บินลัดฟ้าสู่ดินแดนแห่งน้ำแข็งในฤดูร้อน ที่ธรรมชาติสร้างความประหลาดใจได้แทบทุกกิโลเมตรของการเดินทาง ไอซ์แลนด์ในช่วงเวลานี้คือภาพของธารน้ำแข็ง ภูเขาไฟ และภูมิประเทศอันยิ่งใหญ่ ที่เป็นฤดูกาลของปรากฏการณ์ Midnight Sun เมื่อพระอาทิตย์แทบไม่ลับขอบฟ้าและท้องฟ้าถูกย้อมด้วยแสงสีทองยาวนานเกือบตลอดคืน การเดินทางบนเกาะกลางมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือแห่งนี้จึงเต็มไปด้วยความรู้สึกเหนือจริง ทุกจุดหมายล้วนเผยให้เห็นความมหัศจรรย์ของธรรมชาติในมุมที่แตกต่างกัน ให้ค่อย ๆ ใช้เวลาอยู่กับภูมิประเทศที่สวยงามเกินกว่าจะละสายตา

 

เดินทางจากไทยไปไอซ์แลนด์ต้องลงสนามบินไหน?

จากกรุงเทพฯ สามารถใช้เส้นทางบินผ่านเส้นทางยุโรปประมาณ 20 ชม. ไปลงสนามบิน Keflavík International Airport ประตูหลักสู่ไอซ์แลนด์ ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากกรุง Reykjavik ประมาณ 50 กม. จากนั้นแนะนำให้เช่ารถขับเพื่อออกสำรวจประเทศ เพราะถือเป็นวิธีที่สะดวกและตอบโจทย์ที่สุด เนื่องจากสถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่กระจายตัวอยู่ทั่วเกาะ หลายแห่งอยู่ห่างจากตัวเมืองและเข้าถึงได้ยากหากพึ่งพาระบบขนส่งสาธารณะ การเดินทางแบบโร้ดทริปจึงเปิดโอกาสให้แวะชมวิวได้อย่างอิสระ

 

Reykjavik จุดเริ่มต้นทริปไอซ์แลนด์หน้าร้อน


เปิดทริปกันที่ Reykjavik เมืองหลวงขนาดเล็กของไอซ์แลนด์ที่เต็มไปด้วยคาแรกเตอร์ ทั้งคาเฟ่เท่ ๆ อาคารสีพาสเทล และบรรยากาศสโลว์ไลฟ์ริมทะเลแบบสแกนดิเนเวียน แม้จะเป็นเมืองหลวงที่อยู่เหนือสุดของโลก แต่กลับให้ความรู้สึกอบอุ่นอย่างน่าประหลาด เมืองนี้มีจุดเริ่มต้นย้อนกลับไปถึงปี ค.ศ. 874 เมื่อชาวไวกิ้งนอร์สคนแรกเข้ามาตั้งถิ่นฐาน และตั้งชื่อว่า “Reykjavik” หรือ “อ่าวแห่งควัน” เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีไอน้ำลอยฟุ้งขึ้นจากบ่อน้ำพุร้อนตามธรรมชาติตลอดเวลา ระหว่างเดินเล่นในเมืองสามารถแวะชม Hallgrímskirkja โบสถ์สัญลักษณ์ของประเทศที่ได้รับแรงบันดาลใจจากแท่งหินบะซอลต์และภูมิประเทศภูเขาไฟของไอซ์แลนด์ พร้อมจุดชมวิวที่มองเห็นหลังคาสีสันสดใสของเมืองได้แบบพาโนรามา ก่อนจะไปต่อที่ Harpa Concert Hall อาคารกระจกสุดไอคอนิกริมอ่าวที่สะท้อนทั้งทะเล ภูเขา และแสงแดดสวยงาม จนกลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของความร่วมสมัยของไอซ์แลนด์ โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนที่พระอาทิตย์แทบไม่ลับขอบฟ้าจนเกือบเที่ยงคืน เมืองทั้งเมืองจะถูกย้อมด้วยแสงสีทองนุ่ม ๆ ตลอดทั้งวัน ทำให้ทุกโมเมนท์ใน Reykjavik ดูมีเสน่ห์และน่าจดจำกว่าปกติหลายเท่าเลยทีเดียว

ที่อยู่: Reykjavík, Iceland

 

เที่ยวไอซ์แลนด์หน้าร้อนช่วงไหนดี ?


