หนึ่งในหน้าที่ของพนักงานประจำต่างก็คือการเงินสมทบประกันสังคมเป็นประจำทุกเดือน เพื่อรับความคุ้มครองในฐานะผู้ประกันตน แต่นอกเหนือจากสิทธิด้านการรักษาพยาบาล ว่างงาน  คลอดบุตร เกษียณ สงเคราะห์บุตร ทุพพลภาพ และเสียชีวิต มนุษย์เงินเดือนหลายคนอาจไม่รู้ว่ายังมีเงินส่วนหนึ่งที่สามารถขอรับเงินคืนจากประกันสังคมได้ด้วย ส่วนประกันสังคมจะจ่ายคืนยังไง ตามไปหาคำตอบกัน


ประกันสังคม มาตรา 33 และมาตรา 39 จ่ายเงินสมทบเท่าไหร่



ตารางเงินสมทบประกันสังคม

ประกันสังคม มาตรา 33

คือ ลูกจ้างที่ทำงานให้กับนายจ้างในบริษัทหรือสถานประกอบการ อย่างพนักงานออฟฟิศ พนักงานบริษัทเอกชน ถือเป็นผู้ประกันตนภาคบังคับตามพระราชบัญญัติประกันสังคมที่นายจ้างต้องขึ้นทะเบียนให้ลูกจ้าง โดยการส่งเงินสมทบประกันสังคม มาตรา 33 มีรายละเอียดดังนี้

  • ลูกจ้าง ส่งเงินสมทบ 5% ของค่าจ้าง คำนวณจากฐานค่าจ้างต่ำสุด 1,650 บาท และสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท เท่ากับว่า ลูกจ้างต้องส่งเงินสมทบอยู่ระหว่าง 82.50-750 บาทต่อเดือน แต่ถ้าใครมีเงินเดือนเกิน 15,000 บาท ต้องส่งเงินสมทบสูงสุด 750 บาทต่อเดือน
  • นายจ้าง ส่งเงินสมทบ 5% เท่ากับลูกจ้าง นั่นคืออยู่ระหว่าง 82.50-750 บาทต่อเดือน หรือสูงสุด 750 บาทต่อเดือน
  • รัฐบาล ร่วมจ่ายเงินสมทบในอัตรา 2.75% ของฐานเงินเดือนค่าจ้าง

ประกันสังคม มาตรา 39

เป็นบุคคลที่เคยเป็นผู้ประกันตน มาตรา 33 มาก่อน และจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี ก่อนลาออกจากงานประจำ แต่ยังต้องการคงสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ของประกันสังคมไว้ โดยต้องสมัครเป็นผู้ประกันตน มาตรา 39 ภายใน 6 เดือน นับตั้งแต่ออกจากงาน และส่งเงินสมทบประกันสังคมตามนี้

  • ผู้ประกันตน มาตรา 39 ส่งเงินเข้ากองทุน 432 บาทต่อเดือน (คิดจากฐานสูงสุด 4,800 บาท)
  • รัฐบาล ร่วมจ่ายเงินสมทบอีก 120 บาทต่อเดือน



ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบเพื่อรับความคุ้มครองตามสิทธิประกันสังคม


เงินสมทบประกันสังคมที่จ่ายไป ได้คืนทั้งหมดหรือไม่

อันดับแรกมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า ตามปกติเงินสมทบประกันสังคมที่ผู้ประกันตนจ่ายเข้ากองทุนประกันสังคมในทุก ๆ เดือนนั้น ถูกนำไปจัดสรรปันส่วนเพื่อให้เป็นสวัสดิการสังคมในแต่ละประเภท


ตัวอย่าง :

ผู้ประกันตน มาตรา 33 ส่งเงินสมทบเดือนละ 750 บาท เงินก้อนนี้ถูกนำไปแบ่งเป็น 3 ส่วน ดังนี้

  • สวัสดิการพื้นฐาน อย่างค่ารักษาพยาบาล ค่าคลอดบุตร เงินสงเคราะห์บุตร ค่าชดเชยทุพพลภาพ และกรณีเสียชีวิต  จำนวน 225 บาท
  • ค่าชดเชยกรณีว่างงาน โดยจะได้รับเงินตามหลักเกณฑ์ของประกันสังคม กรณีลาออกจากงานหรือถูกเลิกจ้างโดยไม่มีความผิด  จำนวน  75 บาท
  • เงินบำเหน็จ บำนาญชราภาพ เป็นเงินออมระยะยาวที่จะได้รับเมื่อผู้ประกันตนอายุครบ 55 ปี จำนวน 450 บาท

