจำเป็นต้องซื้อของชิ้นใหญ่ที่ราคาสูง คุณควรเตรียมเงินสดไว้ให้ได้สัก 50% ของราคาสินค้านั้น ๆ เพื่อไม่ให้ต้องแบกภาระหนี้หนักเกินไปเมื่อครบกำหนดชำระในรอบบิล
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการจ่ายขั้นต่ำบัตรกดเงินสด (FAQ)
Q : บัตรกดเงินสดจ่ายขั้นต่ำเท่าไหร่?
A : บัตรกดเงินสด KTC PROUD กำหนดให้สามารถชำระขั้นต่ำที่ 3% แต่ไม่ต่ำกว่า 300 บาท
Q : จ่ายขั้นต่ำกับจ่ายเต็มจำนวนแบบไหนดีกว่า?
A : จ่ายเต็มจำนวนดีกว่าอย่างแน่นอน เพราะไม่ก่อให้เกิดดอกเบี้ยสะสม การจ่ายขั้นต่ำควรเป็นทางเลือกฉุกเฉินเท่านั้น เนื่องจากเป็นสาเหตุที่ทำให้เงินต้นลดลงช้า และยืดระยะเวลาปิดหนี้ให้ล่าช้าออกไปมากขึ้น
Q : ดอกเบี้ยบัตรกดเงินสดคิดอย่างไร?
A : บัตรกดเงินสดคิดอัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก จากยอดเงินต้นคงค้างที่ใช้จริงเท่านั้น อัตราสูงสุดไม่เกิน 25% ต่อปี ตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย
Q : ถ้าจ่ายมากกว่ายอดขั้นต่ำจะดีกว่าไหม?
A : เป็นทางเลือกที่ดีกว่ามาก เพราะส่วนที่จ่ายเกินไปนั้นจะถูกนำไปตัดยอดเงินต้นคงค้างโดยตรง ทำให้ดอกเบี้ยในรอบบิลถัดไปลดลงตามไปด้วย และให้สามารถช่วยปิดหนี้ได้เร็วขึ้น
Q : หากไม่จ่ายหนี้บัตรกดเงินสดเลยจะเกิดอะไรขึ้น?
A : ดอกเบี้ยจะสะสมต่อเนื่องในทุกวันที่ค้างชำระ และยังส่งผลเสียต่อเครดิตในการขอสินเชื่อหรือเพิ่มวงเงินในอนาคตอีกด้วย
การจ่ายขั้นต่ำของบัตรกดเงินสดอาจเป็นทางออกที่ช่วยลดภาระทางการเงิน ในช่วงที่ขาดสภาพคล่องทางการเงินได้ แต่หากเลือกจ่ายขั้นต่ำต่อเนื่องเป็นเวลานานย่อมส่งผลให้ดอกเบี้ยสะสมเพิ่มขึ้น และทำให้เงินต้นลดลงช้ากว่าที่คาดคิด ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายขั้นต่ำ การจ่ายมากกว่าขั้นต่ำ หรือการจ่ายเต็มจำนวน สิ่งสำคัญคือการทำความเข้าใจต้นทุนทางการเงินที่แท้จริง และเลือกวิธีชำระหนี้ให้เหมาะสมกับความสามารถในการชำระคืนของตนเอง เพื่อไม่ให้ภาระหนี้ในวันนี้กลายเป็นข้อจำกัดทางการเงินในอนาคตระยะยาว
สมัครบัตรกดเงินสด KTC PROUD ตั้งแต่วันนี้ เพื่อเริ่มต้นวางแผนและบริหารการเงินได้อย่างมั่นใจมากยิ่งขึ้น
บัตรกดเงินสด KTC PROUD ตัวช่วยทางการเงินให้กับคนรุ่นใหม่



