ใต้ดวงตะวันเดียวกับบางกอก บนที่โล่งกว้างที่เบื้องหน้าคือริ้วน้ำสีฟ้าอมเขียวถูกเทือกเขาโอบกอดอย่างหลวมๆ ยอดหิมะสีขาวโผล่ขึ้นมาสะกิดฟ้าสีคราม ลมหนาวพัดมาชโลมผิวกายไม่แผ่วเบาเหมือนเชียงใหม่ แต่ก็อวลไปด้วยไอเย็นที่กลั่นตัวเป็นความสุข
สวยจนลืมไปเลยว่า เราต่างยืนหายใจอยู่บนระดับสูงเกือบ 4,500 เมตรจากระดับน้ำทะเล ระนาบความสูงของทะเลสาบยัมดรก เตือนให้เคลื่อนขยับเรือนกายอย่างเนิบช้า
ที่จริง ทะเลสาบยัมดรกอยู่ไม่ไกลจากลาซา แค่เกือบ 100 กิโลเมตร แต่อาจจะทำเวลาไม่ได้เร็วมากนัก เพราะรถต้องวิ่งเลาะไปตามเหลี่ยมเขา บางช่วงวิ่งผ่านช่องแคบคัมบาลาที่สูงทะลุ 4,700 เมตรจากระดับน้ำทะเล บางช่วงต้องข้ามแม่น้ำสายกว้างที่ชื่อยาร์ลุง ซังโป หรือที่คุ้นกันในชื่อของแม่น้ำพรหมบุตร
ทะเลสาบบนหลังคาโลกแห่งนี้ เป็น 1 ใน 4 ทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์ของชาวทิเบต ที่เหลืออีก 3 แห่งคือ ทะเลสาบลาโม-ลาที่อยู่ในหุบเขายาร์ลุง ซังโป ทะเลสาบมานาซาโรวาร์ที่อยู่ตีนเขาไกรลาศ และที่ใครๆยกให้เป็นสุดยอดแห่งความสวยคือทะเลสาบนัมโซ ที่ใครนั่งรถไฟมาทิเบตก็จะมีโอกาสเห็น
เรียกว่าเป็น 4 ทะเลสาบที่เป็นเส้นทางแสวงบุญของชาวทิเบตผู้มุ่งมั่นในการเดินเท้าทำอัษฎางคประดิษฐ์ ในเวลาเดียวกัน ก็เป็นเส้นทางที่บรรดานักท่องเที่ยวผู้หลงใหลการเดินเท้าบนที่สูงชื่นชอบนักหนา
สำหรับนักท่องเที่ยว ยากที่จะเดินเท้าต่อเนื่องไปหาทั้ง 4 ทะเลสาบ เพราะว่าแต่ละจุดอยู่ไกลกันมาก เส้นทางที่นักท่องเที่ยวพอจะเดินได้ อาจจะเป็นจากทะเลสาบยัมดรกไปหาทะเลสาบลาโม-ลา หรือเดินตามเส้นทางรอบทะเลสาบเป็นแห่งๆไป ระยะทางไม่ยาวมาก
แต่ไม่มีนักท่องเที่ยวเดินเท้าจากลาซาไปหาทะเลสาบมานาซาโรวาร์ เพราะกว่าจะดั้นด้นไปถึงตีนเขาไกรลาศ อาจจะประคองลมหายใจไปไม่ตลอดรอดฝั่ง
“เว้นก็แต่ชาวทิเบตที่พลังศรัทธาแกร่งกล้า เดินเท้าออกจากบ้านไปแสวงบุญตามทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 4 แห่ง อาจจะต้องเดินกันเป็นปี แต่ก็มีคนทำ.....”
