เมื่อการท่องเที่ยวไม่ใช่แค่ “จุดหมายปลายทาง” แต่คือ “ระหว่างทาง” ของช่วงเวลาแสนพิเศษ ยิ่งในฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนที่ทวีปยุโรปถูกแต่งแต้มด้วยสีเขียวสดของหุบเขา แสงแดดอุ่น และลมเย็นจากเทือกเขา การเดินทางด้วยรถไฟจึงกลายเป็นหนึ่งในเทรนด์การท่องเที่ยวที่กำลังได้รับความนิยม สำหรับการค่อย ๆ ซึมซับภูมิประเทศที่เปลี่ยนไปในทุกกิโลเมตร
ครั้งนี้ KTC จะพาออกเดินทางไปกับ 10 เส้นทางรถไฟสุดโรแมนติกทั่วยุโรป ที่ไม่เพียงเชื่อมต่อจากเมืองสู่เมือง จากประเทศสู่ประเทศ แต่ยังเชื่อมประสบการณ์ระหว่างธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และภาพจำอันไร้พรมแดน ให้ทุกการเคลื่อนผ่านหน้าต่างรถไฟกลายเป็นความทรงจำที่ไหลผ่านอย่างไม่หยุดนิ่ง
นั่งรถไฟเที่ยวยุโรปเหมาะกับใคร?
นั่งรถไฟเที่ยวยุโรปเหมาะกับคนที่อยากเดินทางแบบสบาย ชมวิวระหว่างทาง และสัมผัสบรรยากาศของหลายเมืองหรือหลายประเทศในทริปเดียว โดยเฉพาะสายธรรมชาติ สายถ่ายรูป คู่รัก ครอบครัว หรือคนที่ชอบเที่ยวแบบ Slow Travel ไม่ต้องเร่งรีบเหมือนการเดินทางด้วยเครื่องบิน เพราะเสน่ห์ของการเดินทางด้วยรถไฟไม่ได้อยู่แค่การไปถึงจุดหมาย แต่ยังอยู่ที่วิวสองข้างทางที่ค่อย ๆ เปลี่ยนไป ทั้งภูเขา ทะเลสาบ แม่น้ำ หมู่บ้านเล็ก ๆ และเมืองเก่าในยุโรปที่มีเอกลักษณ์แตกต่างกันในแต่ละประเทศ
สายธรรมชาติที่อยากชมวิวภูเขา ทะเล และแม่น้ำ
สำหรับคนที่ชอบธรรมชาติ การนั่งรถไฟเที่ยวยุโรปถือเป็นหนึ่งในวิธีเดินทางที่ตอบโจทย์มากที่สุด เพราะหลายเส้นทางถูกออกแบบให้วิ่งผ่านภูมิประเทศที่สวยงาม ไม่ว่าจะเป็นเทือกเขาสูง หุบเขาลึก ทะเลสาบกว้าง แม่น้ำสายสำคัญ หรือทุ่งหญ้ากลางธรรมชาติ โดยไม่ต้องขับรถเองให้เหนื่อย เหมาะกับคนที่อยากนั่งชมวิวแบบสบาย ๆ พร้อมเก็บภาพความประทับใจตลอดทาง
สายโรแมนติกที่ชอบเมืองเล็กและหมู่บ้านยุโรป
ถ้าภาพจำของยุโรปในฝันคือหมู่บ้านสีพาสเทล บ้านหลังเล็กริมทะเล เมืองเก่าริมแม่น้ำ หรือไร่องุ่นที่ทอดยาวตามเนินเขา การนั่งรถไฟเที่ยวยุโรปก็เป็นตัวเลือกที่ช่วยเติมบรรยากาศโรแมนติกให้ทริปได้ดี เพราะหลายเส้นทางไม่ได้พาไปแค่เมืองใหญ่ แต่ยังเชื่อมต่อเมืองเล็ก หมู่บ้านริมทาง และจุดหมายที่เต็มไปด้วยเสน่ห์เฉพาะตัว เหมาะกับคู่รัก สายถ่ายรูป หรือคนที่อยากเที่ยวแบบละเมียดละไม
สายเที่ยวหลายประเทศในทริปเดียว
อีกหนึ่งเสน่ห์ของการนั่งรถไฟเที่ยวยุโรป คือสามารถเดินทางเชื่อมต่อหลายเมืองหรือหลายประเทศได้สะดวก เหมาะกับคนที่อยากเก็บประสบการณ์หลากหลายในทริปเดียว โดยเฉพาะคนที่ชอบเห็นการเปลี่ยนแปลงของวิวระหว่างทาง ตั้งแต่ภูเขาหิมะสู่เมืองอบอุ่นริมชายแดน หรือจากเมืองหลวงสู่เมืองชายฝั่งที่มีกลิ่นอายแตกต่างกันอย่างชัดเจน
