การออกเดินทางไปสัมผัสโลกกว้าง ไม่ว่าจะเป็นทริปพักผ่อนระยะสั้นในเอเชีย การพาครอบครัวไปตะลุยสวนสนุก หรือการแบ็กแพ็กเที่ยวยุโรป สิ่งที่นักเดินทางทุกคนต้องการคือความราบรื่นและความสบายใจตลอดทริป แต่ความไม่แน่นอนอย่างอาการเจ็บป่วยกะทันหัน อุบัติเหตุ ไฟล์ทดีเลย์ หรือกระเป๋าเดินทางสูญหาย สามารถเกิดขึ้นได้เสมอ และมักตามมาด้วยค่าใช้จ่ายในต่างแดนที่สูงลิ่วจนอาจกระทบแผนการเงินได้ การมีประกันเดินทางต่างประเทศที่ครอบคลุมและตอบโจทย์สไตล์การท่องเที่ยวของตัวเอง จึงเป็นเกราะป้องกันสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนวิกฤตในต่างแดนให้มีทีมงานมืออาชีพเข้ามาดูแลแทนคุณตั้งแต่วินาทีแรกที่เกิดเหตุ

สรุป 9 ประกันเดินทางต่างประเทศปี 2026 เลือกเจ้าไหนดี?

การเลือกประกันเดินทางต่างประเทศในปี 2026 ไม่มีบริษัทใดที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน แต่ขึ้นอยู่กับจุดหมายปลายทางและรูปแบบทริปของคุณ เช่น หากไปญี่ปุ่นและเน้นไม่ต้องสำรองจ่ายทั้งผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในควรเลือก Sompo หรือ MSIG สายดิจิทัลเน้นความคล่องตัวซื้อง่ายผ่านแอปหรือเว็บเหมาะกับ Thaivivat, Insurverse และ Tune Travel ส่วนสายเน้นความมั่นคงระดับพรีเมียม ยื่นวีซ่าเชงเก้น หรือเดินทางข้ามทวีปควรเลือก BKI (กรุงเทพประกันภัย), AXA, Allianz Ayudhya และ TIP

บริษัทประกันเดินทาง

จุดเด่นหลักปี 2026

เหมาะกับทริปแบบไหน?

1. MSIG (เอ็ม เอส ไอ จี)

ไปญี่ปุ่นไม่ต้องสำรองจ่ายทั้ง OPD/IPD (แผนที่กำหนด) และมี Telemedicine 24 ชม.

ทริปครอบครัวที่มีเด็ก/ผู้สูงอายุ และคนไปญี่ปุ่น

2. Sompo (ซมโปะ)

เด่นเรื่องเที่ยวญี่ปุ่น (Go Japan) ไม่ต้องสำรองจ่ายทั้ง OPD/IPD พร้อมล่ามแปลภาษา

คนที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นโดยเฉพาะ และเน้นระบบซัพพอร์ตแม่นยำ

3. Thaivivat (ประกันภัยไทยวิวัฒน์)

ประกันเดินทางเปิด-ปิด จ่ายตามวันเดินทางจริง จัดการเคลมและหาโรงพยาบาลผ่านแอป

คนรุ่นใหม่ เดินทางทริปสั้นๆ บ่อยครั้ง เน้นความคล่องตัวดิจิทัล

4. BKI (กรุงเทพประกันภัย)

บริการน่าเชื่อถือ วีซ่าไม่ผ่านคืนเงิน 100% คุ้มครองไฟล์ทดีเลย์และกระเป๋าเสียหายดี

นักธุรกิจ หรือผู้ที่ต้องการความชัวร์ในการยื่นขอวีซ่า

5. Tune Travel (Tune Protect)

คืนเงิน 100% หากวีซ่าไม่ผ่าน มีสิทธิ์เข้าเลานจ์สนามบินเมื่อไฟล์ทดีเลย์ (ตามแผน)

คนเดินทางบ่อย สายแบ็กแพ็ก หรือบินต่อเครื่องที่เสี่ยงไฟล์ทดีเลย์

6. Insurverse (อินชัวร์เวิร์ส)

ประกันดิจิทัล 100% เบี้ยเริ่มต้นหลักสิบบาท ซื้อด่วนก่อนบินได้ 2 ชม. คุ้มครองครบ

วัยรุ่น คนเริ่มทำงาน ที่ชอบซื้อออนไลน์เองง่ายๆ ในราคาสบายกระเป๋า

7. AXA (แอกซ่า)

เครือข่ายโรงพยาบาลทั่วโลกแข็งแกร่ง คุ้มครองกิจกรรมแอดเวนเจอร์ (ตามเงื่อนไขแผน)

สายลุย กิจกรรมท้าทาย และเดินทางข้ามทวีป

8. Allianz Ayudhya (อลิอันซ์ อยุธยา)

มาตรฐานระดับโลกด้านการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉิน วงเงินค่ารักษาสูง

ทริปยุโรป อเมริกา หรือประเทศที่ค่ารักษาพยาบาลสูงมาก

9. TIP (ทิพยประกันภัย)

เบี้ยประกันราคาย่อมเยา คุ้มครองครบถ้วน มีโปรโมชั่นผ่อนชำระได้

นักเดินทางที่เน้นความคุ้มค่าและชื่อเสียงบริษัทที่มั่นคง

 


9 ประกันเดินทางต่างประเทศปี 2026 มีเจ้าไหนน่าเปรียบเทียบบ้าง?

ประกันเดินทางต่างประเทศทั้ง 9 บริษัทชั้นนำในปี 2026 มีจุดแข็งและเงื่อนไขความคุ้มครองที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ตั้งแต่บริการช่วยเหลือฉุกเฉินแบบไม่ต้องสำรองจ่าย (Cashless) เครือข่ายโรงพยาบาลคู่สัญญา ไปจนถึงฟีเจอร์ยุคใหม่อย่างประกันเปิด-ปิด ปรึกษาแพทย์ออนไลน์ (Telemedicine) และสิทธิ์เข้าเลานจ์เมื่อเที่ยวบินล่าช้า การเปรียบเทียบรายละเอียดเชิงลึกจะช่วยให้คุณคัดสรรแผนที่คุ้มค่าและตรงกับความเสี่ยงของทริปมากที่สุด

1. ประกันการเดินทาง MSIG (เอ็ม เอส ไอ จี)

