การออกเดินทางไปสัมผัสโลกกว้าง ไม่ว่าจะเป็นทริปพักผ่อนระยะสั้นในเอเชีย การพาครอบครัวไปตะลุยสวนสนุก หรือการแบ็กแพ็กเที่ยวยุโรป สิ่งที่นักเดินทางทุกคนต้องการคือความราบรื่นและความสบายใจตลอดทริป แต่ความไม่แน่นอนอย่างอาการเจ็บป่วยกะทันหัน อุบัติเหตุ ไฟล์ทดีเลย์ หรือกระเป๋าเดินทางสูญหาย สามารถเกิดขึ้นได้เสมอ และมักตามมาด้วยค่าใช้จ่ายในต่างแดนที่สูงลิ่วจนอาจกระทบแผนการเงินได้ การมีประกันเดินทางต่างประเทศที่ครอบคลุมและตอบโจทย์สไตล์การท่องเที่ยวของตัวเอง จึงเป็นเกราะป้องกันสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนวิกฤตในต่างแดนให้มีทีมงานมืออาชีพเข้ามาดูแลแทนคุณตั้งแต่วินาทีแรกที่เกิดเหตุ
สรุป 9 ประกันเดินทางต่างประเทศปี 2026 เลือกเจ้าไหนดี?
การเลือกประกันเดินทางต่างประเทศในปี 2026 ไม่มีบริษัทใดที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน แต่ขึ้นอยู่กับจุดหมายปลายทางและรูปแบบทริปของคุณ เช่น หากไปญี่ปุ่นและเน้นไม่ต้องสำรองจ่ายทั้งผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในควรเลือก Sompo หรือ MSIG สายดิจิทัลเน้นความคล่องตัวซื้อง่ายผ่านแอปหรือเว็บเหมาะกับ Thaivivat, Insurverse และ Tune Travel ส่วนสายเน้นความมั่นคงระดับพรีเมียม ยื่นวีซ่าเชงเก้น หรือเดินทางข้ามทวีปควรเลือก BKI (กรุงเทพประกันภัย), AXA, Allianz Ayudhya และ TIP
9 ประกันเดินทางต่างประเทศปี 2026 มีเจ้าไหนน่าเปรียบเทียบบ้าง?
ประกันเดินทางต่างประเทศทั้ง 9 บริษัทชั้นนำในปี 2026 มีจุดแข็งและเงื่อนไขความคุ้มครองที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ตั้งแต่บริการช่วยเหลือฉุกเฉินแบบไม่ต้องสำรองจ่าย (Cashless) เครือข่ายโรงพยาบาลคู่สัญญา ไปจนถึงฟีเจอร์ยุคใหม่อย่างประกันเปิด-ปิด ปรึกษาแพทย์ออนไลน์ (Telemedicine) และสิทธิ์เข้าเลานจ์เมื่อเที่ยวบินล่าช้า การเปรียบเทียบรายละเอียดเชิงลึกจะช่วยให้คุณคัดสรรแผนที่คุ้มค่าและตรงกับความเสี่ยงของทริปมากที่สุด
1. ประกันการเดินทาง MSIG (เอ็ม เอส ไอ จี)
- จุดเด่นความคุ้มครอง: มีบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน MSIG Assist ตลอด 24 ชั่วโมง ประสานงานโรงพยาบาลเครือข่ายทั่วโลกแบบไม่ต้องสำรองจ่ายสำหรับผู้ป่วยใน (IPD) พิเศษสำหรับผู้ที่เดินทางไปประเทศญี่ปุ่น (เมื่อเลือกแผน Easy 1, 2 หรือ 3) สามารถเข้ารับการรักษาแบบไม่ต้องสำรองจ่ายได้ทั้งผู้ป่วยนอก (OPD) และผู้ป่วยใน (IPD) โดยต้องติดต่อศูนย์ช่วยเหลือฉุกเฉินก่อนเข้ารับการรักษา นอกจากนี้ในปี 2026 ยังมีบริการ Telemedicine ปรึกษาแพทย์ออนไลน์พร้อมครอบคลุมค่ายาโดยไม่ต้องเดินทางไปโรงพยาบาล
- ข้อสังเกต: สิทธิ์ไม่ต้องสำรองจ่ายแบบ OPD จำกัดเฉพาะประเทศญี่ปุ่นและแผนที่กำหนดเท่านั้น
- เหมาะกับใคร: นักเดินทางสายครอบครัวที่มีเด็กหรือผู้สูงอายุร่วมทริป และผู้ที่เดินทางไปญี่ปุ่นที่ต้องการความอุ่นใจสูงสุด
2. ประกันเดินทาง Sompo (ซมโปะ)
- จุดเด่นความคุ้มครอง: โดดเด่นด้วยแผน Go Japan จากบริษัทประกันภัยสัญชาติญี่ปุ่นที่มีเครือข่ายโรงพยาบาลในญี่ปุ่นแน่นหนาที่สุด รองรับการรักษาแบบไม่ต้องสำรองจ่ายทั้งผู้ป่วยใน (IPD) และผู้ป่วยนอก (OPD) พร้อมบริการล่ามภาษาไทยและญี่ปุ่นช่วยสื่อสารทางการแพทย์ทางโทรศัพท์ ช่วยลดกำแพงภาษาเมื่อต้องพบแพทย์ในต่างแดน
