Polar Bear, Svalbard Archipelago, Norway หมีโพลาร์ หมู่เกาะสวาลบาร์ด นอร์เวย์ ผมกับทีมงานได้เดินทางไปถ่ายทำสารคดีเกี่ยวกับหมีโพลาร์หรือหมีขาวที่หมู่เกาะสวาลบาร์ดของ ประเทศนอร์เวย์ในทวีปอาร์ติก ซึ่งเป็นการผจญภัยที่เสี่ยงอันตรายมากที่สุดครั้งหนึ่ง เนื่องจากหมีโพลาร์เป็นสัตว์นักล่าขนาดใหญ่ที่สุดของทวีปอาร์กติกหรือขั้วโลกเหนือ มีความสูงถึง 3 เมตรและมีน้ำหนัก 350 ถึง 680 กิโลกรัม และวิ่งบนลานน้ำแข็งได้เร็วถึง 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีความดุร้ายล่าแมวน้ำเป็นอาหารหลัก ธรรมชาติจึงสร้างให้เป็นสัตว์ทะเล (marine mammal) ว่ายน้ำได้ไกลและเร็วไปตามเกาะต่างๆเพื่อล่าแมวน้ำ แต่เมื่อมีโอกาสและอดอยากก็ล่ามนุษย์ด้วย

คณะของเราเดินทางโดยเครื่องบินจากกรุงเทพฯไปยังกรุงออสโลนครหลวงของประเทศนอร์เวย์พักเที่ยวชมเมือง 2 วันแล้วเดินทางต่อโดยสายการบินในประเทศไปยังเกาะสวาลบาร์ดใช้เวลา 3 ชั่วโมงเพื่อลงเรือสำรวจ Quest ไปตามเกาะต่างๆเพื่อตามหาหมีโพลาร์และสัตว์ป่าอื่นๆของหมู่เกาะสวาลบาร์ดเป็นเวลา 10 วัน กินนอนอยู่บนเรือซึ่งรับผู้โดยสารได้ 70 คน ทุกวันจะลงเรือยางติดเครื่องยนต์แล่นรอบเกาะผ่านภูเขาน้ำแข็งท่ามกลางอากาศหนาวเย็น อุณหภูมิลงต่ำถึง -3 องศาเซลเซียสในเดือนสิงหาคมซึ่งเป็นหน้าร้อนของขั้วโลกเหนือ มีเรื่องราวที่สนุกและตื่นเต้นมาเล่าให้ฟังพร้อมด้วยภาพถ่ายประกอบและขอเกริ่นไว้ก่อนตอนนี้ว่าเราได้พบหมีโพลาร์ทั้งหมด 11 ตัว วัลรัสแมวน้ำตัวใหญ่เขึ้ยวยาวจำนวนนับไม่ถ้วน กวางสวาลบาร์ดเรนเดียร์ และหมาจิ้งจอกอาร์ติก เป็นต้น


เราลงเรือที่ท่าเรือเมืองลองเยีรบิน (Longyearbyn) ซึ่งเป็นเมืองหลวงและเมืองหลักของหมู่เกาะสวาลบาร์ดหลังจากได้ไปชมตัวเมืองและพิพิธพัณฑ์ เป็นเมืองที่กำเนิดมาจากการทำเหมืองถ่านหินมีจำนวนประชากรราว 2,500 คน เป็นคนไทยร่วม 200 คนทำงานตามโรงแรมและร้านอาหาร แต่มีประชากรหมีโพลาร์มากถึง 5,000 ตัวบนเกาะสปิตส์เบอร์เก้น (Spitsbergen) มีป้ายติดไว้ที่ชานเมืองเตือนให้ระวังอันตรายจากหมีโพลาร์และให้นำอาวุธปืนยาวติดตัวไปด้วยเมื่อออกไปนอกเมือง