ไอซ์แลนด์ในช่วงฤดูร้อน (มิ.ย. - ส.ค.) จะตรงกับช่วงของปรากฏการณ์ Midnight Sun หรือพระอาทิตย์เที่ยงคืน ที่แสงอาทิตย์แทบไม่ลับขอบฟ้า ทำให้สามารถใช้เวลาเดินทางและท่องเที่ยวได้ยาวนานกว่าปกติอย่างมาก บรรยากาศทั่วทั้งประเทศจะถูกย้อมด้วยแสงสีทองนุ่ม ๆ ตลอดทั้งวันและเกือบทั้งคืน เพิ่มเสน่ห์ให้การโร้ดทริปดูพิเศษ เหนือจริง และเต็มไปด้วยความรู้สึกที่หาไม่ได้จากฤดูอื่นเลย

 เที่ยวไอซ์แลนด์หน้าร้อน มีอะไรให้เที่ยวบ้าง?

 

Blue Lagoon

 


ลากูนสีฟ้าน้ำนมกลางทุ่งลาวาดำ หนึ่งในจุดหมาย Geothermal ระดับโลกของไอซ์แลนด์ ที่เริ่มต้นจากน้ำทิ้งของโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพ Svartsengi ก่อนจะค่อย ๆ พัฒนาเป็นแหล่งน้ำแร่ธรรมชาติอุ่นตลอดปี และกลายเป็น Blue Lagoon อย่างที่รู้จักกันในปัจจุบัน น้ำสีฟ้าอ่อนที่อุดมด้วยซิลิกาและแร่ธาตุช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายและฟื้นฟูผิวได้อย่างเป็นธรรมชาติ ท่ามกลางฉากหลังของลาวาเก่าสีดำที่ตัดกัน จนเกิดเป็นภูมิทัศน์เหนือจริงราวกับอีกโลกหนึ่ง โดยเฉพาะในช่วงเย็นของฤดูร้อน ที่ท้องฟ้ายังไม่มืดสนิท แสงสีทองสะท้อนบนไอน้ำและผิวน้ำ ยิ่งทำให้บรรยากาศดูละมุน ลึก และตระการตามากขึ้นไปอีก

ที่อยู่: Blue Lagoon, 240 Grindavík, Iceland

เวลาเปิด-ปิด: ทุกวัน 8.00 น. - 22.00 น.

ค่าเข้า: แพ็กเกจเริ่มต้น 8,000 ISK/ท่าน

 

Golden Circle

 


เส้นทางโร้ดทริปคลาสสิกที่ถือเป็นหัวใจของการเที่ยวไอซ์แลนด์ ถือเป็นส่วนหนึ่งทางตอนใต้ของ The Ring Road เส้นทางเที่ยวรอบเกาะไอซ์แลนด์ และสามารถขับจาก Reykjavik แบบ One Day Trip ได้สบาย ๆ ตลอดเส้นทางเต็มไปด้วยวิวทุ่งหญ้ากว้าง ม้าไอซ์แลนด์ตัวเล็กขนฟู และภูมิประเทศที่ถูกสร้างขึ้นจากพลังของภูเขาไฟและธารน้ำแข็งนับพันปี โดย Golden Circle ไม่ได้มีความสำคัญเพียงด้านธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังเป็นเส้นทางที่เชื่อมโยงประวัติศาสตร์และตัวตนของประเทศ มีสถานที่สำคัญอย่าง Þingvellir National Park ที่เป็นที่ตั้งของรัฐสภา Alþingi ซึ่งก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 930 และได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในรัฐสภาที่เก่าแก่ที่สุดของโลก อีกทั้งยังเป็นจุดที่แผ่นเปลือกโลกอเมริกาเหนือและยูเรเชียกำลังเคลื่อนตัวแยกออกจากกันอย่างช้า ๆ พร้อมเดินทางต่อไปยังพื้นที่ Geothermal ของ Geysir ต้นกำเนิดของคำว่า “Geyser” ที่ใช้เรียกน้ำพุร้อนทั่วโลก และปิดท้ายด้วยความยิ่งใหญ่ของ Gullfoss น้ำตกสองชั้นที่ได้รับฉายาว่า “Golden Falls” หนึ่งในสัญลักษณ์ทางธรรมชาติที่โด่งดังที่สุดของไอซ์แลนด์ เส้นทางวงกลมสายนี้จึงเป็นเหมือนบทสรุปของทั้งประวัติศาสตร์ ธรณีวิทยา และความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของประเทศ

ที่อยู่: (Reykjavík – Þingvellir – Geysir – Gullfoss loop) Golden Circle Route, Iceland

 

Thingvellir National Park

 


หนึ่งในจุดหมายสำคัญที่สุดบนเส้นทาง Golden Circle และเป็นมรดกโลกของ UNESCO ที่รวมทั้งความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติและประวัติศาสตร์ของไอซ์แลนด์เอาไว้ในที่เดียว ที่นี่คือจุดที่แผ่นเปลือกโลกอเมริกาเหนือและยูเรเชียกำลังค่อย ๆ แยกตัวออกจากกัน จนเกิดเป็นรอยแยกขนาดใหญ่ที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจนบริเวณ Almannagjá Rift Valley เส้นทางเดินท่ามกลางหน้าผาหินบะซอลต์และทุ่งลาวาเก่าให้ความรู้สึกราวกับกำลังเดินอยู่บนผืนโลกยุคแรกเริ่ม นอกจากความโดดเด่นด้านธรณีวิทยาแล้ว Thingvellir ยังเป็นสถานที่ที่ชาวไวกิ้งก่อตั้ง Alþingi รัฐสภาของไอซ์แลนด์ขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 930 ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในรัฐสภาที่เก่าแก่ที่สุดของโลก ทำให้พื้นที่แห่งนี้ถือเป็นศูนย์กลางทางการเมือง วัฒนธรรม และกฎหมายของประเทศมาอย่างยาวนาน

ที่อยู่: Þingvellir National Park, 806 Selfoss, Iceland

ค่าเข้า: Museum 1,200 ISK/ท่าน (เด็ก 600 ISK)

ค่าจอดรถ 1,000 ISK/คัน

 

Geysir Geothermal Area

 


พื้นที่ Geothermal ชื่อดัง ณ ใจกลางเส้นทาง Golden Circle ที่เต็มไปด้วยไอน้ำ ควันร้อน และพื้นดินสีสันแปลกตาจากแร่ธาตุใต้ผิวโลก ให้บรรยากาศราวกับกำลังเดินอยู่บนดาวเคราะห์อีกดวง มีไฮไลท์สำคัญคือ Strokkur น้ำพุร้อนที่พ่นน้ำเดือดขึ้นสู่ท้องฟ้าสูงกว่า 20 ม. ในทุก ๆ 5 - 10 นาที บริเวณใกล้ยังเป็นที่ตั้งของ Great Geysir น้ำพุร้อนต้นกำเนิดของคำว่า “Geyser” ที่ถูกนำไปใช้เรียกน้ำพุร้อนทั่วโลก โดยมีการบันทึกการปะทุครั้งแรกตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 แม้ปัจจุบันจะไม่ปะทุถี่ ๆ พื้นที่แห่งนี้ยังถือเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ทางธรณีวิทยาที่สำคัญ ซึ่งสะท้อนพลังงานความร้อนใต้พิภพซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของไอซ์แลนด์ และเป็นเหตุผลที่ประเทศนี้สามารถใช้พลังงานสะอาดจากธรรมชาติได้มาจนถึงปัจจุบัน

ที่อยู่: Haukadalur Valley, 806 Selfoss, Iceland

 

Gullfoss Waterfall

 