- ข้อสังเกต: ต้องโทรแจ้งศูนย์ Sompo Assist เพื่อประสานงานนัดหมายโรงพยาบาลก่อนเข้ารับการรักษาทุกครั้งจึงจะได้สิทธิ์ไม่ต้องสำรองจ่าย
- เหมาะกับใคร: ผู้ที่เดินทางไปท่องเที่ยวหรือทำธุรกิจที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นหลัก และกังวลเรื่องการสื่อสารภาษาญี่ปุ่นเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
3. ประกันเดินทาง Thaivivat (ประกันภัยไทยวิวัฒน์)
- จุดเด่นความคุ้มครอง: ผู้นำด้านเทคโนโลยีประกันภัยด้วยฟีเจอร์ ประกันเดินทางเปิด-ปิด (On-Off) จ่ายเบี้ยตามจำนวนวันที่เดินทางจริง หากทริปสั้นลงหรือกลับก่อนกำหนดสามารถปิดประกันเพื่อเก็บวันคงเหลือไว้ใช้ทริปถัดไปได้ (สำหรับแผนที่รองรับ) พร้อมแอปพลิเคชันที่ค้นหาโรงพยาบาลเครือข่ายและประสานงานแจ้งเคลมออนไลน์ได้สะดวกรวดเร็วแค่ปลายนิ้ว
- ข้อสังเกต: ผู้ใช้งานต้องทำความเข้าใจเงื่อนไขการเปิด-ปิดผ่านแอปพลิเคชันให้ถูกต้องเพื่อไม่ให้สิทธิ์ความคุ้มครองขาดช่วง
- เหมาะกับใคร: คนรุ่นใหม่ Digital Nomad หรือคนทำงานที่ต้องบินไปต่างประเทศระยะสั้นบ่อยๆ และชอบความคล่องตัว
4. ประกันเดินทาง BKI (กรุงเทพประกันภัย)
- จุดเด่นความคุ้มครอง: ขึ้นชื่อเรื่องความมั่นคงและการบริการที่จริงใจ คุ้มครองครอบคลุมทั้งค่ารักษาพยาบาล อุบัติเหตุ ความล่าช้าของเที่ยวบิน และสัมภาระเสียหาย นอกจากนี้ยังมีเงื่อนไข คืนเงินค่าเบี้ยประกัน 100% หากยื่นขอวีซ่าไม่ผ่าน (ตามระยะเวลาและเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด) และมีระบบช่วยเหลือฉุกเฉินที่ประสานงานได้อย่างราบรื่น
- ข้อสังเกต: การรักษาแบบผู้ป่วยนอก (OPD) ในหลายประเทศต้องสำรองจ่ายและนำเอกสารกลับมาตั้งเบิกที่ประเทศไทย
- เหมาะกับใคร: นักธุรกิจ ผู้ที่กำลังเตรียมตัวยื่นขอวีซ่าเชงเก้น และผู้ที่ให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือของบริษัทประกันภัยชั้นนำ
5. ประกันเดินทาง Tune Travel (Tune Protect)
- จุดเด่นความคุ้มครอง: แผนประกันภัยการเดินทางต่างประเทศ ทูน ทราเวล (Tune Travel) ให้วงเงินคุ้มครองอุบัติเหตุสูงสุดถึง 4 ล้านบาท และค่ารักษาพยาบาลสูงสุด 3 ล้านบาท (ตามแผนที่เลือก) มีโรงพยาบาลในเครือข่ายทั่วโลกแบบไม่ต้องสำรองจ่าย จุดเด่นที่ไม่เหมือนใครคือ บริการห้องรับรองในสนามบิน (Lounge Pass) เมื่อเที่ยวบินล่าช้า (สำหรับแผน L และ XL ที่เดินทาง 4 วันขึ้นไป หรือแผนรายปีตามเงื่อนไข) พร้อมการันตีคืนเงิน 100% หากวีซ่าไม่ผ่าน และซื้อล่วงหน้าได้ถึง 2 ชั่วโมงก่อนออกเดินทาง
- ข้อสังเกต: กรณีเคลมความเสียหายของกระเป๋าเดินทางหรือทรัพย์สินส่วนตัวในบางแผน อาจมีเงื่อนไขค่าเสียหายส่วนแรก (Deductible) เล็กน้อยตามที่ระบุในกรมธรรม์
- เหมาะกับใคร: นักเดินทางยุคใหม่ สายแบ็กแพ็ก และผู้ที่ต้องการความคุ้มค่าพร้อมสิทธิพิเศษดูแลเรื่องเที่ยวบินล่าช้าและการยื่นวีซ่า
6. ประกันเดินทาง Insurverse (อินชัวร์เวิร์ส)
- จุดเด่นความคุ้มครอง: ประกันภัยดิจิทัล 100% (ภายใต้เครือทิพยกรุ๊ป โฮลดิ้งส์) ที่ออกแบบมาให้คนรุ่นใหม่ปรับแต่งและกดซื้อออนไลน์ได้เองง่ายๆ ไร้สายโทรขายกวนใจ เบี้ยประกันเริ่มต้นสบายกระเป๋าเพียงหลักสิบบาทต่อทริป (เริ่มต้นประมาณ 59 – 63 บาท) แต่ให้ความคุ้มครองสูงสุดถึง 3 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งค่ารักษาพยาบาลฉุกเฉิน ไฟล์ทดีเลย์ (ทุกๆ 6 ชั่วโมง) กระเป๋าเสียหาย และสามารถกดซื้อด่วนก่อนบินได้เพียง 2 ชั่วโมง พร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง
