อุทยานแห่งชาติคาซีรังกา (KAZIRANGA NATIONAL PARK)


ตั้งอยู่ในรัฐอัสสัม อินเดีย องค์การยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติในปี พ.ศ. 2528 มีพื้นที่กว้างใหญ่ถึง 859 ตารางกิโลเมตร (536,860 ไร่) เป็นถิ่นอาศัยของสัตว์ป่านานาชนิด โดยเฉพาะสัตว์ป่ายิ่งใหญ่ 5 ชนิดของคาซีรังกา (The Big Five of Kaziranga) ได้แก่ แรดนอเดียว เสือเบงกอล ช้างป่าเอเชีย ควายป่าเอเซีย และกวางบึง ซึ่งเป็นสัตว์หายากและอยู่ในสภาวะใกล้สูญพันธุ์ โดยเฉพาะแรดนอเดียวซึ่งมีอีกชื่อหนึ่งคือแรดอินเดียเนื่องจากมีถิ่นอาศัยอยู่ในอินเดียวและเนปาลเท่านั้น เช่นเดียวกับควายป่าเอเซียซึ่งพบในอุทยานแห่งชาติคาซีรังกาของอินเดียและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งในไทยเท่านั้นและเสือเบงกอลที่พบในอินเดียและบังคลาเทศ ส่วนกวางบึงนั้นพบเฉพาะในอินเดียและเนปาล ดังนั้นการท่องป่าในคาซีรังกาจึงให้ความตื่นเต้นในการตามหาและเมื่อได้พบ Big Five ทั้ง 5 ชนิดในระยะใกล้ แต่ก็เป็นสัตว์ป่าที่มีความดุร้ายและมีสัญชาตญาณในการป้องกันตัวตามธรรมชาติซึ่งมีบางกรณีที่จะเล่าให้ฟังต่อไป

อุทยานแห่งชาติคาซีรังกามีผู้เข้าชมจำนวนมากทุกปีทั้งนักท่องเที่ยวทั่วไป นักวิจัย และช่างภาพสัตว์ป่าและสามารถเข้าชมได้ระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเมษายนและปิดไม่ให้เข้าชมในฤดูฝนซึ่งเป็นหน้ามรสุมตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม ทางอุทยานแห่งชาติฯได้จัดระเบียบในการท่องอุทยานโดยไม่อนุญาตให้ผู้ไปเยือนทุกคนเดินเท้าในพื้นที่อุทยานฯและต้องนั่งรถดูสัตว์เท่านั้นซึ่งจัดการโดยทางการอุทยานฯเป็นรถจี๊บเล็กผลิตในอินเดียเพราะถนนภายในอุทยานฯมีขนาดเล็กไม่สะดวก คล่องตัว และปลอดภัยสำหรับรถขนาดใหญ่ นอกจากนั้นจะต้องมีเจ้าหน้าที่รักษาป่าแต่งเครื่องแบบถือปืนยาวแรงสูงนั่งคู่กับคนขับไปในรถทุกคันและห้ามลงจากรถโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ ถ้ามีสัตว์ร้ายที่ถือว่าเป็นสัตว์อันตรายได้แก่แรดนอเดียว เสือเบงกอล ช้างป่า และควายป่า ยืนขวางถนนแสดงท่าทีก้าวร้าวและเดินเข้าหารถ เจ้าหน้าที่ฯจะใช้ปืนยาวยิงขึ้นฟ้าขู่ไม่ให้สัตว์เข้ามาใกล้ซึ่งเป็นการป้องกันที่ได้ผล

แรดนอเดียวที่คาซีรังกามีจำนวนมากกว่า 2,000 ตัว มีลักษณะแตกต่างจากแรดสองนอที่แอฟริกาและลำตัวดูเหมือนสวมเสื้อเกราะทำให้ดูน่าเกรงขาม แรดนอเดียวเป็นสัตว์อันตรายที่สุด

