การผจญภัยครั้งนี้เริ่มต้นจากการสนทนาระหว่างผมกับเพื่อนช่างภาพสัตว์ป่าชาวอเมริกันซึ่งเล่าให้ผมฟังเกี่ยวกับหมีชนิดหนึ่งเรียกว่า Spirit Bear พบได้แห่งเดียวในโลกที่ Great Bear Rainforest เป็นป่าฝนที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ที่สุดของทวีปอเมริกาเหนือตั้งอยู่ในรัฐบริติชโคลัมเบียทางฝั่งตะวันตกของประเทศแคนาดา มีพื้นที่ 64,000 ตารางกิโลเมต หมีชนิดนี้เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่มหัศจรรย์เพราะเป็นสายพันธุ์หมีดำ (Black Bear) ซึ่งเป็นสัตว์ถิ่นเดียว (endemic) ของทวีปอเมริกาเหนือ เป็นหมีขนาดกลาง มีจำนวนมากที่สุดของทวีป และมีขนสีดำ แต่ปรากฏว่าร้อยละ 10 ของหมีดำที่เกิดใน Great Bear Rainforest มีสีขาว คือ Kermode Bear แต่ถูกเรียกโดยชาวพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในป่าฝนแห่งนั้นว่า Spirit Bear เนื่องจากมีความเชื่อว่าบรรพบุรุษของพวกเขาได้กลับมาเกิดเป็นหมีขาวแตกต่างจากหมีดำเพื่อมาปกป้องรักษาผืนป่าแห่งนี้ มีการคาดคะเนว่ามี Spirit Bear กระจายอาศัยอยู่ในป่าฝนผืนนี้ราว 400 ตัว
ขณะนั้นผมเป็นผู้ผลิตและเป็นพิธีกรของรายการสารคดีโทรทัศน์ “สุดหล้าฟ้าเขียว” ออกอากาศทางช่อง 3 จึงสนใจทันทีที่จะเดินทางไปยังป่าฝนแห่งนี้ในแคนาดาเพื่อตามหาและบันทึกภาพหมีสายพันธุ์พิเศษนี้ ผมติดต่อโดยตรงไปยังฝ่ายบริหารจัดการ Great Bear Rainforest เพื่อติดต่อเรื่องที่พักและการเดินทาง ได้ข้อมูลเพิ่มเติมว่ารัฐบาลของรัฐบริติชโคลัมเบียได้ทำข้อตกลงยินยอมให้ชนเผ่าสองเผ่าคือ Kitasoo และ Xai’xais ซึ่งอาศัยอยู่ในผืนป่าแห่งนี้มาดั้งเดิมร่วมกันบริหารพื้นที่ 3,939 ตารางกิโลเมตรประกาศเป็นพื้นที่คุ้มครอง เป็นเจ้าของและผู้บริหารที่พักคือ Spirit Bear Lodge ในชุมชน Klemtu ใจกลางป่าฝน ซึ่งเป็นศูนย์กลางการบริหารป่าฝนแห่งนี้ ผมจึงสำรองที่พักได้ 5 คืนในปลายเดือนสิงหาคมซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นของฤดูท่องเที่ยวของ Great Bear Rainforest และตรงกับการเริ่มต้นของปรากฏการณ์สำคัญทางธรรมชาติประจำปีคือ Salmon Run
Salmon Run คือช่วงฤดูที่ปลาแชลมอนที่โตเต็มวัยอพยพจากมหาสมุทรกลับเข้าฝั่ง แล้วว่ายทวนน้ำตามแม่น้ำสายต่างๆขึ้นไปยังต้นน้ำจืดที่ให้กำเนิดพวกมันเพื่อวางไข่และตายลง แม่น้ำบางสายไหลลงมาตามแม่น้ำที่เรียงรายด้วยโขดหิน ดังนั้นปลาแซลมอนจะต้องว่ายทวนกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวลงมาจากต้นน้ำได้แก่ทะเลสาบและหนองบึง กระโดดข้ามโขดหินและกองหินระหว่างทางเพื่อไปถึงที่หมายให้ได้ นี่คือธรรมชาติอันน่าทึ่งของปลาแซลมอนที่เกิดในน้ำจืดแล้วว่ายออกไปยังทะเลใช้ชีวิตอยู่ในมหาสมุทรจนใกล้ถึงอายุขัยจึงกลับเข้าฝั่ง ว่ายทวนน้ำไปยังแหล่งเกิดเพื่อวางไข่ก่อนตาย