- ข้อสังเกต: การดำเนินการทุกขั้นตอนตั้งแต่การซื้อไปจนถึงการส่งเอกสารเคลมจะทำผ่านระบบออนไลน์และเว็บไซต์เป็นหลัก
- เหมาะกับใคร: วัยรุ่น คนเริ่มทำงาน (First Jobber) หรือผู้ที่ต้องการประกันเดินทางราคาประหยัดที่ซื้อเองได้รวดเร็วหน้าเกตก่อนขึ้นเครื่อง
7. ประกันเดินทาง AXA (แอกซ่า)
- จุดเด่นความคุ้มครอง: มีเครือข่ายทางการแพทย์ระดับโลกที่แข็งแกร่งมาก พร้อมบริการ AXA Hotline 24 ชั่วโมง ประสานงานโรงพยาบาลคู่สัญญาเพื่อไม่ต้องสำรองจ่ายกรณีผู้ป่วยใน (IPD) จุดแข็งสำคัญคือแผนประกันที่มีความยืดหยุ่นและครอบคลุมกิจกรรมแอดเวนเจอร์หลายประเภท เช่น การดำน้ำลึก หรือการปีนเขา (ตามระดับความลึกและความสูงที่ระบุในกรมธรรม์)
- ข้อสังเกต: กรณีผู้ป่วยนอก (OPD) ส่วนใหญ่ต้องสำรองจ่ายไปก่อนแล้วนำใบเสร็จพร้อมใบรับรองแพทย์มาเบิกคืนภายหลัง
- เหมาะกับใคร: สายลุยที่ชอบทำกิจกรรมกลางแจ้ง และผู้ที่เดินทางไปยุโรป อเมริกา หรือเดินทางข้ามหลายทวีป
8. ประกันเดินทาง Allianz Ayudhya (อลิอันซ์ อยุธยา)
- จุดเด่นความคุ้มครอง: โดดเด่นด้านมาตรฐานการจัดการเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์และการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินระดับสากล มีวงเงินค่ารักษาพยาบาลที่สูง รองรับการรักษาแบบไม่ต้องสำรองจ่ายสำหรับผู้ป่วยใน (IPD) ในเครือข่ายโรงพยาบาลทั่วโลก และผ่านเกณฑ์การยื่นขอวีซ่าเชงเก้นทุกแผนที่กำหนด
- ข้อสังเกต: เบี้ยประกันในแผนพรีเมี่ยมอาจสูงกว่าค่าเฉลี่ยเล็กน้อย แต่แลกมาด้วยวงเงินความคุ้มครองที่ครอบคลุมมาก
- เหมาะกับใคร: ผู้ที่เดินทางไกลไปยังประเทศที่มีค่ารักษาพยาบาลสูงลิ่ว เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา หรือกลุ่มประเทศยุโรป
9. ประกันเดินทาง TIP (ทิพยประกันภัย)
- จุดเด่นความคุ้มครอง: ให้ความคุ้มครองครอบคลุมทั้งอุบัติเหตุ เจ็บป่วย ไฟล์ทดีเลย์ และกระเป๋าเดินทางเสียหาย ในราคาเบี้ยประกันที่ย่อมเยา เข้าถึงง่าย มีบริการประสานงานโรงพยาบาลเครือข่ายทั่วโลกแบบไม่ต้องสำรองจ่าย (กรณี IPD) และในปี 2026 ยังมีโปรโมชั่นผ่อนชำระค่าเบี้ยประกันได้สบายๆ สมัครง่ายผ่านระบบออนไลน์
- ข้อสังเกต: เครือข่ายโรงพยาบาลในเมืองรองบางประเทศอาจต้องใช้เวลาประสานงานเพื่อยืนยันสิทธิ์ Fax Claim
- เหมาะกับใคร: นักเดินทางวัยทำงานหรือครอบครัวที่มองหาความคุ้มค่าและเชื่อมั่นในบริษัทประกันภัยที่มั่นคงของไทย
เลือกประกันเดินทางต่างประเทศอย่างไรให้ตรงกับทริป?
การเลือกซื้อประกันเดินทางต่างประเทศให้คุ้มค่าและใช้งานได้จริงเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ต้องพิจารณาจาก 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ข้อกำหนดเรื่องวีซ่าของประเทศปลายทาง ระดับค่ารักษาพยาบาลในท้องถิ่น ความถี่ในการเดินทางตลอดทั้งปี และความเสี่ยงจากกิจกรรมหรือช่วงอายุของผู้ร่วมทริป การประเมินปัจจัยเหล่านี้จะช่วยป้องกันปัญหาซื้อประกันผิดแผนหรือวงเงินไม่เพียงพอต่อความเสียหายจริง
ไปประเทศไหน และต้องใช้ประกันยื่นวีซ่าหรือไม่?