เพราะมักมีอารมณ์ขุ่นมัวฉุนเฉียวง่ายและจะวิ่งเข้ามาไล่รถ มีฟันที่แข็งแรงและคมมาก สามารถกัดทะลุตัวถังรถจี๊บได้ เจ้าหน้าที่ไม่แนะนำให้นำรถเข้าไปใกล้หรือขวางทางแรดเป็นอันขาด แรดจะปฏิบัติตัวเหมือนกันทุกวันอย่างเคร่งครัด โดยข้ามถนนที่เดียวกันและเวลาเดียวกันเป็นประจำทุกวัน ผมกับคณะที่ไปถ่ายทำรายการสุดหล้าฟ้าเขียวที่คาซีรังกามีประสบการณ์กับแรดตัวหนึ่งที่รอข้ามถนน ขณะที่เราจอดรถตั้งกล้องเพื่อถ่ายวีดีโอฝูงนกตะกรามและนกกระทุงฝูงใหญ่อีกด้านหนึ่งของถนน เราถ่ายวีดีโอไปสักครู่โดยไม่เห็นแรดตัวหนึ่งซึ่งเดินมาหยุดรอในพุ่มไม้เพื่อข้ามถนนตรงจุดที่เราจอดรถอยู่ เวลาผ่านไปชั่วครู่ เราก็ยังทำงานกันอยู่ แรดตัวนั้นมีขนาดใหญ่มากเดินออกจากพุ่มไม้

เพื่อให้เราเห็นแต่ยังไม่ขึ้นมาบนถนน เจ้าหน้าที่ฯหันไปเห็นพอดีก็บอกเราว่าแรดตัวหนึ่งรอข้ามถนน ให้เก็บกล้องและอุปกรณ์มาขึ้นรถทันที แรดเริ่มแสดงอาการหงุดหงิด ค่อยๆเดินขึ้นมาที่ถนนขณะที่ทีมงานของเรากำลังเก็บของเกือบเสร็จ เจ้าหน้าที่ฯขึ้นลำปืนยาวเมื่อแรดขึ้นมายืนอยู่บนถนนและจ้องมองรถของเราด้วยท่าทางไม่น่าไว้ใจ ทีมงานคนสุดท้ายโยนหีบใส่อุปกรณ์กล้องขึ้นมาบนรถแล้วพุ่งตัวเข้ามาในรถซึ่งคนขับติดเครื่องไว้แล้วและพุ่งรถออกไปทันทีขณะที่แรดอารมณ์ร้ายตัวนั้นออกวิ่งตามรถมา ผมยกกล้องถ่ายภาพแรดไว้ได้เพียงภาพเดียว รถของเราก็ทิ้งห่างแรดออกไป เมื่อแรดเห็นว่าไล่รถไปทันก็หันกลับ เดินไปยังจุดที่เคยข้ามเป็นประจำทุกวัน เมื่อแรดเดินข้ามไปอีกด้านหนึ่งของถนนและลงไปนอนแช่ปลักในหนองเดียวกับฝูงนกตะกรามและนกกระทุง เราจึงจอดรถถ่ายวีดีโอฝูงนกทั้งสองชนิดต่อไป

ช้างป่าเป็นสัตว์อีกชนิดหนึ่งที่ต้องระวังโดยเฉพาะเมื่อมีลูกอ่อนอยู่ด้วยและอยู่รวมกันเป็นโขลง คนขับจะจอดรถห่างออกมาจนกว่าช้างโขลงนั้นจะเดินผ่านพ้นไป หรือถ่ายภาพโชลงช้างจากอีกฝั่งหนึ่งของหนองบึง  เช่นเดียวกับแรดที่มีลูกอ่อน ซึ่งเราพบแรดแม่ลูกอ่อนหลายคู่มากินน้ำและแช่ปลัก ต้องเว้นระยะให้ห่างไว้


แรดนอเดียวกับควายป่าเป็นสัตว์ที่ชอบนอนแช่ปลักเมื่ออากาศเริ่มร้อน และอารมณ์มักจะผ่อนคลายเมื่ออยู่ในปลัก ผมพบแรดตัวใหญ่ตัวหนึ่งนอนแช่ปลักไม่ทำให้คลายความร้อนได้ จึงลงไปแช่ตัวในบึงทั้งตัว โผล่เฉพาะหัวและหลังขึ้นมาเหนือน้ำ แรดบางตัวหลบร้อนไปนอนอยู่ในดงไม้ที่แสงแดดส่องไม่ถึงเช่นแรดตัวนี้ซึ่งมีนอสวยที่ยาวและแหลมมาก

