หลายคนที่เริ่มวางแผนการเงินหรือมีรายได้ประจำอาจเคยสงสัยว่า “มีบัตรเครดิตแล้ว จำเป็นต้องมีบัตรกดเงินสดอีกไหม?” หรือบางคนกำลังลังเลว่า “บัตรกดเงินสดต่างจากบัตรเครดิตอย่างไร เลือกสมัครแบบไหนดี?” ซึ่งสาเหตุที่หลายคนสับสน ก็เพราะทั้งบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสด ต่างก็เป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ให้วงเงินสำหรับนำไปใช้ก่อนและชำระคืนในภายหลัง อันจะช่วยเพิ่มความคล่องตัวทางการเงินได้ทั้งสิ้น
ในความเป็นจริง ทั้งสองผลิตภัณฑ์ทางการเงินนี้กลับถูกออกแบบมาเพื่อวัตถุประสงค์การใช้งานที่แตกต่างกัน ตั้งแต่วิธีการใช้งาน การคิดอัตราดอกเบี้ย สิทธิประโยชน์ ไปจนถึงสถานการณ์ที่เหมาะสมในการใช้งาน ซึ่งหากเลือกใช้ได้อย่างถูกประเภท ผลิตภัณฑ์ทางการเงินเหล่านี้ก็จะสามารถช่วยบริหารสภาพคล่องให้ดียิ่งขึ้น พร้อมได้รับความคุ้มค่าจากสิทธิประโยชน์ที่แต่ละผลิตภัณฑ์ทางการเงินมอบให้ด้วย และในบทความนี้ KTC จะพาไปทำความเข้าใจว่า “บัตรเครดิต” กับ “บัตรกดเงินสด” ต่างกันอย่างไร มีทั้งสองอย่างได้หรือไม่ และควรเลือกใช้แบบไหนตามแต่ละสถานการณ์ เพื่อให้สามารถวางแผนการเงินได้อย่างเหมาะสมและใช้วงเงินอย่างมีประสิทธิภาพ
“บัตรเครดิต” กับ “บัตรกดเงินสด” ต่างกันอย่างไร?
บัตรเครดิต คือ ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ธนาคาร/สถาบันการเงินออกให้กับผู้ถือบัตร เพื่อใช้ชำระค่าสินค้าและบริการแทนเงินสดได้ทันที โดยผู้ใช้งานสามารถใช้วงเงินที่ได้รับอนุมัติไปก่อน และค่อยชำระคืนในภายหลังตามรอบบิลที่กำหนด โดยในปัจจุบัน บัตรเครดิตถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มความสะดวกและความคล่องตัวในการใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นการช้อปปิ้งออนไลน์ การจองตั๋วเครื่องบิน โรงแรม หรือการใช้บริการต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน
ด้วยเหตุนี้ บัตรเครดิตจึงเหมาะสำหรับใช้ชำระค่าสินค้าและบริการ ทั้งการรูดจ่ายหน้าร้านหรือชำระออนไลน์ พร้อมรับสิทธิประโยชน์ เช่น คะแนนสะสม เครดิตเงินคืน หรือโปรโมชั่นผ่อนชำระ
ขณะที่บัตรกดเงินสด คือ ผลิตภัณฑ์สินเชื่อส่วนบุคคลในรูปแบบ “วงเงินหมุนเวียน” (Revolving Loan) ที่ธนาคาร/สถาบันการเงินออกให้ เพื่อให้ผู้ถือบัตรสามารถเข้าถึงเงินสดได้ตามต้องการ ภายใต้วงเงินที่ได้รับอนุมัติ โดยผู้ถือบัตรกดเงินสดสามารถนำวงเงินนี้ไปใช้ได้ทันที เช่น กดเงินสดจากตู้ ATM โอนเงินเข้าบัญชี หรือใช้จ่ายในรูปแบบต่าง ๆ และสามารถทยอยชำระคืนเป็นรายเดือนตามเงื่อนไขที่กำหนด
ดังนั้นแล้ว “บัตรเครดิต” และ “บัตรกดเงินสด” จึงถือเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการใช้จ่าย แต่มีจุดประสงค์และลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกัน หากต้องการความสะดวกในการใช้จ่ายและรับสิทธิประโยชน์ บัตรเครดิตจะตอบโจทย์มากกว่า แต่หากต้องการเข้าถึงเงินสดในทันที บัตรกดเงินสดจะเหมาะสมกว่า ซึ่งการเลือกใช้งานให้ตรงกับวัตถุประสงค์จะมีส่วนช่วยให้ผู้ถือบัตรเครดิตและผู้ถือบัตรกดเงินสดได้รับประโยชน์สูงสุดและลดภาระค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้มากที่สุด
บัตรเครดิตใช้ทำอะไรได้บ้าง สิทธิประโยชน์ที่จะได้รับ?
