Galapagos Archipelago, Ecuador หมู่เกาะกาลาปากอสของประเทศเอกวาดอร์ เป็นที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติกาลาปากอสซึ่งได้ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งชาติแห่งแรกของเอควาดอร์ในปี ค.ศ. 1959 เป็นหมู่เกาะอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิคห่างจากแผ่นดินใหญ่ของทวีปอเมริกาใต้ 1,000 กิโลเมตร และได้ขึ้นทะเบียนโดยองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติในปี ค.ศ. 1978 เนื่องจากมีคุณค่าโดดเด่นอันเป็นสากลตามหลักเกณฑ์ของการเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติที่ 7, 8, 9 และ 10 ประกอบด้วย 18 เกาะหลัก เกาะเล็ก 3 เกาะ และยังมีเกาะเล็กๆและโขดหินกลางทะเลอีกประมาณ 170 แห่ง เกาะทั้งหมดเกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟใต้ทะเลและดันตัวขึ้นมาเหนือน้ำในระยะเวลาอย่างน้อย 3 ล้านปีมาแล้ว ถึงแม้ภูเขาไฟส่วนใหญ่จะได้ดับไปแล้ว แต่ปัจจุบันภูเขาไฟบนบางเกาะก็ยังปะทุขึ้นมาเป็นครั้งคราว
ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ค้นพบและไปเยือนหมู่เกาะกาลาปากอสเป็นคนแรกได้แก่บิชอปแห่งปานามา ซึ่งเรือลำที่โดยสารไปเปรูได้ถูกกระแสน้ำที่แรงเชี่ยวพัดพาไปค้นพบหมู่เกาะแห่งนี้โดยบังเอิญในวันที่ 10 มีนาคม ค.ศ. 1535 สิ่งที่เรียกความสนใจของท่าบิชอปมากที่สุดคือเต่าบกยักษ์หลายตัวที่พบทำให้หมู่เกาะนี้ถูกเรียกว่าเกาะแห่งเต่าบกยักษ์เป็นภาษาสเปนคือ Galapagos ซึ่งปรากฏอยูบนแผนที่ในปี ค.ศ. 1570 เป็นครั้งแรก
ต่อมาพรรณพืชและสัตว์ป่าของหมู่เกาะกาลาปากอสได้จุดประกายให้ชาลส์ ดาร์วินนักธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษคิดค้นทฤษฎีของการกลายพันธุ์ซึ่งได้ตีพิมพ์เป็นหนังสือมีชื่อว่า “กำเนิดสปีชีส์” (The Origin of Species) ในปี ค.ศ. 1859 จากการค้นพบว่าหมู่เกาะแห่งนี้เป็นถิ่นกำเนิดของสัตว์ป่าหลากหลายสายพันธุ์ซึ่งไม่พบที่อื่นใดบนโลกใบนี้ ระบบนิเวศอันซับซ้อนและเปราะบางของหมู่เกาะยังเอื้อต่อการดำรงชีวิตของสัตว์ป่าที่หายากและไม่เป็นที่รู้จักทั่วไป ได้แก่ เพ็นกวิน นกฟินช์ กิ้งก่าบก กิ้งก่าทะเล เต่าบกยักษ์ สิงโตทะเล เป็นต้น ตลอดจนนกทะเลหลายชนิด
เมื่อผมมาเป็นผู้ผลิตรายการสารคดีโทรทัศน์เกี่ยวกับมรดกโลกจึงมีความสนใจในหมู่เกาะกาลาปากอสและได้เดินทางมาถ่ายทำรายการเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพและสัตว์ป่าของหมู่เกาะแห่งนี้ 2 ครั้งโดยได้ไปสำรวจเกาะต่างๆรวม 14 เกาะด้วยกันและยังได้นำลูกหลานมาท่องเที่ยวที่หมู่เกาะกาลาปากอสอีก 1 ครั้งด้วย