ก่อนกดซื้อประกันเดินทาง คุณต้องตรวจสอบรายชื่อประเทศที่กรมธรรม์ให้ความคุ้มครอง (เช่น แผนเอเชีย หรือ แผนทั่วโลก) และเช็กข้อกำหนดของสถานทูตหากต้องใช้ยื่นขอวีซ่า โดยเฉพาะการยื่น วีซ่าเชงเก้น (Schengen Visa) ที่บังคับว่าผู้เดินทางต้องมีประกันเดินทางที่มีวงเงินคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลและการเคลื่อนย้ายฉุกเฉินขั้นต่ำ 30,000 ยูโร (หรือประมาณ 1.2 – 1.5 ล้านบาท)
- เช็กรายชื่อประเทศยกเว้น: แม้จะเลือกแผน "Worldwide (ทั่วโลก)" แต่บางบริษัทจะมีแผน "Worldwide ยกเว้นอเมริกาและแคนาดา" หรือมีรายชื่อประเทศที่ยกเว้นการคุ้มครอง (เช่น รัสเซีย หรือยูเครนในบางแผนของ BKI) ต้องดูให้แน่ใจว่าครอบคลุมประเทศที่คุณกำลังจะไปและประเทศที่แวะเปลี่ยนเครื่อง (Transit)
- เงื่อนไขวีซ่าเชงเก้นที่ต้องระวัง: กรมธรรม์ที่ใช้ยื่นวีซ่าเชงเก้นต้องครอบคลุมพื้นที่กลุ่มประเทศเชงเก้นทั้งหมด ต้องไม่มีเงื่อนไขความรับผิดส่วนแรก (Deductible) ในหมวดค่ารักษาพยาบาล และควรเลือกบริษัทที่มีนโยบาย "คืนเงิน 100% หากวีซ่าไม่ผ่าน" เช่น BKI หรือ Tune Travel เพื่อลดความเสี่ยงด้านค่าใช้จ่าย
ควรเลือกค่ารักษาพยาบาลและการเคลื่อนย้ายฉุกเฉินเท่าไร?
คุณควรเลือกวงเงินค่ารักษาพยาบาลให้สอดคล้องกับค่าครองชีพของประเทศปลายทาง โดยแนะนำขั้นต่ำ 1 – 2 ล้านบาทสำหรับโซนเอเชีย และ 2 – 5 ล้านบาทขึ้นไปสำหรับโซนยุโรป สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย หรือญี่ปุ่น พร้อมทั้งต้องแยกดูวงเงิน "ค่ารักษาพยาบาล" และ "ค่าเคลื่อนย้ายฉุกเฉินทางการแพทย์" ออกจากกันให้ชัดเจน เพราะเป็นคนละหมวดความคุ้มครองกัน
- วงเงินค่ารักษาพยาบาล (Medical Expenses): คือค่าหมอ ค่ายา ค่าห้องพัก และค่าผ่าตัดในโรงพยาบาลต่างประเทศ ตัวอย่างเช่น อาการไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลันที่ต้องผ่าตัดในญี่ปุ่นหรือยุโรป อาจมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 300,000 – 800,000 บาท หากเลือกแผนที่มีวงเงินแค่ 500,000 บาท คุณอาจต้องควักกระเป๋าจ่ายส่วนต่างเอง
- วงเงินเคลื่อนย้ายฉุกเฉินทางการแพทย์ (Emergency Medical Evacuation & Repatriation): คือค่าใช้จ่ายในการใช้รถพยาบาล เฮลิคอปเตอร์ หรือเครื่องบินพยาบาล (Air Ambulance) เพื่อย้ายผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลที่มีศักยภาพรักษา หรือพากลับมารักษาต่อที่ประเทศไทย ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงหลักล้านบาท ควรเลือกแผนที่ให้วงเงินส่วนนี้ตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป
เดินทางปีละกี่ครั้งถึงควรดูแผนรายปี?
หากคุณเดินทางไปต่างประเทศตั้งแต่ 3 – 4 ครั้งต่อปีขึ้นไป หรือมีจำนวนวันเดินทางรวมกันเกิน 25 – 30 วันต่อปี การเลือกซื้อประกันเดินทางแบบ แผนรายปี (Annual Plan) จะคุ้มค่ากว่าการซื้อแยกเป็นรายทริป (Single Trip) ทั้งในแง่ของค่าเบี้ยประกันที่ประหยัดกว่า และความสะดวกที่ไม่ต้องคอยกดซื้อใหม่ทุกครั้งก่อนบิน
- วิธีคำนวณจุดคุ้มทุน: ลองนำค่าเบี้ยประกันรายเที่ยวของทริปที่คุณวางแผนไว้ทั้งปีมารวมกัน (เช่น ไปญี่ปุ่น 7 วัน 2 ครั้ง + ไปยุโรป 10 วัน 1 ครั้ง รวมค่าเบี้ยรายเที่ยวประมาณ 3,500 – 4,500 บาท) แล้วนำไปเทียบกับเบี้ยแผนรายปีในระดับความคุ้มครองเดียวกันที่มักเริ่มต้นประมาณ 3,000 – 4,000 บาทเศษ
- เช็กจำนวนวันสูงสุดต่อทริป: แผนรายปีไม่ได้หมายความว่าคุณจะไปอยู่ต่างประเทศติดต่อกันได้ทั้งปี แต่จะมีเงื่อนไขกำหนด จำนวนวันเดินทางสูงสุดต่อทริป (Max Days per Trip) เช่น ไม่เกิน 90 วัน (เช่น กรุงเทพประกันภัย) หรือ 120 วันต่อการเดินทาง 1 ครั้ง แต่สามารถเดินทางกี่ครั้งก็ได้ในรอบปีกรมธรรม์
ทริปเล่นกีฬาที่มีความเสี่ยง ผู้สูงอายุ หรือเด็ก ต้องเช็กอะไรเพิ่ม?
หากทริปของคุณมีผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หรือมีแพลนทำกิจกรรมแอดเวนเจอร์ คุณต้องตรวจสอบ เกณฑ์อายุรับประกันภัย ข้อยกเว้นเรื่องกิจกรรมที่มีความเสี่ยงสูง และการลดลงของวงเงินคุ้มครองในกลุ่มผู้สูงอายุ ก่อนตัดสินใจซื้อเสมอ เพราะกรมธรรม์มาตรฐานอาจไม่ครอบคลุมความเสี่ยงเฉพาะกลุ่มเหล่านี้
- ทริปเล่นสกี ดำน้ำ หรือกีฬาผจญภัย: กิจกรรมอย่างการเล่นสกี สโนว์บอร์ด ดำน้ำลึก (Scuba Diving) ปีนเขา หรือบันจี้จัมพ์ มักถูกจัดอยู่ในข้อยกเว้นของแผนประกันทั่วไป คุณต้องเลือกบริษัทที่ระบุว่าคุ้มครองกีฬาเหล่านี้ในแผนหลัก (เช่น AXA ในบางแผน) หรือกดซื้อความคุ้มครองเสริม (Add-on) สำหรับกีฬาผจญภัยโดยเฉพาะ
- ทริปที่มีผู้สูงอายุ (อายุ 70 – 85 ปี): ต้องเช็กเพดานอายุสูงสุดที่บริษัทรับประกัน และต้องดูตารางผลประโยชน์อย่างละเอียด เพราะหลายกรมธรรม์จะปรับลดทุนประกันภัยและวงเงินค่ารักษาพยาบาลลง เช่น ลดเหลือ 50% สำหรับผู้ที่มีอายุ 75 – 80 ปี และลดเหลือ 25% สำหรับอายุ 80 – 85 ปี
- ทริปที่มีเด็กเล็ก: เด็กเล็กมีโอกาสป่วยกะทันหัน เช่น มีไข้สูงหรือท้องเสียได้ง่าย ควรเลือกแผนที่มีวงเงินผู้ป่วยนอก (OPD) สูง หรือมีบริการปรึกษาแพทย์ออนไลน์ (Telemedicine) เช่น MSIG รวมถึงเช็กความคุ้มครองกรณีผู้ปกครองต้องเลื่อนตั๋วเพื่ออยู่เฝ้าไข้บุตรในโรงพยาบาล
ก่อนซื้อประกันเดินทาง มีข้อยกเว้นและเงื่อนไขไหนที่คนมักมองข้าม?
ข้อยกเว้นและเงื่อนไขสำคัญที่นักเดินทางมักเข้าใจผิดมากที่สุดคือ การคิดว่าบริการไม่ต้องสำรองจ่ายสามารถเดินเข้าได้ทุกโรงพยาบาลทันที การไม่ทราบจำนวนชั่วโมงขั้นต่ำของไฟล์ทดีเลย์ และการกดซื้อประกันหลังจากผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองไปแล้ว รวมถึงข้อยกเว้นมาตรฐานอย่างอาการกำเริบของโรคประจำตัว (Pre-existing Conditions) และอุบัติเหตุที่เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์
ไม่ต้องสำรองจ่าย ใช้ได้ทุกโรงพยาบาลหรือไม่?