ปลาแซลมอนเป็นอาหารหลักของหมีทุกชนิดเพราะอุดมด้วยโปรตีนที่หมีต้องกินในช่วง 2-3 เดือนตั้งแต่ปลายเดือนสิงหาคมเพื่อให้ความอบอุ่นต่อร่างกายก่อนเข้าฤดูหนาว ดังนั้นในช่วง Salmon Run หมีชนิดต่างๆจะไปเฝ้าจับปลาแซลมอนที่ว่ายทวนน้ำกลับไปแหล่งเกิด ซึ่ง Great Bear Rainforest เป็นอีกแห่งหนึ่งที่มีผู้นิยมเดินทางไปเฝ้าดูหมีที่อาศัยอยู่ในป่าฝนได้แก่หมี grizzly หมีดำรวมทั้ง Spirit Bear จับปลาแซลมอนกิน
ผมกับทีมงานบินจากกรุงเทพฯไปยังนครแวนคูเวอร์ทางฝั่งตะวันตกของแคนาดา แล้วบินสายการบินในประเทศต่อไปยังเบลลา-เบลลาเป็นเมืองเล็กๆตั้งอยู่ในบริเวณ Great Bear Rainforest โดยใช้ เวลา 1 ชั่วโมง ทาง Spirit Bear Lodge ส่งเรือยนต์มารับคณะของเราและแขกอื่นๆของลอด์จวิ่งเข้าไปในผืนป่าอันกว้างใหญ่ผ่านทิวทัศน์อันสวยงามของป่าสนและลำน้ำที่คดเคี้ยวโดยใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงครึ่งจึงถึงที่พักของเราซึ่งตั้งอยู่ริมน้ำมีท่าเรือเฉพาะเรือของลอด์จที่พาแขกไปตามหาหมีชนิดต่างๆและ โดยเฉพาะ spirit bear ซึ่งต้องใช้เรือยนต์เป็นพาหนะเท่านั้น
หลังอาหารเช้าวันรุ่งขึ้นทางลอด์จจัดเรือยนต์มีกัปตันชาวแคนาดาและไกด์ท้องถิ่นชนเผ่าพื้นเมืองพร้อมด้วยกล่องอาหารกลางวันนำคณะของเราไปยัง Knutze Inlet อยู่ทางตอนเหนือของป่าฝนโดยใช้เวลา 2 ชั่วโมง ระหว่างทางไกด์บอกว่าสถานที่ที่เราจะไปนั้นเป็นถิ่นอาศัยของหมีกริซรี่ซึ่งเป็นหมีขนาดใหญ่สุดของป่านี้เป็นสายพันธุ์หนึ่งของหมีสีน้ำตาล ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ถ้าไม่ไปคุกคามพวกมันก่อน ไม่เป็นสัตว์นักล่ากินเนื้อเช่นหมีโพลาร์ นอกจากขาดแคลนอาหาร จะกินสัตว์ขนาดเล็ก ปกติกินแซลมอนและปลาอื่นๆเป็นอาหารหลัก และนกกับไข่นก เบอรี่ เมล็ดผลไม้ และหญ้า และกินซากสัตว์ด้วย ไกด์บอกเพิ่มเติมว่าจะไม่พบหมีดำและ spirit bear ที่ Knutze Inlet เพราะมีถิ่นอาศัยที่แตกต่างกัน
เรือผ่านป่าที่มีต้นไม้ใหญ่หลายต้นและได้เห็นนกอินทรีหัวขาว (Bald Eagle or American Eagle) ตัวหนึ่งเกาะอยู่บนกิ่งไม้ เป็นนกขนาดใหญ่และนกประจำชาติและสัญลักษณ์ของประเทศสหรัฐอเมริกา พวกเราตื่นเต้นที่มาพบนกหายากชนิดนี้ ไกด์บอกว่ามีโอกาสพบหลายตัวที่ป่านี้
