การอพยพของวิลเดอบีสท์ในแทนซาเนีย  Wildebeest Migration, Tanzania  ในทุกปีมีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นในอุทยานแห่งชาติเซเรนเกติของประเทศแทนซาเนียกับเขตอนุรักษ์แห่งชาติมาไซมาราของประเทศเคนยาซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์แห่งโลกก็คือการอพยพประจำปีของแอนทีโลปราว 1 ล้าน 5 แสนตัวร่วมกับม้าลายและกาแซลอีก 5 แสนตัวจากเซเรนเกติเป็นระยะทาง 800 กิโลเมตรไปยังมาไซมาราในเดือนกรกฎาคมโดยใช้เวลาราว 1 เดือนและเริ่มอพยพกลับจากมาไซมาราไปยังเซเรนเกติระหว่างเดือนตุลาคมถึงธันวาคม เข้าสู่ฤดูผสมพันธุ์ในเดือนมกราคมถึงมีนาคมให้กำเนิดวิลเดอบีสท์รุ่นใหม่มากกว่า 4 แสนตัวซึ่งจะไปเติบโตในทุ่งหญ้าเซเรนเกติและร่วมในขบวนอพยพในเดือนกรกฎาคม

     การอพยพดังกล่าวมีเรื่องราวและรายละเอียดที่น่าสนใจหลายเรื่องเกี่ยวกับธรรมชาติและวิถีชีวิตของสัตว์ป่านานาชนิดทั้งในอุทยานแห่งชาติเซเรนเกติซึ่งองค์การยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติและเขตอนุรักษ์มาไซมาราซึ่งผมจะนำมาเล่าให้ฟังพร้อมด้วยภาพประกอบ


ขอเริ่มที่สาเหตุหลักของการอพยพซึ่งได้แก่สภาวะของสภาพอากาศในฤดูร้อนของแทนซาเนียโดยเฉพาะในทุ่งหญ้าเซเรนเกติอันกว้างใหญ่ซึ่งเริ่มในเดือนมิถุนายนเป็นต้นไป โดยฝนไม่ตกมีผลให้หญ้าระบัดหรือหญ้าสั้นไม่เกิดและโตพอที่จะเป็นอาหารของบรรดาแอนทีโลปและกาแซลซึ่งเป็นแอนทีโลปขนาดเล็กและม้าลายจำนวนล้านๆตัวได้ นอกจากนั้นยังเกิดการขาดแคลนน้ำกินสำหรับสัตว์กีบจำนวนมหาศาลอีกด้วย สัญชาตญาณและประสบการณ์บ่งบอกให้สัตว์กีบเหล่านั้นรู้ว่าจะมีฝนตกเมื่อใดและฤดูร้อนจะเริ่มเมื่อใด  ดังนั้นเมื่อฝนเริ่มหยุดตกและอากาศเริ่มร้อนในเดือนมิถุนายน บรรดาสัตว์กีบก็จะทยอยเข้ามารวมกลุ่มในทุ่งเซเรนเกติเพื่อเตรียมตัวอพยพโดยขยายตัวเป็นฝูงๆซึ่งมีหัวหน้าควบคุมแต่ละฝูงมีทั้งตัวผู้และตัวเมียซึ่งมีลักษณะใบหน้าและเขาคู่ที่แตกต่างกัน ผมนำภาพวิลเดอบีสท์ตัวผู้ (ซ้าย) และตัวเมีย (ขวา) มาให้ชมด้วย

     ผมได้กล่าวไว้ตอนต้นว่าลูกๆวิลเดอบีสท์ที่เกิดใหม่จะร่วมอพยพไปเป็นครั้งแรกด้วยขณะที่มีอายุเพียง 5-6 เดือนเท่านั้น ธรรมชาติได้สร้างให้สัตว์กีบเหล่านี้เกิดมาเป็นตัวมีอวัยวะครบถ้วนและยืนกับเดินได้ทันทีและเพียงครู่เดียวต่อมาก็วิ่งได้ทำให้สามารถหลบหนีสัตว์นักล่าได้ วิลเดอบีสท์มีอายุขัยในธรรมชาติ 12 ถึง 20 ปี สามารถวิ่งตามพวกที่โตเต็มวัยได้