เมื่อเรือแล่นออกจากท่า กัปตันเรียกประชุมผู้โดยสาร ชี้แจงการพักและการรักษาความปลอดภัยขณะอยู่บนเรือ แนะนำคณะสำรวจประจำเรือมีหัวหน้าชื่ออาดัมเคยมาดำน้ำที่เมืองไทย ซึ่งจะประชุมผู้โดยสารวันละ 2 ครั้ง ตอนเช้าเพื่อเตรียมการสำรวจของวันนั้นและตอนเย็นเพื่อแจ้งกำหนดการของวันต่อไป เย็นวันนั้นเรือแวะที่เกาะแห่งแรก ให้ผู้โดยสารนั่งเรือยางขึ้นไปชมทิวทัศน์บนเกาะและรอบๆ เกาะ มีดอกไม้ทุ่งออกดอกในฤดูร้อน พบนกขั้วโลกเหนือหลายชนิด

 เย็นวันนั้นเรือ Quest เดินทางต่อไปยังเกาะ Edgeoya เพื่อจอดค้างคืน ทางทีมสำรวจแจ้งผู้โดยสารว่าหลังอาหารเช้าวันรุ่งขึ้นจะนำผู้โดยสารลงเรือยางไปที่เกาะเพื่อดูชุมชนวัลรัสแมวน้ำเขี้ยวยาว วันรุ่งขึ้นเรานั่งเรือยางโซเดียกฝ่าหมอกหนายามเช้าไปขึ้นฝั่ง อาดัมซึ่งมาล่วงหน้าเดินมารับแล้วบอกว่ามีวัลรัสร่วมร้อยตัวนอนอยู่บนหาดห่างออกไปราว 500 เมตร เราจะเดินเป็นกลุ่มอย่างเงียบๆ ไม่พูดคุยกัน สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องอยู่ด้านบนของหาด ห้ามลงไปเดินใกล้ทะเลเป็นอันขาด เพราะถ้าวัลรัสเกิดตื่นกลัว ทั้งหมดจะเคลื่อนตัวลงไปในทะเลทันที จะเป็นอันตรายอย่างยิ่งถ้าไปขวางทางวัลรัสซึ่งมีขนาดใหญ่และน้ำหนักตัว 800 ถึง 1,700 กิโลกรัม ดังนั้นขอให้เดินตามหลังทีมสำรวจ เราเดินฝ่าหมอกหนาทึบยามเช้าซึ่งให้บรรยากาศของการผจญภัย พวกเราเดินตามทีมสำรวจไปอย่างเงียบๆ  มือถือกล้องพร้อมถ่าย ซึ่งทัศนวิสัยไม่เกิน 50 เมตร สักครู่ทีมสำรวจหยุดเดินแล้วชี้มือไปข้างหน้า เราเพ่งสายตาไปยังร่างสัตว์ขนาดใหญ่หลายสิบตัวนอนตะคุ่มอยู่ในหมอกห่างออกไปแค่ 50 เมตร อาดัมยกมือเป็นสัญญาณให้ถ่ายภาพได้ เสียงชัตเตอร์ของกล้องจำนวนมากดังขึ้นทันที

เงาตะคุ่มเหล่านั้นเริ่มขยับตัว บางตัวเคลื่อนตัวลงทะเลไปอย่างช้าๆ อาดัมหันมามองพวกเราให้แน่ใจว่าไม่มีใครไปขวางทางวัลรัส ขณะนั้นหมอกเริ่มจางลง ทั้งคนและวัลรัสต่างมองเห็นกันชัดขึ้น ทันใดนั้นวัลรัสทั้งหมดก็พลิกตัวจากท่านอนคว่ำและนอนตะแคงเป็นตั้งตัวตรงแล้วเคลื่อนตัวลงทะเลทันที ความสั่นสะเทือนเกิดจากการเคลื่อนตัวของน้ำหนักตัววัลรัสรวมกันหลายหมื่นกิโลกรัมพร้อมกันรู้สึกไปทั่วหาดกว้างนั้น เมื่อลงไปอยู่ในทะเลหมดแล้วและหมอกจางหายไปเกือบหมด วัลรัสทุกตัวหันหน้ามามองขบวนมนุษย์บนหาดอย่างระแวดระวังเพราะยังเดินตามพวกมันไปเรื่อยๆ ขณะนั้นวัลรัสแบ่งออกเป็นแต่ละครอบครัวเล็กๆกระจายอยู่ในทะเล เหตุการณ์เช้านี้เป็นการผจญภัยที่พวกเราได้บันทึกไว้ทั้งภาพนิ่งและวีดีโอซึ่งจะไม่มีวันลืม