เรือแล่นต่อไปสักครู่ กัปตันก็ลดความเร็วลงและหันมาบอกเรา “Humpback!” แล้วบังคับเรือไปใกล้ฝั่ง พวกเราต่างคว้ากล้องขึ้นมาและเปิดหน้าต่างกระจกด้านข้างของเรือเตรียมถ่ายภาพเพราะการพบวาฬหลังค่อมไม่ใช่เรื่องง่ายนัก และครั้งนี้ไม่พบในทะเลอันกว้างใหญ่ แต่พบในแม่น้ำที่ไหลผ่านป่าไปลงทะเล และพบใกล้ๆด้วย เมื่อไปอยู่ห่างวาฬไม่เกิน 200 เมตร กัปตันก็ลอยเรือให้กระแสน้ำพัดพาเรือตามวาฬไปเพื่อให้เราถ่ายภาพได้สะดวก ทันใดนั้นเราเห็นน้ำพุพุ่งขึ้นมาเหนือน้ำสูงราว 3 เมตรจากส่วนหัวของวาฬ อีกไม่กี่วินาทีต่อมา วาฬก็โผล่หลังโค้งค่อมให้เห็นชัดเจนก่อนที่จะดำหายไปทั้งตัว สักครู่วาฬก็โผล่ขึ้นมาอีก คราวนี้หลังวาฬขนานไปกับผิวน้ำ เห็นกระโดงบนหลังและที่สำคัญคือเห็นรูน้ำพุ (blow hole) ชัดเจนที่หัววาฬซึ่งผมถ่ายภาพได้พอดี แล้ววาฬก็เริ่มดำลง โชว์ให้เห็นหลังค่อมใกล้ๆ แล้วตามด้วยครีบหาง 2 แฉกก่อนจะจมหายไปทั้งตัว พวกเราหันไปขอบใจกัปตันซึ่งพยักหน้ารับแล้วบอกว่า “Next are the grizzlies!” มีความหมายว่าต่อไปคือหมีกริซรี่
ครู่ใหญ่ๆต่อมากัปตันก็เลี้ยวเรือเข้าไปในเว้งน้ำขนาดใหญ่และบอกว่า “Knutze Inlet” ซึ่งเป็นจุดหมายของเราวันนี้ ไปได้สักครู่ก็เห็นภาพตื่นเต้นคือน้ำตกขนาดใหญ่ไหลจากที่สูงลงสู่เว้งน้ำเบื้องล่าง ดูสวยงามอลังการ
อีกสักครู่ กัปตันก็นำเรือไปจอดบนผืนน้ำสงบนิ่งหน้าป่าสนอันสวยงาม มีน้ำตกไหลเป็นทางเล็กๆหลายเส้นลงสู่พื้นน้ำ ไกด์กับลูกเรือคนหนึ่งนำเรือยางขนาดกลางนั่งได้ 6 คนมีเครื่องยนต์
ติดท้ายลงในน้ำเป็นพาหนะนำเราไปสำรวจ Knutze Inlet และตามหาหมีกริซรี่
ลูกเรือเป็นคนขับเรือยางนำไกด์กับพวกเรา 4 คนมุ่งหน้าไปยังหาดกว้างแห่งหนึ่ง แล้วทอดสมอจอดเรือห่างหาดมาราว 10 เมตร ไกด์บอกว่าเราจะทานอาหารกลางวันบนเรือยางและเฝ้าดูว่าจะมีหมีกรีซรี่ลงมาหาอะไรกินที่หาดหรือไม่ ขณะที่เรานั่งทานอาหารกล่องอยู่บนเรือยาง ไกด์ก็พูดเสียงค่อยว่า “กริซรี่มาแล้ว!” เราเงยหน้ามองไปที่หาด ก็เห็นหมีกรีซรี่ตัวใหญ่สุดซึ่งน่าจะเป็นตัวแม่กับหมีขนาดย่อมลงมา 3 ตัวต้องเป็นลูกเดินหาอาหารบนหาดและมุ่งหน้ามายังเรือของเรา ไกด์บอกให้นิ่งเงียบไม่พูดคุยกัน ถ่ายรูปได้แต่ให้เคลื่อนไหวช้าๆ
แม่หมีเห็นปลาแซลมอนตัวหนึ่งนอนตายอยู่ในน้ำหน้าหาดและยังสดอยู่ จึงไปดูใกล้ๆแล้วคาบขึ้นมานำกลับไปกินบนหาดโดยไม่สนใจเรือยางซึ่งมีพวกเรานั่งอยู่เต็มเรือ เมื่อกินปลาเสร็จแล้ว แม่หมีก็เดินนำลูกหมีเดินพ้นจากหาดไป ขณะกลับไปเรือใหญ่ เรือยางแล่นผ่านหมีกริซรี่ตัวผู้โตเต็มวัย 2 ตัวยืนอยู่ในน้ำกำลังกินปลาแซลมอนที่เพิ่งจับได้ เราเดินทางกลับ Spirit Bear Lodge พอใจกับวันแรกที่ป่าฝนนี้ ได้พบหมีกริซรี่ 3 ตัวกินปลาแซลมอนให้ดู ลูกหมี 3 ตัว และยังได้ภาพหายากของวาฬหลังค่อมในท่าต่างๆตลอดจนภาพนกอินทรีหัวขาวพบยากตัวหนึ่งด้วย