10 เส้นทางนั่งรถไฟเที่ยวยุโรป วิวสวยน่าไปสักครั้ง
1. Bernina Express (Switzerland – Italy)
เส้นทางรถไฟชมวิวที่ได้รับความนิยมสูงสุด พาผู้เดินทางจากเมืองหรูบนภูเขาอย่าง St. Moritz สู่เมืองน่ารักอย่าง Tirano ในอิตาลี ผ่านการเปลี่ยนผ่านของภูมิประเทศอย่างน่าตื่นตาภายในไม่กี่ชั่วโมง รถไฟจะค่อย ๆ ไต่ระดับผ่านเทือกเขาแอลป์อันยิ่งใหญ่ ธารน้ำแข็งสีขาว ทะเลสาบใสราวกระจก และโค้งผ่านสะพานหินอันเป็นสัญลักษณ์อย่าง Landwasser Viaduct ก่อนลดระดับสู่หุบเขาฝั่งอิตาลีที่อบอุ่นและละมุนกว่า เมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ ผืนดินเบื้องล่างจะเริ่มแต่งแต้มด้วยสีเขียวสด ดอกไม้ผลิบาน และหมู่บ้านเล็กริมทางกลับมามีชีวิตชีวา เส้นทางนี้จึงเปรียบเสมือนการเดินทางผ่านหลายฤดูกาลในวันเดียว
ระยะเวลานั่งรถไฟ: St. Moritz - Tirano ประมาณ 2 ชม. 30 นาที
ราคาเริ่มต้น: เริ่มต้นเที่ยวละ 66 CHF/ท่าน
Website: www.berninaexpress.ch
2. Cinque Terre Express (Italy)
รถไฟสายสั้นริมทะเลที่ทั้งมีเสน่ห์และสะดวกที่สุดสำหรับการสำรวจชายฝั่ง Liguria เชื่อมหมู่บ้านสีพาสเทลทั้งห้าแห่งของ Cinque Terre ได้แก่ Monterosso, Vernazza, Corniglia, Manarola และ Riomaggiore แต่ละสถานีมีเอกลักษณ์ต่างกัน ตั้งแต่ชายหาดแสนสบายไปจนถึงหมู่บ้านบนหน้าผาที่เรียงบ้านสีสดลดหลั่นสู่ทะเล ระหว่างทางหน้าต่างรถไฟเผยภาพทะเลเมดิเตอร์เรเนียนสีฟ้าใส สวนเลมอน ไร่องุ่นขั้นบันได และโขดหินริมชายฝั่งงดงามราวภาพวาด ช่วงฤดูใบไม้ผลิจนถึงฤดูร้อนคือเวลาที่ดีที่สุด เมื่อดอกไม้ผลิบาน อากาศอบอุ่นสดใส และหมู่บ้านทั้งแนวชายฝั่งเปล่งประกายมีชีวิตชีวาที่สุด
ระยะเวลานั่งรถไฟ: เส้นทางระหว่างหมู่บ้าน เที่ยวละ 15 – 30 นาที
ราคาเริ่มต้น: เริ่มต้นเที่ยวละ 5 EUR/ท่าน
Website: www.cinqueterre.eu.com
3. The Rhine Gorge (Germany)
เส้นทางรถไฟเลียบแม่น้ำไรน์ที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์เหนือกาลเวลา หนึ่งในทิวทัศน์คลาสสิกที่สุดของเยอรมนี พาผู้เดินทางผ่านเมืองสำคัญอย่าง Koblenz, Boppard และ Rüdesheim ท่ามกลางหุบเขาริมแม่น้ำที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก สองฝั่งทางเผยภาพปราสาทยุคกลางที่ตั้งตระหง่านบนยอดเขา ไร่องุ่นเรียงลดหลั่นตามเนินชัน และหมู่บ้านหลังคาแหลมสีอ่อนที่ดูราวหลุดออกมาจากเทพนิยาย ระหว่างทางยังได้เห็นเรือล่องแม่น้ำค่อย ๆ เคลื่อนผ่านโค้งน้ำสายงาม เพิ่มบรรยากาศโรแมนติกอย่างยิ่ง เมื่อฤดูใบไม้ผลิมาถึง ต้นไม้และไร่องุ่นจะเริ่มเขียวสด ดอกไม้ผลิบานแต่งแต้มริมฝั่ง และแสงแดดอ่อนโยนช่วยขับให้สายน้ำสะท้อนประกายงดงามยิ่งขึ้น