การเดินทางไปหมู่เกาะกาลาปากอสทั้ง 3 ครั้งเริ่มต้นเหมือนกันคือเดินทางโดยเครื่องบินจากกรุงเทพฯไปยังกรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ รอหลายชั่วโมงเพื่อเปลี่ยนเครื่องบินบินตรงไปยังกรุงคีโต้นครหลวงของประเทศเอกวาดอร์ใช้เวลา 13 ชั่วโมง พักที่คีโต้ 1 คืน วันรุ่งขึ้นบินโดยเครื่องในประเทศใช้เวลา 1 ชั่วโมงไปยังสนามบินบนเกาะ Baltra ที่หมู่เกาะกาลาปากอส บริษัทนำเที่ยวที่ติดต่อไว้แล้วได้นำรถมารับเราแล้วนำไปที่ท่าเรือเพื่อลงเรือท่องทะเลไปตามเกาะต่างๆ ซึ่งเป็นวิธีเดียวเท่านั้นที่จะไปชมหมู่เกาะกาลาปากอสได้ ดังนั้นผู้ที่เมาคลื่นต้องตัดสินใจว่าจะไปทริปนี้หรือไม่ ควรปรึกษาแพทย์และนำยาป้องกันเมาคลื่นไปให้พอ ซึ่งส่วนใหญ่เรือนำเที่ยวจะแล่นอยู่ในทะเลที่สงบระหว่างเกาะต่างๆ ไม่ออกไปในทะเลเปิดที่มีคลื่นลมแรง ผมจะขอนำประสบการณ์การท่องธรรมชาติและพบเห็นสัตว์ป่านานาชนิดของกาลาปากอสทั้ง 3 ทริปมาเล่ารวมกันในบทความนี้
ในสองทริปแรกเป็นการไปถ่ายทำรายการสารคดีมีผมกับทีมงานและเพื่อนๆที่ชอบถ่ายภาพธรรมชาติและสัตว์ป่าร่วมเดินทางไปด้วยรวมทริปละ 12 คน ไปกับเรือยอชท์ติดเครื่องยนต์มีกัปตันและลูกเรือมืออาชีพให้บริการและความปลอดภัยและมีไกด์ท้องถิ่นที่ชำนาญภูมิประเทศและสัตว์ป่าไปด้วย ส่วนทริปที่ 3 ไปกับเรือสำราญขนาดเล็กรับผู้โดยสาร 90 คนให้บริการนำเที่ยวแบบมืออาชีพ เรือ Guantanamera (ซ้าย) ในทริปแรก เรือ Odyssey (ขวา) ในทริปที่ 2
เรือในทริปที่ 3 คือเรือ Santa Cruz II บริษัทนำเที่ยวระดับสากลและที่กาลาปากอสมีเรือขนาดต่างๆนำเสนอให้ทางเราได้เลือกเช่าตามความต้องการก่อนเดินทางไปถึงกาลาปากอส ทางการกาลาปากอสกำหนดให้เรือท่องเที่ยวเดินทางเป็นกลุ่มๆละ 4 ลำเพื่อช่วยเหลือกันในกรณีฉุกเฉิน
เกาะแรกที่ผมกับคณะได้ไปสำรวจคือเกาะอีซาเบลลาซึ่งเป็นเกาะขนาดใหญ่ที่สุดและมีภูเขาไฟหลายลูกซึ่งมีบางลูกยังปะทุอยู่ ไกด์ได้นำเราไปเดินสำรวจทุ่งลาวาอันกว้างใหญ่ที่ไหลลงมาจากภูเขาไฟที่ระเบิดและดับไปแล้วเป็นเวลากว่าล้านปี
จากทุ่งลาวาไกด์พาเรานั่งเรือยางติดเครื่องยนต์ ไปยังอีกด้านหนึ่งของเกาะซึ่งเป็นถิ่นอาศัยของกิ้งก่าทะเลที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของหมู่เกาะกาลาปากอสทำให้ดูน่ากลัวและดุร้าย แต่ในความเป็นจริงเป็นสัตว์กินพืชคือสาหร่ายทะเลและไม่กินเนื้อสัตว์
กิ้งก่าทะเลเป็นสัตว์ถิ่นเดียวของกาลาปากอสประกอบด้วย 7 สายพันธุ์ย่อย มีขนาดของลำตัวแตกต่างกัน ขนาดเล็กที่สุดคือกิ้งก่าทะเลของเกาะซานตาครูซ (ซ้าย) ส่วนกิ่งก่าทะเลของเกาะเอสปาโนลา (ขวา) มีสีสันฉูดฉาดที่สุดในฤดูผสมพันธุ์