ปัจจุบันบัตรเครดิตกลายเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตประจำวันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการซื้อสินค้าในห้างสรรพสินค้า การชำระเงินออนไลน์ หรือการเดินทางท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ
ตัวอย่างการใช้งานบัตรเครดิต ได้แก่
- ช้อปปิ้งหน้าร้านและออนไลน์
- ซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน
- จองโรงแรมและที่พัก
- จองตั๋วเครื่องบิน
- เติมน้ำมัน
- ชำระค่าบริการขนส่งสาธารณะ เช่น รถไฟฟ้ามหานคร (MRT) และรถไฟฟ้าบางสาย
- รับประทานอาหาร
- ชำระค่าเบี้ยประกัน
- ซื้อสินค้าไอทีและเครื่องใช้ไฟฟ้า
- ผ่อนสินค้า 0% กับร้านค้าที่ร่วมรายการตามเงื่อนไข
นอกจากความสะดวกในการใช้จ่ายแล้ว บัตรเครดิตยังมีจุดเด่นในเรื่องของสิทธิประโยชน์ เช่น การได้รับคะแนน การแลกคะแนนรับเครดิตเงินคืน ส่วนลดจากร้านค้าพันธมิตร รวมถึงสิทธิพิเศษด้านการท่องเที่ยว จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีค่าใช้จ่ายประจำและสามารถชำระคืนได้เต็มจำนวนและตรงเวลา
ยกตัวอย่างเช่น บัตรเครดิต KTC ที่มีผลิตภัณฑ์หลายประเภทให้เลือกตามไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็นสายช้อปออนไลน์ สายกิน นักเดินทาง หรือผู้ที่ต้องการสะสมคะแนน KTC FOREVER เพื่อนำไปแลกรับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ซึ่งคะแนน KTC FOREVER จะได้รับเมื่อมีการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต KTC ครบทุก 25 บาท ตามเงื่อนไขที่กำหนด สามารถสะสมได้ไม่จำกัด และคะแนนไม่มีวันหมดอายุ
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญของการใช้บัตรเครดิต คือ ควรค่าใช้จ่ายตามแผนที่วางไว้ และคำนึงถึงความสามารถในการชำระคืนเต็มจำนวนและตรงเวลาตามกำหนด เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากบัตรเครดิตอย่างเต็มที่ และไม่ก่อให้เกิดหนี้
บัตรกดเงินสด ใช้งานอย่างไร ต่างจากสินเชื่อส่วนบุคคลไหม?