ระยะเวลานั่งรถไฟ: Koblenz - Mainz ประมาณ 1 ชม. 40 นาที
ราคาเริ่มต้น: เริ่มต้นเที่ยวละ 20 EUR/ท่าน
Website: www.rhb.ch
4. The Karwendel Railway (Austria)
ทางเดินรถไฟสายอัลไพน์แสนงดงามที่พาผู้เดินทางเชื่อมจาก Innsbruck ของออสเตรียสู่ Mittenwald และ Garmisch-Partenkirchen ท่ามกลางฉากหลังของเทือกเขา Karwendel อันยิ่งใหญ่ ตลอดทางรถไฟจะค่อย ๆ ลัดเลาะผ่านสะพานสูง โค้งตามไหล่เขา หุบเขาเขียวสด และหมู่บ้านชาเลต์หลังน้อยที่กระจายตัวอย่างน่ารักกลางธรรมชาติ สองข้างทางเผยภาพลำธารใสสะอาด ทุ่งหญ้ากว้างสุดสายตา และยอดเขาหินสีเทาที่แต้มด้วยหิมะขาวบางเบา เมื่อฤดูใบไม้ผลิมาเยือน หิมะเริ่มละลายเปิดทางให้ผืนดินกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ดอกไม้ป่าค่อย ๆ ผลิบานแต่งสีสันให้ทุ่งหญ้า ขณะที่อากาศเย็นบริสุทธิ์และแสงแดดอ่อนโยนช่วยเติมความละมุนให้ทุกช่วงของการเดินทาง ปลายทางอย่าง Mittenwald ยังมีเสน่ห์ด้วยบ้านเรือนเพนต์ลวดลายสไตล์บาวาเรียและบรรยากาศเงียบสงบ
ระยะเวลานั่งรถไฟ: Innsbruck - Garmisch ประมาณ 1 ชม.20 นาที
ราคาเริ่มต้น: เริ่มต้นเที่ยวละ 15 EUR/ท่าน
Website: www.seefeld.com/en/infrastructures/karwendelbahn-railway-mittenwaldbahn-railway.html
5. Aix-En-Provence TGV INOUI (France)
รถไฟความเร็วสูงระดับพรีเมี่ยมที่พาผู้เดินทางจากมหานครปารีสสู่ดินแดนตอนใต้ของฝรั่งเศสอย่างสง่างามภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง ระหว่างทางภาพวิวจะค่อย ๆ เปลี่ยนจากเส้นขอบฟ้าของเมืองใหญ่ สู่ชนบทแสนละมุนที่เต็มไปด้วยทุ่งกว้าง ไร่องุ่นเรียงราย และหมู่บ้านหินสีอ่อนอันเป็นเอกลักษณ์ของแคว้นโพรวองซ์ เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูใบไม้ผลิจนถึงฤดูร้อน ผืนดินจะสดใสด้วยสีสันของดอกไม้ป่า ต้นลาเวนเดอร์เริ่มผลิกลิ่นหอม และแสงแดดอ่อนโยนช่วยแต่งแต้มทุกกิโลเมตรให้ดูชวนฝันยิ่งขึ้น ปลายทางที่ Aix-en-Provence คือเมืองเก่าแสนงดงาม เต็มไปด้วยถนนสายเล็ก น้ำพุโบราณ คาเฟ่กลางจัตุรัส และบรรยากาศศิลปะที่เคยเป็นแรงบันดาลใจให้ศิลปินชื่อดังอย่าง Cézanne เส้นทางนี้จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสฝรั่งเศสในมุมอ่อนหวาน เรียบหรู และเปี่ยมเสน่ห์แบบเมดิเตอร์เรเนียน
ระยะเวลานั่งรถไฟ: Paris - Avignon ประมาณ 2 ชม. 40 นาที / Paris - Marseille ประมาณ 3 ชม.
