บางเมืองมีชื่อเสียงจากแลนด์มาร์ก บางเมืองเป็นที่จดจำจากอาหาร แต่สำหรับปัมโปลนา (Pamplona) เมืองหลวงแห่งแคว้นนาวาร์ (Navarre) ทางตอนเหนือของสเปน ผู้คนทั่วโลกต่างรู้จักเมืองนี้ผ่านภาพของนักวิ่งในชุดขาวผ้าพันคอสีแดงที่กำลังวิ่งนำหน้าฝูงกระทิงในเทศกาล San Fermín ทุกเดือนกรกฎาคม

แต่เมื่อเทศกาลผ่านพ้นไปปัมโปลนากลับเผยอีกด้านที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เมืองเก่าอายุหลายร้อยปีที่เต็มไปด้วยจัตุรัสหิน คาเฟ่เล็ก ๆ ตลาดท้องถิ่น และสวนสาธารณะที่เงียบสงบ ทุกมุมยังคงใช้ชีวิตในจังหวะที่เรียบง่าย จนทำให้เราเข้าใจว่าเสน่ห์ของปัมโปลนามีมากกว่าความคึกคักของเทศกาลระดับโลก เพราะเป็นเมืองที่ชวนให้เดิน ชวนให้หยุด และชวนให้ใช้เวลาอย่างไม่ต้องเร่งรีบ

 

วิธีการเดินทางไปปัมโปลนา สเปน

จากกรุงเทพฯ สามารถบินจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิไปยังสนามบิน Adolfo Suárez Madrid–Barajas Airport กรุงมาดริด แล้วต่อรถไฟความเร็วสูง Renfe จากสถานี Madrid Puerta de Atocha-Almudena Grandes ไปยัง Pamplona ใช้เวลาประมาณ 3 ชม. หรือเลือกบินสู่สนามบิน Josep Tarradellas Barcelona–El Prat Airport ที่เมืองบาร์เซโลนา ก่อนต่อรถไฟความเร็วสูงจากสถานี Barcelona Sants ไปอีกราว 4 ชม. ก็สะดวกไม่แพ้กัน

 

ที่เที่ยวปัมโปลนา

Plaza del Castillo

 


ถ้ามีสถานที่สักแห่งที่สะท้อนตัวตนของปัมโปลนาได้ดีที่สุด ก็คงจะเป็น Plaza del Castillo จัตุรัสใจกลางเมืองที่ชาวท้องถิ่นเรียกว่า Living Room of Pamplona เพราะไม่ว่าจะเช้า สาย หรือเย็น ผู้คนต่างแวะเวียนมาพบปะ นั่งจิบกาแฟ หรือใช้เวลาพูดคุยใต้แนวอาคารสไตล์สเปนคลาสสิกที่โอบล้อมจัตุรัสแห่งนี้ไว้ ตลอดหลายศตวรรษ Plaza del Castillo ไม่ได้เป็นเพียงศูนย์กลางของเมือง แต่ยังเคยเป็นลานจัดตลาด การเฉลิมฉลองของราชสำนัก การสู้วัวกระทิง และเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ของนาวาร์ ก่อนจะค่อย ๆ เปลี่ยนบทบาทมาเป็นพื้นที่สาธารณะที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาอย่างทุกวันนี้ รอบจัตุรัสยังเป็นที่ตั้งของ Café Iruña คาเฟ่ระดับตำนานที่ Ernest Hemingway เคยนั่งเขียนและใช้เป็นแรงบันดาลใจในนวนิยาย The Sun Also Rises ซึ่งทำให้ชื่อของปัมโปลนาเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

ที่อยู่: Pl. del Castillo, Pamplona, Navarra, Spain

 