หลายคนมักเข้าใจว่า “บัตรกดเงินสด” กับ “สินเชื่อส่วนบุคคล” เป็นผลิตภัณฑ์การเงินคนละประเภท แต่ในความเป็นจริง บัตรกดเงินสดก็เป็นสินเชื่อส่วนบุคคลประเภทหนึ่ง โดยอยู่ในรูปแบบของสินเชื่อส่วนบุคคลแบบหมุนเวียน (Revolving Loan) ขณะที่อีกประเภทหนึ่งคือ สินเชื่อส่วนบุคคลแบบเงินก้อน (Installment Loan) ซึ่งมีลักษณะการใช้งานและการชำระคืนที่แตกต่างกัน
บัตรกดเงินสดหรือสินเชื่อส่วนบุคคลแบบหมุนเวียนนั้น ผู้กู้สามารถเบิกถอนเงินสดได้หลายครั้งตามวงเงินที่ได้รับอนุมัติ ตราบเท่าที่ยังมีวงเงินคงเหลือ และเมื่อชำระคืน วงเงินดังกล่าวก็จะกลับมาใช้ได้อีกโดยไม่ต้องยื่นขอสินเชื่อใหม่ ขณะที่สินเชื่อส่วนบุคคลแบบเงินก้อน จะได้รับเงินก้อนเพียงครั้งเดียวตามวงเงินที่ได้รับอนุมัติ และทยอยผ่อนชำระคืนเป็นงวดรายเดือนตามระยะเวลาและเงื่อนไขที่ระบุไว้ในสัญญา
นอกจากการเบิกถอนเงินสดแล้ว ปัจจุบันบัตรกดเงินสดบางประเภท ยังสามารถใช้ผ่อนสินค้ากับร้านค้าที่ร่วมรายการได้อีกด้วย โดยเฉพาะบัตรกดเงินสด KTC PROUD ที่สามารถใช้เป็นวงเงินสำรองยามจำเป็น ทั้งยังครอบคลุมการทำธุรกรรมที่จำเป็นอื่น ๆ ได้อีกมากมาย เช่น
- รูดซื้อที่ร้านค้าและช้อปออนไลน์ ได้ทั่วโลก พร้อมรับโปรโมชั่นพิเศษตลอดทั้งปี
- โอนเงินผ่านแอป KTC Mobile ตลอด 24 ชม. รับเงินทันที
- กดเงินที่ตู้ ATM ทั่วไทย ฟรีค่าธรรมเนียม
- ใช้บัตรผ่อนสินค้าและบริการ ด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0% นาน 24 เดือน (เฉพาะร้านค้าที่ร่วมรายการ)
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าบัตรกดเงินสดจะช่วยเสริมสภาพคล่องทางการเงินได้อย่างมาก แต่ก็ควรเลือกใช้เฉพาะในยามจำเป็น และมีแผนการชำระคืนเต็มจำนวนและตรงเวลา เพื่อควบคุมภาระดอกเบี้ยให้ไม่เกินความสามารถในการชำระคืน
เปรียบเทียบบัตรเครดิต VS บัตรกดเงินสด สิทธิประโยชน์คุ้มค่าไหม?
ทั้งนี้ หากพิจารณาในแง่มุมการใช้งาน “บัตรเครดิต” และ “บัตรกดเงินสด” นับเป็นเครื่องมือทางการเงินที่มีประโยชน์แตกต่างกัน
หากต้องการความสะดวกในการใช้จ่ายประจำวัน พร้อมรับคะแนนสะสมและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ บัตรเครดิตจะตอบโจทย์ได้มากกว่า แต่หากต้องการวงเงินสำรองไว้ใช้ในยามจำเป็น หรือต้องการเพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน บัตรกดเงินสดจะตอบโจทย์ความต้องการได้มากกว่า ดังนั้นก่อนตัดสินใจสมัครใช้งานเครื่องมือทางการเงินทั้งสอง จึงควรเริ่มต้นจากการสำรวจรูปแบบการใช้จ่ายของตัวเองก่อนว่า มีความจำเป็นในการใช้วงเงินเพื่อวัตถุประสงค์ใด เพราะเมื่อเลือกผลิตภัณฑ์ทางการเงินได้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์การใช้จ่ายของตนเอง ก็จะสามารถใช้สิทธิประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่าและบริหารภาระทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
มีบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดทั้งคู่ได้ไหม?