  • จุดเด่นความคุ้มครอง: มีบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน MSIG Assist ตลอด 24 ชั่วโมง ประสานงานโรงพยาบาลเครือข่ายทั่วโลกแบบไม่ต้องสำรองจ่ายสำหรับผู้ป่วยใน (IPD) พิเศษสำหรับผู้ที่เดินทางไปประเทศญี่ปุ่น (เมื่อเลือกแผน Easy 1, 2 หรือ 3) สามารถเข้ารับการรักษาแบบไม่ต้องสำรองจ่ายได้ทั้งผู้ป่วยนอก (OPD) และผู้ป่วยใน (IPD) โดยต้องติดต่อศูนย์ช่วยเหลือฉุกเฉินก่อนเข้ารับการรักษา นอกจากนี้ในปี 2026 ยังมีบริการ Telemedicine ปรึกษาแพทย์ออนไลน์พร้อมครอบคลุมค่ายาโดยไม่ต้องเดินทางไปโรงพยาบาล
  • ข้อสังเกต: สิทธิ์ไม่ต้องสำรองจ่ายแบบ OPD จำกัดเฉพาะประเทศญี่ปุ่นและแผนที่กำหนดเท่านั้น
  • เหมาะกับใคร: นักเดินทางสายครอบครัวที่มีเด็กหรือผู้สูงอายุร่วมทริป และผู้ที่เดินทางไปญี่ปุ่นที่ต้องการความอุ่นใจสูงสุด

 

2. ประกันเดินทาง Sompo (ซมโปะ)

  • จุดเด่นความคุ้มครอง: โดดเด่นด้วยแผน Go Japan จากบริษัทประกันภัยสัญชาติญี่ปุ่นที่มีเครือข่ายโรงพยาบาลในญี่ปุ่นแน่นหนาที่สุด รองรับการรักษาแบบไม่ต้องสำรองจ่ายทั้งผู้ป่วยใน (IPD) และผู้ป่วยนอก (OPD) พร้อมบริการล่ามภาษาไทยและญี่ปุ่นช่วยสื่อสารทางการแพทย์ทางโทรศัพท์ ช่วยลดกำแพงภาษาเมื่อต้องพบแพทย์ในต่างแดน
  • ข้อสังเกต: ต้องโทรแจ้งศูนย์ Sompo Assist เพื่อประสานงานนัดหมายโรงพยาบาลก่อนเข้ารับการรักษาทุกครั้งจึงจะได้สิทธิ์ไม่ต้องสำรองจ่าย
  • เหมาะกับใคร: ผู้ที่เดินทางไปท่องเที่ยวหรือทำธุรกิจที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นหลัก และกังวลเรื่องการสื่อสารภาษาญี่ปุ่นเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

 

 

3. ประกันเดินทาง Thaivivat (ประกันภัยไทยวิวัฒน์)

  • จุดเด่นความคุ้มครอง: ผู้นำด้านเทคโนโลยีประกันภัยด้วยฟีเจอร์ ประกันเดินทางเปิด-ปิด (On-Off) จ่ายเบี้ยตามจำนวนวันที่เดินทางจริง หากทริปสั้นลงหรือกลับก่อนกำหนดสามารถปิดประกันเพื่อเก็บวันคงเหลือไว้ใช้ทริปถัดไปได้ (สำหรับแผนที่รองรับ) พร้อมแอปพลิเคชันที่ค้นหาโรงพยาบาลเครือข่ายและประสานงานแจ้งเคลมออนไลน์ได้สะดวกรวดเร็วแค่ปลายนิ้ว
  • ข้อสังเกต: ผู้ใช้งานต้องทำความเข้าใจเงื่อนไขการเปิด-ปิดผ่านแอปพลิเคชันให้ถูกต้องเพื่อไม่ให้สิทธิ์ความคุ้มครองขาดช่วง
  • เหมาะกับใคร: คนรุ่นใหม่ Digital Nomad หรือคนทำงานที่ต้องบินไปต่างประเทศระยะสั้นบ่อยๆ และชอบความคล่องตัว

 

4. ประกันเดินทาง BKI (กรุงเทพประกันภัย)

  • จุดเด่นความคุ้มครอง: ขึ้นชื่อเรื่องความมั่นคงและการบริการที่จริงใจ คุ้มครองครอบคลุมทั้งค่ารักษาพยาบาล อุบัติเหตุ ความล่าช้าของเที่ยวบิน และสัมภาระเสียหาย นอกจากนี้ยังมีเงื่อนไข คืนเงินค่าเบี้ยประกัน 100% หากยื่นขอวีซ่าไม่ผ่าน (ตามระยะเวลาและเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด) และมีระบบช่วยเหลือฉุกเฉินที่ประสานงานได้อย่างราบรื่น
  • ข้อสังเกต: การรักษาแบบผู้ป่วยนอก (OPD) ในหลายประเทศต้องสำรองจ่ายและนำเอกสารกลับมาตั้งเบิกที่ประเทศไทย
  • เหมาะกับใคร: นักธุรกิจ ผู้ที่กำลังเตรียมตัวยื่นขอวีซ่าเชงเก้น และผู้ที่ให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือของบริษัทประกันภัยชั้นนำ

 

5. ประกันเดินทาง Tune Travel (Tune Protect)

  • จุดเด่นความคุ้มครอง: แผนประกันภัยการเดินทางต่างประเทศ ทูน ทราเวล (Tune Travel) ให้วงเงินคุ้มครองอุบัติเหตุสูงสุดถึง 4 ล้านบาท และค่ารักษาพยาบาลสูงสุด 3 ล้านบาท (ตามแผนที่เลือก) มีโรงพยาบาลในเครือข่ายทั่วโลกแบบไม่ต้องสำรองจ่าย จุดเด่นที่ไม่เหมือนใครคือ บริการห้องรับรองในสนามบิน (Lounge Pass) เมื่อเที่ยวบินล่าช้า (สำหรับแผน L และ XL ที่เดินทาง 4 วันขึ้นไป หรือแผนรายปีตามเงื่อนไข) พร้อมการันตีคืนเงิน 100% หากวีซ่าไม่ผ่าน และซื้อล่วงหน้าได้ถึง 2 ชั่วโมงก่อนออกเดินทาง
  • ข้อสังเกต: กรณีเคลมความเสียหายของกระเป๋าเดินทางหรือทรัพย์สินส่วนตัวในบางแผน อาจมีเงื่อนไขค่าเสียหายส่วนแรก (Deductible) เล็กน้อยตามที่ระบุในกรมธรรม์
  • เหมาะกับใคร: นักเดินทางยุคใหม่ สายแบ็กแพ็ก และผู้ที่ต้องการความคุ้มค่าพร้อมสิทธิพิเศษดูแลเรื่องเที่ยวบินล่าช้าและการยื่นวีซ่า