ราคาเริ่มต้น: เริ่มต้นเที่ยวละ 25 EUR/ท่าน
Website: www.sncf-connect.com
6. West Highland Line (Scotland)
ช่วงเวลาอันรื่นรมย์ที่สุดบนเส้นทางรถไฟของสหราชอาณาจักร พาผู้เดินทางจาก Glasgow สู่ Fort William และต่อไปยังเมืองชายฝั่ง Mallaig ผ่านหัวใจของที่ราบสูงสกอตแลนด์อันเต็มไปด้วยเสน่ห์ลึกลับ ตลอดทางจะได้พบกับทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ เนินเขาสลับซับซ้อน ทะเลสาบเงียบสงบอย่าง Loch Lomond และผืนป่ารกร้างที่เผยความงามดิบงามตามธรรมชาติ ไฮไลต์สำคัญคือการแล่นข้ามสะพานโค้ง Glenfinnan Viaduct อันโด่งดัง ซึ่งทอดตัวเหนือหุบเขาอย่างสง่างามและกลายเป็นภาพจำของสกอตแลนด์ เมื่อฤดูร้อนมาเยือน ทุ่งหญ้าและมอสส์จะกลับมาเขียวชอุ่ม ดอกไม้ป่าค่อย ๆ แต่งแต้มสองข้างทาง ขณะที่แสงแดดยาวนานช่วยขับให้ภูเขาและทะเลสาบยิ่งงดงามตรึงตา ปลายทางที่ Mallaig ยังเปิดสู่ทิวทัศน์ทะเลและหมู่เกาะฝั่งตะวันตก
ระยะเวลานั่งรถไฟ: Glasgow - Mallaig ประมาณ 5 ชม. 20 นาที
ราคาเริ่มต้น: เริ่มต้นเที่ยวละ 20 GBP/ท่าน
7. The Golden Train (Norway)
เส้นทางรถไฟสายสั้นแต่เปี่ยมด้วยพลังแห่งธรรมชาติของนอร์เวย์ เชื่อมเมือง Dombås กับ Åndalsnes ผ่านหนึ่งในภูมิประเทศที่น่าตื่นตาที่สุดของสแกนดิเนเวีย ตลอดทางรถไฟจะค่อย ๆ เลื้อยผ่านหุบเขา Romsdalen อันยิ่งใหญ่ รายล้อมด้วยยอดเขาสูงชัน หน้าผาหินมหึมา และแม่น้ำสีฟ้าใสที่ไหลคดเคี้ยวเบื้องล่าง ไฮไลต์สำคัญคือการผ่านสะพานหินโค้ง Kylling Bridge และจุดชมวิวใกล้น้ำตก Vermafossen ซึ่งช่วงหิมะละลายจะไหลเชี่ยวและทรงพลังอย่างน่าประทับใจ เมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ ผืนหญ้าเริ่มกลับมาเขียวสด ต้นไม้ผลิใบใหม่ และอากาศเย็นบริสุทธิ์ทำให้ทุกภาพนอกหน้าต่างดูสดชื่นมีชีวิตชีวา ปลายทางที่ Åndalsnes ยังเป็นประตูสู่ฟยอร์ดและเส้นทางเดินเขาชื่อดังของนอร์เวย์
ระยะเวลานั่งรถไฟ: Dombås - Åndalsnes ประมาณ 1 ชม. 40 นาที
ราคาเริ่มต้น: เริ่มต้นเที่ยวละ 249 NOK/ท่าน
Website: www.thegoldentrain.com
8. Belgrade–Bar Railway (Serbia – Montenegro)
The Balkan Express คือหนึ่งในเส้นทางรถไฟสายคลาสสิกที่พาผู้เดินทางสัมผัสหัวใจแท้จริงของคาบสมุทรบอลข่าน จากกรุง Belgrade ของเซอร์เบียสู่เมืองท่าริมทะเลเอเดรียติกอย่าง Bar ในมอนเตเนโกร ตลอดระยะทางรถไฟจะค่อย ๆ ไต่ผ่านทุ่งกว้าง หุบเขาลึก ป่าสน และหมู่บ้านชนบทที่ยังคงวิถีชีวิตเรียบง่าย เสน่ห์ของเส้นทางนี้อยู่ที่ภาพเมืองเล็กริมทาง บ้านเรือนหลังคาแดง ผู้คนเป็นมิตร และบรรยากาศที่ยังไม่ถูกแต่งเติมด้วยการท่องเที่ยวกระแสหลัก ช่วงไฮไลต์คือการข้ามสะพานสูงเหนือหุบเขาและลอดอุโมงค์จำนวนมาก ซึ่งเผยให้เห็นภูมิประเทศอันยิ่งใหญ่ของภูเขา Dinaric Alps ได้อย่างน่าตื่นตา เมื่อเข้าใกล้มอนเตเนโกร ทิวทัศน์จะค่อย ๆ เปลี่ยนจากผืนป่าเขียวขจีสู่แนวเขาหินและกลิ่นอายเมดิเตอร์เรเนียน
ระยะเวลานั่งรถไฟ: Belgrade - Bar ประมาณ 11 ชม.