เรือ Quest เดินทางขึ้นเหนือลึกเข้าไปในทวีปอาร์กติกสู่บริเวณที่สภาพอากาศเย็นจัดถึงแม้จะอยู่ในฤดูร้อน เราไปถึงธารน้ำแข็งขนาดมหึมา Brasvellbreen มีความยาวถึง 45 กิโลเมตร หน้ากว้าง 8 กิโลเมตรไหลมาจากโดมน้ำแข็ง Austfonna นับว่าเป็นมหัศจรรย์สิ่งหนึ่งของโลก ในภาพให้สังเกตดูน้ำตกไหลลงมาจากธารน้ำแข็งสู่ทะเล


จากธารน้ำแข็ง Brasvellbreen เรามุ่งหน้าขึ้นเหนือเข้าไปในมหาสมุทรอาร์กติก อีก 2 ชั่วโมงต่อมาก็ได้พบหมีโพลาร์ตัวแรกอยู่ตามลำพังบนภูเขาน้ำแข็งกลางทะเล รอดักล่าแมวน้ำ ฤดูร้อนในขั้วโลกเหนือเป็นช่วงเวลาอดอยากของหมีโพลาร์

เนื่องจากแมวน้ำหลายชนิดซึ่งเป็นอาหารหลักได้อพยพหนีร้อนขึ้นเหนือไปในทวีปอาร์กติก เหลือแต่วัลรัสซึ่งมีขนาดใหญ่มากและใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในทะเลเป็นอุปสรรคต่อการล่าเหยื่อของหมีโพลาร์

ในช่วง 5 โมงเย็นของวันนั้น เรือ Quest ได้ไปถึงเกาะขนาดเล็ก Isispynten ซึ่งอยู่ในเส้นทางขึ้นเหนือ อากาศยังสว่างอยู่ ทีมสำรวจได้นำผู้โดยสารลงเรือยางตามหาหมีโพลาร์ และได้พบ 2 ตัวอยู่คนละด้านของเกาะ

เรือ Quest เดินทางต่อไปจนถึงเกาะ Kovitoya เช้าวันรุ่งขึ้นซึ่งเป็นที่ตั้งอนุสรณ์สถานของคณะสำรวจขั้วโลกเหนือใน ค.ศ. 1897 เราได้พบซากหมีโพลาร์ตัวหนึ่งอดอาหารนอนตายอยู่บนหาด บนหาดเดียวกันนี้มีชุมชุนของวัลรัสอยู่บนสันทรายริมทะเลซึ่งเป็นพื้นที่ปลอดภัยเพราะถ้ามีหมีโพลาร์เข้ามาใกล้ก็สามารถหนีลงทะเลได้ทัน

จากเกาะนี้เรานั่งเรือยางไปยังอีกเกาะหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้ๆ ระหว่างทางมีเหตุการณ์ตื่นเต้นเมื่อเรือยางลำหนึ่งเข้าไปใกล้วัลรัสฝูงหนึ่งมากเกินไปจนถูกวัลรัสตัวหนึ่งใช้เขี้ยวยาวเจาะท่อลมของเรือยางจนทะลุแต่เคราะห์ดีที่ไม่ถูกผู้โดยสาร นอกจากนั้นโครงสร้างเรือยางยังแบ่งออกเป็นช่องย่อยๆ หากช่องใดช่องหนึ่งรั่ว ช่องที่เหลือก็ยังพยุงเรือให้ลอยอยู่ได้