สามารถมี “บัตรเครดิต” และ “บัตรกดเงินสด” ทั้งคู่ได้ หากผู้สมัครมีคุณสมบัติตรงตามหลักเกณฑ์ของธนาคาร/สถาบันการเงิน และมีความสามารถในการชำระหนี้เพียงพอ อย่างไรก็ตาม ควรบริหารจัดการใช้งานบัตรแต่ละใบให้ชัดเจน โดยบัตรเครดิตจะเหมาะแก่การใช้สำหรับใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและรับสิทธิประโยชน์ ขณะที่บัตรกดเงินสดจะเหมาะแก่การใช้เป็นวงเงินสำรองในยามจำเป็นหรือเกิดเหตุฉุกเฉิน
หลายคนอาจมองว่าการมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินหลายประเภทอาจทำให้เกิดภาระหนี้มากขึ้น แต่ในความเป็นจริง หากสามารถบริหารการใช้จ่ายได้อย่างมีวินัย การมีทั้งบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดก็จะช่วยให้สามารถวางแผนการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าใช้ผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพียงประเภทเดียว
สิ่งที่สำคัญที่สุดของการมีบัตรเครดิตคู่กับบัตรกดเงินสดก็คือ การกำหนดหน้าที่ของแต่ละวงเงินในแต่ละผลิตภัณฑ์ทางการเงินให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ และเพื่อให้ง่ายต่อการบริหารจัดการรายจ่ายและภาระหนี้
มีบัตรเครดิตคู่บัตรกดเงินสดดีอย่างไร?
เมื่อเข้าใจบทบาทหน้าที่และจุดประสงค์การใช้งานของผลิตภัณฑ์การเงินทั้งสองประเภทแล้ว จะเห็นได้ว่าบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ให้ประโยชน์ส่งเสริมกัน เช่น ในแต่ละเดือนคุณอาจจำเป็นต้องใช้บัตรเครดิตสำหรับค่าใช้จ่ายประจำที่วางแผนไว้แล้ว เพื่อรับคะแนนสะสมหรือสิทธิพิเศษจากร้านค้าพันธมิตร ขณะที่เก็บบัตรกดเงินสดไว้เป็นวงเงินสำรอง หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น รถเสีย ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ หรือค่าใช้จ่ายเร่งด่วนอื่น ๆ
การแบ่งหน้าที่ของวงเงินในลักษณะนี้ มีข้อดีหลายด้าน ได้แก่
- แยกประเภทค่าใช้จ่ายได้ชัดเจน : บัตรเครดิตสำหรับค่าใช้จ่ายประจำ และบัตรกดเงินสดจะเป็นวงเงินสำรองสำหรับค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน ซึ่งการแยกประเภทการใช้จ่ายในลักษณะนี้จะช่วยให้สามารถติดตามรายการใช้จ่ายได้ง่ายขึ้น
- ได้รับสิทธิประโยชน์จากบัตรเครดิตอย่างเต็มที่ : บัตรเครดิต KTC ที่จะได้รับคะแนน KTC FOREVER จากทุกการใช้จ่ายครบ 25 บาท ตามเงื่อนไขกำหนด ซึ่งสามารถนำไปแลกรับสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ได้อีกในอนาคต หรือได้รับสิทธิ์การใช้โปรโมชั่นร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต หรือได้รับสิทธิ์ผ่อน 0% กับร้านค้าที่ร่วมรายการ
- มีวงเงินสำรอง : ในยามเกิดเหตุไม่คาดคิด บัตรกดเงินสดสามารถเป็นวงเงินสำรองทำให้ไม่จำเป็นต้องถอนเงินออมทั้งหมดออกมาใช้จ่ายในทันที
- ช่วยวางแผนการเงินได้เป็นระบบมากขึ้น : เมื่อแบ่งบทบาทหน้าที่ของแต่ละผลิตภัณฑ์ทางการเงินอย่างชัดเจน จะช่วยให้รู้ว่าค่าใช้จ่ายใดเป็นค่าใช้จ่ายประจำ และค่าใช้จ่ายใดเป็นรายการฉุกเฉิน
- เพิ่มความยืดหยุ่นในการเลือกวิธีชำระเงิน : บางร้านค้าอาจมีโปรโมชั่นสินค้าและบริการผ่อนผ่านบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสด ซึ่งรายละเอียดเงื่อนไขของแต่ละโปรโมชั่นและผลิตภัณฑ์ทางการเงินก็จะแตกต่างกันออกไป ซึ่งผู้ถือบัตรก็จะสามารถเลือกรับและใช้โปรโมชั่นเหล่านี้ได้ตามความเหมาะสมและความคุ้มค่าที่ต้องการ
อย่างไรก็ตาม ทั้งบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดจะเป็นเครื่องมือทางการเงินที่เกิดประโยชน์ก็ต่อเมื่อผู้ถือบัตรมีวินัยทางการเงิน และไม่ใช้วงเงินทั้งสองประเภทเกินความสามารถในการชำระคืน
ใครเหมาะกับการมีทั้งบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสด?