วันรุ่งขึ้นหลังอาหารเช้าทางลอด์จจัดให้เราเดินทางโดยเรือยนต์ไปยังแม่น้ำคอริช (Korich River) ซึ่งเป็นแม่น้ำอีกสายหนึ่งที่มี salmon run ทางลอด์จได้สร้างแท่นไม้กว้างอยู่เหนือแม่น้ำสำหรับแขกของลอด์จไปดู salmon run ไกด์บอกว่าบริเวณนี้เป็นถิ่นอาศัยของหมีดำซึ่งจะไม่มีหมีกริซรี่ เราจึงหวังว่าจะได้พบ spirit bear ที่นี่ด้วย
เมื่อเราไปถึงก็พบหมีดำตัวหนึ่งกำลังกินปลาแซลมอนอยู่และได้กินไปแล้วหลายตัวจากซากปลาแซลมอนที่ทิ้งกระจายอยู่บนพื้นดิน เราถามไกด์ว่าทำไมหมีไม่กินแซลมอนทั้งตัว แล้วเลือกกินส่วนไหนของปลา คำตอบก็คือหมีเลือกกินตัวเมียมากกว่าตัวผู้เพราะมีไข่ปลาและหัวปลาตัวเมียซึ่งทั้งสองอย่างมีโปรตีนมากเพื่อให้ความอบอุ่นของร่างกายขณะจำศีลในฤดูหนาว
ขณะดูหมีดำจับปลาแซลมอน ผมสนใจนกสองชนิดซึ่งคอยกินชิ้นส่วนของปลาแซลมอนที่หมีทิ้ง เมื่อถามไกด์ก็ได้คำตอบว่าตัวใหญ่คือนกนางนวลปากเหลือง (Mew Gull) เป็นนกขนาดกลางมักอพยพหนีหนาวลงไปทางใต้และบางครั้งหลงเข้ามาในประเทศไทยพบที่สถานตากอากาศบางปูใน จังหวัดสมุทรปราการ ส่วนตัวเล็กคือนกกระเต็นใหญ่ลายจุดเป็นนกกระเต็นขนาดใหญ่มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาอาศัยอยู่ตามแหล่งน้ำกินปลาเป็นอาหาร พบในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา แต่ไม่พบในประเทศไทย
หลังจากนั้นกัปตันได้นำเราชมทิวทัศน์สองฝั่งของสายน้ำที่ไหลผ่านเว้งน้ำหลายแห่งจนมาถึงแห่งหนึ่งซึ่งกัปตันนำเรือไปใกล้เกาะเล็กๆ แล้วชี้ให้ดูแมวน้ำ 3 ตัวนอนอยู่บนโขดหินและบอกว่า “Harbour Seal” ไกด์เสริมว่า “Also known as common seal” และอธิบายต่อว่าดูท่านอนของแมวน้ำบนโขดหินน่าจะนอนไปไม่สบายนัก แต่เป็นท่าที่ให้ความปลอดภัยที่สุด ถ้ามีสัตว์นักล่าโผล่มากะทันหัน แมวน้ำพลิกตัวครั้งเดียวก็จะลงไปอบู่ในน้ำ สามารถว่ายน้ำหรือดำน้ำหนีไปได้ทัน
วันรุ่งขึ้นเป็นวันที่สามของการตามหา spirit bear แต่ยังไม่พบตัว กัปตันบอกเราขณะนำเรือออกจากท่าว่าจะนำไป Steep Creek ซึ่งเป็นถิ่นอาศัยของหมีดำและมีผู้พบเห็น spirit bear ที่นั่นหลายครั้ง มีสายน้ำที่ไหลงมาจากต้นน้ำผ่านโขดหินหลายขนาดเป็นสายน้ำ salmon run ที่สำคัญอีกสายหนึ่ง เมื่อวานนี้มีแขกของลอด์จไปที่นั่นก็ได้พบ spirit bear ด้วย