 

 

6. ประกันเดินทาง Insurverse (อินชัวร์เวิร์ส)

  • จุดเด่นความคุ้มครอง: ประกันภัยดิจิทัล 100% (ภายใต้เครือทิพยกรุ๊ป โฮลดิ้งส์) ที่ออกแบบมาให้คนรุ่นใหม่ปรับแต่งและกดซื้อออนไลน์ได้เองง่ายๆ ไร้สายโทรขายกวนใจ เบี้ยประกันเริ่มต้นสบายกระเป๋าเพียงหลักสิบบาทต่อทริป (เริ่มต้นประมาณ 59 – 63 บาท) แต่ให้ความคุ้มครองสูงสุดถึง 3 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งค่ารักษาพยาบาลฉุกเฉิน ไฟล์ทดีเลย์ (ทุกๆ 6 ชั่วโมง) กระเป๋าเสียหาย และสามารถกดซื้อด่วนก่อนบินได้เพียง 2 ชั่วโมง พร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง
  • ข้อสังเกต: การดำเนินการทุกขั้นตอนตั้งแต่การซื้อไปจนถึงการส่งเอกสารเคลมจะทำผ่านระบบออนไลน์และเว็บไซต์เป็นหลัก
  • เหมาะกับใคร: วัยรุ่น คนเริ่มทำงาน (First Jobber) หรือผู้ที่ต้องการประกันเดินทางราคาประหยัดที่ซื้อเองได้รวดเร็วหน้าเกตก่อนขึ้นเครื่อง

 

 

7. ประกันเดินทาง AXA (แอกซ่า)

  • จุดเด่นความคุ้มครอง: มีเครือข่ายทางการแพทย์ระดับโลกที่แข็งแกร่งมาก พร้อมบริการ AXA Hotline 24 ชั่วโมง ประสานงานโรงพยาบาลคู่สัญญาเพื่อไม่ต้องสำรองจ่ายกรณีผู้ป่วยใน (IPD) จุดแข็งสำคัญคือแผนประกันที่มีความยืดหยุ่นและครอบคลุมกิจกรรมแอดเวนเจอร์หลายประเภท เช่น การดำน้ำลึก หรือการปีนเขา (ตามระดับความลึกและความสูงที่ระบุในกรมธรรม์)
  • ข้อสังเกต: กรณีผู้ป่วยนอก (OPD) ส่วนใหญ่ต้องสำรองจ่ายไปก่อนแล้วนำใบเสร็จพร้อมใบรับรองแพทย์มาเบิกคืนภายหลัง
  • เหมาะกับใคร: สายลุยที่ชอบทำกิจกรรมกลางแจ้ง และผู้ที่เดินทางไปยุโรป อเมริกา หรือเดินทางข้ามหลายทวีป

8. ประกันเดินทาง Allianz Ayudhya (อลิอันซ์ อยุธยา)

  • จุดเด่นความคุ้มครอง: โดดเด่นด้านมาตรฐานการจัดการเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์และการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินระดับสากล มีวงเงินค่ารักษาพยาบาลที่สูง รองรับการรักษาแบบไม่ต้องสำรองจ่ายสำหรับผู้ป่วยใน (IPD) ในเครือข่ายโรงพยาบาลทั่วโลก และผ่านเกณฑ์การยื่นขอวีซ่าเชงเก้นทุกแผนที่กำหนด
  • ข้อสังเกต: เบี้ยประกันในแผนพรีเมี่ยมอาจสูงกว่าค่าเฉลี่ยเล็กน้อย แต่แลกมาด้วยวงเงินความคุ้มครองที่ครอบคลุมมาก
  • เหมาะกับใคร: ผู้ที่เดินทางไกลไปยังประเทศที่มีค่ารักษาพยาบาลสูงลิ่ว เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา หรือกลุ่มประเทศยุโรป

9. ประกันเดินทาง TIP (ทิพยประกันภัย)

  • จุดเด่นความคุ้มครอง: ให้ความคุ้มครองครอบคลุมทั้งอุบัติเหตุ เจ็บป่วย ไฟล์ทดีเลย์ และกระเป๋าเดินทางเสียหาย ในราคาเบี้ยประกันที่ย่อมเยา เข้าถึงง่าย มีบริการประสานงานโรงพยาบาลเครือข่ายทั่วโลกแบบไม่ต้องสำรองจ่าย (กรณี IPD) และในปี 2026 ยังมีโปรโมชั่นผ่อนชำระค่าเบี้ยประกันได้สบายๆ สมัครง่ายผ่านระบบออนไลน์
  • ข้อสังเกต: เครือข่ายโรงพยาบาลในเมืองรองบางประเทศอาจต้องใช้เวลาประสานงานเพื่อยืนยันสิทธิ์ Fax Claim
  • เหมาะกับใคร: นักเดินทางวัยทำงานหรือครอบครัวที่มองหาความคุ้มค่าและเชื่อมั่นในบริษัทประกันภัยที่มั่นคงของไทย

เลือกประกันเดินทางต่างประเทศอย่างไรให้ตรงกับทริป?

การเลือกซื้อประกันเดินทางต่างประเทศให้คุ้มค่าและใช้งานได้จริงเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ต้องพิจารณาจาก 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ข้อกำหนดเรื่องวีซ่าของประเทศปลายทาง ระดับค่ารักษาพยาบาลในท้องถิ่น ความถี่ในการเดินทางตลอดทั้งปี และความเสี่ยงจากกิจกรรมหรือช่วงอายุของผู้ร่วมทริป การประเมินปัจจัยเหล่านี้จะช่วยป้องกันปัญหาซื้อประกันผิดแผนหรือวงเงินไม่เพียงพอต่อความเสียหายจริง

ไปประเทศไหน และต้องใช้ประกันยื่นวีซ่าหรือไม่?