กิ้งก่าทะเลที่อยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่มากเช่นในภาพเป็นกิ้งก่าทะเลบนเกาะเฟอนานดีนาซึ่งอยู่ใกล้กับเกาะอีซาเบลลา
เรานั่งเรือยางสำรวจป่าโกงกางอันกว้างใหญ่อยู่ในช่องแคบระหว่างเกาะอีซาเบลลากับเกาะเฟอนานดีนา พบกองหินกลุ่มหนึ่งล้อมรอบด้วยป่าโกงกางและพบสัตว์ 4 ชนิดบนกองหินนั้นได้แก่เพ็นกวิน 1 ตัว สิงโตทะเล 1 นกบูบี้ตีนสีฟ้า 2 ตัว และกาน้ำบินไม่ได้ 1 ตัว ไกด์อธิบายว่าสัตว์เหล่านั้นใช้กองหินเป็นฐานพักขณะจับปลาที่ชุกชุมในช่องแคบนี้ ต่อคำถามว่าทำไมสัตว์ทั้ง 4 ชนิดนี้ถึงมาอยู่ร่วมกันได้ที่กาลาปากอส ไกด์ให้เหตุผลของสัตว์แต่ละชนิดดังนี้
เพ็นกวินเป็นสัตว์เมืองหนาวอยู่กับน้ำเย็นในขั้วโลกใต้ ปรากฏว่าที่กาลาปากอสเป็นบริเวณที่มีกระแสน้ำเย็นไหลผ่าน จึงทำให้เพ็นกวินอาศัยอยู่ที่นี่ได้ กินปลาเป็นอาหารเช่นเดียวกับสัตว์อีก 3
ชนิด สิงโตทะเลอยู่ได้ทั้งน้ำเย็นและน้ำอุ่น นกบูบี้ตีนสีฟ้าเป็นนกทะเลของมหาสมุทรแปซิฟิคซึ่งมีทั้งน้ำเย็นและน้ำอุ่น ส่วนกาน้ำบินไม่ได้นั้น เดิมบินไปจับปลาไกลๆ แต่ที่กาลาปากอสอุดมไปด้วยปลาหลายชนิดให้กาน้ำจับกินโดยไม่ต้องใช้ปีกบินไปจับ และไม่มีสัตว์ที่ล่ากาน้ำจึงไม่ต้องบินหนีศัตรู เมื่อนานวันเข้า ปีกไม่ถูกใช้จึงถูกลดขนาดลง จนบินไม่ได้ แต่ทำให้ว่ายน้ำดำน้ำจับปลาได้คล่องแคล่วเพราะตีนมีพังผืดเหมือนตีนเป็ด นี่คือตัวอย่างอันหนึ่งของการกลายพันธุ์ของร่างกายตามทฤษฎีกำเนิดสปีซีส์ของชาลส์ ดาร์วิน
มีเรื่องตื่นเต้นขณะนั่งเรือยางสำรวจป่าโกงกางในช่องแคบระหว่าเกาะอีซาเบลลากับเกาะเฟอนานดีนา ขณะผ่านต้นโกงกางต้นหนึ่ง ไกด์สังเกตเห็นเต่าตนุตัวหนึ่งขาข้างหนึ่งเกี่ยวติดอยู่กบกิ่งของต้นโกงกาง และน้ำทะเลกำลังลง ถ้าลงต่อไปจนเต่าตนุตัวนั้นต้องอยู่เหนือน้ำเป็นเวลานานเกินไป มีแนวโน้มว่าจะตายได้ เราจึงนำเรือไปใกล้ต้นโกงกางและเต่าตนุ ช่วยกันยกตัวเต่าให้สูงขึ้นจนขาข้างนั้นหลุดจากง่ามของกิ่งโกงกางและว่ายน้ำได้เป็นปกติ
ขอกลับไปเล่าถึงชาลส์ ดาร์วินกับการศึกษาการกลายพันธุ์ของสัตว์บนหมู่เกาะกาลาปากอสโดยศึกษาจากนกฟินช์ 14 ชนิดซึ่งเป็นนกขนาดเล็กประเภทนกกระจอกหรือนกกระติ๊ด หางสั้น จะงอยปากหนา ดาร์วินแบ่งนกฟินช์ออกเป็น 4 กลุ่มหลักได้แก่ นกฟินช์ดิน (ground finches), นกฟินช์กินพืชผัก (vegetarian finches), นกฟินช์ต้นไม้ (tree finches), และนกกระจิบ (warbler finches) แต่สนใจนกฟินช์ต้นไม้ขนาดกลาง (medium tree finch) เป็นพิเศษ ซึ่ง IUCN ได้ประกาศให้อยู่ในสภาวะใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง (Critically Endangered) ขณะสำรวจป่าบนเกาะอีซาเบลลา ผมได้พบนกฟินช์ต้นไม้ขนาดกลางตัวผู้ 1 ตัว (ซ้าย) และตัวเมีย 1 ตัว (ขวา)