น้ำตกสองชั้นขนาดมหึมาที่แม่น้ำ Hvítá ซึ่งไหลมาจากธารน้ำแข็ง Langjökull ทิ้งตัวลงสู่หุบเขาลึกด้วยพลังมหาศาล จนได้รับฉายาว่า “Golden Falls” หรือ “น้ำตกสีทอง” หนึ่งในสัญลักษณ์ทางธรรมชาติที่โด่งดังที่สุดของไอซ์แลนด์ กระหึ่มไปด้วยเสียงสายน้ำที่กระแทกลงสู่หน้าผาและละอองหมอกที่ลอยฟุ้งอยู่เหนือหุบเขาสร้างบรรยากาศยิ่งใหญ่จนสัมผัสได้จริง โดยเฉพาะในวันที่แดดออกที่มักเห็นสายรุ้งพาดผ่านเหนือน้ำตกอย่างสวยงาม เบื้องหลังความงดงามแห่งนี้ยังมีเรื่องราวสำคัญในประวัติศาสตร์การอนุรักษ์ของไอซ์แลนด์ เมื่อช่วงต้นศตวรรษที่ 20 น้ำตกเกือบถูกพัฒนาเป็นโรงไฟฟ้าพลังน้ำ แต่ Sigríður Tómasdóttir วีรสตรีผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักอนุรักษ์คนแรกของไอซ์แลนด์ ได้ต่อสู้เพื่อปกป้องน้ำตกแห่งนี้จนโครงการถูกยกเลิกไปในที่สุด ทำให้น้ำตกแห่งนี้มีความโดดเด่นทั้งในด้านความมหัศจรรย์และเป็นสัญลักษณ์ของความพยายามในการรักษาธรรมชาติอันล้ำค่าของไอซ์แลนด์ไว้ให้คนรุ่นหลังได้ชื่นชม

ที่อยู่: Gullfoss, Golden Circle, 801 Selfoss, Iceland

 

Seljalandsfoss

 


อีกหนึ่งน้ำตกที่มีเอกลักษณ์ที่สุดในไอซ์แลนด์และเป็นภาพจำของเส้นทาง South Coast ด้วยทัศนียภาพของม่านน้ำสีขาวที่ทิ้งตัวลงมาจากความสูงราว 60 ม. บนหน้าผาโบราณ ซึ่งเคยเป็นแนวชายฝั่งของประเทศเมื่อหลายพันปีก่อน สามารถเดินลอดเข้าไปด้านหลังม่านน้ำได้ ผ่านเส้นทางที่ค่อย ๆ พาเข้าสู่มุมมองอันน่าตื่นตา พร้อมฉากหลังเป็นทุ่งหญ้ากว้าง แนวภูเขา และท้องฟ้าเปิดโล่งของไอซ์แลนด์ สายน้ำของ Seljalandsfoss มีต้นกำเนิดจากธารน้ำแข็ง Eyjafjallajökull ที่ปกคลุมภูเขาไฟชื่อดังซึ่งปะทุครั้งใหญ่ในปี ค.ศ. 2010 จนส่งผลกระทบต่อการบินทั่วยุโรป ความพิเศษของน้ำตกแห่งนี้อยู่ที่การกัดเซาะของหน้าผาตลอดหลายพันปี จนเกิดเป็นโพรงธรรมชาติด้านหลังม่านน้ำ ทำให้สามารถเดินวนชมได้เกือบรอบน้ำตก นับเป็นหนึ่งในไม่กี่แห่งของโลกที่มอบประสบการณ์เช่นนี้ได้ โดยเฉพาะในช่วงเย็นที่แสงอาทิตย์สาดผ่านละอองน้ำจนเกิดสายรุ้งและโทนแสงสีทองอ่อน ๆ ยิ่งทำให้ Seljalandsfoss ดูราวกับฉากในโลกแฟนตาซีที่ธรรมชาติรังสรรค์ขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์

ที่อยู่: Seljalandsfoss, South Region, Iceland
 ค่าเข้า: ค่าจอดรถ 1,000 ISK/คัน

 

Skógafoss

 