ก่อนกดซื้อประกันเดินทาง คุณต้องตรวจสอบรายชื่อประเทศที่กรมธรรม์ให้ความคุ้มครอง (เช่น แผนเอเชีย หรือ แผนทั่วโลก) และเช็กข้อกำหนดของสถานทูตหากต้องใช้ยื่นขอวีซ่า โดยเฉพาะการยื่น วีซ่าเชงเก้น (Schengen Visa) ที่บังคับว่าผู้เดินทางต้องมีประกันเดินทางที่มีวงเงินคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลและการเคลื่อนย้ายฉุกเฉินขั้นต่ำ 30,000 ยูโร (หรือประมาณ 1.2 – 1.5 ล้านบาท)

  • เช็กรายชื่อประเทศยกเว้น: แม้จะเลือกแผน "Worldwide (ทั่วโลก)" แต่บางบริษัทจะมีแผน "Worldwide ยกเว้นอเมริกาและแคนาดา" หรือมีรายชื่อประเทศที่ยกเว้นการคุ้มครอง (เช่น รัสเซีย หรือยูเครนในบางแผนของ BKI) ต้องดูให้แน่ใจว่าครอบคลุมประเทศที่คุณกำลังจะไปและประเทศที่แวะเปลี่ยนเครื่อง (Transit)
  • เงื่อนไขวีซ่าเชงเก้นที่ต้องระวัง: กรมธรรม์ที่ใช้ยื่นวีซ่าเชงเก้นต้องครอบคลุมพื้นที่กลุ่มประเทศเชงเก้นทั้งหมด ต้องไม่มีเงื่อนไขความรับผิดส่วนแรก (Deductible) ในหมวดค่ารักษาพยาบาล และควรเลือกบริษัทที่มีนโยบาย "คืนเงิน 100% หากวีซ่าไม่ผ่าน" เช่น BKI หรือ Tune Travel เพื่อลดความเสี่ยงด้านค่าใช้จ่าย

ควรเลือกค่ารักษาพยาบาลและการเคลื่อนย้ายฉุกเฉินเท่าไร?

คุณควรเลือกวงเงินค่ารักษาพยาบาลให้สอดคล้องกับค่าครองชีพของประเทศปลายทาง โดยแนะนำขั้นต่ำ 1 – 2 ล้านบาทสำหรับโซนเอเชีย และ 2 – 5 ล้านบาทขึ้นไปสำหรับโซนยุโรป สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย หรือญี่ปุ่น พร้อมทั้งต้องแยกดูวงเงิน "ค่ารักษาพยาบาล" และ "ค่าเคลื่อนย้ายฉุกเฉินทางการแพทย์" ออกจากกันให้ชัดเจน เพราะเป็นคนละหมวดความคุ้มครองกัน

  • วงเงินค่ารักษาพยาบาล (Medical Expenses): คือค่าหมอ ค่ายา ค่าห้องพัก และค่าผ่าตัดในโรงพยาบาลต่างประเทศ ตัวอย่างเช่น อาการไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลันที่ต้องผ่าตัดในญี่ปุ่นหรือยุโรป อาจมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 300,000 – 800,000 บาท หากเลือกแผนที่มีวงเงินแค่ 500,000 บาท คุณอาจต้องควักกระเป๋าจ่ายส่วนต่างเอง
  • วงเงินเคลื่อนย้ายฉุกเฉินทางการแพทย์ (Emergency Medical Evacuation & Repatriation): คือค่าใช้จ่ายในการใช้รถพยาบาล เฮลิคอปเตอร์ หรือเครื่องบินพยาบาล (Air Ambulance) เพื่อย้ายผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลที่มีศักยภาพรักษา หรือพากลับมารักษาต่อที่ประเทศไทย ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงหลักล้านบาท ควรเลือกแผนที่ให้วงเงินส่วนนี้ตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป

เดินทางปีละกี่ครั้งถึงควรดูแผนรายปี?

หากคุณเดินทางไปต่างประเทศตั้งแต่ 3 – 4 ครั้งต่อปีขึ้นไป หรือมีจำนวนวันเดินทางรวมกันเกิน 25 – 30 วันต่อปี การเลือกซื้อประกันเดินทางแบบ แผนรายปี (Annual Plan) จะคุ้มค่ากว่าการซื้อแยกเป็นรายทริป (Single Trip) ทั้งในแง่ของค่าเบี้ยประกันที่ประหยัดกว่า และความสะดวกที่ไม่ต้องคอยกดซื้อใหม่ทุกครั้งก่อนบิน

  • วิธีคำนวณจุดคุ้มทุน: ลองนำค่าเบี้ยประกันรายเที่ยวของทริปที่คุณวางแผนไว้ทั้งปีมารวมกัน (เช่น ไปญี่ปุ่น 7 วัน 2 ครั้ง + ไปยุโรป 10 วัน 1 ครั้ง รวมค่าเบี้ยรายเที่ยวประมาณ 3,500 – 4,500 บาท) แล้วนำไปเทียบกับเบี้ยแผนรายปีในระดับความคุ้มครองเดียวกันที่มักเริ่มต้นประมาณ 3,000 – 4,000 บาทเศษ
  • เช็กจำนวนวันสูงสุดต่อทริป: แผนรายปีไม่ได้หมายความว่าคุณจะไปอยู่ต่างประเทศติดต่อกันได้ทั้งปี แต่จะมีเงื่อนไขกำหนด จำนวนวันเดินทางสูงสุดต่อทริป (Max Days per Trip) เช่น ไม่เกิน 90 วัน (เช่น กรุงเทพประกันภัย) หรือ 120 วันต่อการเดินทาง 1 ครั้ง แต่สามารถเดินทางกี่ครั้งก็ได้ในรอบปีกรมธรรม์

ทริปเล่นกีฬาที่มีความเสี่ยง ผู้สูงอายุ หรือเด็ก ต้องเช็กอะไรเพิ่ม?

หากทริปของคุณมีผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หรือมีแพลนทำกิจกรรมแอดเวนเจอร์ คุณต้องตรวจสอบ เกณฑ์อายุรับประกันภัย ข้อยกเว้นเรื่องกิจกรรมที่มีความเสี่ยงสูง และการลดลงของวงเงินคุ้มครองในกลุ่มผู้สูงอายุ ก่อนตัดสินใจซื้อเสมอ เพราะกรมธรรม์มาตรฐานอาจไม่ครอบคลุมความเสี่ยงเฉพาะกลุ่มเหล่านี้