ราคาเริ่มต้น: เริ่มต้นเที่ยวละ 24 EUR/ท่าน
Website: www.srbvoz.rs
9. Douro Railway Line (Portugal)
หนึ่งในเส้นทางรถไฟที่งดงามและโรแมนติกที่สุดของยุโรปใต้ เชื่อมต่อจากเมือง Porto ไปจนถึง Pocinho โดยลัดเลาะไปตามลำน้ำโดรูผ่านหุบเขาและไร่องุ่นขั้นบันไดอันเป็นเอกลักษณ์ของภูมิภาค Douro Valley ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ทิวทัศน์สองฝั่งทางเผยภาพหมู่บ้านเล็กสีอบอุ่น ไร่องุ่นเก่าแก่ที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน และเนินเขาที่ทอดตัวลดหลั่นอย่างงดงามตามแนวแม่น้ำ เมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ ผืนดินจะเริ่มกลับมาเขียวสด ต้นองุ่นแตกยอดใหม่รับแสงแดดอ่อนละมุน ขณะที่อากาศเย็นสบายเหมาะแก่การนั่งชมวิวตลอดเส้นทาง ระหว่างทางสามารถแวะเมืองน่ารักอย่าง Peso da Régua หรือ Pinhão เพื่อชิมไวน์พอร์ตชื่อดังและสัมผัสเสน่ห์ชนบทโปรตุเกสอย่างใกล้ชิด
ระยะเวลานั่งรถไฟ: Porto - Pocinho ประมาณ 3 ชม. 20 นาที
ราคาเริ่มต้น: เริ่มต้นเที่ยวละ 10 EUR/ท่าน
Website: www.roteirododouro.com/en/douro-line
10. The Inlandsbanan (Sweden)
รถไฟระดับตำนานของสวีเดนที่ทอดยาวกว่า 1,300 กม. ผ่านหัวใจของประเทศจากเมือง Kristinehamn ทางตอนใต้สู่ Gällivare ใกล้วงกลมอาร์กติก เส้นทางสายนี้ค่อย ๆ พาผู้เดินทางผ่านผืนป่าสนหนาทึบ ทะเลสาบใสราวกระจก หมู่บ้านเล็กเงียบสงบ และทิวทัศน์ชนบทที่ยังคงความดิบงามตามธรรมชาติ ระหว่างทางสามารถแวะเมืองน่ารักอย่าง Mora, Östersund และ Jokkmokk ซึ่งสะท้อนวัฒนธรรมพื้นถิ่นและวิถีชีวิตชาวเหนือได้อย่างน่าประทับใจ ช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิจนถึงฤดูร้อนคือฤดูกาลที่ดีที่สุด เมื่อหิมะละลายเปิดทางให้ธรรมชาติกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ดอกไม้ป่าค่อย ๆ แต่งแต้มสองข้างทาง และแสงอาทิตย์ยามค่ำที่ลาลับช้ากว่าปกติทำให้การเดินทางดูราวไม่มีวันสิ้นสุด
ระยะเวลานั่งรถไฟ: Kristinehamn - Gällivare ประมาณ 20 ชม. (Rail Pass 14 วัน)
ราคาเริ่มต้น: เริ่มต้น 1,995 SEK/ท่าน
Website: www.inlandsbanan.se
เตรียมตัวอย่างไรก่อนนั่งรถไฟเที่ยวยุโรป?