ผมขอนำแผนที่แสดงเส้นทางการอพยพตั้งขาไปจากทุ่งหญ้าเซเรนเกติไปยังทุ่งหญ้ามาไซมาราจนถึงขากลับมาเซเรนเกติมาให้ชมพร้อมด้วยภาพถ่ายการรวมฝูงของวิลเดอบีสท์และม้าลายกับสัตว์กีบอื่นๆที่จะร่วมอพยพและเริ่มออกเดินทาง เหตุผลสำคัญที่วิลเดอบีสท์กับม้าลายร่วมเดินทางไกลกันได้คือวิลเดอบีสท์สามารถได้กลิ่นแหล่งน้ำในระยะไกลจึงมีน้ำกินตลอดเส้นทาง ส่วนม้าลายมีสายตาดีมองเห็นสัตว์นักล่าจากระยะไกลได้ จึงเป็นประโยชน์ซึ่งกันและกัน



เมื่อฝนหยุดตกเป็นเวลาหลายวันเป็นสัญญาณว่าฤดูร้อนได้มาถึงแล้ว วิลเดอบีสท์ทั้งหมดที่ทุ่งเซเรนเกติพร้อมด้วยม้าลายและสัตว์กีบอื่นๆที่กินหญ้าสั้นก็ออกเดินทางทันทีอย่างรวดเร็ว ภายในหนึ่งคืน สัตว์ร่วม 2 ล้านตัวหายไปจากทุ่งเซเรนเกติมุ่งหน้าไปยังมาไซมาราซึ่งเริ่มเข้าฤดูฝน จะมีหญ้าระบัดเต็มทุ่งและน้ำในแม่น้ำมารากับแหล่งน้ำอื่นๆรออยู่ ระหว่างทางเมื่อมีฝนตกลงมาและหญ้าระบัดขึ้นมา สัตว์อพยพก็จะหยุดเดินทางเพื่อกินหญ้าและน้ำจากแหล่งน้ำตามทาง แล้วเดินทางต่อไป

     นอกจากสัตว์กีบอพยพ 2 ล้านตัวแล้ว ยังมีสัตว์นักล่าได้แก่สิงโต เสือดาว ไฮยีนา และหมาป่าแอฟริกา เป็นต้นยังเดินทางติดตามไปด้วยเพราะสัตว์กีบเหล่านั้นคืออาหารหลักของพวกมัน และบรรดานกกินซากคืออีแร้งทุกชนิดและนกกระสาบางชนิดก็จะติดตามไปด้วย จากข้อมูลที่มีการรวบรวมไว้ระบุว่ามีสัตว์กีบอพยพล้มตายจากการถูกล่าโดยสัตว์นักล่า จระเข้ในแม่น้ำมารา ความอ่อนล้า อดอาหาร และจมน้ำในแม่น้ำมารามีจำนวนมากราว 250,000 ตัวในการอพยพแต่ละปี









ขอย้อนกลับไปยังสถานการณ์ในทุ่งเซเรนเกติขณะที่สัตว์กีบ 2 ล้านตัวมารวมฝูงกันนั้นได้นำแมลงหรือเหลือบซึ่งดูดเลือดสัตว์กีบเหล่านั้นเป็นอาหารจำนวนมหาศาลมาด้วยสร้างปัญหาให้กับสัตว์นักล่าต่างๆโดยเฉพาะสิงโตซึ่งถูกเหลือบมารุมตอมเลือดของเหยื่อที่ติดตัวมาเป็นความทุกข์ทรมานอย่างยิ่งดังในภาพถ่ายที่ผมนำมาให้ดู สิงโตตัวเมียต้องหนีเหลือบขึ้นไปอยู่บนต้นไม้ ลบล้างความเชื่อทั่วไปว่าสิงโตขึ้นต้นไม้ไม่ได้ ผมมีภาพยืนยันว่าสิงโตตัวเมียเดินขึ้นต้นไม้ได้อย่างสะดวก ส่วนสิงโตตัวผู้มีขนาดและน้ำหนักมากเกินไปไม่สามารถขึ้นไปบนต้นไม้ได้ จึงเดินหนีเหลือบขึ้นไปอยู่บนภูเขาหิน แม้กระทั่งเดินผ่านฝูงม้าลายซึ่งเป็นอาหารโปรดก็ยังไม่สนใจเพราะต้องการขึ้นไปบนภูเขาหินเท่านั้น 