บริการประกันเดินทางแบบ ไม่ต้องสำรองจ่าย (Cashless) ไม่สามารถใช้ได้กับทุกโรงพยาบาลโดยอัตโนมัติ แต่จำกัดเฉพาะ โรงพยาบาลในเครือข่าย (Network Hospital) ของบริษัทประกันนั้นๆ และส่วนใหญ่ครอบคลุมเฉพาะกรณีที่ต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลเป็น ผู้ป่วยใน (IPD) เท่านั้น โดยผู้เอาประกันต้องโทรแจ้งศูนย์ช่วยเหลือฉุกเฉิน (Hotline) ให้ประสานงานก่อนเข้ารับการรักษาเสมอ
- ความแตกต่างระหว่าง IPD และ OPD: หากคุณมีอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย เช่น เป็นหวัด อาหารเป็นพิษ หรือข้อเท้าพลิก แล้วไปพบแพทย์เพื่อรับยากลับไปพักที่โรงแรม (ผู้ป่วยนอก หรือ OPD) บริษัทประกันส่วนใหญ่จะกำหนดให้คุณ สำรองจ่ายเงินไปก่อน แล้วค่อยนำใบเสร็จตัวจริงและใบรับรองแพทย์กลับมาเบิกคืนที่ไทย ยกเว้นคุณซื้อประกันของ Sompo หรือ MSIG (แผน Easy 1, 2, 3) สำหรับเดินทางไปญี่ปุ่น ที่รองรับการไม่ต้องสำรองจ่ายทั้ง OPD และ IPD เมื่อโทรแจ้งศูนย์ช่วยเหลือล่วงหน้า
- ทำไมต้องโทรแจ้ง Hotline ก่อนไปโรงพยาบาล: ศูนย์ช่วยเหลือฉุกเฉินต้องทำหน้าที่ตรวจสอบสิทธิ์ ค้นหาโรงพยาบาลคู่สัญญาที่ใกล้จุดที่คุณอยู่ที่สุด และส่งเอกสารค้ำประกันการจ่ายเงิน (Guarantee of Payment / Fax Claim) ไปยังโรงพยาบาล หากคุณเดินเข้าโรงพยาบาลนอกเครือข่ายหรือคลินิกเล็กๆ เองโดยไม่แจ้งล่วงหน้า คุณจะต้องสำรองจ่ายเองทั้งหมดแล้วนำเอกสารมาเคลมภายหลัง
เมื่อต้องสำรองจ่ายค่ารักษาแบบ OPD ในต่างประเทศ ให้แจ้งแพทย์และเคาน์เตอร์การเงินของโรงพยาบาลว่าขอ "Medical Certificate (ใบรับรองแพทย์) ที่ระบุอาการและผลการวินิจฉัยโรค (Diagnosis) เป็นภาษาอังกฤษอย่างชัดเจน" คู่กับใบเสร็จรับเงินตัวจริงที่แจกแจงรายการยา (Itemized Receipt) เสมอ เพราะใบเสร็จที่ระบุแค่ยอดเงินรวมเพียงอย่างเดียวจะไม่สามารถใช้เบิกเคลมที่ไทยได้
เที่ยวบินล่าช้ากี่ชั่วโมงจึงเคลมได้?
โดยทั่วไปประกันเดินทางต่างประเทศจะเริ่มจ่ายเงินชดเชยกรณีเที่ยวบินล่าช้า (Flight Delay) เมื่อเที่ยวบินดีเลย์ติดต่อกันตั้งแต่ 6 ชั่วโมงขึ้นไป นับจากเวลาออกเดินทางตามกำหนดการเดิม โดยจะจ่ายเป็นเงินชดเชยตามขั้นบันได (เช่น ทุกๆ 6 ชั่วโมง) จนถึงเพดานวงเงินสูงสุดที่ระบุไว้ในแผนประกัน
- สาเหตุความล่าช้าที่เคลมได้: ต้องเกิดจากเหตุสุดวิสัยที่ระบุในกรมธรรม์ เช่น สภาพอากาศเลวร้าย พายุไต้ฝุ่น พายุหิมะ ภัยธรรมชาติ เครื่องบินขัดข้องทางเทคนิค ปัญหาการซ่อมบำรุง หรือการประท้วงหยุดงานของพนักงานสายการบิน
- ข้อยกเว้นที่เคลมไฟล์ทดีเลย์ไม่ได้: หากสายการบินแจ้งเปลี่ยนแปลงตารางบินล่วงหน้าก่อนวันเดินทาง หรือคุณทราบข่าวการยกเลิกเที่ยวบินก่อนทำการซื้อประกัน จะไม่สามารถเคลมในหมวดนี้ได้
- หลักฐานสำคัญที่ต้องขอ: ต้องขอ หนังสือรับรองความล่าช้าจากสายการบิน (Flight Delay Certificate) ที่ระบุเวลาเดิม เวลาที่ออกเดินทางจริง และสาเหตุของความล่าช้าอย่างชัดเจน พร้อมเก็บ Boarding Pass ตัวจริงไว้เป็นหลักฐาน
ซื้อประกันหลังออกจากประเทศไทยแล้วคุ้มครองหรือไม่?
ประกันเดินทางต่างประเทศเกือบทุกบริษัท ไม่ให้ความคุ้มครองหากคุณกดซื้อกรมธรรม์หลังจากที่เดินทางผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) หรือหลังจากเครื่องบินออกเดินทางจากประเทศไทยไปแล้ว เนื่องจากเงื่อนไขมาตรฐานกำหนดให้การเดินทางต้องเริ่มต้นและสิ้นสุดที่ประเทศไทย และต้องทำรายการซื้อก่อนเริ่มการเดินทางเท่านั้น
- ควรซื้อล่วงหน้าตอนไหนดีที่สุด: แนะนำให้ซื้อประกันเดินทางทันทีหลังจากชำระเงินค่าตั๋วเครื่องบินและที่พักเรียบร้อยแล้ว (ซื้อล่วงหน้าได้สูงสุดหลายเดือนก่อนวันบิน เช่น Tune Travel หรือกรุงเทพประกันภัย) เพราะคุณจะได้รับความคุ้มครองในหมวด การยกเลิกการเดินทาง (Trip Cancellation) ทันที หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน เช่น ป่วยหนักจนต้องแอดมิทก่อนวันบิน คุณก็สามารถเคลมค่าตั๋วเครื่องบินและค่าโรงแรมที่ไม่สามารถขอคืนเงินได้
- หากลืมซื้อและอยู่ที่สนามบินแล้วต้องทำอย่างไร: คุณยังสามารถกดซื้อประกันเดินทางผ่านสมาร์ทโฟนได้ (เช่น Insurverse หรือ Tune Travel ที่เปิดให้ซื้อด่วนล่วงหน้าอย่างน้อย 2 ชั่วโมงก่อนเวลาเครื่องออก) ตราบใดที่ยังไม่ได้เดินผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ขาออก เพื่อให้ระบบออกกรมธรรม์และเริ่มเวลาคุ้มครองได้ทันท่วงที
มีบัตรเครดิต KTC อยู่แล้ว ยังต้องซื้อประกันเดินทางเพิ่มไหม?