ทิ้งทวนความชุ่มฉ่ำกับหนึ่งในน้ำตกที่ยิ่งใหญ่และทรงพลังที่สุดของไอซ์แลนด์ สายน้ำมหาศาลของแม่น้ำ Skógá ทิ้งตัวลงจากหน้าผาสูงกว่า 60 ม. กว้างราว 25 ม. ม่านน้ำเป็นสี่เหลี่ยมขนาดมหึมาที่ส่งเสียงกึกก้องไปทั่วหุบเขา ละอองน้ำที่ฟุ้งกระจายอยู่ตลอดเวลาทำให้ในวันที่อากาศเปิดมักปรากฏสายรุ้งพาดผ่านหน้าน้ำตก ความพิเศษของ Skógafoss คือสามารถเดินเข้าไปใกล้ฐานน้ำตก จนสัมผัสได้ถึงพลังของสายน้ำอย่างเต็มที่ รวมถึงยังมีเส้นทางบันไดด้านข้างยังพาขึ้นสู่จุดชมวิวด้านบน ซึ่งมองเห็นทั้งตัวน้ำตก แม่น้ำ Skógá และภูมิประเทศอันกว้างใหญ่ของ South Coast Iceland แบบพาโนรามา นอกจากนี้ Skógafoss ยังตั้งอยู่บนแนวหน้าผาโบราณซึ่งเคยเป็นชายฝั่งทะเลของไอซ์แลนด์เมื่อหลายพันปีก่อน ก่อนที่แนวชายฝั่งจะค่อย ๆ ถอยร่นออกไปหลังยุคน้ำแข็ง จึงทำให้ภูมิทัศน์ของที่นี่ดูโดดเด่นไม่เหมือนที่ใด พร้อมตำนานหีบสมบัติทองคำของนักบุกเบิกชาวไวกิ้ง Þrasi Þórólfsson ที่เชื่อกันว่าถูกซ่อนอยู่ด้านหลังม่านน้ำตก และยังคงเป็นเรื่องเล่าที่ถูกส่งต่อมาจนถึงปัจจุบัน  

ที่อยู่: Skógafoss, 861 Skógar, Iceland

ค่าเข้า: ค่าจอดรถ 1,000 ISK/คัน

 

Vík í Mýrdal

 


หมู่บ้านเล็กริมชายฝั่งทางใต้ของไอซ์แลนด์ที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางภูมิประเทศของธารน้ำแข็ง ภูเขาไฟ และทุ่งมอสส์สีเขียวเข้มสุดสายตา โดยมีแนวหน้าผาและมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือโอบล้อมอยู่รอบด้าน ทำให้ที่นี่เป็นหนึ่งในจุดหมายที่มีบรรยากาศโดดเด่นที่สุดของ South Coast แลนด์มาร์คประจำหมู่บ้านคือ Víkurkirkja Church โบสถ์สีขาวหลังคาแดงที่ตั้งอยู่บนเนินเขาเหนือชุมชน กลายเป็นภาพจำที่ถูกถ่ายรูปมากที่สุดแห่งหนึ่งของไอซ์แลนด์ บรรยากาศโดยรอบเต็มไปด้วยวิวของหุบเขา ลำธารน้ำแข็ง ทุ่งลาวาเก่า และเส้นทางชายฝั่งที่ทอดยาวไปสู่มหาสมุทร ทำให้การขับผ่านบริเวณนี้เป็นอีกช่วงของโร้ดทริปที่ทั้งเงียบ และน่าหลงใหลแบบละสายตาไม่ได้เลย

Víkurkirkja Church ยังถูกกำหนดให้เป็นจุดอพยพสำคัญ หากภูเขาไฟ Katla ซึ่งซ่อนตัวอยู่ใต้ธารน้ำแข็ง Mýrdalsjökull เกิดการปะทุขึ้นอีกครั้ง โดยพื้นที่นี้ถือเป็นหนึ่งในโซนเฝ้าระวังทางธรณีวิทยาที่สำคัญของไอซ์แลนด์

ที่อยู่: Vík í Mýrdal, 870, Iceland

 

 

Fjadrargljufur Canyon

 