สัตว์ Big Five ที่ทุกคนอยากพบแต่หาตัวยากที่สุดคือเสือเบงกอล ซึ่งในทริปไปถ่ายทำรายการทีวีที่คาซีรังกา เราได้พบ 3 ตัว 2 ตัวจากโชคและจังหวะ ตัวที่ 3 นั้นได้พบโดยไกด์ท้องถิ่นซึ่งชำนาญพื้นที่และรู้จักธรรมชาติของเสือเบงกอลนำเราไปพบตัวจนได้


ขอเล่าถึงเสือเบงกอลตัวแรกที่พบ ในวันแรกที่คาซีรังกาเราใช้เวลาถ่ายทำทั้งวัน ได้พบแรดนอเดียว ช้างป่า และ ควายป่า ตลอดจนนกหลายชนิดแต่ยังไม่พบเสือเบงกอล ขณะนั้นเป็นเวลาเกือบ 6 เย็นซึ่งเป็นเวลาปิดประจำวันของอุทยานฯ เราจอดรถอยู่บนถนนเหนือหนองน้ำและทุ่งหญ้าชายป่า และเริ่มเก็บอุปกรณ์ถ่ายภาพลงในกล่องและกระเป๋า ไกด์ท้องถิ่นซึ่งยืนดูเราเก็บของและมองไปรอบๆ ทันใดนั้นก็ยืนนิ่ง เพ็งไปที่ทุ่งหญ้าชายป่า แล้วส่งเสียงว่า “เสือ! พวกเราหยุดเก็บของทันทีและมองตามไกด์ ก็เห็นเสือเบงกอลโตเต็มวัยตัวหนึ่งกำลังเดินอยู่ในทุ่งหญ้ามุ่งหน้าไปยังป่า ความโกลาหลเกิดขึ้นเมื่อทุกคนรีบคว้ากล้องของตนขึ้นมาทันทีโดยไม่ต้องรอให้ใครบอก ทีมวีดีโอได้ถอดเลนซ์ซูมออกไปแล้วรีบค้นหาเลนซ์ซูมในกล่องขึ้นมาใส่ ทุกคนที่มีกล้องต่างถ่ายภาพวีดีโอและภาพนิ่งตามอัธยาศัย ผมก็ได้ภาพเสือตัวนั้นมาจากการถ่ายในระยะไกลด้วยเลนซ์ซูม 100-400 มม.ซึ่งยังติดอยู่กับกล้องซึ่งสะพายอยู่ที่ไหล่ ประสบการณ์สอนผมว่าเมื่อไปถ่ายภาพสัตว์ป่าในป่า อย่าเก็บกล้องจนกว่าจะขึ้นรถกลับไปที่พัก สิ่งไม่คาดคิดอาจเกิดขึ้นได้ดังเช่นในวันนี้

เช้าวันรุ่งขึ้นเรานั่งรถไปตามหาสัตว์ป่าต่อ ขณะที่รถวิ่งอยู่บนถนนเลียบริมบึงแห่งหนึ่ง คนขับชะลอความเร็วจนรถหยุดนิ่งที่ริมบึง ทุกคนมองข้ามบึงไปยังฝั่งตรงข้ามด้วยความตื่นเต้นเมื่อเห็นเสือโตเต็มวัยตัวหนึ่งนอนอยู่บนฝั่ง แล้วเราก็ได้ทั้งภาพวีดีโอและภาพนิ่งของเสือเบงกอลตัวที่ 2 มา



ไกด์ท้องถิ่นบอกเราว่าเราเริ่มมีโชคกับเสือเบงกอล วันนี้จะนำไปตามหาเสือตัวที่ 3 ให้ได้ ขณะนั้นเป็นเวลาบ่าย 4 โมง เขาบอกให้คนขับนำรถไปจอดบนถนนที่ตัดผ่านทุ่งหญ้าหลังช้างซึ่งสูงถึงหลังช้างอันเป็นที่มาของชื่อหญ้า พวกเราหันมามองหน้ากันด้วยคิดเหมือนกันว่าจะมองหาเสือในพงหญ้าทั้งสูงทั้งรกได้อย่างไร ไกด์ยืนขึ้นบนที่นั่งของรถจี๊บพร้อมด้วยกล้องส่องทางไกลมองเข้าไปในทุ่งหญ้า  สักครู่ก็บอกให้คนขับเคลื่อนรถไปข้างหน้าราว 400 เมตร เมื่อถึงจุดนั้นไกด์มองไปรอบๆและไปหยุดที่ช่องว่างจุดหนึ่งในระหว่างพงหญ้า ยิ้มแล้วชี้ไปยังช่องว่างนั้น เราขึ้นยืนบนที่นั่งของรถมองไปยังช่องว่าง และแทบไม่เชื่อสายตาตนเองเมื่อมองเห็นเสือเบงกอลตัวหนึ่งนอนตะแคงอยู่บนพื้นดิน