ก่อนนั่งรถไฟเที่ยวยุโรปควรวางแผนเส้นทางล่วงหน้า เช็กเวลาเดินรถ ราคาตั๋ว จุดขึ้นลง และเงื่อนไขการจอง โดยเฉพาะเส้นทางยอดนิยมในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ควรจองตั๋วและที่พักล่วงหน้าเพื่อให้เดินทางได้ราบรื่นและคุมงบได้ง่ายขึ้น
จองตั๋วล่วงหน้า โดยเฉพาะเส้นทางยอดนิยม
- เส้นทางวิวสวยมักเต็มเร็วในช่วงไฮซีซัน
- ควรเช็กว่าเป็นตั๋วรถไฟทั่วไป รถไฟชมวิว หรือ Rail Pass
เผื่อเวลาต่อรถและเปลี่ยนสถานี
- บางเส้นทางต้องต่อรถหรือเดินทางข้ามเมือง
- แนะนำไม่วางแผนแน่นเกินไป
เลือกที่นั่งให้เหมาะกับการชมวิว
- ถ้าเลือกที่นั่งได้ ควรศึกษาไว้ก่อนว่าฝั่งไหนวิวสวยกว่า
- เตรียมกล้องหรือมือถือให้พร้อม
เตรียมบัตรเครดิตสำหรับค่าใช้จ่ายต่างประเทศ
- ใช้สำหรับจองตั๋วรถไฟ โรงแรม ร้านอาหาร หรือค่าเดินทางระหว่างประเทศ
- สามารถ tie in บัตรเครดิต KTC สำหรับคนที่วางแผนเที่ยวต่างประเทศ สะสมคะแนน KTC FOREVER และใช้จ่ายในทริปยุโรปได้สะดวกขึ้น
การนั่งรถไฟเที่ยวยุโรปคือการเดินทางที่ทำให้ “ระหว่างทาง” กลายเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำ ไม่ว่าจะเป็นวิวเทือกเขาแอลป์บนเส้นทาง Bernina Express หมู่บ้านสีพาสเทลริมทะเลของ Cinque Terre Express ปราสาทและไร่องุ่นริมแม่น้ำไรน์ในเยอรมนี ไปจนถึงธรรมชาติยิ่งใหญ่ของสกอตแลนด์ นอร์เวย์ โปรตุเกส และสวีเดน แต่ละเส้นทางมีเสน่ห์แตกต่างกัน เหมาะกับทั้งสายธรรมชาติ สายถ่ายรูป คู่รัก ครอบครัว และคนที่อยากเที่ยวแบบ Slow Travel โดยเฉพาะในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนที่ยุโรปเต็มไปด้วยแสงแดด ทุ่งหญ้า ดอกไม้ป่า แม่น้ำ และเมืองเล็กน่ารักตลอดสองข้างทาง สำหรับใครที่กำลังวางแผน นั่งรถไฟเที่ยวยุโรป ในทริปหน้า อย่าลืมเตรียมเรื่องค่าใช้จ่ายให้พร้อม ทั้งค่าตั๋วรถไฟ ที่พัก ร้านอาหาร การเดินทางในเมือง และค่าใช้จ่ายระหว่างประเทศ การมีบัตรเครดิตที่ใช้จ่ายต่างประเทศได้สะดวกจึงช่วยให้ทริปคล่องตัวยิ่งขึ้น สมัครบัตรเครดิต KTC เพื่อใช้จ่ายในทริปยุโรป พร้อมสะสมคะแนน KTC FOREVER ทุกการเดินทาง ให้ทุกโมเมนต์ของการเที่ยว ตั้งแต่หน้าต่างรถไฟไปจนถึงเมืองปลายทาง คุ้มค่าและน่าจดจำมากกว่าเดิม
เที่ยวยุโรปคุ้มค่า นึกถึงบัตรเครดิต KTC




