ปิดท้ายความประทับใจกันที่แคนยอนคดเคี้ยวกลางทุ่งมอสส์ของ South Iceland ที่กลายเป็นหนึ่งในภาพจำระดับโลกของไอซ์แลนด์ หุบเขาแห่งนี้เกิดจากการกัดเซาะของธารน้ำแข็งในยุคน้ำแข็งเมื่อราว 2 ล้านปีก่อน ก่อนที่แม่น้ำ Fjaðrá จะค่อย ๆ ไหลตัดผ่านชั้นหินลาวาและแกะสลักภูมิประเทศให้ลึกและโค้งงออย่างที่เห็นในปัจจุบัน เส้นทางเดินด้านบนเปิดมุมมองให้เห็นสายน้ำที่คดเคี้ยวไปตามแนวหุบเขาลึก ท่ามกลางหน้าผาหินสูงชันที่ถูกแต่งแต้มด้วยมอสส์สีเขียวเข้มตลอดแนว เกิดเป็นภาพความแตกต่างแบบสุดขั้วระหว่างความดิบของหินและความนุ่มของพรมธรรมชาติได้อย่างลงตัว บรรยากาศโดยรอบเงียบ ลึกลับ และให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ในโลกแฟนตาซี  

ที่อยู่: Fjaðrárgljúfur, 880 Kirkjubæjarklaustur, Iceland

ค่าเข้า: ค่าจอดรถ 1,000 ISK/คัน

 

 

เที่ยวไอซ์แลนด์หน้าร้อน กินอะไรดี?

Grillmarkaðurinn (The Grill Market)

 


ร้านอาหารที่นำวัตถุดิบท้องถิ่นตามฤดูกาลมาสร้างสรรค์ ทั้งปลา เนื้อแกะ โดยเชฟจะปรับเมนูตามวัตถุดิบที่ดีที่สุดในแต่ละช่วงเวลา ทำให้ทุกจานมีความเฉพาะตัว เสิร์ฟในบรรยากาศดีไซน์ดิบเท่ผสมความอบอุ่นแบบไฟหินและไม้ธรรมชาติ เหมาะสำหรับมื้อดินเนอร์ที่อยากสัมผัสความพรีเมียมแบบร่วมสมัยของ Reykjavik

ที่อยู่: Lækjargata 2a, 101 Reykjavík, Iceland
 Tel: +354 571 7777
 เวลาเปิด-ปิด: ทุกวัน 17.30 น. - 21.30 น.
 

Kaffi Loki

 


คาเฟ่เล็ก ๆ ตรงข้ามโบสถ์ Hallgrímskirkja ที่เป็นเหมือนหน้าต่างสู่วัฒนธรรมอาหารดั้งเดิมของไอซ์แลนด์ เมนูของที่นี่เน้นการสืบทอดสูตรพื้นบ้านแท้ ๆ ทั้ง Rye Bread, Lamb Soup และปลาแห้งแบบท้องถิ่น โดยเฉพาะ Rye Bread เสิร์ฟคู่เนยและปลาเฮร์ริ่งที่ถือเป็นซิกเนเจอร์ บรรยากาศเรียบง่าย เป็นกันเอง  

ที่อยู่: Lokastígur 28, 101 Reykjavík, Iceland
 Tel: +354 466 2828
 เวลาเปิด-ปิด: ทุกวัน 8.00 น. - 22.00 น.
 

101 Reykjavik Street Food

 


ร้านสตรีทฟู้ดบรรยากาศสบาย ๆ ที่เน้นความเรียบง่ายแต่จริงใจของอาหารไอซ์แลนด์ เมนูหลักอย่างซุปปลาและ Lamb Soup ทานแล้วอุ่นท้อง เหมาะกับสภาพอากาศเย็นของ Reykjavik ให้ความรู้สึกเหมือนอาหารโฮมคุก ที่ทั้งนักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่นแวะเวียนมาซ้ำอยู่เสมอ

ที่อยู่: Skólavörðustígur 8, 101 Reykjavík, Iceland
 Tel: +354 842 2800
 เวลาเปิด-ปิด: ทุกวัน 11.00 น. - 22.00 น.

เที่ยวไอซ์แลนด์หน้าร้อน พักที่ไหนดี?