สำหรับชาวทิเบต ทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 4 แห่งเสมือนที่พำนักของพระเจ้า การเดินเท้าดั้นด้นไปถึงนั่น เท่ากับได้ใกล้ชิดกับพระเจ้า ความสุขทางใจรออยู่ที่นั่น แต่สำหรับรัฐบาลจีนทะเลสาบเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ โดยเฉพาะที่ยัมดรกขาดไม่ได้เด็ดขาด ถ้าขาดที่นี่คนทั้งลาซาแย่แน่ๆ
บางทีคนก็เรียกทะเลสาบยัมดรกว่า ทะเลสาบแมงป่อง เพราะรูปร่างของทะเลสาบละม้ายคล้ายแมงป่อง แต่ที่รู้ๆน้ำใสเหมือนกระจก และสีของน้ำสวยมาก
รอบๆทะเลสาบมีหมาทิเบตและจามรีมาให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูป เพราะไม่ไกลจากทะเลสาบ มีหมู่บ้านนันการ์ทเซ ทุกเช้าชาวบ้านก็จะจูงจามรีมาทำมาหากินที่นี่ บางทีก็หอบพวกของที่ระลึกมาวางขายด้วย
นักท่องเที่ยวสามารถแวะพักที่หมู่บ้านนันการ์ทเซ ที่นั่นมีเกสท์เฮาส์ 3-4 แห่ง แต่อย่าคาดหวังเรื่องความสะดวกสบายนะ โดยเฉพาะเรื่องห้องอาบน้ำ ที่นั่นไม่มีน้ำให้อาบ มีแต่ห้องส้วมอย่างเดียว แต่ได้ดื่มด่ำวิวทิวทัศน์ของทะเลสาบเต็มๆ
อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คนแวะพัก เพราะแถวนั้นมีวัดซัมดิง วัดนี้มีเรื่องเล่าเก่าเก็บในฐานะที่มีลามะหญิงชื่อดอร์เจเป็นฮีโร่ของวัด ตอนที่กองทัพมองโกลบุกเข้ามาที่วัดซัมดิงเมื่อปี 1716 ดอร์เจซึ่งเป็นลามะหญิงมีส่วนช่วยให้รอดพ้นจากสถานการณ์อันเลวร้ายได้
มีข้อสังเกตหลายประการที่เจอระหว่างสัญจรไปบนถนนสายหลังคาโลก อย่างแรก รถที่ถูกว่าจ้างให้พาเที่ยว เขาจะขับประคองกันไป ไม่ทิ้งช่วง เพราะอยู่กลางดงพงป่าแบบนี้ ถ้าเกิดรถเสียหรืออุบัติเหตุจะได้ช่วยกันทันการ
นับตั้งแต่หลุดจากอาณาบริเวณของทะเลสาบยัมดรก วิวทิวทัศน์ยิ่งน่าตื่นตาตื่นใจขึ้นเป็นลำดับ แน่นอนตัวเลขความสูงเริ่มขยับขึ้นตามความสวย
นอกจากทะเลสาบยัมดรกแล้ว เส้นทางนี้ยังผ่านช่องเขาคอร์ลา เทือกเขาและธารน้ำแข็งโนจิน คังแซง ที่สูงเหนือ 5 พันเมตรจากระดับน้ำทะเล เรียกว่าเป็นการวิ่งวนอยู่บนถนนสูงเสียดฟ้า และมีจุดพักรถให้แวะถ่ายรูป ไม่ใช่จุดพักธรรมดา แต่เป็นจุดพักที่มีวิว 5 ดาวเอาไว้ต้อนรับคนผ่านทาง
ลมหนาวกรูเข้ามาจู่โจมแบบถึงเนื้อถึงตัวตั้งแต่ผลักประตูรถออก แต่เพราะเทือกเขาหิมะอันสูงสง่ารอคอยเราอยู่ ถึงจะหนาวสาหัสสากรรจ์แค่ไหน ก็ต้องลงไปแหงนคอมองความงดงาม
เที่ยวทะเลสาบยัมดรกกันเสร็จแล้ว ขากลับยังมีเมืองซิกัทเซ่ให้แวะเที่ยวกันด้วย ซิกัทเซ่คือเมืองหลวงของแคว้นซาง(Tsang) มีคนอยู่ไม่ถึงแสน เมื่อเอาจำนวนคนหยอดลงไปใส่กับตัวเลขพื้นที่ อัตราความหลวมของเมืองซิกัทเซ่จึงยังสูงอยู่เมื่อเทียบกับลาซา ที่นี่อยู่บนระดับความสูงที่ 3,900 เมตรจากระดับน้ำทะเล