แม้ผู้ถือบัตรเครดิต KTC จะได้รับสิทธิประโยชน์ความคุ้มครองประกันอุบัติเหตุการเดินทางทั้งในและต่างประเทศเมื่อชำระค่าบัตรโดยสารยานพาหนะสาธารณะด้วยบัตรเครดิต KTC อยู่แล้ว แต่ การซื้อประกันเดินทางต่างประเทศเพิ่มเติมยังคงจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ได้รับความคุ้มครองที่ครอบคลุมถึง อาการเจ็บป่วยกะทันหัน ค่ารักษาพยาบาลทั่วไป และเหตุฉุกเฉินนอกเวลาโดยสารยานพาหนะ
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ลองดูตารางเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างประกันที่มากับบัตรเครดิต กับประกันเดินทางต่างประเทศที่ซื้อแยกโดยเฉพาะ
*หมายเหตุ: เงื่อนไขความคุ้มครองประกันอุบัติเหตุการเดินทางของบัตรเครดิต KTC เป็นไปตามประเภทบัตรและข้อกำหนดของบริษัทประกันภัยพันธมิตร
ดังนั้น สูตรที่นักเดินทางมืออาชีพนิยมใช้คือ รูดซื้อตั๋วเครื่องบินและจองประกันเดินทางผ่านบัตรเครดิต KTC เพื่อให้ได้ความคุ้มครองสองเด้ง (Double Protection) ทั้งวงเงินประกันอุบัติเหตุก้อนใหญ่จากบัตรเครดิต และความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลแบบไม่ต้องสำรองจ่ายจากประกันเดินทางที่ซื้อเพิ่ม พร้อมรับคะแนนสะสม KTC FOREVER หรือโปรโมชั่นเครดิตเงินคืนจากพันธมิตรบริษัทประกันภัยไปพร้อมกัน
ซื้อประกันเดินทางและเตรียมเอกสารเคลมอย่างไร?
วิธีซื้อประกันเดินทางต่างประเทศและเตรียมพร้อมสำหรับการเคลมประกัน สามารถทำผ่านช่องทางออนไลน์ได้ง่ายๆ ใน 5 ขั้นตอนหลัก ดังนี้
- เลือกแผนประกันและระบุข้อมูลการเดินทาง: เลือกประเทศปลายทาง วันที่เริ่มต้นเดินทาง (นับตั้งแต่วันที่ออกจากบ้านไปสนามบิน) และวันที่เดินทางกลับถึงประเทศไทย (นับวันที่เครื่องลงจอดถึงไทยจริง)
- กรอกข้อมูลผู้เอาประกันให้ตรงกับพาสปอร์ต: ระบุชื่อ-นามสกุลภาษาอังกฤษ หมายเลขพาสปอร์ต และวันเดือนปีเกิดให้ถูกต้องทุกตัวอักษร
- ตรวจสอบรายละเอียดและชำระเงิน: เช็กตารางผลประโยชน์และข้อยกเว้น จากนั้นชำระเงินผ่านบัตรเครดิตเพื่อรับความคุ้มครองทันที
- รับกรมธรรม์ทางอีเมลและบันทึกเบอร์ฉุกเฉิน: ดาวน์โหลดไฟล์กรมธรรม์ (E-Policy) เก็บไว้ในสมาร์ทโฟน พิมพ์สำเนาพกติดตัว 1 ชุด และบันทึกเบอร์โทรศัพท์ศูนย์ช่วยเหลือฉุกเฉิน (24-Hour Assistance Hotline) ของบริษัทประกันไว้ในเครื่องทันที
- แจ้งเหตุและรวบรวมเอกสารต้นฉบับเมื่อเกิดเหตุ: หากเจ็บป่วยให้โทรแจ้งศูนย์ช่วยเหลือฉุกเฉินก่อนเข้าโรงพยาบาล และหากเกิดเหตุไฟล์ทดีเลย์หรือกระเป๋าหาย ให้ขอเอกสารรับรองจากสายการบินหรือตำรวจท้องถิ่นก่อนเดินทางกลับไทย
ก่อนชำระเงินต้องตรวจข้อมูลในกรมธรรม์อะไรบ้าง?