                                                                                   



วันรุ่งขึ้นหลังจากสัตว์กีบ 2 ล้านตัวได้อพยพจากเซเรนเกติไปแล้ว ผมนั่งรถซาฟารีเข้าไปในทุ่งก็ได้พบสัตว์ป่าหลายชนิดที่ไม่ได้อพยพไปด้วย ชนิดแรกที่พบคือควายป่าแอฟริกันเป็นฝูงใหญ่มากกว่า 100 ตัวมากินหญ้ายาวขณะที่วิลเดอบีสท์กินหญ้าสั้นหมดไปแล้ว ชนิดที่ 2 คือช้างป่าแอฟริกันยืนอยู่ใต้ต้นไม้เป็นโขลงเล็กๆ ช้างแอฟริกันตัวเมียมีงาเช่นเดียวกับตัวผู้แต่มีความยาวเรียวแหลมและขนาดเล็กกว่าต่างกันชัดเจน เมื่อรถวิ่งลึกเข้าไปในทุ่งก็พบไฮยีนาหลายตัวกำลังรุมกินซากวิลเดอบีสท์ และยังพบแร้ง 2 ชนิดอยู่เป็นฝูงบนพิ้นดินได้แก่ Ruppell’s Griffon และ Hooded Vulture ไม่ไกลออกไปพบชีต้าแม่ลูกคู่หนึ่งนั่งอยู่บนจอมปลวก และที่จอมปลวกใกล้กันนั้นเห็นพังพอน Banded Mongoose แม่ลูกโผล่ขึ้นมาดูรถของเรา ผมได้พบนกนักล่าขนาดใหญ่ถิ่นเดียวของแอฟริกาคือ Secretary Bird หรือนกเลขานุการ เดินอยู่ในทุ่ง เมื่อรถมาถึงลำห้วยสายหนึ่งก็พบ Saddle-billed Stork หรือนกกระสาปากอานมีปากใหญ่ยาวมีลักษณะคล้ายอานม้าซึ่งเป็นที่มาของชื่อยืนอยู่ริมห้วย เมื่อมาถึงปลายทุ่งอีกด้านหนึ่งพบแอนทีโลปชนิดหนึ่ง 2 ตัวคือ Topi และใกล้ๆกันนั้นพบยีราฟตัวเมีย 5 ตัวเป็นลูกยีราฟ 1 ตัว ขอใช้โอกาสนี้บอกข้อแตกต่างระหว่างยีราฟตัวเมียกับตัวผู้ ซึ่งมีลักษณะของเขาคู่ต่างกันตามภาพที่แนบมาให้ดู  ภาพซ้ายคือตัวเมีย ปลายเขาคู่เป็นพุ่มมียอดแหลม ส่วนตัวผู้ในภาพขวานั้น ปลายเขาคู่เป็นลักษณะตัด ไกด์ท้องถิ่นซึ่งขับรถซาฟารีให้ด้วยนำผมออกไปจากทุ่งตามหาสัตว์ป่าชนิดอื่นๆ สักครู่ก็มาถึงจุดสำคัญ พบสิงโตตัวเมีย 3 ตัวกับลูกเล็ก 6 ตัวนอนอยู่บนพื้นดิน เราผ่านครอบครัวสิงโตไปสักครู่ก็พบแอนทีโลปอิมพาลาฝูงหนึ่งมีตัวผู้ตัวเดียว ตัวเมีย 10 กว่าตัวคือฮาเร็มของตัวผู้ ไกด์บอกว่าจะพาไปจุดสุดท้ายเป็นแหล่งอาศัยของฮิปโปโปเตมัสเรียกว่า Hippo Pool มีฮิปโปฯอาศัอยู่ร่วม 100 ตัว เป็นแหล่งอาศัยที่ใหญ่ที่สุดของฮิปโปฯซึ่งผมได้เคยพบมา