เรามองผ่านหน้าต่างกระจกของเรือแล้วใจไม่ดีเพราะฝนเริ่มตกพรำๆลงมา แต่เราแต่งกายมาพร้อมที่จะบุกป่าสมบุกสมบันตามหาหมีในทุกสภาพอากาศ ที่ลอด์จมีห้องเครื่องแต่งกายจัดเสื้อผ้าที่กันฝนมีฮู๊ดสวมหัวพร้อมด้วยรองเท้าบูทยางสูงถึงหัวเข่าและไม้เดินป่าให้แขกที่มาพักทั้งหญิงชายและเด็ก เราดีใจมากเพราะเสื้อผ้าที่เตรียมมาจากเมืองไทยไม่เหมาะสำหรับป่าฝนแห่งนี้
เมื่อถึง Steep Creek กัปตันจัดเรือยางนำเราไปส่งที่ฝั่ง แล้วไกด์นำเราเดินขึ้นเขาสูงชันสมกับชื่อ Steep Creek บางจุดมีเชือกผูกโยงระหว่างเสาไม้ที่แข็งแรงให้เราจับเกาะกันลื่นโดยเฉพาะขณะที่ฝนตกเช่นวันนี้ ในที่สุดเราก็ไปถึงจุดที่ทางลอด์จมาสร้างที่นั่งเป็นไม้ลดหลั่นตามเนินดินมองเห็นทิวทิวทัศน์เบื้องหน้าชัดเจนโดยไม่มีสิ่งใดบัง มีต้นไม้ขนาดใหญ่ยาวต้นหนึ่งล้มทอดพาดสองฝั่งของลำน้ำที่ไหลผ่านโขดหินลงมา ขณะนั้นฝนได้หยุดตกแล้ว เราจึงนำกล้องมาวาง
บนขาตั้งเตรียมพร้อมที่จะถ่ายหมี แล้วนั่งรอหมีซึ่งไกด์บอกว่าหมีจะลงมาจากเนินเขาฝั่งตรงข้ามเพื่อมาจับปลาในลำน้ำกิน เรานั่งรอเพียงครู่เดียวหมีตัวแรกก็ปรากฏตัวขึ้น เป็นหมีดำ เดินลงมาจากเนินเขาฝั่งตรงข้ามแล้วลงไปในลำน้ำรอจับปลาแซลมอนที่กระโดดเหนือน้ำและกองหินขึ้นมา หมีตัวนี้แสดงความเชี่ยวชาญในการจับปลา เมื่อแซลมอนตัวแรกกระโดดขึ้นมาเหนือน้ำตรงที่หมีนั่งอยู่ก็ใช้มือข้างหนึ่งตะปบตัวปลาได้อย่างแม่นยำแล้วใช้ปากคาบปลาไว้ เราหวังจะได้ภาพหมีกินปลาต่อหน้าเรา แต่ก็ผิดหวังเพราะหมีคาบปลามาเดินบนท่อนซุงกลับขึ้นไปบนเนินเขาฝั่งตรงข้าม สันนิษฐานว่าน่าจะนำไปให้ลูกหมีที่รอกินอยู่
ในเวลาเดียวกันนั้นก็มีหมีอีกตัวหนึ่งเดินลงมาจากเขาเป็นตัวที่สอง สวนกับหมีตัวแรกที่คาบปลาเดินขึ้นไป แล้วเดินบนท่อนซุงข้ามมาอีกฝั่งหนึ่ง ลงไปในน้ำจับปลาขึ้นมากินได้ตัวหนึ่ง
หลังจากนั้นก็มีหมีดำอีก 3 ตัวทยอยเดินลงมาจากเขาแล้วกระจายลงไปในลำน้ำจับปลากินกันอย่างหิวโหย เมื่อหมีดำกินแซลมอนกันจนอิ่มแล้วก็เดินกลับขึ้นเขาไปทั้งหมด ความเงียบสงบก็กลับมาสู่บริเวณลำน้ำ ถึงเวลาอาหารกลางวันของเราซึ่งเป็นอาหารกล่องนำมาจากลอด์จ หลังจากนั้นเราก็นั่งรอว่าจะมีหมีลงมากินปลาอีกไหมโดยเฉพาะอย่างยิ่ง spirit bear