สักครู่เสือตัวนั้นลุกขึ้นนั่งจึงเห็นว่าเป็นเสือขนาดใหญ่ ไกด์บอกว่าเขารู้จักเสือตัวนี้เป็นตัวผู้ ตื่นจากนอนพักผ่อน และตอนบ่ายแก่ๆราว 4 โมงครึ่งจะเดินตรวจอาณาเขตเพื่อป้องกันไม่ให้เสือตัวอื่นมาบุกรุก  สักครู่เสือตัวนั้นก็ออกเดินหายเข้าไปในพงหญ้า ไกด์บอกคนขับให้เคลื่อนรถไปตามถนนแล้วให้กลับรถมาจอดนิ่ง ไกด์บอกเราว่าให้นั่งรอที่ท้ายรถเฝ้ารอเสือข้ามถนนห่างออกไปราว 300 เมตร ให้นั่งเงียบๆ เตรียมกล้องให้พร้อม เพราะเสือจะใช้เวลาข้ามถนนแค่ 5 วินาทีเท่านั้น เขาพบเสือตัวนี้ข้ามถนนที่จุดนี้มาแล้ว 9 ครั้ง เรานั่งเฝ้ารอเป็นเวลา 30 นาทีจนเห็นพงหญ้าข้างหน้าสั่นไหว ไกด์ยกมือมาแตะไหล่ผมเป็นสัญญาณให้เตรียมพร้อม แล้วเสือเบงกอลตัวที่  3 ก็โผล่ออกมาจากพงหญ้าเดินข้ามถนนโดยใช้เวลาไม่เกิน 5 วินาทีตามที่ไกด์บอกเรา

วันต่อมาเราได้พบควายป่าทั้งอยู่ตัวเดียว อยู่กับครอบครัว 3 ตัวและเป็นฝูงใหญ่หลายตัว ช่วยกันป้องกันภัยจากเสือเบงกอล

หลังจากนั้นเราได้พบกวางบึงอยู่กันเป็นฝูงหากินในทุ่งหญ้าร่วมกับฝูงวัวของชาวบ้าน เมื่อนั่งรถไปตามถนนได้สักครู่ก็พบกวางบึงฝูงเล็ก 4 ตัวหากินอยู่ใกล้ถนน เป็นอันว่าเราได้พบและบันทึกภาพ Big Five ของคาซีรังกาครบทั้ง 5 ชนิด


เรายังได้พบสัตว์ป่าและนกอีกหลายชนิดซึ่งบางชนิดไม่สามารถถ่ายภาพมาได้เช่นอีแร้งและเหยี่ยวอีกหลายชนิด ส่วนที่มีภาพมาให้ชมได้แก่ เนื้อทรายและนกตะกรามซึ่งสูญพันธุ์ไปแล้วจากประเทศไทย สัตว์หายากและอยู่ในสภาวะใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่งคือนกเบงกอลฟลอริกัน ที่ไกล้สูญพันธุ์คือชะนีฮูล็อค นกชนิดอื่นๆที่พบได้แก่ไก่ฟ้าหลังเทาดำตัวผู้กับไก่ฟ้าหลังเทาดำตัวเมีย นกอินทรีหัวสีนวล เหยี่ยวนิ้วสั้น นกกระสาคอดำ และนกกระทาดงคอสีแสด


การเดินทางไปอุทยานแห่งชาติคาซีรังกาที่สะดวกที่สุดคือโดยเครื่องบินจากกรุงเทพฯไปยังนครกัลกัตตาในอินเดีย และต่อเครื่องบินในประเทศไปยังเมืองจอร์ฮัตในรัฐอัสสัม