วันรุ่งขึ้นผมนั่งรถไปติดตามดูการอพยพของวิลเดอบีสท์และสัตว์กีบอื่นๆ ซึ่งไกด์บอกว่าเมื่อถึงเขตแดนระหว่างแทนซาเนียกับเคนยา ไม่สามารถนำรถข้ามเขตแดนเข้าไปในเคนยาได้ จากจุดนั้นห่างจากแม่น้ำมาราซึ่งเป็นจุดหมายสุดท้ายของเราราว 150 กิโลเมตร แต่ไม่มีข้อห้ามสำหรับขบวนอพยพของสัตว์กีบ 2 ล้านตัว เราต้องวิ่งรถกลับออกไปจากอุทยานแห่งชาติเซเรนเกติไปยังจุดผ่านแดนนามังกาเพื่อเข้าไปในเคนยา แล้วเดินทางโดยรถยนต์ต่อไปยังเขตอนุรักษ์มาไซมาราเพื่อรอรับขบวนอพยพที่แม่น้ำมารา เนื่องจากผมยังมีเวลาเกือบ 30 วันกว่าขบวนอพยพจะมาถึง จึงมีแผนที่จะไปชมอุทยานแห่งชาติแอมโบเซลี อุทยานแห่งชาติทะเลสาบนาคูรู และเขตอนุรักษ์แซมบูรูเสียก่อนซึ่งทั้งหมดตั้งอยู่ในเคนยา  หลังจากนั้นก็จะเข้าไปในมาไซมารา หาข้อมูลล่วงหน้าจากทางเขตอนุรักษ์ฯเกี่ยวกับจุดที่คาดว่าขบวนอพยพจะข้ามในปีนี้ ซึ่งขบวนอพยพจะกระจายออกไปมีหลายฝูงดังนั้นจุดข้ามแม่น้ำจึงจะมีหลายจุดด้วยกัน

     ผมเข้าไปในเขตอนุรักษ์มาไซมาราก่อนขบวนอพยพของสัตว์กีบจะมาถึงแม่น้ำมารา 3 วัน ได้ข้อมูลจากหน่วย tracker ของเขตอนุรักษ์ฯซึ่งติดตามการอพยพอยู่ตลอดเวลาและคาดว่าจะข้ามแม่น้ำมาราที่จุดใดบ้าง ซึ่งบรรดาหัวหน้าฝูงของวิลเดอบีสท์จะพิจารณาถึงความสะดวกและความปลอดภัยในการลงไปที่แม่น้ำ การข้ามแม่น้ำว่ามีจระเข้จำนวนมากหรือไม่ และทางขึ้นที่ฝั่งตรงข้าม ไกด์นำผมตระเวนไปตามจุดต่างๆที่คาดว่าจะมีการข้ามแม่น้ำมาราในปีนี้