ผมกับคณะได้ไปชมสถานีวิจัยชาลส์ ดาร์วินบนเกาะซานตาครูซ นิทรรศการการอนุรักษ์สัตว์ป่าของหมู่เกาะกาลาปากอสโดยเฉพาะการขยายพันธุ์เต่าบกยักษ์บนเกาะต่างๆ ตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 ถึง ค.ศ. 1970 จำนวนประชากรของเต่าบกยักษ์ได้ลดลงอย่างมาก จากมากกว่า 250,000 ตัวเหลือเพียง 3,000 ตัวเท่านั้น จากการถูกล่าอย่างหนักเพื่อนำเต่าบกยักษ์ไปเป็นอาหารและไขมัน เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงบนเรือโจรสลัดและกองเรือล่าวาฬ ต่อมารัฐบาลของประเทศเอกวาดอร์ได้ดำเนินการอนุรักษ์เต่าบกยักษ์และสัตว์ป่าอื่นๆของหมู่เกาะกาลาปากอสอย่างจริงจังด้วยการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติกาลาปากอสขึ้นในปี ค.ศ. 1959 และได้มีโครงการฟื้นฟูจำนวนประชากรเต่าบกยักษ์โดยการเพาะเลี้ยงทำให้จำนวนเพิ่มขึ้นเป็นราว 20,000 ตัวในปี ค.ศ. 2000 และยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปี ค.ศ. 1978 องค์การยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนให้หมู่เกาะกาลาปากอสเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ เต่าบกยักษ์กาลาปากอสมีอยู่ 2 ประเภทได้แก่เต่าบกยักษ์หลังโดม (Dome-backed Giant Tortoise) และเต่าหลังอาน (Saddle-backed Giant Tortoise)
เช้าวันหนึ่งขณะที่ผมกับทีมงานไปเดินสำรวจหาดบนเกาะเฟอนานดีนาก็ได้ยินเสียงร้องกับเสียงคำรามสลับกันดังลั่นมาแต่ไกล ไกด์ซึ่งเดินมากับเราบอกว่าเป็นเสียงของแม่สิงโตทะเลเพิ่งคลอดลูกออกมาส่งเสียงให้ได้ยินกันทั่วไปว่าได้คลอดลูกแล้วและเตือนว่าอย่าเข้าไปใกล้ลูกของตน ผมเดินต่อไปตามเสียงจนเข้าไปในระยะซูมของเลนส์แต่ไม่ไปใกล้แม่ลูกสิงโตทะเลคู่นั้นและได้ภาพสิงโตทะเลกับลูกน้อยมาด้วย
นอกจากภาพสิงโตทะเลแม่ลูกบนเกาะเฟอนานดินาแล้ว ผมยังได้ภาพสิงโตทะเลบนเกาะต่างๆของกาลาปากอสอีกด้วย เช่นบนเกาะซานตาเฟ จะเห็นว่าสิงโตทะเลมักแสดงความรักระหว่างแม่กับลูกและระหว่างพี่น้องในครอบครัวเดียวกันด้วย
เมื่อพูดถึงสิงโตทะเล มักจะมีคำถามตามมาว่าสิงโตทะเลกับแมวน้ำต่างกันอย่างไร คำตอบแรกคือไม่มีแมวน้ำที่หมู่เกาะกาลาปากอส ที่เห็นนั้นคือสิงโตทะเลทั้งหมด สิ่งแรกที่แตกต่างกันและเห็นได้ชัดคือสิงโตทะเลมีหูเล็กทั้ง 2 ข้างของหัว แต่แมวน้ำไม่มีหู สิงโตทะเลมีครีบหน้า 2 ข้างซึ่งแข็งแรงมีพลังสำหรับว่ายน้ำและยืนกับเดิน ซึ่งแมวน้ำไม่สามารถยืนหรือเดินบนครีบหน้าได้ แมวน้ำคลานหรือเลื้อยบนพื้นดินและว่ายน้ำโดยใช้ครีบหาง สิงโตทะเลอยู่ในสภาวะใกล้สูญพันธุ์