  • ทริปเล่นสกี ดำน้ำ หรือกีฬาผจญภัย: กิจกรรมอย่างการเล่นสกี สโนว์บอร์ด ดำน้ำลึก (Scuba Diving) ปีนเขา หรือบันจี้จัมพ์ มักถูกจัดอยู่ในข้อยกเว้นของแผนประกันทั่วไป คุณต้องเลือกบริษัทที่ระบุว่าคุ้มครองกีฬาเหล่านี้ในแผนหลัก (เช่น AXA ในบางแผน) หรือกดซื้อความคุ้มครองเสริม (Add-on) สำหรับกีฬาผจญภัยโดยเฉพาะ
  • ทริปที่มีผู้สูงอายุ (อายุ 70 – 85 ปี): ต้องเช็กเพดานอายุสูงสุดที่บริษัทรับประกัน และต้องดูตารางผลประโยชน์อย่างละเอียด เพราะหลายกรมธรรม์จะปรับลดทุนประกันภัยและวงเงินค่ารักษาพยาบาลลง เช่น ลดเหลือ 50% สำหรับผู้ที่มีอายุ 75 – 80 ปี และลดเหลือ 25% สำหรับอายุ 80 – 85 ปี
  • ทริปที่มีเด็กเล็ก: เด็กเล็กมีโอกาสป่วยกะทันหัน เช่น มีไข้สูงหรือท้องเสียได้ง่าย ควรเลือกแผนที่มีวงเงินผู้ป่วยนอก (OPD) สูง หรือมีบริการปรึกษาแพทย์ออนไลน์ (Telemedicine) เช่น MSIG รวมถึงเช็กความคุ้มครองกรณีผู้ปกครองต้องเลื่อนตั๋วเพื่ออยู่เฝ้าไข้บุตรในโรงพยาบาล

 


ก่อนซื้อประกันเดินทาง มีข้อยกเว้นและเงื่อนไขไหนที่คนมักมองข้าม?

ข้อยกเว้นและเงื่อนไขสำคัญที่นักเดินทางมักเข้าใจผิดมากที่สุดคือ การคิดว่าบริการไม่ต้องสำรองจ่ายสามารถเดินเข้าได้ทุกโรงพยาบาลทันที การไม่ทราบจำนวนชั่วโมงขั้นต่ำของไฟล์ทดีเลย์ และการกดซื้อประกันหลังจากผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองไปแล้ว รวมถึงข้อยกเว้นมาตรฐานอย่างอาการกำเริบของโรคประจำตัว (Pre-existing Conditions) และอุบัติเหตุที่เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์

ไม่ต้องสำรองจ่าย ใช้ได้ทุกโรงพยาบาลหรือไม่?

บริการประกันเดินทางแบบ ไม่ต้องสำรองจ่าย (Cashless) ไม่สามารถใช้ได้กับทุกโรงพยาบาลโดยอัตโนมัติ แต่จำกัดเฉพาะ โรงพยาบาลในเครือข่าย (Network Hospital) ของบริษัทประกันนั้นๆ และส่วนใหญ่ครอบคลุมเฉพาะกรณีที่ต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลเป็น ผู้ป่วยใน (IPD) เท่านั้น โดยผู้เอาประกันต้องโทรแจ้งศูนย์ช่วยเหลือฉุกเฉิน (Hotline) ให้ประสานงานก่อนเข้ารับการรักษาเสมอ

  • ความแตกต่างระหว่าง IPD และ OPD: หากคุณมีอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย เช่น เป็นหวัด อาหารเป็นพิษ หรือข้อเท้าพลิก แล้วไปพบแพทย์เพื่อรับยากลับไปพักที่โรงแรม (ผู้ป่วยนอก หรือ OPD) บริษัทประกันส่วนใหญ่จะกำหนดให้คุณ สำรองจ่ายเงินไปก่อน แล้วค่อยนำใบเสร็จตัวจริงและใบรับรองแพทย์กลับมาเบิกคืนที่ไทย ยกเว้นคุณซื้อประกันของ Sompo หรือ MSIG (แผน Easy 1, 2, 3) สำหรับเดินทางไปญี่ปุ่น ที่รองรับการไม่ต้องสำรองจ่ายทั้ง OPD และ IPD เมื่อโทรแจ้งศูนย์ช่วยเหลือล่วงหน้า
  • ทำไมต้องโทรแจ้ง Hotline ก่อนไปโรงพยาบาล: ศูนย์ช่วยเหลือฉุกเฉินต้องทำหน้าที่ตรวจสอบสิทธิ์ ค้นหาโรงพยาบาลคู่สัญญาที่ใกล้จุดที่คุณอยู่ที่สุด และส่งเอกสารค้ำประกันการจ่ายเงิน (Guarantee of Payment / Fax Claim) ไปยังโรงพยาบาล หากคุณเดินเข้าโรงพยาบาลนอกเครือข่ายหรือคลินิกเล็กๆ เองโดยไม่แจ้งล่วงหน้า คุณจะต้องสำรองจ่ายเองทั้งหมดแล้วนำเอกสารมาเคลมภายหลัง

เมื่อต้องสำรองจ่ายค่ารักษาแบบ OPD ในต่างประเทศ ให้แจ้งแพทย์และเคาน์เตอร์การเงินของโรงพยาบาลว่าขอ "Medical Certificate (ใบรับรองแพทย์) ที่ระบุอาการและผลการวินิจฉัยโรค (Diagnosis) เป็นภาษาอังกฤษอย่างชัดเจน" คู่กับใบเสร็จรับเงินตัวจริงที่แจกแจงรายการยา (Itemized Receipt) เสมอ เพราะใบเสร็จที่ระบุแค่ยอดเงินรวมเพียงอย่างเดียวจะไม่สามารถใช้เบิกเคลมที่ไทยได้

เที่ยวบินล่าช้ากี่ชั่วโมงจึงเคลมได้?

โดยทั่วไปประกันเดินทางต่างประเทศจะเริ่มจ่ายเงินชดเชยกรณีเที่ยวบินล่าช้า (Flight Delay) เมื่อเที่ยวบินดีเลย์ติดต่อกันตั้งแต่ 6 ชั่วโมงขึ้นไป นับจากเวลาออกเดินทางตามกำหนดการเดิม โดยจะจ่ายเป็นเงินชดเชยตามขั้นบันได (เช่น ทุกๆ 6 ชั่วโมง) จนถึงเพดานวงเงินสูงสุดที่ระบุไว้ในแผนประกัน

  • สาเหตุความล่าช้าที่เคลมได้: ต้องเกิดจากเหตุสุดวิสัยที่ระบุในกรมธรรม์ เช่น สภาพอากาศเลวร้าย พายุไต้ฝุ่น พายุหิมะ ภัยธรรมชาติ เครื่องบินขัดข้องทางเทคนิค ปัญหาการซ่อมบำรุง หรือการประท้วงหยุดงานของพนักงานสายการบิน
  • ข้อยกเว้นที่เคลมไฟล์ทดีเลย์ไม่ได้: หากสายการบินแจ้งเปลี่ยนแปลงตารางบินล่วงหน้าก่อนวันเดินทาง หรือคุณทราบข่าวการยกเลิกเที่ยวบินก่อนทำการซื้อประกัน จะไม่สามารถเคลมในหมวดนี้ได้
  • หลักฐานสำคัญที่ต้องขอ: ต้องขอ หนังสือรับรองความล่าช้าจากสายการบิน (Flight Delay Certificate) ที่ระบุเวลาเดิม เวลาที่ออกเดินทางจริง และสาเหตุของความล่าช้าอย่างชัดเจน พร้อมเก็บ Boarding Pass ตัวจริงไว้เป็นหลักฐาน

ซื้อประกันหลังออกจากประเทศไทยแล้วคุ้มครองหรือไม่?