เมื่อพิจารณาจากข้อมูลข้างต้น พบว่าเงินสมทบในส่วนของสวัสดิการพื้นฐานและค่าชดเชยกรณีว่างงานเป็นสิทธิประโยชน์ตามสวัสดิการของประกันสังคมที่เกิดขึ้นในช่วงยังมีสถานะเป็นผู้ประกันตน ดังนั้นจึงไม่สามารถขอเงินสมทบส่วนนี้คืนได้ แล้วเงินสมทบประกันสังคมส่วนไหนที่ขอคือได้ ? คำตอบคือ เงินบำเหน็จ บำนาญชราภาพ เดือนละ 450 บาท โดยเงินสะสมส่วนนี้ทางประกันสังคมจัดสรรไว้ให้กรณีที่ผู้ประกันตนเกษียณอายุแล้ว


เงินสมทบประกันสังคม ได้คืนตอนไหน

กรณีส่งเงินสมทบเกิน

ตามที่ทราบกันดีว่า นายจ้างมีหน้าที่หักเงินสมทบ 5% ของค่าจ้าง เพื่อนำส่งกองทุนประกันสังคมในทุกเดือน แต่ถ้าลูกจ้างคนดังกล่าวทำงานกับนางจ้างมากกว่า 1 รายในเดือนเดียวกัน เป็นผลให้นายจ้างแต่ละรายต้องหักเงินค่าจ้างเพื่อนำส่งเข้ากองทุนประกันสังคมตามกฎหมาย ทำให้เกิดเหตุการณ์จ่ายเงินสมทบเกินกว่า 1 แห่ง


ตัวอย่าง :

นาย A มีการเปลี่ยนงานใหม่ระหว่างเดือน เป็นผลให้นายจ้างเก่าทำการหักเงินสมทบจากค่าจ้าง 15,000 บาท ในอัตรา 5% เป็นจำนวนเงิน 750 บาท เพื่อนำส่งเข้ากองทุนประกันสังคม ขณะนายจ้างใหม่ของนาย A ก็ทำการหักเงินสมทบจากค่าจ้าง 18,000 บาท ในอัตรา 5% เป็นเงินจำนวน 750 บาท และนำส่งกองทุนประกันสังคมเช่นเดียวกัน ส่งให้ในเดือนนี้นาย A จ่ายเงินประกันสังคม จำนวน 750 + 750 = 1,500 บาท เท่ากับจ่ายเงินสมทบเกินไป 750 บาท นาย A สามารถขอรับเงินส่วนนี้คืนได้


มนุษย์เงินเดือนควรมีบัตรเครดิต KTC ติดไว้ ถึงไม่เกษียณก็ใช้จ่ายได้

กรณีผู้ประกันตนมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์

กรณีนี้ประกันสังคมจะมีเกณฑ์การจ่ายเงินคืนโดยอิงตามระยะเวลาในการจ่ายเงินสมทบประกันสังคมของผู้ประกันตนเป็นหลัก สามารถแบ่งเป็น 2 ประเภท ดังต่อไปนี้


(1) เงินบำเหน็จชราภาพ เป็นการจ่ายก้อนเดียวจบ

  • กรณีจ่ายเงินสมทบ 1-11 เดือน จะได้บำเหน็จชราภาพเฉพาะส่วนที่ผู้ประกันตนเคยส่งเงินสมทบไว้ แต่จะได้ในส่วนของนายจ้างเพิ่มขึ้นมาด้วย
  • กรณีจ่ายเงินสมทบ 12-179 เดือน จะได้บำเหน็จชราภาพทั้งส่วนที่ผู้ประกันตนและนายจ้างจ่ายไว้ รวมกับกำไรที่ประกันสังคมนำเงินไปลงทุน โดยกำหนดอัตราผลตอบแทนที่ได้รับเป็นปี ๆ ไป


(2) เงินบำนาญชราภาพ เป็นการจ่ายทุกเดือนตลอดชีวิต

ผู้ประกันตนมาตรา 33 หรือมาตรา 39 ที่จะได้รับเงินบำนาญชราภาพ ต้องจ่ายเงินสมทบครบ 180 เดือน หรือ 15 ปีขึ้นไป โดยจะส่งติดต่อกัน 15 ปี หรือหยุดเป็นบางช่วงก็ได้ แต่เมื่อรวมกันแล้วต้องครบ 180 เดือน