ซิกัทเซ่คืออดีตเมืองชุมทางการค้า วันนี้ เจริญรุดหน้าไม่แพ้ลาซา ทั้งซุปเปอร์มาร์เก็ต ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ ร้านขายคอมพิวเตอร์และมือถือ ร้านอาหาร และอินเตอร์เน็ทคาเฟ่ ตั้งอยู่ละแวกถนนชิงเต่าอย่างหนาแน่น
ทุกวันนี้ ซิกัทเซ่ไม่ได้เป็นเมืองล้าหลังเร้นลับบนหลังคาโลกอีกต่อไป ในอดีตยามที่รัสเซีย อังกฤษหรือแม้แต่จีนแย่งชิงกันครอบครองทิเบต ซิกัทเซ่ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญอีกแห่งหนึ่งที่ถูกหมายตา เพราะที่นี่เป็นเมืองหน้าด่านสำหรับเส้นทางการค้าที่จะเชื่อมโยงไปหาเนปาล ภูฐาน และอินเดีย
ซิกัทเซ่เปรียบเสมือนเมืองหน้าด่านสำหรับนักเดินทางที่ต้องการสัญจรไปบนถนนสายมิตรภาพข้ามไปสู่แผ่นดินเนปาล หรือไปเที่ยวในเมืองอื่นๆละแวกซิกัทเซ่ทุกคนมักจะแวะมาทำใบอนุญาตกันที่นี่ แต่ก่อนอาจจะเป็นเรื่องยากในการขอใบอนุญาต นักท่องเที่ยวต้องลุ้นกันตัวโก่งว่าจะได้ใบอนุญาตหรือเปล่า แถมบางทีอาจต้องนานเป็นสัปดาห์
มาที่นี่ต้องไปที่ อารามทาชิหลุนโป สำหรับชาวทิเบต อารามใหญ่ประจำเมืองแห่งนี้ ถือเป็น 1 ใน 4 ศาสนสถานสำคัญของทิเบต หากวัดระดับความมีชีวิตชีวาของบรรยากาศภายในวัดแต่ละแห่งที่มีโอกาสแวะเวียนผ่านไป ต้องบอกว่า ทีแรกคิดว่าอารามเดรปุงจะเป็นที่สุดของความมีชีวิตชีวา แต่มองอย่างไม่ลำเอียง หลังจากเห็นทาชิหลุนโป ที่นี่น่าเป็นอารามที่ดูมีชีวิตชีวามากที่สุด
สมัยก่อนที่นี่เคยมีพระจำวัดเกือบ 5 พันรูป แต่ปัจจุบันเหลือไม่ถึงพันรูป นี่ขนาดลดฮวบฮาบไปแล้วนะ แต่เค้าลางความมีชีวิตชีวายังคงปรากฏ ถ้ามาเจอตอน 5 พัน มองไปทางไหนของวัดไม่กลายเป็นสีเลือดหมูกันหมดหรือนี่
อารามน้อยใหญ่ในรั้วของทาชิหลุนโป ไม่เงียบเหงา เพราะนอกจากมีพระลามะจับกลุ่มเดินเหินไปมา ยังมีผู้ศรัทธาในธรรมเดินเข้าออกเพื่อไปสักการะบูชาพระพุทธรูปที่อยู่ตามหอสวดมนต์ในอารามต่างๆ
เป็นอันรู้กันว่าที่นี่นอกจากจะเป็นโรงเรียนผลิตลามะผู้ใฝ่เรียนและผู้มีใจในพุทธศาสนาแล้ว ที่นี่ยังเป็นแหล่งพำนักพักพิงของปันเชนลามะ ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในอาณาจักรทิเบตรองจากองค์ทะไลลามะเลยทีเดียว
สมัยก่อนอารามทาชิหลุนโปไม่ได้ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ เป็นเพียงวัดของพระนิกายหมวกเหลืองขนาดธรรมดาๆ แต่หลังจากสร้างขึ้นเมื่อปี 1447 ก็ต่อเติมขยับขยายให้ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถูกทำลายในสมัยปฏิวัติวัฒนธรรม ก็บูรณะกันชุดใหญ่จนอลังการ และนี่คือ 2 มุมในทิเบตนอกเหนือจากลาซา ที่ควรแวะไปเยือนเมื่อมาถึงทิเบต
ทุกทริปเที่ยวคุ้มค่า นึกถึงบัตรเครดิต KTC