เทศกาล San Fermín ประจำปี 2026 นี้ จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6 - 14 ก.ค.  เมื่อถึงเวลานั้น เมืองเก่าทั้งเมืองจะถูกย้อมด้วยสีขาวและแดงจากชุดประจำเทศกาล ผู้คนจากทั่วทุกมุมโลกหลั่งไหลมาร่วมเฉลิมฉลองตั้งแต่พิธีเปิด Chupinazo เสียงดนตรีที่ดังไปทั่วทุกตรอกซอกซอย ขบวนพาเหรดยักษ์ Gigantes y Cabezudos การแสดงพื้นเมือง พลุยามค่ำคืน และไฮไลท์ที่ทำให้เทศกาลนี้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกอย่าง Running of the Bulls (Encierro) ซึ่งจัดขึ้นทุกเช้าเวลา 8.00 น. ตลอดแปดวันของเทศกาล แต่เสน่ห์ของ San Fermín ไม่ได้อยู่แค่การวิ่งกระทิง หากยังอยู่ในพลังของผู้คนที่ออกมาใช้ชีวิตร่วมกันบนท้องถนน บาร์ทาปาสที่แน่นขนัด เสียงหัวเราะที่ดังไม่ขาดสาย และบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองที่เปลี่ยนปัมโปลนาให้กลายเป็นหนึ่งในเมืองที่มีชีวิตชีวาที่สุดของยุโรปตลอดเก้าวันเก้าคืน

 

Calle Estafeta

 


ถนนพื้นหินสายโบราณที่ดูสงบในวันธรรมดา กลับกลายเป็นเวทีสำคัญของโลกทุกครั้งที่เทศกาล San Fermín มาถึง เพราะนี่คือหนึ่งในช่วงที่โด่งดังที่สุดของเส้นทางวิ่งกระทิง หรือ Encierro ด้วยลักษณะถนนที่คดโค้ง แคบ และทอดยาวกว่า 300 ม. ทำให้ช่วงนี้เป็นทั้งจุดที่ท้าทายและน่าตื่นเต้นที่สุดของการวิ่งกระทิงมาตลอดหลายศตวรรษ ก่อนจะมีชื่อว่า Estafeta ถนนสายนี้เคยเปลี่ยนชื่อมาหลายครั้งตามประวัติศาสตร์ของเมือง จนกระทั่งในศตวรรษที่ 19 ได้รับชื่อปัจจุบันจากการเป็นที่ตั้งของสำนักงานไปรษณีย์แห่งแรกของปัมโปลนา คำว่า Estafeta จึงมีความหมายว่า “ที่ทำการไปรษณีย์” นั่นเอง ปัจจุบัน แม้เสียงฝีเท้าของกระทิงจะปรากฏเพียงช่วงสั้น ๆ ในเดือนกรกฎาคม แต่ตลอดทั้งปี Calle Estafeta ยังคงเต็มไปด้วยชีวิตชีวา ทั้งบาร์ทาปาส ร้านไวน์ และร้านอาหารเล็ก ๆ ที่เรียงรายสองฝั่งถนน จนกลายเป็นหนึ่งในถนนสายกินดื่มและแฮงเอาท์ที่มีเสน่ห์ที่สุดของเมือง เดินกี่รอบก็ยังเจอร้านใหม่ให้น่าแวะเสมอ

ที่อยู่: Calle Estafeta en Pamplona, Pamplona, Navarra, Spain

 

Pamplona Cathedral

 


มหาวิหาร Santa María la Real คือหนึ่งในสัญลักษณ์ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ของปัมโปลนาได้ดีที่สุด ตัวอาคารที่เห็นในปัจจุบันถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 14 บนซากของมหาวิหารโรมาเนสก์เดิมที่พังทลายลง จึงเกิดเป็นการผสมผสานที่น่าทึ่งระหว่างภายนอกสไตล์ Neoclassical กับภายในแบบ French Gothic ที่โปร่งสูงและสง่างาม ภายในยังเป็นที่ประดิษฐานสุสานหินอ่อนแกะสลักของ กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 แห่งนาวาร์ และพระราชินีเอเลเนอร์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในผลงานประติมากรรมยุคโกธิกที่งดงามที่สุดของสเปน พร้อมทั้งกุฏิสงฆ์ (Cloister) อายุกว่า 600 ปี ก็ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในกุฏิสไตล์โกธิกที่สวยที่สุดในยุโรป การเดินผ่านแต่ละโถงของมหาวิหารจึงไม่ใช่แค่การชมสถาปัตยกรรม แต่เหมือนได้ย้อนกลับไปยังยุคที่ปัมโปลนา เคยเป็นศูนย์กลางของราชอาณาจักรนาวาร์ และเป็นสถานที่ประกอบพระราชพิธีสำคัญของกษัตริย์หลายพระองค์