ด้วยความที่บัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดเป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการเงิน ดังนั้นทั้งสองผลิตภัณฑ์จึงเหมาะสำหรับกลุ่มคนดังต่อไปนี้
- ผู้ที่มีรายได้ประจำและสามารถบริหารรายรับรายจ่ายได้ดี
- ผู้ที่สามารถชำระยอดบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดเต็มจำนวนได้ตรงเวลาอย่างสม่ำเสมอ
- ผู้ที่ต้องการแยกวงเงินสำหรับใช้จ่ายประจำกับวงเงินสำรองยามฉุกเฉิน
- ผู้ที่มีการซื้อสินค้าราคาสูงเป็นครั้งคราว และต้องการรับโปรโมชั่นเพื่อความคุ้มค่าในการใช้จ่าย
- ผู้ที่ต้องการติดตามยอดใช้จ่ายรายเดือนเพื่อเป็นแนวทางวางแผนการเงิน
- ผู้ที่มีแผนการเงินที่ชัดเจนและสามารถควบคุมการใช้วงเงินได้
บัตรเครดิตเหมาะกับค่าใช้จ่ายแบบไหน?
บัตรเครดิตเหมาะสำหรับค่าใช้จ่ายที่สามารถวางแผนล่วงหน้าได้ เช่น การซื้อสินค้าออนไลน์ รับประทานอาหาร เติมน้ำมัน จองโรงแรม ซื้อตั๋วเครื่องบิน การชำระค่าเบี้ยประกัน หรือซื้อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เพราะสามารถรวมยอดใช้จ่ายไว้ในรอบบิลเดียว ทั้งยังได้รับสิทธิประโยชน์จากการใช้จ่าย เช่น คะแนนสะสม ที่สามารถนำไปแลกรับส่วนลด หรือเครดิตเงินคืน และรับสิทธิ์ใช้โปรโมชั่นจากร้านค้าที่ร่วมรายการตามเงื่อนไข
แม้ว่าบัตรเครดิตจะสามารถนำไปบริหารจัดการกับค่าใช้จ่ายได้อย่างหลากหลายประเภท แต่วิธีการใช้บัตรเครดิตให้คุ้มค่าที่สุดก็คือ การใช้บัตรเครดิตกับรายจ่ายที่ตั้งใจจะจ่ายอยู่แล้วในแต่ละเดือน เพื่อช่วยควบคุมงบประมาณ และไม่เป็นการสร้างภาระหนี้ โดยรายการใช้จ่ายที่สามารถใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตได้อย่างคุ้มค่า ได้แก่
- การซื้อสินค้าส่วนตัวที่จำเป็นในซูเปอร์มาร์เก็ต
- การเติมน้ำมันสำหรับเดินทางไปทำงานและท่องเที่ยว
- การใช้จ่ายที่ร้านอาหารและคาเฟ่ที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกวัน
- การสั่งเดลิเวอรี่ ที่ยังคงได้รับคะแนนสะสมจากการใช้จ่ายในหมวดหมู่ออนไลน์
- การช้อปออนไลน์ทั่วโลก ซึ่งอาจช่วยให้ได้รับโปรโมชั่นส่วนลด และคะแนนสะสมในอัตราพิเศษ
- การใช้จ่ายในหมวดหมู่การท่องเที่ยว ซึ่งจะช่วยให้ได้รับส่วนลด หรือสิทธิ์ผ่อน 0% จากโปรโมชั่น
- การใช้จ่ายเพื่อสุขภาพและความงามที่มักมีโปรโมชั่นได้รับคะแนนสะสมในอัตราพิเศษ และการได้รับของสมนาคุณ
เมื่อไหร่ควรใช้บัตรเครดิตผ่อนสินค้า?