The Reykjavik Edition

 


โรงแรมหรูริมท่าเรือที่สะท้อนความร่วมสมัยของ Reykjavik ดีไซน์โมเดิร์นผสมความมินิมอลแบบสแกนดิเนเวียน วัสดุไม้ หิน และแสงธรรมชาติที่สร้างบรรยากาศอบอุ่นแต่หรูหรา ห้องพักมองเห็นวิวเมืองและทะเล พื้นที่ส่วนกลางอย่างบาร์และเลานจ์กลายเป็นจุดพบปะของนักเดินทางสายดีไซน์และไลฟ์สไตล์

ที่อยู่: Austurbakki 2, 101 Reykjavík, Iceland
 Tel: +354 582 0000
 Website: www.marriott.com/en-us/hotels/rekeb-the-reykjavik-edition/overview/

 

Center Hotels Arnarhvoll

 


โรงแรมทำเลดีใกล้ Harpa Concert Hall และย่านริมน้ำ ตกแต่งเรียบง่าย สบายตาในสไตล์สแกนดิเนเวียนร่วมสมัย จุดเด่นคือวิวอ่าวและภูเขาที่มองเห็นได้จากบางห้อง เหมาะสำหรับนักเดินทางที่อยากพักใจกลางเมืองและใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเดินสำรวจ Reykjavik

ที่อยู่: Ingólfsstræti 1, 101 Reykjavík, Iceland
 Tel: +354 595 8540
 Website: www.centerhotels.com/en/hotel-arnarhvoll-reykjavik
 

Canopy By Hilton Reykjavik City Centre

 


โรงแรมบูทีคที่ถ่ายทอดเสน่ห์ของไอซ์แลนด์ผ่านดีไซน์อบอุ่นและรายละเอียดที่ได้แรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมท้องถิ่น ผสมความโมเดิร์นแบบมีสไตล์ พื้นที่ส่วนกลางอย่างเลานจ์และคาเฟ่ถูกออกแบบให้เป็นเหมือน Living Space ของเมือง เหมาะสำหรับการนั่งพัก จิบกาแฟ และสัมผัสจังหวะช้า ๆ ของ Reykjavik

ที่อยู่: Smiðjustígur 4, 101 Reykjavík, Iceland
 Tel: +354 528 7000
 Website: www.hilton.com/en/hotels/rekcapy-canopy-reykjavik-city-centre

 

 ไอซ์แลนด์หน้าร้อนคือหนึ่งในจุดหมายที่เหมาะกับคนรักธรรมชาติและการเดินทางแบบโร้ดทริป เพราะเต็มไปด้วยภูมิประเทศเหนือจริงตั้งแต่ธารน้ำแข็ง ภูเขาไฟ ทุ่งลาวา น้ำตก ไปจนถึงแคนยอนกลางทุ่งมอสส์ อีกทั้งยังเป็นช่วงของปรากฏการณ์ Midnight Sun ที่พระอาทิตย์แทบไม่ลับขอบฟ้า ทำให้มีเวลาเที่ยวและชมวิวได้ยาวนานกว่าปกติ เริ่มต้นจาก Reykjavik เมืองหลวงบรรยากาศสโลว์ไลฟ์ ก่อนแวะผ่อนคลายที่ Blue Lagoon ขับต่อบนเส้นทาง Golden Circle เพื่อชม Thingvellir, Geysir และ Gullfoss แล้วออกสำรวจ South Coast ที่มีทั้ง Seljalandsfoss, Skógafoss, Vík í Mýrdal และ Fjadrargljufur Canyon สำหรับใครที่กำลังวางแผนเที่ยวต่างประเทศ การมีบัตรเครดิต KTC ติดตัวไว้ช่วยให้ใช้จ่ายระหว่างทริปได้สะดวกขึ้น ทั้งค่าที่พัก ร้านอาหาร รถเช่า หรือกิจกรรมท่องเที่ยว พร้อมสะสมคะแนน KTC FOREVER เพื่อใช้แลกรับสิทธิประโยชน์ในทริปต่อไป

เที่ยวต่างประเทศคุ้มค่า นึกถึงบัตรเครดิต KTC