ที่อยู่: Calle Dormitalería, 1, Pamplona, Navarra, Spain

เวลาเปิด-ปิด: จันทร์ - เสาร์ 8.30 น. - 20.30 น. อาทิตย์ 9.00 น. - 14.00 น. / 18.00 น. - 20.30 น.

ค่าเข้า: 5 EUR/ท่าน (เด็ก 4 EUR)

 

Ciudadela de Pamplona

 


จากป้อมปราการรูปดาวอันโดดเด่นที่สร้างขึ้นตามพระราชบัญชาของ พระเจ้าเฟลิเปที่ 2 ในปี ค.ศ. 1571 เพื่อปกป้องราชอาณาจักรนาวาร์จากการรุกรานของฝรั่งเศส วันนี้ Ciudadela de Pamplona ได้เปลี่ยนบทบาทจากป้อมทหารสู่พื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ใจกลางเมือง โดยยังคงรักษาแนวกำแพง คูเมือง และผังป้อมห้าแฉกแบบเรอเนซองส์ไว้ได้อย่างสมบูรณ์ จนได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในตัวอย่างสถาปัตยกรรมการทหารยุคเรอเนซองส์ที่ดีที่สุดของยุโรป ปัจจุบันภายในเต็มไปด้วยสวนสาธารณะ ลานนิทรรศการ และพื้นที่ศิลปะกลางแจ้งที่ชาวเมืองนิยมมาวิ่ง ปั่นจักรยาน ปิกนิก หรือเอนกายนั่งอ่านหนังสือใต้ร่มไม้ เป็นอีกมุมที่ทำให้เห็นว่าปัมโปลนาไม่ได้มีชีวิตชีวาเฉพาะช่วงเทศกาล San Fermín แต่ยังเป็นเมืองที่ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายและละเมียดละไมได้ในทุกฤดูกาล

ที่อยู่: Avenida del Ejército, 1, Pamplona, Navarra, Spain

เวลาเปิด-ปิด: จันทร์ - ศุกร์ 7.30 น. - 21.30 น. / เสาร์ - อาทิตย์ 8.00 น. - 21.30 น.

 

Mercado de Santo Domingo

 


ถ้าอยากรู้ว่าคนปัมโปลนากินอะไรกัน แนะนำให้ไปเริ่มต้นที่ Mercado de Santo Domingo ตลาดเก่าแก่ที่เป็นหัวใจของวัฒนธรรมอาหารประจำเมือง บนพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นตลาดกลางของเมืองมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1565 ก่อนที่อาคารเดิมจะถูกไฟไหม้และได้รับการสร้างขึ้นใหม่ในปี ค.ศ. 1876 จนกลายเป็นหนึ่งในตลาดสดที่ยังเปิดดำเนินการต่อเนื่องยาวนานที่สุดของสเปน ทุกวันนี้แผงขาย Jamón, Local cheese, Pintxos และวัตถุดิบสดจากแคว้น Basque-Navarre ยังคงเรียงรายอยู่ภายในอาคารประวัติศาสตร์หลังเดิม ขณะที่หน้าทางเข้าตลาดยังเป็นทั้งจุดเริ่มต้นของเส้นทางวิ่งกระทิง Encierro และเส้นทางแสวงบุญ Camino de Santiago ที่ผู้คนจากทั่วโลกต่างเคยเดินผ่าน การเดินตลาดแห่งนี้จึงไม่ต่างจากการเปิดหนังสือเล่มหนึ่งที่บอกเล่าเรื่องราวของ Pamplona ผ่านกลิ่น รสชาติ และวิถีชีวิตที่สืบทอดต่อกันมาหลายศตวรรษ

ที่อยู่: Calle del Mercado, 79, Pamplona, Navarra, Spain

เวลาเปิด-ปิด: ทุกวัน 8.00 น. - 14.00 น.