ก่อนจะไปจากเกาะเฟอนานดีนา ยังมีจุดเด่นอีกสิ่งหนึ่งซึ่งผมยังไม่พบบนเกาะอื่น ได้แก่ต้นกระบองเพชรลาวาแคคตัสซึ่งสวยงามแตกต่างจากแคคตัสทั่วไป ที่แปลกคือขึ้นและเติบโตบนลานหินลาวาริมทะเล จากต้นลาวาแคคตัส ผมขอนำไปชมต้นกระบองเพชรอีกชนิดหนึ่งของหมู่
เกาะกาลาปากอสคือต้นกระบองเพชรโอปันเตีย (Opuntia Cactus) ซึ่งมีขึ้นเกือบทุกเกาะเพราะดอกใบและผลเป็นอาหารหลักของกิ้งก่าบก ดังนั้นเกาะใดที่มีกิ้งก่าบกอาศัยอยู่ ลำต้นของโอปันเตียแคคตัสจะมีหนามแหลมคมเพื่อป้องกันไม่ให้กิ้งก่าบกปีนขึ้นไปกินผล ดอก และใบ แต่บนเกาะที่มีโอปันเตียแคคตัสแต่ไม่มีกิ้งก่าบกอาศัยอยู่บนเกาะนั้น ลำต้นและใบของโอปันเตียแคคตัสจะไม่มีหนามแหลมคม ผมเคยพิศูจน์โดยเอามือลูบขึ้นลงที่ลำต้นปรากฏว่าหนามของลำต้นกลับนุ่มและลู่ไปตามแรงลูบ
เกาะซานเตียโกมีหาดยาวสีเขียวที่เกิดจากลาวาไหลลงมาจากภูเขาไฟที่ระเบิดและดับไปแล้วนับล้านปี บนหาดนี้เราพบปูผี (Painted Ghost Crab) เป็นปูลมชนิดหนึ่ง อีกด้านหนึ่งของเกาะเต็มไปด้วยหินลาวา มีบางจุดเป็นโพรงถ้ำออกไปสู่ทะเลได้เป็นถิ่นอาศัยของสิงโตทะเลขนสัตว์กาลาปา กอส (Galapagos Fur Sea Lion) ที่เคยถูกล่าจนเกือบสูญพันธุ์
บนเกาะนี้ยังได้พบพฤติกรรมของกิ้งก่าทะเลกับสัตว์อื่นๆที่อยู่ในบริเวณเดียวกันเช่นกิ้งก่าลาวานอนรับแดดบนหัวกิ้งก่าทะเลและผึ้งแมลงภู่ หรือผึ้งช่างไม้ (Carpenter Bee) เป็นผึ้งชนิดเดียวที่พบบนหมู่เกาะกาลาปากอส ตัวที่ตอมหัวกิ้งก่าทะเลเป็นผึ้งตัวผู้ซึ่งพบยากกว่าตัวเมียที่มีลำตัวสีดำล้วน
และยังได้พบเหยี่ยวกาลาปากอสบนเกาะนี้ด้วยซึ่งเป็นสัตว์นักล่าลูกกิ้งก่าบกและลูกกิ้งก่าทะเลตลอดจนลูกสิงโตทะเล เหยี่ยวที่พบมีทั้งโตเต็มวัย (ซ้าย) และวัยเด็ก (ขวา)
แต่ที่น่าตื่นเต้นและหาชมยากคือการล่าปลาของนกบูบี้ตีนสีฟ้าซึ่งพุ่งตัวขณะบินอยู่ในอากาศลงไปในทะเลเพื่อจับปลา
นอกจากการล่าปลาที่เฉียบขาดแล้ว นกบูบี้ตีนฟ้ายังมีลีลาที่น่าชมในการฟ้อนเลือกคู่อีกด้วย
เมื่อออกไข่และฟักเป็นตัวแล้ว แม่นกจะเลี้ยงดูลูกนกอย่างใกล้ชิด พ่อนกมีหน้าที่หาอาหารมาให้
ยังมีนกอีก 2 ชนิดของกาลาปากอสที่ได้รับการชื่นชมจากพฤติกรรมในการเลือกคู่ได้แก่นก Frigatebird หรือนกโจรสลัด และนกเวฟด์อัลบาตรอส (Waved Albatross)
นกโจรสลัดตัวผู้จะสร้างรังและเข้าไปนั่งในรังกางปีกทั้งสองข้างพร้อมกับพองถุงสีแดงใต้คอให้ใหญ่ที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อดึงดูดนกโจรสลัดตัวเมียให้มาเป็นคู่ บางตัวถึงกับพองถุงสีแดงขึ้นบินไปมาเรียกความสนใจจากตัวเมีย เมื่อตัวเมียตัวใดตกลงใจเป็นคู่ก็จะไปนั่งเคียงข้างตัวผู้