บัตรเครดิตเป็นเครื่องมือทางการเงินที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการซื้อสินค้าจำเป็น หรือสินค้าราคาสูงที่มีโปรโมชั่นผ่อน 0% กับร้านค้าที่ร่วมรายการ เช่น โทรศัพท์มือถือ เครื่องใช้ไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ หรือของใช้จำเป็น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน โดยก่อนใช้โปรโมชั่นผ่อน 0% ทุกครั้ง ควรคำนวณยอดผ่อนต่อเดือนให้ละเอียดถี่ถ้วนดี เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถชำระคืนได้เต็มจำนวนสม่ำเสมอ เพราะการจ่ายเต็มจำนวนและตรงเวลาจะไม่ต้องเสียดอกเบี้ยเพิ่มเติมใด ๆ ตัวอย่างสินค้าที่เหมาะกับการใช้บัตรเครดิตผ่อน 0% ได้แก่
- สมาร์ทโฟน
- คอมพิวเตอร์และโน้ตบุ๊ก
- เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน
- เครื่องปรับอากาศ
- เฟอร์นิเจอร์
- อุปกรณ์การทำงาน
- สินค้าจำเป็นที่มีราคาสูง
บัตรกดเงินสดเหมาะกับค่าใช้จ่ายแบบไหน?
บัตรกดเงินสดเหมาะสำหรับการใช้เป็นวงเงินสำรองเมื่อมีความจำเป็นต้องใช้เงินสด หรือใช้ผ่อนสินค้ากับร้านค้าที่ร่วมรายการตามเงื่อนไข หรือสินค้าจำเป็นที่มีราคาสูงที่ต้องแบ่งชำระ ซึ่งก่อนการใช้จ่ายทุกครั้งควรคำนึงใช้เท่าที่จำเป็นและมีแผนการชำระคืนที่ชัดเจนและตรงเวลาเสมอ เพราะบัตรกดเงินสดจะคำนวณอัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกตามยอดเงินที่เบิกใช้จริงและระยะเวลาที่ใช้วงเงิน และสำหรับบัตรกดเงินสด KTC PROUD อัตราดอกเบี้ยจะอยู่ที่ 20% - 25% ต่อปี
เนื่องจากในปัจจุบัน บัตรกดเงินสดไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือทางการเงินสำหรับเบิกถอนเงินสดในยามฉุกเฉินเท่านั้น แต่บัตรกดเงินสดจากหลากหลายธนาคาร/สถาบันการเงิน เช่น บัตรกดเงินสด KTC PROUD ได้ขยายฟีเจอร์การใช้งานให้ตอบโจทย์การใช้จ่ายในชีวิตประจำวันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรูดซื้อที่ร้านค้าและช้อปออนไลน์ การโอนเงินผ่านแอป KTC Mobile ได้ตลอด 24 ชม. ซึ่งจะได้รับเงินทันที การกดเงินที่ตู้ ATM ทั่วไทย โดยไม่มีค่าธรรมเนียม และการใช้บัตรผ่อนสินค้าและบริการ ด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0% นาน 24 เดือน กับร้านค้าที่ร่วมรายการ
ทั้งนี้ สิ่งสำคัญที่สุดของการใช้บัตรกดเงินสดให้คุ้มค่าก็คือ ใช้เมื่อจำเป็น ไม่ใช้เกินตัว และไม่ใช้เพียงเพราะมีวงเงินเหลือ
บัตรกดเงินสดใช้เป็นเงินสำรองฉุกเฉินได้ไหม?