 

Parque de la Taconera

 


หลบหนีจากความคึกคักของเมืองเก่า Parque de la Taconera คือมุมที่ทำให้ปัมโปลนาดูร่มเย็นขึ้นอีกเป็นกอง โดยสวนสาธารณะแห่งนี้ถือเป็นพื้นที่สีเขียวที่เก่าแก่ที่สุดของเมือง โดยมีต้นกำเนิดตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 ก่อนจะได้รับการออกแบบใหม่ในสไตล์สวนฝรั่งเศสช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 จนกลายเป็นสวนโรแมนติกที่ชาวเมืองรักที่สุดแห่งหนึ่ง ทุกวันนี้ยังคงรักษาทางเดินหิน ซุ้มต้นไม้ น้ำพุ และแนวกำแพงเมืองโบราณที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของป้อมปราการไว้ได้อย่างงดงาม ระหว่างเดินเล่นอาจพบกวาง นกยูง และสัตว์นานาชนิดที่อาศัยอยู่ในคูเมืองเดิมของกำแพงป้อม ราวกับธรรมชาติได้เข้ามาแทนที่ประวัติศาสตร์การทหารอย่างกลมกลืน บรรยากาศเงียบ สงบ และเต็มไปด้วยเสน่ห์ จนเกือบลืมไปว่านี่คือเมืองเดียวกันกับที่ผู้คนหลายหมื่นคนหลั่งไหลมาเฉลิมฉลองเทศกาล San Fermín ในทุก ๆ ปี

ที่อยู่: C.Taconera, 6, Pamplona, Navarra, Spain

 

 

ไปเที่ยวปัมโปลนา สเปน กินอะไรดี?

Rodero

 


สัมผัสรสชาติของแคว้นนาวาร์ในเวอร์ชั่นร่วมสมัย Rodero คือร้านที่ไม่ควรพลาด ร้านอาหารระดับ 1 ดาวมิชลิน แห่งนี้เปิดมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1975 และปัจจุบันอยู่ภายใต้การดูแลของเชฟ Koldo Rodero ผู้สานต่อธุรกิจครอบครัวด้วยการตีความอาหารนาวาร์แบบดั้งเดิมให้มีความสร้างสรรค์และร่วมสมัย โดยยังคงให้ความสำคัญกับวัตถุดิบท้องถิ่นเป็นหัวใจของทุกจาน บรรยากาศภายในอบอุ่นเป็นกันเองราวกับมานั่งทานข้าวบ้านเพื่อน แต่ทุกคำกลับเต็มไปด้วยเทคนิคและความละเอียดในแบบไฟน์ไดนิ่ง เมนูแนะนำคือ ปลาหมึกสดเสิร์ฟคู่แก้มหมูและซุปคอนซอมเมรสซิตรัส รวมถึง ปลาเทอร์บอตป่าย่างกับซอส Pil Pil สูตรเด็ด และโฟมสาหร่ายที่สะท้อนตัวตนของอาหารนาวาร์ยุคใหม่ได้อย่างชัดเจน


ที่อยู่: Emilio Arrieta 3, Pamplona, Navarra, Spain
โทร: +34 948 22 80 35

เวลาเปิด-ปิด:     จันทร์ - พุธ 13.30 น. - 15.00 น.  พฤหัส - เสาร์ 13.30 น. - 15.00 น. / 20.45 น. - 22.00 น.