ประกันเดินทางต่างประเทศเกือบทุกบริษัท ไม่ให้ความคุ้มครองหากคุณกดซื้อกรมธรรม์หลังจากที่เดินทางผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) หรือหลังจากเครื่องบินออกเดินทางจากประเทศไทยไปแล้ว เนื่องจากเงื่อนไขมาตรฐานกำหนดให้การเดินทางต้องเริ่มต้นและสิ้นสุดที่ประเทศไทย และต้องทำรายการซื้อก่อนเริ่มการเดินทางเท่านั้น

  • ควรซื้อล่วงหน้าตอนไหนดีที่สุด: แนะนำให้ซื้อประกันเดินทางทันทีหลังจากชำระเงินค่าตั๋วเครื่องบินและที่พักเรียบร้อยแล้ว (ซื้อล่วงหน้าได้สูงสุดหลายเดือนก่อนวันบิน เช่น Tune Travel หรือกรุงเทพประกันภัย) เพราะคุณจะได้รับความคุ้มครองในหมวด การยกเลิกการเดินทาง (Trip Cancellation) ทันที หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน เช่น ป่วยหนักจนต้องแอดมิทก่อนวันบิน คุณก็สามารถเคลมค่าตั๋วเครื่องบินและค่าโรงแรมที่ไม่สามารถขอคืนเงินได้
  • หากลืมซื้อและอยู่ที่สนามบินแล้วต้องทำอย่างไร: คุณยังสามารถกดซื้อประกันเดินทางผ่านสมาร์ทโฟนได้ (เช่น Insurverse หรือ Tune Travel ที่เปิดให้ซื้อด่วนล่วงหน้าอย่างน้อย 2 ชั่วโมงก่อนเวลาเครื่องออก) ตราบใดที่ยังไม่ได้เดินผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ขาออก เพื่อให้ระบบออกกรมธรรม์และเริ่มเวลาคุ้มครองได้ทันท่วงที

มีบัตรเครดิต KTC อยู่แล้ว ยังต้องซื้อประกันเดินทางเพิ่มไหม?

แม้ผู้ถือบัตรเครดิต KTC จะได้รับสิทธิประโยชน์ความคุ้มครองประกันอุบัติเหตุการเดินทางทั้งในและต่างประเทศเมื่อชำระค่าบัตรโดยสารยานพาหนะสาธารณะด้วยบัตรเครดิต KTC อยู่แล้ว แต่ การซื้อประกันเดินทางต่างประเทศเพิ่มเติมยังคงจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ได้รับความคุ้มครองที่ครอบคลุมถึง อาการเจ็บป่วยกะทันหัน ค่ารักษาพยาบาลทั่วไป และเหตุฉุกเฉินนอกเวลาโดยสารยานพาหนะ

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ลองดูตารางเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างประกันที่มากับบัตรเครดิต กับประกันเดินทางต่างประเทศที่ซื้อแยกโดยเฉพาะ

หมวดความคุ้มครอง

ประกันอุบัติเหตุการเดินทางจากบัตรเครดิต KTC*

ประกันเดินทางต่างประเทศ (ซื้อแยก)

เงื่อนไขการเกิดสิทธิ์

ชำระค่าตั๋วเครื่องบิน/ยานพาหนะสาธารณะด้วยบัตรเครดิต KTC

ซื้อกรมธรรม์ก่อนออกเดินทางจากประเทศไทย

อุบัติเหตุขณะโดยสารยานพาหนะสาธารณะ

คุ้มครอง (วงเงินสูงสุดตามประเภทบัตรเครดิต)

คุ้มครองตามวงเงินในแผนประกัน

ค่ารักษาพยาบาลจากอาการเจ็บป่วยกะทันหัน (เช่น ไข้หวัดใหญ่ อาหารเป็นพิษ)

ไม่ครอบคลุม (เน้นอุบัติเหตุเป็นหลัก)

คุ้มครองเต็มรูปแบบ (ทั้ง IPD และ OPD ตามแผน)

อุบัติเหตุทั่วไปขณะเดินเที่ยวหรือทำกิจกรรมระหว่างทริป

ไม่ครอบคลุม (คุ้มครองเฉพาะขณะโดยสารยานพาหนะสาธารณะ)

คุ้มครองตลอด 24 ชม. ตลอดระยะเวลาทริป

บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ไม่ต้องสำรองจ่าย (Cashless)

ไม่มีบริการค้ำประกันค่ารักษาพยาบาลทั่วไป

มีบริการประสานงานโรงพยาบาลเครือข่ายทั่วโลก

กระเป๋าเดินทางสูญหาย/ล่าช้า และเที่ยวบินล่าช้า

คุ้มครองเฉพาะบางประเภทบัตรตามเงื่อนไขที่กำหนด

คุ้มครองครอบคลุมทุกเรื่องจุกจิกของการเดินทาง

 

*หมายเหตุ: เงื่อนไขความคุ้มครองประกันอุบัติเหตุการเดินทางของบัตรเครดิต KTC เป็นไปตามประเภทบัตรและข้อกำหนดของบริษัทประกันภัยพันธมิตร

ดังนั้น สูตรที่นักเดินทางมืออาชีพนิยมใช้คือ รูดซื้อตั๋วเครื่องบินและจองประกันเดินทางผ่านบัตรเครดิต KTC เพื่อให้ได้ความคุ้มครองสองเด้ง (Double Protection) ทั้งวงเงินประกันอุบัติเหตุก้อนใหญ่จากบัตรเครดิต และความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลแบบไม่ต้องสำรองจ่ายจากประกันเดินทางที่ซื้อเพิ่ม พร้อมรับคะแนนสะสม KTC FOREVER หรือโปรโมชั่นเครดิตเงินคืนจากพันธมิตรบริษัทประกันภัยไปพร้อมกัน

ซื้อประกันเดินทางและเตรียมเอกสารเคลมอย่างไร?