เมื่อถึงวันที่หน่วย tracker รายงานว่าขบวนอพยพใกล้ถึงแม่น้ำมาราแล้ว เช้าวันนั้นเราจึงไปรอที่จุดหนึ่งซึ่งตลิ่งไม่สูง น้ำตื้น ไม่มีจระเข้ เข้ามาได้ พวกสัตว์กีบเดินข้ามได้อย่างสบาย ในที่สุดวันเวลาที่เรารอคอยก็มาถึงเมื่อวิลเดอบีสท์ฝูงแรกปรากฏตัวขึ้นที่จุดนั้นและทยอยเดินตามหัวหน้าฝูงข้ามแม่น้ำไปอีกฝั่งหนึ่ง แล้วเดินไปกินน้ำริมตลิ่งที่ไม่มีจระเข้รออยู่ จระเข้ที่แม่น้ำมาราเป็นจระเข้พันธุ์แม่น้ำไนล์ซึ่งมีขนาดใหญ่และดุร้ายมาก ทุกปีจะรอช่วงเวลาที่สัตว์กีบอพยพมาข้ามและกินน้ำที่แม่น้ำมาราเพื่อจับกินเป็นอาหาร




รถซาฟารีทุกคันที่นำนักท่องเที่ยวไปตามดูสัตว์ป่าจะมีวิทยุสื่อสารประจำรถซึ่งติดต่อกันได้ ไกด์ได้รับแจ้งทางวิทยุจากเพื่อนไกด์ของเขาว่าจุดที่เขาอยู่นั้นมีมีขบวนสัตว์กีบจำนวนมากร่วมฝูงกันจะมาข้ามที่นี่และจำนวนกำลังเพิ่มขึ้นตลอดเวลา แนะนำให้เราไปที่จุดนั้น เนื่องจากสัตว์กีบซึ่งข้ามที่จุดที่เราอยู่นี้ยังมีจำนวนไม่มากนัก เราจึงตัดสินใจไปยังจุดที่เพื่อนไกด์แนะนำมา เรานั่งรถไปราว 30 นาที เมื่อใกล้ถึงก็สวนกับวิลเดอบีสท์และม้าลายหลายตัววิ่งเข้าไปในทุ่งมาไซมาราซึ่งอุดมไปด้วยหญ้าระบัด ไกด์บอกว่าวิลเดอบีสท์อพยพกำลังข้ามแม่น้ำมาราแล้ว เมื่อไปถึงฝั่งแม่น้ำก็มองเห็นรถ ซาฟารีหลายคันจอดอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ


ผมมองข้าม แม่น้ำไปยังฝั่งตรงข้ามก็ มองเห็นวิลเดอบีสท์ จำนวนนับไม่ถ้วนรอคิว ข้ามแม่น้ำและยาวต่อไปด้านหลังจนสุดสายตาซึ่งเพิ่มจำนวนขึ้น ตลอดเวลา



ไกด์นำรถไปจอดบนฝั่งแม่น้ำบนจุดที่มองเห็นการข้ามแม่น้ำอย่างชัดเจน ผมตื่นเต้นกับภาพที่เห็นอยู่เบื้องหน้า ยอมรับว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกแห่งหนึ่ง





วิลเดอบีสท์ทยอยเดินลงตลิ่งตามกันข้ามแม่น้ำมายังฝั่งที่รถของเราจอดอยู่ ตอนแรกก็ข้ามเพียงสายเดียว แต่เมื่อจำนวนวิลเดอบีสท์ที่มาถึงก็เพิ่มขึ้นอีกสายหนึ่ง แต่ยังไม่ทันใจพวกที่ยืนออรอคิวอยู่ บางตัวใจกล้าจึงเดินลงตามช่องว่างของตลิ่งและกระโดดลงจากตลิ่งลงไปในน้ำตามภาพที่นำมาให้ชม เราใช้เวลาอยู่ที่นั่นจนถึงตอนบ่าย การข้ามแม่น้ำดูแล้วไม่น่าจะต่อเนื่องไปจนถึงกลางคืน มีภาพกิจกรรมข้ามแม่น้ำให้ถ่ายภาพอย่างไม่เบื่อ ผมได้ภาพวิลเดอบีสท์ครอบครัวหนึ่งข้ามมาด้วยกันน้ำโดยตัวพ่อและตัวผู้อื่นๆมองเห็นลักษณะใบหน้าและเขาคู่ชัดเจนว่าเป็นตัวผู้ซึ่งแตกต่างจากตัวเมีย ไกด์บอกว่าเพื่อนของเขาแจ้งมาว่าเหนือน้ำขึ้นไปแค่ 5 นาทีมีวิลเดอบีสท์ไปข้ามแม่น้ำอีกจุดหนึ่ง  แล้วไกด์ก็เลื่อนรถไปยังจุดนั้น เห็นวิลเดอบีสท์กับม้าลายจำนวนหนึ่งกำลังข้ามแม่น้ำอยู่ จึงถ่ายภาพการข้ามแม่น้ำที่จุดนั้นมาด้วย      
                                                             