 

Restaurante Europa

 


อีกหนึ่งร้านอาหารระดับ 1 ดาวมิชลิน ใจกลางเมืองเก่าปัมโปลนา ใกล้ทั้ง Plaza del Castillo และ Calle Estafeta ที่ครองดาวมิชลินมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี ค.ศ. 1993 จนกลายเป็นหนึ่งในหมุดหมายด้านไฟน์ไดนิ่งที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดของแคว้นนาวาร์ บริหารโดยครอบครัว Idoate Vidaurre ซึ่งสืบทอดศาสตร์แห่งการต้อนรับและการทำอาหารมากว่า 40 ปี ภายใต้การนำของเชฟ Pilar Idoate ผู้ถ่ายทอดรสชาติของนาวาร์และแคว้นบาสก์ผ่านมุมมองร่วมสมัย โดยเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นตามฤดูกาลเป็นหัวใจของทุกจาน ไม่ว่าจะเป็นเมนูปลา เนื้อ หรือ Tasting Menu ที่พาผู้มาเยือนได้สัมผัสเสน่ห์ของอาหารสเปนตอนเหนือผ่านเทคนิคการปรุงอันประณีต แต่ยังคงอบอวลด้วยความอบอุ่นแบบร้านอาหารครอบครัวที่ทำให้หลายคนอยากกลับมาอีกครั้ง

 


ที่อยู่: Espoz y Mina 11-1°, Pamplona, Navarra, Spain

โทร: +34 948 22 18 00

เวลาเปิด-ปิด:     จันทร์ - อังคาร 13.15 น. - 15.15 น. พุธ - เสาร์ 13.15 น. - 15.15 น. / 20.30 น. - 22.15 น.

 

Kabo

 


สุดยอดภัตตาคารระดับ 1 ใน 3 ร้านไฟน์ไดนิ่งติดดาวมิชลินแห่งเมืองปัมโปลนา ที่ตีความวัตถุดิบธรรมดาของแคว้นนาวาร์ให้กลายเป็นประสบการณ์การทานอาหารร่วมสมัยอันน่าทึ่ง Kabo ได้ชื่อมาจากคำว่า “ผีเสื้อ” ในภาษามาไซ สะท้อนแนวคิดของการเปลี่ยนผ่านและการเติบโตผ่านอาหารที่ทั้งละเอียดอ่อนและเปี่ยมจินตนาการ ทุกคอร์สเสิร์ฟในรูปแบบ Tasting Menu เพียงชุดเดียว ซึ่งยึดวัตถุดิบตามฤดูกาลจากเกษตรกรท้องถิ่นเป็นหัวใจหลักของการสร้างสรรค์ เมนูเด่นอย่าง หัวหอม La Mejana ที่ใช้ทุกส่วนของวัตถุดิบอย่างคุ้มค่า ไปจนถึงของหวานซิกเนเจอร์ Transformación ที่เล่าเรื่องการแปลงร่างจากหนอนไหมสู่ผีเสื้อบนจานอาหารอย่างมีศิลปะ ล้วนสะท้อนตัวตนของร้านที่ผสานเทคนิค ความคิดสร้างสรรค์ และความเคารพต่อผืนดินนาวาร์ได้อย่างลงตัว

 


ที่อยู่: Avenida de Zaragoza 10, Pamplona, Navarra, Spain

โทร: +34 948 00 27 73

เวลาเปิด-ปิด:อาทิตย์ - พฤหัส 13.30 น. - 15.00 น. ศุกร์ – เสาร์ 13.30 น. - 15.00 น. / 21.00 น. - 22.00 น.

 

เที่ยวสเปน ปัมโปลนา พักที่ไหนดี?

Hotel Luze El Toro

 


หลบออกจากใจกลางเมืองปัมโปลนา เพียงเล็กน้อย ก็จะพบกับ Hotel Luze El Toro ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางเนินเขาและภูมิทัศน์ชนบทของแคว้นนาวาร์ โรงแรมสไตล์คฤหาสน์หินดั้งเดิมที่ถูกรีโนเวทใหม่ด้วยดีไซน์โมเดิร์นอย่างมีรสนิยม ผสานความเรียบง่ายของชนบทเข้ากับความร่วมสมัยได้อย่างลงตัว ห้องพักโปร่ง โล่ง เปิดรับวิวธรรมชาติแบบเต็มกรอบสายตา ขณะที่พื้นที่ส่วนกลางออกแบบให้เงียบสงบ เหมาะกับการพักผ่อนแบบ Slow Stay ที่ต้องการตัดขาดจากความเร่งรีบของเมือง
ที่อยู่: Ctra. de Guipúzcoa, km. 5, Pamplona, Navarra, Spain
โทร: +34 948 30 22 11
Website: www.luzehoteles.com/luze-el-toro/