ผมนั่งพิงโขดหิน เริ่มง่วงหลังอาหารกลางวัน ทันใดนั้นมีใครคนหนึ่งมาเขย่าแขนผมให้ตื่นขึ้น ผมลืมตามองไปที่ท่อนซุงข้างหน้า หายง่วงทันทีเมื่อเห็นหมีสีขาวตัวหนึ่งเดินอยู่บนท่อนซุง รีบคว้ากล้องขึ้นมาเริ่มถ่ายภาพ spirit bear ตัวแรกที่พบ ซึ่งก็คือหมีดำที่มีขนสีขาว ดังนั้นจึงมีขนาดและลักษณะของหมีดำ ความยาวของลำตัว 1.4-1.8 เมตร มีน้ำหนัก 90-270 กิโลกรัม เมื่อดูจากภาพถ่ายจะคิดว่าเป็นหมีโพลาร์ซึ่งในความเป็นจริงนั้นมีขนาดใหญ่กว่า spirit bear มาก ข้อแตกต่างที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ spirit bear กินผลเบอรรี่และปลาแซลมอนระหว่าง salmon run
เป็นอาหารหลัก ขณะที่หมีโพลาร์เป็นสัตว์ทะเลและสัตว์นักล่ากินเนื้อ ล่าแมวน้ำเป็นอาหารหลักและเป็นอันตรายต่อมนุษย์และมีบางกรณีที่ล่ามนุษย์ด้วย
หมี spirit bear ตัวนี้ชำนาญในการล่าแซลมอน โดยนั่งอยู่ในแอ่งน้ำรอให้แซลมอนกระโดดทวนน้ำขึ้นมาแล้วใช้มือข้างหนึ่งคว้าตัวปลาไว้ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำแล้วนำไปกินบนโขดหิน ภายในเวลา 3 ชั่วโมง หมี spirit bear ตัวนี้จับปลาแซลมอนได้ 5 ตัวและกินหมดทุกตัว ผมสังเกตว่าทั้งหมีดำที่นี่และหมี spirit bear กินปลาแซลมอนที่จับได้หมดทั้งตัวทุกตัวโดยไม่เลือกกินปลาตัวเมียมากกว่าปลาตัวผู้โดยเฉพาะไข่ปลาและหัวปลาเหมือนกับหมีดำที่แม่น้ำคอรีช
เราเดินทางกลับไปลอด์จด้วยความพอใจที่วันนี้เราได้พบหมีดำ 5 ตัวและหมี spirit bear 1 ตัวล่าและกินปลาแซลมอนหลายตัวด้วยกัน ที่ทึ่งมากเป็นพิเศษคือหมี spirit bear ได้จับปลาและกินปลาให้เราดูและถ่ายทั้งวีดีโอและภาพนิ่งเป็นเวลาถึง 3 ชั่วโมง
นอกจากหมีดำและหมี spirit bear เรายังได้พบนกเรเวน (Raven) 1 ตัวกินเศษซากปลาแซลมอนที่เหลือจากหมีทั้ง 6 ตัว นกเรเวนเป็นนกขนาดใหญ่ในสกุลกามีสีดำสนิท มีขนาดใหญ่กว่าอีกาที่เราคุ้นเคยและชอบอยู่ตัวเดียวหรือเป็นคู่ ส่วนอีกาจะตัวเล็กเพรียวกว่าและอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่
วันรุ่งขึ้นเป็นวันที่ 4 ที่ป่าฝนแห่งนี้ ทางลอด์จได้จัดให้เราไปชม Green Inlet เป็นเว้งอยู่ทางตอนเหนือของป่า ต้องนั่งเรือไปเกือบ 2 ชั่วโมง ไม่เป็นป่าที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า แต่เป็นป่าสมุนไพรนานาชนิดและป่าต้น Red Cedar (ต้นซีดาร์แดง) ขนาดสูงใหญ่ มีเห็ดเกาะอยู่ตามลำต้นด้วย เป็นพรรณไม้ในตระกูลสน และยังมีมีทะเลสาบกับทิวทัศน์ธรรมชาติที่สวยงาม
ผมกับทีมงานได้หารือกันและมีความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่าในวันที่ 5 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่ Great Bear Rainforest เราจะขอกลับไปยัง Steep Creek เพราะมีโอกาสสูงที่จะพบ spirit bear ที่นั่นอีก ซึ่งฝ่ายบริหารของลอด์จไม่ขัดข้อง ดังนั้นหลังอาหารเช้าวันรุ่งขึ้นเรานั่งเรือยนต์ของลอด์จได้กัปตันและไกด์คนเดิมมุ่งหน้าไปยัง Steep Creek ท่ามกลางสภาพอากาศที่เป็นใจคือมีแสงแดดตั้งแต่เช้าและพยากรณ์อากาศระบุว่าไม่มีฝนในวันนี้ นอกจากนั้นเรายังเป็นคณะเดียวที่ไปยัง Steep Creek ทำให้พวกเราคึกคักเป็นพิเศษและหวังว่าจะได้พบ spirit bear อีก