ขณะนั้นไกด์ได้ส่องกล้องทางไกลไปยังฝั่งตรงข้าม ดูอยู่ครู่หนึ่งก็หันมาบอกผมด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่ามีเสือดาวตัวหนึ่งอยู่ในดงไม้ต่ำกว่าตลิ่งลงมาใกล้ทางที่วิลเดอบีสท์เดินลงมาเพื่อข้ามแม่น้ำ ดูเหมือนเสือดาวกำลังกินอะไรอยู่ อาจเป็นลูกวิลเดอบีสท์ที่ล่าได้ขณะจะไปข้ามแม่น้ำ ผมยกกล้องซึ่งติดซูมยาวไปส่องดูก็ถ่ายภาพเสือดาวอยู่ในดงไม้ได้ครึ่งตัว น่าจะกำลังกินเหยื่ออยู่ ไกด์บอกว่าให้รอดูอยู่ตรงนั้น เมื่อเสือดาวกินเหยื่อเสร็จก็จะลงมากินน้ำที่แม่น้ำ อีก 30 นาทีต่อมา ไกด์ก็หันมาบอกว่าเสือดาวออกมาจากดงไม้ ผมมองตามก็เห็นเสือดาวโตเต็มวัยตัวหนึ่งเดินออกจากดงไม้กลับขึ้นไปบนตลิ่ง กินเหยื่อพอแล้วน่าจะลงไปกินน้ำที่จุดอื่นซึ่งผมได้ภาพเสือดาวตัวนั้นมาด้วย

     ผมดูขบวนอพยพของสัตว์กีบข้ามแม่น้ำมาราจนถึงเย็นจึงกลับไปที่พัก การข้ามแม่น้ำก็น่าจะดำเนินต่อไปจนถึงวันรุ่งขึ้น ผมได้ติดตามการอพยพตั้งแต่เริ่มต้นที่ทุ่งหญ้าเซเรนเกติในแทนซาเนียในต้นเดือนกรกฎาคมจนมาถึงแม่น้ำมาราในมาไซมาราในปลายเดือนกรกฎาคม สัตว์กีบ 2 ล้านตัวจะอยู่ในทุ่งมาไซมาราเพื่อกินหญ้าระบัดจนถึงปลายเดือนกันยายนต่อเดือนตุลาคมซึ่งฤดูฝนจะเริ่มขึ้นในแทนซาเนียจึงจะเริ่มทยอยอพยพกลับไปซึ่งจะใช้เวลาราว 1 เดือนเช่นขามา ระหว่างนั้นผมจะกลับไปประเทศไทย และจะมาเคนยาอีกครั้งในปลายเดือนกันยายนเพื่อติดตามการอพยพของสัตว์กีบ 2 ล้านตัวกลับไปยังแทนซาเนีย

     โปรดติดตามชีวิตและกิจกรรมของสัตว์กีบเหล่านั้นในทุ่งหญ้ามาไซมารา และการรวมตัวเพื่อเดินทางกลับตลอดจนการข้ามแม่น้ำมารากลับไปแทนซาเนียซึ่งมีเหตุการณ์ที่ตื่นเต้นผจญภัยในช่วงนั้น ซึ่งผมจะเล่าให้ฟังในตอนที่ 3 ของ KTC TRAVEL STORIES