Pamplona Catedral Hotel

 


โรงแรมคลาสสิกที่ผสานมรดกทางสถาปัตยกรรมเข้ากับดีไซน์ร่วมสมัย ตัวอาคารเดิมได้รับการดัดแปลงอย่างพิถีพิถัน โดยยังคงโครงสร้างและกลิ่นอายของเมืองเก่าไว้ครบถ้วน ภายในตกแต่งสไตล์โมเดิร์น เรียบ เท่ และใช้งานได้จริง ทำให้ทุกการเข้าพักให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ท่ามกลางประวัติศาสตร์ที่ยังมีชีวิต นอกจากนี้ยังตั้งอยู่ในทำเลที่เดินทางสะดวกจากใจกลางเมืองที่สามารถเดินถึงจัตุรัสและมหาวิหารสำคัญได้อย่างง่ายดาย
ที่อยู่: C. Dos de Mayo, 4, Pamplona, Navarra, Spain

โทร: +34 948 22 66 88

Website: www.pamplonacatedralhotel.com



Gran Hotel la Perla

 


หนึ่งในโรงแรมระดับตำนานของปัมโปลนาอย่าง Gran Hotel La Perla ตั้งอยู่ติด Plaza del Castillo จนแทบกลมกลืนไปกับจัตุรัส เปิดดำเนินการมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 และเคยต้อนรับบุคคลสำคัญระดับโลก รวมถึง Ernest Hemingway ห้องพักตกแต่งในสไตล์คลาสสิกหรูที่เน้นความเงียบสงบ ความเป็นส่วนตัว และงานดีเทลที่พิถีพิถันในทุกองค์ประกอบ ทำเลใจกลางเมืองเก่าทำให้สามารถเดินเที่ยวไปทั้งจัตุรัส มหาวิหาร และแหล่งประวัติศาสตร์สำคัญของ Pamplona ได้อย่างสะดวกและครบถ้วน

ที่อยู่: Pl. del Castillo, 1, Pamplona, Navarra, Spain
โทร: +34 948 22 30 00
Website: www.granhotellaperla.com

 

ถึงหลายคนจะจดจำปัมโปลนาผ่านภาพของเทศกาล San Fermín แต่เมื่อได้ใช้เวลาอยู่กับเมืองนี้จริง ๆ จะพบว่าเสน่ห์ที่น่าหลงรักกลับซ่อนอยู่ในจังหวะชีวิตธรรมดา ทั้งผู้คนที่นั่งจิบกาแฟริมจัตุรัส ตลาดเก่า และตรอกหินที่มีเรื่องเล่าซ่อนอยู่ทุกมุม จากเมืองโรมันโบราณในชื่อ Pompaelo สู่เมืองหลวงของราชอาณาจักรนาวาร์ และหนึ่งในหมุดหมายสำคัญบนเส้นทางแสวงบุญ Camino de Santiago ประวัติศาสตร์กว่า 2,000 ปี ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในกำแพงเมืองหรือมหาวิหาร แต่ยังกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน จนทำให้ปัมโปลนาเป็นเมืองที่ยิ่งอยู่นานขึ้นเท่าไรก็ยิ่งตกหลุมรักมากขึ้นเท่านั้น ก่อนออกเดินทาง อย่าลืมวางแผนค่าใช้จ่ายให้พร้อม พร้อมเลือกสมัครบัตรเครดิต KTC เพื่อใช้จ่ายระหว่างทริปได้อย่างสะดวก และรับสิทธิประโยชน์ที่ร่วมรายการ ช่วยให้ทุกช่วงเวลาในปัมโปลนาคุ้มค่าและน่าประทับใจยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ควรตรวจสอบเงื่อนไขและวางแผนชำระคืนเต็มจำนวนตรงเวลาทุกครั้ง

 

 

 

เที่ยวสเปนคุ้มค่า นึกถึงบัตรเครดิต KTC