เมื่อไปถึงลำน้ำ salmon run เวลา 10 โมงเช้า ยังไม่พบทั้งหมีดำและหมีขาว เราจึงตั้งกล้องและนั่งรอ แต่ไม่มีหมีปรากฏตัวแม้แต่ตัวเดียว จนถึงเวลาเที่ยงวันบรรยากาศก็ยังสงบเงียบ เราจึงทานอาหารกลางวันที่นำมาจากลอด์จ เมื่อถึงเวลาบ่ายโมง ทุกคนถอนหายใจด้วยความโล่งอกเมื่อหมีขาวตัวหนึ่งปรากฏตัวบนปลายท่อนซุงอีกฝั่งหนึ่ง แล้วเดินลงจากท่อนซุงลงไปในลำน้ำ ไปนั่งอยู่ในร่องน้ำแคบๆซึ่งเราได้เห็นปลาแซลมอนหลายตัวว่ายทวนน้ำขึ้นมาแล้วกระโดดข้ามกองหินตรงจุดนั้น แสดงให้เห็นว่าหมีขาวตัวนี้คุ้นเคยกับ salmon run ที่ลำน้ำนี้ น่าจะเป็นหมีขาวตัวเดียวกันกับหมีซึ่งเราได้พบที่นี่เมื่อ 2 วันที่แล้ว
หมีขาว spirit bear ตัวนี้จับปลาได้ตัวแรกก็คาบขึ้นไปกินบนชะง่อนหินเหนือลำน้ำ ให้พวกเราถ่ายภาพกันอย่างเต็มที่และสนุกสนานเพราะไร้แรงกดดันเนื่องจากสมหวังที่ spirit bear ได้ปรากฏตัวขึ้น แล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นเมื่อหมีดำตัวหนึ่งลงมาจากเขาและเดินลงไปในน้ำเพื่อจับปลากิน ส่วนหมีขาวกินปลาที่จับได้หมดแล้วจึงเดินลงน้ำมาหาหมีดำแต่ไม่มีความเป็นอริเพราะเป็นสายพันธุ์เดียวกัน สักครู่ก็แยกกันกลับไปหาปลากินตามปกติ พวกเราดีใจเป็นพิเศษ เพราะรอจังหวะที่หมีขาวกับหมีดำมาอยู่ใกล้กันเพื่อจะได้ภาพคู่กัน กัปตันเรือซึ่งขึ้นมาดูเราบอกว่าเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เห็นบ่อยนัก
เย็นวันนั้นเรากลับไปที่ลอด์จอย่างมีความสุขและมีภาพถ่ายหมีดำกับหมีขาว spirit bear อยู่คู่กันที่ Steep Creek ไปอวดผู้บริหารและแขกที่มาพักของลอด์จด้วย
วันรุ่งขึ้นซึ่งเป็นวันที่เราเดินทางออกจาก Spirit Bear Lodge เพื่อไปขึ้นเครื่องบินที่เบลลา-เบลลากลับไปแวนคูเวอร์ในตอนบ่าย ตอนเช้าเรามีเวลาว่างจึงไปเดินสำรวจชุมชนของ Klemtu ซึ่งน่าอยู่ สงบสุข มีรายได้หลักจากนักท่องเที่ยวที่มาท่อง Great Bear Rainforest และตามหา spirit bear ซึ่งพบได้แห่งเดียวในโลกที่ป่าฝนนี้ เราเข้าไปดูร้านสะดวกซื้อ หอประชุมขนาดใหญ่ และบ้านพักของชนเผ่า ผมชอบ totem pole ขนาดใหญ่แสดงสัญลักษณ์ของสองชนเผ่าตั้งอยู่ในหอประชุม เราได้จาก Klemtu และ Great Bear Rainforest มาด้วยความประทับใจ