บัตรกดเงินสดเป็นเครื่องมือทางการเงินที่เหมาะแก่การใช้เป็นวงเงินสำรองฉุกเฉินมากที่สุด รวมถึงค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดทั้งหมด เช่น
- รถยนต์เสียกะทันหัน
- เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านชำรุด
- ค่ารักษาพยาบาลจากการเจ็บป่วยโดยไม่คาดฝัน
- ค่าใช้จ่ายเร่งด่วนของคนในครอบครัว
- ค่าเดินทางฉุกเฉิน
จากสถานการณ์เหล่านี้ หากยังไม่มีเงินออมฉุกเฉินมากเพียงพอ บัตรกดเงินสดสามารถช่วยเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินได้ โดยผู้ถือบัตรกดเงินสดสามารถเบิกใช้เฉพาะจำนวนเงินที่จำเป็น และทยอยชำระคืนภายหลังตามเงื่อนไขของธนาคาร/สถาบันการเงิน
ใช้บัตรกดเงินสดอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด
แนวทางการใช้บัตรกดเงินสดให้เกิดประโยชน์สูงสุด และสามารถรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดคิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีดังนี้
- เบิกเฉพาะยอดที่จำเป็นจริง
- วางแผนชำระคืนให้เร็วที่สุด
- หลีกเลี่ยงการใช้วงเงินเต็มจำนวนโดยไม่มีแผนปิดยอดที่ชัดเจน
- ค่อย ๆ สร้างเงินสำรองฉุกเฉินของตนเองควบคู่กันไป
บัตรกดเงินสดผ่อนสินค้าได้ไหม?
บัตรกดเงินสด โดยเฉพาะบัตรกดเงินสด KTC PROUD สามารถใช้ผ่อนสินค้า ด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0% นาน 24 เดือน กับร้านค้าที่ร่วมรายการได้ตามเงื่อนไขโปรโมชั่น เช่น ร้านโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์ไอทีชั้นนำ อย่าง Advice, JIB, TG, ASUS, OPPO และ Jaymart
อย่างไรก็ตาม ก่อนตัดสินใจใช้โปรโมชั่นผ่อนสินค้ากับบัตรกดเงินสด KTC PROUD ควรตรวจสอบรายละเอียดเงื่อนไขให้ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น
- ร้านค้าเข้าร่วมรายการโปรโมชั่นผ่อน 0% นาน 24 เดือน กับบัตรกดเงินสด KTC PROUD
- สินค้าที่ต้องการซื้อเข้าร่วมโปรโมชั่นผ่อน 0% นาน 24 เดือน กับบัตรกดเงินสด KTC PROUD
- ระยะเวลาการผ่อนชำระ นาน 24 เดือน ตามเงื่อนไขรายละเอียดโปรโมชั่นของบัตรกดเงินสด KTC PROUD
- อัตราดอกเบี้ยหรือค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ
- เงื่อนไขของรายการส่งเสริมการขาย
เลือกสมัครบัตรเครดิต KTC หรือบัตรกดเงินสด KTC PROUD แบบไหนดี?
บัตรเครดิต KTC เป็นเครื่องมือทางการเงินที่ตอบโจทย์การใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เช่น ช้อปออนไลน์ ร้านอาหาร การเดินทาง เพื่อรับคะแนนสะสมจากยอดใช้จ่าย ซึ่งสามารถนำไปแลกรับสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ในอนาคต ขณะที่บัตรกดเงินสด KTC PROUD เป็นเครื่องมือทางการเงินที่ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการวงเงินสำรองสำหรับเสริมสภาพคล่อง การเบิกถอนเงินสดได้ทันทีเมื่อจำเป็น หรือใช้ผ่อนสินค้ากับร้านค้าที่ร่วมรายการตามเงื่อนไข และหากมีวินัยทางการเงินและมีรายได้มั่นคงตรงตามเกณฑ์คุณสมบัติที่ KTC กำหนด การสมัครใช้งานทั้งบัตรเครดิต KTC และบัตรกดเงินสด KTC PROUD เพื่อแยกวัตถุประสงค์การใช้จ่ายอย่างเป็นระบบก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มองหาแนวทางการบริหารจัดการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสด (FAQ)
Q : บัตรเครดิตกับบัตรกดเงินสดเหมือนกันไหม?