  • กรณีได้รับเงินบำนาญเท่ากับ 20% ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย หากเป็นผู้ประกันตน มาตรา 33 คำนวณที่ฐานเงินเดือนไม่เกิน 15,000 บาท แต่ถ้าเป็นผู้ประกันตน มาตรา 39 คิดที่ฐานเงินเดือน 4,800 บาท
  • กรณีจ่ายเงินสมทบมากกว่า 180 เดือน ผู้ประกันตนจะได้รับเงินบำนาญบวกเพิ่มขึ้นไปอีก 1.5% ทุก ๆ 12 เดือน หรือ 1 ปี เช่น จ่ายเงินสมทบ 25 ปี จะได้รับบำนาญเป็น 20% + (1.5% x 10 ปี) เท่ากับ 35%


เมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ ได้รับเงินสมทบคืนทันทีไหม



รับเงินสมทบประกันสังคมคืนเมื่อคุณสมบัติครบตามเงื่อนไข

คำตอบคือ แม้ผู้ประกันตน มาตรา 33 หรือมาตรา 39 มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ ก็ยังไม่ได้รับเงินสมทบประกันสังคมคืนทันที จนกว่าผู้ประกันตนจะลาออกจากงาน และลาออกจากประกันสังคม นั่นเท่ากับว่าหากผู้ประกันตน มาตรา 33 หรือมาตรา 39 ที่อายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ยังทำงานและส่งเงินเข้ากองทุนประกันสังคม ยังไม่มีสิทธิรับเงินสมทบคืน นอกจากนี้ผู้ประกันตนที่ต้องการขอรับเงินคืน ต้องทำเรื่องขอคืนเงินสมทบประกันสังคมคืนภายใน 1 ปี หลังลาออกจากกองทุนประกันสังคม ไม่เช่นนั้นจะถูกตัดสิทธิรับเงินบำเหน็จหรือเงินบำนาญทันที


รับเงินประกันสังคมคืน อายุ 55 กี่วันได้เงิน

สามารถแบ่งคำตอบเป็น 2 กรณี คือ (1) เงินบำเหน็จชราภาพ จะได้รับเงินโอนเข้าบัญชีหลังจากการได้รับอนุมัติประมาณ 7-10 วันทำการ (ไม่นับรวมวันหยุดราชการ) และ (2) เงินบำนาญชราภาพ รับเงินโอนเข้าบัญชีหลังได้รับอนุมัติ ภายในวันที่ 25 ของเดือนถัดไป


วิธีเช็คเงินสมทบประกันสังคม ออนไลน์ มีสะสมเท่าไหร่

ผู้ประกันตนทุกคนสามารถเช็คสิทธิประกันสังคม ด้วยเลขบัตรประชาชน เพื่อตรวจสอบว่า ณ ตอนนี้เงินชราภาพสะสมกับประกันสังคมอยู่จำนวนเท่าใด ผ่านช่องทางดังต่อไปนี้

  • เว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม www.sso.go.th
  • แอปพลิเคชัน SSO Connect
  • แอปพลิเคชัน LINE สำนักงานประกันสังคม (@SSOTHAI)

เห็นได้ว่าเงินประกันสังคมที่ผู้ประกันตนจ่ายเข้ากองทุนประกันสังคมเป็นประจำทุกเดือนไม่ใช่เงินจ่ายทิ้ง และไม่ได้มีสิทธิประโยชน์แค่ค่ารักษาพยาบาลหรือชดเชยการว่างงานเท่านั้น หากแต่มีสิทธิขอคืนเงินสมทบประกันสังคมเมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ แล้วลาออกจากงานและลาออกจากประกันสังคม แต่อย่าลืมว่าเมื่อลาออกจากประกันสังคม ผู้ประกันตนคนดังกล่าวจะเสียสิทธิต่าง ๆ ของประกันสังคมไปด้วย โดยเฉพาะสิทธิการรักษาพยาบาลที่หากไม่มีประกันสุขภาพหรือประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล อาจต้องนำเงินเก็บในบัญชีมาสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลเองยามเจ็บป่วย ด้วยเหตุนี้ผู้ประกันตนควรเตรียมความพร้อมด้านการเงินเพื่อไว้ใช้จ่ายยามฉุกเฉินก่อนถึงวัยเกษียณอายุ ผ่านผลิตภัณฑ์ทางการเงินอย่างการสมัครบัตรเครดิตหรือสมัครบัตรกดเงินสดเพื่อเป็นการสำรองวงเงินเผื่อกรณีเกิดเหตุไม่คาดฝันในอนาคต

อ้างอิงข้อมูลจาก :สำนักงานประกันสังคม

เตรียมวงเงินฉุกเฉินก่อนเกษียณ ผ่านบัตรเครดิต KTC

ไม่มีค่าธรรมเนียมแรกเข้าและรายปี