เมื่อไปถึงเกาะนั้น มองเห็นหมีโพลาร์ตัวที่ 4 เดินอยู่ริมทะเลหาซากสัตว์และขยะที่ลอยเข้ามาจากทะเล เมื่อเห็นเรือยางของพวกเราเข้าไปใกล้ ก็ยืนมองอยู่นาน คงจะคิดว่าสิ่งที่อยู่บนเรือนั้นเป็นอาหารได้หรือไม่ เรากลับไปขึ้นเรือใหญ่แล้วเดินเล่นบนเรือ มือถือกล้องไปด้วย มองหาสัตว์ป่าบนเกาะ ในที่สุดก็พบหมีโพลาร์ตัวที่ 5 นอนอยู่บนหิมะที่ยังไม่ละลายไกลออกไป ผมใช้ซูมถ่ายภาพมาได้ สักครู่หมีตัวนั้นซึ่งเป็นสัตว์ที่มีจมูกรับกลิ่นได้ไกลน่าจะได้กลิ่นมนุษย์บนเรือจึงลุกขึ้นยืนแล้วมองมายังที่มาของกลิ่น

เรือ Quest แล่นต่อไปยังเกาะ Storoya แล้วนำผู้โดยสารลงเรือยางไปสำรวจเกาะ เมื่อมาถึงด้านหนึ่งของเกาะซึ่งเป็นภูเขาสูงซึ่งลาดลงมาถึงทะเล เราเห็นหมีโพลาร์ตัวหนึ่งเป็นตัวที่ 6 เดินอยู่บนยอดเขาซึ่งเต็มไปด้วยรังนก อาดัมซึ่งขับเรือยางลำของเราวันนั้นบอกว่าหมีกำลังจับนกและลูกนกในรังกิน แต่เมื่อหมีหันมาเห็นเรือยางหลายลำมีคนนั่งมาเต็มทุกลำ สูดกลิ่นแล้วรู้ว่ากินเป็นอาหารได้จึงเดินลงมาที่โขดหินริมทะเล แต่เป็นโขดหินสูงชัน หมีจึงไม่กระโดดลงมาในน้ำ อาดัมกับทีมสำรวจจึงถอยเรือยางให้ห่างออกมา เราถ่ายภาพหมีอยู่สักครู่ก็แล่นเรือยางกลับไปเรือใหญ่

บ่ายวันรุ่งขึ้น เรือ Quest เดินทางไปถึงเกาะ Karl XII ซึ่งเป็นเกาะใหญ่อยู่เหนือขึ้นไปในมหาสมุทรอาร์ติก อาดัมบอกว่าโอกาสที่จะพบหมีโพลาร์ที่นี่มีมาก เพราะอากาศหนาว บนที่ราบเนินเขายังมีหิมะตกอยู่ ทีมสำรวจแบ่งเรือยางออกเป็น 3 กลุ่มๆละ 3 ลำแยกย้ายไปตามหาหมีโพลาร์และติดต่อกันทางวิทยุสื่อสารได้

เรือยางลำที่ผมกับทีมงานอยู่และอีก 2 ลำมุ่งหน้าไปด้านหนึ่งของเกาะ เราผ่านเนินเขากว้างมีหิมะอยู่เต็ม คนขับเรือยางชี้ไปที่เนินนั้นซึ่งมีหมีโพลาร์ตัวหนึ่งนอนอยู่ เป็นตัวที่ 7 ที่พบ เป็นหมีหนุ่มดูนอนอย่างสบายบนหิมะ แต่ทันใดนั้นมันลุกขึ้นจ้องดูเรือของเรา แล้วเดินตรงลงมาที่ชายน้ำ เราเริ่มชินกับการที่หมีโพลาร์เดินมาดูเราใกล้ๆแต่มีทะเลขวางอยู่และยังไม่มีหมีตัวใดลงในน้ำมายังเรือยางของเรา หมีตัวนี้เดินมาถึงริมน้ำ จดจ้องอยู่ครู่เดียวก็ตัดสินใจเดินลงมาในน้ำ แล้วว่ายน้ำมุ่งมาที่เรือของเรา เป็นหมีตัวแรกที่ทำเช่นนั้น คนขับเรือบอกว่ามันคงจะหิวจัด และคิดว่ามีอาหารเหลือเฟือในเรือยาง 3 ลำ เราต้องทำให้มันเลิกความคิดนี้ จึงแล่นเรือออกไปโดยเร็วและไปไกลจนหมีไม่สามารถตามทันได้ ซึ่งก็เป็นเช่นนั้น หมีจึงว่ายน้ำกลับไปขึ้นฝั่ง แต่ยังเสียดายเหยื่อเหล่านั้น จึงยืนสูดกลิ่นเหยื่ออยู่บนฝั่งแล้วตัดสินใจเดินกลับขึ้นไปบนเขา นอกกลิ้งตัวเช็ดขนกับหิมะให้แห้ง