A : ไม่เหมือนกัน แม้ว่าทั้งสองจะเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ให้วงเงินใช้ก่อนและชำระคืนภายหลัง แต่บัตรเครดิตจะเน้นการใช้จ่ายซื้อสินค้าและบริการ ส่วนบัตรกดเงินสดเน้นการเป็นวงเงินสำรองและการเบิกถอนเงินสด
Q : มีบัตรเครดิตแล้ว จำเป็นต้องมีบัตรกดเงินสดอีกไหม?
A : สำหรับผู้ที่ต้องการแยกวงเงินใช้จ่ายประจำกับวงเงินสำรอง และเพื่อให้สามารถบริหารหนี้ได้ดียิ่งขึ้น การมีทั้งบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดก็อาจช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการวางแผนการเงิน
Q : มีทั้งบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดได้หรือไม่?
A : สามารถมีทั้งบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสด หากมีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ของธนาคาร/สถาบันการเงิน และมีความสามารถในการชำระหนี้เพียงพอ
Q : บัตรกดเงินสดใช้ผ่อนสินค้าได้หรือไม่?
A : บัตรกดเงินสดบางธนาคาร/สถาบันการเงิน เช่น บัตรกดเงินสด KTC PROUD สามารถใช้ผ่อนสินค้ากับร้านค้าที่ร่วมรายการได้ ในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0% นาน 24 เดือน ทั้งนี้ควรตรวจสอบเงื่อนไข โปรโมชั่น และรายละเอียดอื่น ๆ เพิ่มเติม ก่อนตัดสินใจผ่อนสินค้าและบริการ
Q : ควรสมัครบัตรเครดิตหรือบัตรกดเงินสดก่อน?
A : ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์การใช้งาน หากมีค่าใช้จ่ายประจำและต้องการรับสิทธิประโยชน์จากการใช้จ่าย บัตรเครดิตอาจเหมาะกว่า แต่หากต้องการวงเงินสำรองเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง บัตรกดเงินสดอาจตอบโจทย์มากกว่า
บัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดอาจเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มีบทบาทหน้าที่ที่คล้ายคลึงกันในแง่มุมของการเป็นวงเงินสำหรับใช้ก่อนและชำระคืนในภายหลัง แต่แท้จริงแล้วทั้งสองผลิตภัณฑ์กลับมีวัตถุประสงค์ในการใช้จ่ายที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ซึ่งจะเหมาะกับพฤติกรรมการใช้จ่ายที่แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล เป้าหมายทางการเงิน และความสามารถในการบริหารหนี้ โดยบัตรเครดิตจะเหมาะสำหรับการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน การได้รับคะแนนสะสม เพื่อนำไปแลกรับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เช่น ส่วนลด หรือเครดิตเงินคืน รวมถึงเหมาะสำหรับการใช้สิทธิประโยชน์จากร้านค้าพันธมิตร ขณะที่บัตรกดเงินสดถูกออกแบบมาเพื่อเป็นวงเงินสำรอง เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง และรองรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็นหรือไม่คาดคิด
สำหรับผู้ที่มีรายได้เพียงพอและสามารถบริหารจัดการเงินได้อย่างมีวินัย การมีทั้งบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดก็สามารถช่วยให้การวางแผนการเงินมีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยการแยกบทบาทการใช้งานของแต่ละผลิตภัณฑ์ทางการเงินให้ชัดเจน ใช้เท่าที่จำเป็น และชำระคืนเต็มจำนวนและตรงเวลาเสมอ เพียงเท่านี้ก็จะสามารถใช้ประโยชน์จากทั้งสองผลิตภัณฑ์ทางการเงินได้อย่างคุ้มค่า พร้อมรักษาสุขภาพทางการเงินที่ดีในระยะยาว
สนใจ สมัครบัตรเครดิต KTC และ บัตรกดเงินสด KTC PROUD ออนไลน์ได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่มีค่าธรรมเนียมแรกเข้า พร้อมรับสิทธิประโยชน์สุดคุ้มค่าจากโปรโมชั่นผ่อน 0% กับร้านค้าที่ร่วมรายการ
ใช้จ่าย คุ้มค่า นึกถึงบัตรเครดิต KTC และบัตรกดเงินสด KTC PROUD