วิธีซื้อประกันเดินทางต่างประเทศและเตรียมพร้อมสำหรับการเคลมประกัน สามารถทำผ่านช่องทางออนไลน์ได้ง่ายๆ ใน 5 ขั้นตอนหลัก ดังนี้

  1. เลือกแผนประกันและระบุข้อมูลการเดินทาง: เลือกประเทศปลายทาง วันที่เริ่มต้นเดินทาง (นับตั้งแต่วันที่ออกจากบ้านไปสนามบิน) และวันที่เดินทางกลับถึงประเทศไทย (นับวันที่เครื่องลงจอดถึงไทยจริง)
  2. กรอกข้อมูลผู้เอาประกันให้ตรงกับพาสปอร์ต: ระบุชื่อ-นามสกุลภาษาอังกฤษ หมายเลขพาสปอร์ต และวันเดือนปีเกิดให้ถูกต้องทุกตัวอักษร
  3. ตรวจสอบรายละเอียดและชำระเงิน: เช็กตารางผลประโยชน์และข้อยกเว้น จากนั้นชำระเงินผ่านบัตรเครดิตเพื่อรับความคุ้มครองทันที
  4. รับกรมธรรม์ทางอีเมลและบันทึกเบอร์ฉุกเฉิน: ดาวน์โหลดไฟล์กรมธรรม์ (E-Policy) เก็บไว้ในสมาร์ทโฟน พิมพ์สำเนาพกติดตัว 1 ชุด และบันทึกเบอร์โทรศัพท์ศูนย์ช่วยเหลือฉุกเฉิน (24-Hour Assistance Hotline) ของบริษัทประกันไว้ในเครื่องทันที
  5. แจ้งเหตุและรวบรวมเอกสารต้นฉบับเมื่อเกิดเหตุ: หากเจ็บป่วยให้โทรแจ้งศูนย์ช่วยเหลือฉุกเฉินก่อนเข้าโรงพยาบาล และหากเกิดเหตุไฟล์ทดีเลย์หรือกระเป๋าหาย ให้ขอเอกสารรับรองจากสายการบินหรือตำรวจท้องถิ่นก่อนเดินทางกลับไทย

ก่อนชำระเงินต้องตรวจข้อมูลในกรมธรรม์อะไรบ้าง?

ในการทำตาม วิธีซื้อประกันเดินทางต่างประเทศ ให้ไร้ปัญหาเมื่อต้องใช้งานจริง ก่อนกดยืนยันชำระเงินคุณต้อง ตรวจกรมธรรม์ประกันเดินทาง ใน 4 จุดสำคัญ ได้แก่ ตัวสะกดชื่อ-นามสกุลภาษาอังกฤษ หมายเลขพาสปอร์ตเล่มปัจจุบัน วันและเวลาที่เริ่มและสิ้นสุดความคุ้มครอง และรายชื่อผู้รับผลประโยชน์ เพื่อป้องกันความคลาดเคลื่อนที่อาจทำให้โรงพยาบาลในต่างประเทศปฏิเสธการอนุมัติสิทธิ์

  • ชื่อ-นามสกุลและเลขพาสปอร์ต: ต้องตรงกับหน้าพาสปอร์ตเล่มที่ใช้เดินทางจริง 100% (ระวังกรณีเพิ่งทำพาสปอร์ตเล่มใหม่แล้วเผลอกรอกเลขเล่มเก่า)
  • วันเริ่มต้นและวันสิ้นสุดความคุ้มครอง: หากไฟลต์บินของคุณออกเวลา 01.00 น. ของวันที่ 10 แนะนำให้ซื้อประกันเริ่มตั้งแต่วันที่ 9 (วันที่คุณเดินทางออกจากบ้านไปสนามบิน) และวันสิ้นสุดควรเผื่อเวลาให้ตรงกับวันที่เครื่องลงจอดที่ประเทศไทยจริง (ระวังไฟลต์ข้ามคืนหรือการคำนวณ Time Zone ผิดพลาด)

 


เจ็บป่วยหรือกระเป๋าหายต่างประเทศ ต้องทำอะไรก่อนแจ้งเคลม?

เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินในต่างแดน วิธีเคลมประกันเดินทาง ให้ได้รับเงินชดเชยรวดเร็วและไม่ถูกปฏิเสธสินไหม คือการ ติดต่อศูนย์ช่วยเหลือฉุกเฉินของบริษัทประกันทันที และต้องขอเอกสารรับรองเหตุการณ์ฉบับจริงจากหน่วยงานท้องถิ่น (โรงพยาบาล สายการบิน หรือสถานีตำรวจ) ให้ครบถ้วนก่อนเดินทางออกจากประเทศนั้นๆ

กรณีเจ็บป่วยหรือเกิดอุบัติเหตุ

  • หากต้องการใช้สิทธิ์ไม่ต้องสำรองจ่าย (IPD หรือ OPD ในแผนที่รองรับ) ให้โทรหา Hotline ของประกันทันทีเพื่อพาเข้าโรงพยาบาลคู่สัญญา
  • หากต้องสำรองจ่ายไปก่อน ต้องเก็บ ใบรับรองแพทย์ฉบับจริง (Medical Report) ที่ระบุสาเหตุและอาการชัดเจน, ใบเสร็จรับเงินฉบับจริง (Original Receipt) ที่แจกแจงรายการค่าใช้จ่าย และสำเนาพาสปอร์ตหน้าที่มีตราประทับเข้า-ออกประเทศ

กรณีกระเป๋าเดินทางล่าช้า เสียหาย หรือสูญหาย

  • หากกระเป๋าไม่มาตามสายพานหรือแตกเสียหาย ห้ามเดินออกจากบริเวณสายพานรับกระเป๋าเด็ดขาด ให้ติดต่อเคาน์เตอร์สายการบิน (Lost & Found / Baggage Claim) ทันทีเพื่อขอ เอกสารเคลมกระเป๋าหาย หรือใบแจ้งสัมภาระผิดปกติที่เรียกว่า PIR (Property Irregularity Report) ซึ่งสำคัญมากในการใช้ยื่นเคลม
  • ถ่ายรูปสภาพความเสียหายของกระเป๋า (ทั้งภายนอกและภายใน) เก็บป้ายแท็กกระเป๋า (Baggage Tag) และ Boarding Pass ไว้ทั้งหมด
  • หากถูกโจรกรรมหรือชิงทรัพย์นอกสนามบิน ต้องไปแจ้งความที่สถานีตำรวจท้องถิ่นภายใน 24 ชั่วโมง เพื่อขอใบแจ้งความ (Police Report) มาเป็นหลักฐานในการเคลม