ต่อมาเรือกลุ่มเราได้รับแจ้งทางวิทยุจากอีกกลุ่มหนึ่งว่าพบหมีโพลาร์ตัวหนึ่ง เป็นตัวที่ 8 เรารีบไปยังจุดนั้นก็พบหมีโตเต็มวัยตัวใหญ่มากเดินอยู่บนหาดแต่ไม่แสดงท่าทางคุกคามแต่อย่างใด แค่มองดูขบวนเรือยางของเรา


เราได้รับแจ้งจากกลุ่มที่ 3 ว่าได้พบหมีโพลาร์ตัวหนึ่งด้วย เป็นตัวที่ 9 เรารีบไปยังจุดนั้นก็พบหมีตัวหนึ่งนอนอยู่ระหว่างกองหินริมทะเลโดยไม่แสดงอาการหิวโหยใดๆได้แต่นอนมองดูเรา

 


เกาะต่อไปที่เรือ Quest แวะไปสำรวจคือเกาะ Phippsoya ซึ่งเราได้พบหมีโพลาร์ตัวที่ 10 เป็นหมีหนุ่มเดินหาอาหารอยู่บนหาดเต็มไปด้วยก้อนหินหลายขนาด เรามีของแถมที่เกาะนี้ขณะที่เรือ Quest แล่นออกจากเกาะโดยพบแมวน้ำเครา (Bearded Seal) ตัวหนึ่งโผล่ขึ้นมาไม่ไกลจากเรือ ถ่ายรูปไว้ได้           

     

เรือ Quest แวะที่เกาะ Chermsideoya ซึ่งเป็นถิ่นอาศัยของกวาง Svalbard Reindeer สัตว์ถิ่นเดียวของหมู่เกาะสวาลบาร์ดมาเป็นเวลา 5,000 ปี


อยู่ในสภาวะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ (Vulnerable Species)  Svalbard Reindeer มีเขาทั้งตัวผู้และตัวเมียซึ่งงอกขึ้นมาในช่วงเวลาที่ต่างกัน เมื่อเริ่มฤดูหนาวตัวผู้ที่โตเต็มที่คือมีอายุ 3 ปีขึ้นไปจะผลัดเขาโดยสร้างเขาใหม่ที่มีเนื้อเยื่อกำมะหยี่ปกคลุมซึ่งจะกลายเป็นเขาแข็งในช่วงฤดูผสมพันธุ์ระหว่างเมษายนถึงกรกฎาคม


ส่วนตัวเมียจะงอกเขาในเดือนมิถุนายนและมีเขาไปตลอด 1 ปี อายุขัยของสวาลบาร์ดเรนเดียรคือราว 10 ปี
นอกจาก Svalbard Reindeer แล้ว เรายังได้พบ Svalbard Poppy บนเกาะเดียวกันอีกด้วย ซึ่งเป็นดอกไม้ประจำหมู่เกาะสวาลบาร์ด


ในการนำผู้โดยสารเดินสำรวจภูมิประเทศบนเกาะต่างๆของหมู่เกาะสวาลบาร์ด ทีมสำรวจทุกคนจะต้องมีปืนยาวแรงสูงขนาด 30.06/7.62 mm และปืนยิงพลุ (Flare Gun) ติดตัวไปด้วยเพื่อป้องกันตัวและผู้โดยสารจากหมีโพลาร์