นกเวฟด์อัลบาตรอสเป็นนกทะเลอีกชนิดหนึ่งที่มีลีลาในการเลือกคู่แตกต่างจากนกชนิดอื่นแต่ก็ได้รับความชื่นชอบไม่น้อยกว่ากัน ที่ต้องพิถีพิถันมากเพราะเมื่อได้คู่แล้วจะอยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิต ภาพที่ผมนำมาให้ชมเป็นการเลือกคู่ของนกเวฟด์อัลบาตรรอส 4 ตัวมาพบกันเพื่อเลือกคู่ด้วยการส่งเสียงไปมาระหว่างคู่ที่จะเลือกกัน ส่วนอีกสองตัวนั้นมาเป็นพยาน เมื่อตกลงกันได้ พยาน 2 ตัวก็จากไป เหลือ 2 ตัวที่จะใช้ชีวิตร่วมกัน
หมู่เกาะกาลาปากอสได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งนกทะเลรวมทั้งนกฟลามิงโกซึ่งพบบนหลายเแต่มีจำนวนมากที่สุดบนเกาะฟลอเรียนาา ในหมู่เกาะกาลาปากอสมีทั้งหมดราว 400-600 ตัว
กาลาปากอสฟลามิงโกมีขนเป็นสีชมพูเข้มกว่าฟลามิงโกในยุโรป เนื่องจากสัตวและพืชที่กาลาปากอสกินมีสาร carotenoids ซึ่งเพิ่มความเข้มของสีขน
นกทะเลขนาดใหญ่อีกชนิดหนึ่งพบที่หมู่เกาะกาลาปากอสคือนกกระทุงสีน้ำตาล (Brown Pelican) ซึ่งบินวนอยู่เหนือทะเลแล้วพุ่งตัวลงไปจับปลาในทะเลเช่นเดียวกับนกบูบี้ตีนสีฟ้า นกกระทุงในภาพพบที่เกาะซานเตียโก
นกชนิดอื่นๆพบที่หมู่เกาะกาลาปากอสได้แก่นกบูบี้นาซกา (Nazca Booby) นกนางนวลหางนกนางแอ่น (Swallow-tailed Gull) นกนางนวลลาวา (Lava Gull) นกร่อนทะเลปากแดง (Red-billed Tro[icbird) นกเลียนเสียงฮู๊ด (Hood Mockingbird) นกเขากาลาปากอส (Galapagos Dove) และ นกกระจิบสีเหลือง (Yellow Warbler)
นอกจากนั้นมีผลไม้ชนิดหนึ่งที่ต้องกล่าวถึงก็คือแอปเปิลมีพิษกาลาปากอส (Galapagos Poisonous Apple) ขึ้นอยู่บนต้นไม้ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นต้นไม้ที่เป็นอันตรายที่สุดในโลก คนกินแอปเปิลชนิดนี้เข้าไปถึงแก่ชีวิตได้ ส่วยยางจากต้นและกิ่งเป็นอันตรายต่อผิวหนังของมนุษย์ แต่เต่าบกยักษ์กาลาปากอสกินแอปเปิลชนิดนี้ได้โดยไม่มีอันตราย แอปเปิลมีพิษนี้ขึ้นอยู่บนเกาะซานตาครูซและเกาะอีซาเบลลา ผมพบต้นไม้ชนิดนี้ต้นหนึ่งขึ้นอยู่ในเมืองท่า Aryora บนเกาะซานตาครูซ ทางการสร้างรั้วสูงล้อมต้นไม้นี้ไว้และมีป้ายห้ามเข้าไปใกล้ต้นไม้อันตรายต้นนี้อย่างเด็ดขาด
ผมขอจบบทความด้วยภาพถ่ายสถานที่แปลกตาทางธรรมชาติอีก 2 แห่งซึ่งนำมาให้ชมได้แก่ Fountain Blow เป็นน้ำพุเกิดจากคลื่นจากมหาสมุทรซัดเข้ามาทะลุผ่านรูหินแตกเป็นช่องกว้างสูงขึ้นไปเหมือนน้ำพุราว 5 เมตรบนเกาะเอสปาโนลา และอีกแห่งเป็นซากภูเขาไฟขนาดเล็กหลายลูกอยู่ติดกันซึ่งดับมาแล้วเป็นเวลานับล้านปีบนเกาะเจโนเวซา
แล้วพบกันในท่องโลกธรรมชาติเรื่องต่อไปครับ