ในกรณีที่กระเป๋าเดินทางล่าช้า (Baggage Delay) และคุณต้องซื้อเสื้อผ้าหรือของใช้ส่วนตัวที่จำเป็นระหว่างรอกระเป๋า ให้ เก็บใบเสร็จรับเงินทุกใบจากการซื้อของใช้จำเป็นเหล่านั้นไว้ด้วย เพราะบริษัทประกันหลายแห่งกำหนดให้ใช้ใบเสร็จซื้อของใช้จำเป็นควบคู่กับใบ PIR และเอกสารรับรองเวลาที่ได้รับกระเป๋าคืนจริงในการคำนวณยอดเงินชดเชย

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับประกันเดินทางต่างประเทศ

รวบรวมข้อสงสัยยอดฮิตที่นักเดินทางมักถามบ่อยที่สุดก่อนตัดสินใจซื้อและเคลมประกันเดินทางต่างประเทศ เพื่อให้คุณเตรียมตัวได้อย่างมั่นใจในทุกสถานการณ์

มีเจ้าไหนไม่ต้องสำรองจ่ายแบบ OPD (ผู้ป่วยนอก) บ้าง?

บริษัทที่โดดเด่นเรื่องการไม่ต้องสำรองจ่ายทั้งผู้ป่วยใน (IPD) และผู้ป่วยนอก (OPD) คือ Sompo (ซมโปะ) และ MSIG (เอ็ม เอส ไอ จี เฉพาะแผน Easy 1, 2 หรือ 3) สำหรับการเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น โดยผู้เดินทางต้องโทรติดต่อศูนย์ช่วยเหลือฉุกเฉิน (Assistance) ของบริษัทประกันเพื่อนัดหมายโรงพยาบาลในเครือข่ายก่อนเข้ารับการรักษา ส่วนบริษัทอื่นๆ จะเน้นไม่ต้องสำรองจ่ายในกรณีผู้ป่วยใน (IPD) เป็นหลัก แต่หลายบริษัทเริ่มมีบริการ Telemedicine ให้ปรึกษาแพทย์ออนไลน์และรับยาได้โดยไม่ต้องสำรองจ่ายเช่นกัน

โรงพยาบาลต่างประเทศปฏิเสธ Fax Claim จากประกันไทย ต้องทำอย่างไร?

หากเกิดกรณีโรงพยาบาลในต่างประเทศไม่รู้จักบริษัทประกันหรือระบบประสานงานขัดข้องจนไม่สามารถทำเรื่องไม่ต้องสำรองจ่ายได้ทัน คุณต้อง สำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลไปก่อน (แนะนำให้รูดจ่ายผ่านบัตรเครดิตเพื่อเก็บหลักฐานและไม่ต้องใช้เงินสด) จากนั้นให้ขอ ใบเสร็จรับเงินฉบับจริง (พร้อมรายละเอียดค่าใช้จ่าย) และ ใบรับรองแพทย์ (Medical Report) ที่เป็นภาษาอังกฤษ กลับมายื่นเบิกคืนกับบริษัทประกันที่ประเทศไทย ซึ่งปกติจะใช้เวลาพิจารณาคืนเงินประมาณ 15 วันทำการหลังได้รับเอกสารครบถ้วน

โรคประจำตัวกำเริบระหว่างเที่ยว ประกันเดินทางจ่ายไหม?

โดยหลักการมาตรฐาน ประกันเดินทางต่างประเทศจะไม่คุ้มครองโรคที่เป็นมาก่อนการเดินทางหรือโรคประจำตัว (Pre-existing Conditions) เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจที่กำเริบขึ้นมาระหว่างทริป ยกเว้นคุณจะเลือกซื้อแผนประกันระดับพรีเมี่ยมของบางบริษัทที่มีระบุเงื่อนไขพิเศษว่าให้ความคุ้มครองภาวะฉุกเฉินเฉียบพลันจากโรคประจำตัวเพื่อการพยุงชีพเบื้องต้น ดังนั้นผู้ที่มีโรคประจำตัวควรอ่านรายละเอียดข้อยกเว้นในกรมธรรม์และเตรียมยาประจำตัวไปให้เพียงพอเสมอ

เมาแล้วเกิดอุบัติเหตุ ประกันเดินทางรับผิดชอบค่ารักษาไหม?

ไม่รับผิดชอบในทุกกรณี หากตรวจสอบพบว่าผู้เอาประกันมีระดับแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่าที่กฎหมายหรือกรมธรรม์กำหนด (ปกติคือตั้งแต่ 50 – 150 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ขึ้นไป) ซึ่งถือเป็นข้อยกเว้นมาตรฐานของทุกบริษัทประกันภัย เนื่องจากจัดเป็นความประมาทจากการขาดสติ ผู้เดินทางจะต้องรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดด้วยตนเอง

 

การเลือกประกันเดินทางต่างประเทศที่เหมาะสมจากทั้ง 9 บริษัทชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็นสายเที่ยวญี่ปุ่นตัวจริงอย่าง Sompo และ MSIG สายดิจิทัลสุดคล่องตัวและคุ้มค่าอย่าง Thaivivat, Insurverse และ Tune Travel หรือสายมั่นคงระดับสากลอย่าง BKI, AXA, Allianz Ayudhya และ TIP จะช่วยปลดล็อกความกังวลเรื่องค่าหมอราคาแพงในต่างแดน ไฟล์ทดีเลย์ หรือกระเป๋าเดินทางสูญหาย ให้คุณและครอบครัวเอ็นจอยกับทุกโมเมนต์ของการท่องเที่ยวได้อย่างเต็มที่ และเพื่อให้ทุกทริปต่างประเทศของคุณทั้งอุ่นใจและคุ้มค่ากว่าเดิม อย่าลืมสมัครบัตรเครดิต KTC เป็นเพื่อนคู่ใจในทุกการเดินทาง ไม่ว่าจะใช้รูดซื้อตั๋วเครื่องบินเพื่อรับความคุ้มครองอุบัติเหตุการเดินทางเพิ่มอีกต่อ ใช้ชำระค่าเบี้ยประกันเดินทางพร้อมรับโปรโมชั่นเครดิตเงินคืนหรือคะแนนสะสมพิเศษจากบริษัทประกันชั้นนำที่ร่วมรายการ หรือใช้จ่ายในต่างแดนแบบไร้กังวล สำหรับใครที่ยังไม่มีบัตร สามารถดูรายละเอียดและสมัครบัตรเครดิต KTC ออนไลน์ได้ง่ายๆ เพื่อเตรียมพร้อมรับสิทธิประโยชน์ดีๆ ก่อนออกเดินทางในทริปต่อไปของคุณได้เลยครับ