วันต่อมาขณะนั่งเรือยางสำรวจ Murchinson Fjord เราพบหมีโพลาร์ตัวหนึ่งอยู่ไกลๆกำลังว่ายน้ำจากเกาะหนึ่งไปยังเกาะ Florabukta จุดหมายของเรา เมื่อเราไปถึงเกาะนั้น ก็เห็นหมีตัวนั้นกำลังเดินขึ้นไปบนภูเขา นับว่าเป็นตัวที่ 11 และถ่ายภาพผ่านเลนซ์ซูมมาได้

 


ขณะเดินกลับมาลงเรือยาง อาดัมชี้ให้ดูนกชนิดหนึ่งยืนอยู่บนกองหินริมลำธารและบอกว่าเป็นนก Purple Sandpiper เป็นนกชายเลนชนิดหนึ่งเกิดในทวีปอาร์ติก ขนาด 20-22 ซม. กินหอย สัตว์น้ำขนาดเล็ก และพืชน้ำ เป็นครั้งแรกที่ผมได้พบนกชนิดนี้  บ่ายวันนั้น เรือ Quest มุ่งหน้าไปยัง Alkefjeuet Bird Cliff เป็นหน้าผาสูงตั้งเป็นแนวยาวบนทะเลมีนก Brunnich’s Guillemot หรือ thick-billed murreอาศัยอยู่หมื่นตัว

นกชนิดนี้มีวิถีชีวิตในการเลี้ยงดูลูกต่างจากนกทะเลชนิดอื่น โดยให้กำเนิดและเลี้ยงดูลูกเกิดใหม่บนขอบแคบๆของหน้าผาเหนือทะเล หลังจากเกิดมาได้ระหว่าง 18 ถึง 25 วัน ลูกนกจะกระโดดจากหน้าผาลงไปในทะเล โดยมีพ่อนกหรือแม่นกกระโดดตามลงไปเพื่อดูแลลูกนก

ต่อจากนั้นพ่อนกจะอยู่ดูแลลูกนกในทะเลเป็นเวลา 8 สัปดาห์ขณะแม่นกบินไปหาอาหารมาให้พ่อนกกับลูกนกจนกว่าลูกนกจะบินได้  มีลูกนกจำนวนหนึ่งตกจากหน้าผาลงไปบนพื้นดินและตกเป็นอาหารของหมาจิ้งจอกอาร์กติก (Arctic Fox) ซึ่งเปลี่ยนสีขนตามฤดูกาล ในฤดูหนาวขนจะเป็นสีขาว และจะเปลี่ยนเป็นสีเทาเข้มหรือสีน้ำตาลเทาในฤดูร้อน เป็นจังหวะดีที่ผมเดินทางไปในช่วงรอยต่อระหว่างหน้าหนาวกับหน้าร้อนจึงได้พบหมาจิ้งจอกในชุดขนทั้งหน้าหนาวและหน้าร้อน   



ในเช้าวันสุดท้ายของทริป เรือ Quest ได้นำผู้โดยสารไปชมอดีตสถานีล่าวาฬในศตวรรษที่ 17 ที่ Smeerenburg พบวัลรัสขนาดใหญ่เขี้ยวยาวหลายตัวนอนอยู่บนหาด และได้พบแมวน้ำ Harbor Seal หรือ Common Seal ซึ่งมีท่านอนบนโขดหินที่ดูแปลกประหลาดแต่ทำให้ปลอดภัยจากการล่าของหมีโพลาร์ ถ้าหมีโพลาร์โผล่มาอย่างกะทันหัน แมวน้ำแค่พลิกตัวก็จะหล่นลงไปในน้ำรอดจาการล่าของหมีโพลาร์ไปได้

ในที่สุด เรือ Quest ได้นำผู้โดยสารทั้งหมดรวมทั้งผมกับทีมงานกลับไปถึงท่าเรือที่เมืองสวาลบาร์ดอย่างปลอดภัยจากการผจญภัยในมหาสมุทรอาร์กติกพร้อมด้วยเรื่องราวและภาพถ่ายของการสำรวจหมู่เกาะสวาลบาร์ดและการพบหมีโพลาร์มากถึง 11 ตัวและสัตว์ป่าอื่นๆของขั้วโลกเหนืออีกด้วย