ในการทำตาม วิธีซื้อประกันเดินทางต่างประเทศ ให้ไร้ปัญหาเมื่อต้องใช้งานจริง ก่อนกดยืนยันชำระเงินคุณต้อง ตรวจกรมธรรม์ประกันเดินทาง ใน 4 จุดสำคัญ ได้แก่ ตัวสะกดชื่อ-นามสกุลภาษาอังกฤษ หมายเลขพาสปอร์ตเล่มปัจจุบัน วันและเวลาที่เริ่มและสิ้นสุดความคุ้มครอง และรายชื่อผู้รับผลประโยชน์ เพื่อป้องกันความคลาดเคลื่อนที่อาจทำให้โรงพยาบาลในต่างประเทศปฏิเสธการอนุมัติสิทธิ์
- ชื่อ-นามสกุลและเลขพาสปอร์ต: ต้องตรงกับหน้าพาสปอร์ตเล่มที่ใช้เดินทางจริง 100% (ระวังกรณีเพิ่งทำพาสปอร์ตเล่มใหม่แล้วเผลอกรอกเลขเล่มเก่า)
- วันเริ่มต้นและวันสิ้นสุดความคุ้มครอง: หากไฟลต์บินของคุณออกเวลา 01.00 น. ของวันที่ 10 แนะนำให้ซื้อประกันเริ่มตั้งแต่วันที่ 9 (วันที่คุณเดินทางออกจากบ้านไปสนามบิน) และวันสิ้นสุดควรเผื่อเวลาให้ตรงกับวันที่เครื่องลงจอดที่ประเทศไทยจริง (ระวังไฟลต์ข้ามคืนหรือการคำนวณ Time Zone ผิดพลาด)
เจ็บป่วยหรือกระเป๋าหายต่างประเทศ ต้องทำอะไรก่อนแจ้งเคลม?
เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินในต่างแดน วิธีเคลมประกันเดินทาง ให้ได้รับเงินชดเชยรวดเร็วและไม่ถูกปฏิเสธสินไหม คือการ ติดต่อศูนย์ช่วยเหลือฉุกเฉินของบริษัทประกันทันที และต้องขอเอกสารรับรองเหตุการณ์ฉบับจริงจากหน่วยงานท้องถิ่น (โรงพยาบาล สายการบิน หรือสถานีตำรวจ) ให้ครบถ้วนก่อนเดินทางออกจากประเทศนั้นๆ
กรณีเจ็บป่วยหรือเกิดอุบัติเหตุ
- หากต้องการใช้สิทธิ์ไม่ต้องสำรองจ่าย (IPD หรือ OPD ในแผนที่รองรับ) ให้โทรหา Hotline ของประกันทันทีเพื่อพาเข้าโรงพยาบาลคู่สัญญา
- หากต้องสำรองจ่ายไปก่อน ต้องเก็บ ใบรับรองแพทย์ฉบับจริง (Medical Report) ที่ระบุสาเหตุและอาการชัดเจน, ใบเสร็จรับเงินฉบับจริง (Original Receipt) ที่แจกแจงรายการค่าใช้จ่าย และสำเนาพาสปอร์ตหน้าที่มีตราประทับเข้า-ออกประเทศ
กรณีกระเป๋าเดินทางล่าช้า เสียหาย หรือสูญหาย
- หากกระเป๋าไม่มาตามสายพานหรือแตกเสียหาย ห้ามเดินออกจากบริเวณสายพานรับกระเป๋าเด็ดขาด ให้ติดต่อเคาน์เตอร์สายการบิน (Lost & Found / Baggage Claim) ทันทีเพื่อขอ เอกสารเคลมกระเป๋าหาย หรือใบแจ้งสัมภาระผิดปกติที่เรียกว่า PIR (Property Irregularity Report) ซึ่งสำคัญมากในการใช้ยื่นเคลม
- ถ่ายรูปสภาพความเสียหายของกระเป๋า (ทั้งภายนอกและภายใน) เก็บป้ายแท็กกระเป๋า (Baggage Tag) และ Boarding Pass ไว้ทั้งหมด
- หากถูกโจรกรรมหรือชิงทรัพย์นอกสนามบิน ต้องไปแจ้งความที่สถานีตำรวจท้องถิ่นภายใน 24 ชั่วโมง เพื่อขอใบแจ้งความ (Police Report) มาเป็นหลักฐานในการเคลม
ในกรณีที่กระเป๋าเดินทางล่าช้า (Baggage Delay) และคุณต้องซื้อเสื้อผ้าหรือของใช้ส่วนตัวที่จำเป็นระหว่างรอกระเป๋า ให้ เก็บใบเสร็จรับเงินทุกใบจากการซื้อของใช้จำเป็นเหล่านั้นไว้ด้วย เพราะบริษัทประกันหลายแห่งกำหนดให้ใช้ใบเสร็จซื้อของใช้จำเป็นควบคู่กับใบ PIR และเอกสารรับรองเวลาที่ได้รับกระเป๋าคืนจริงในการคำนวณยอดเงินชดเชย
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับประกันเดินทางต่างประเทศ
รวบรวมข้อสงสัยยอดฮิตที่นักเดินทางมักถามบ่อยที่สุดก่อนตัดสินใจซื้อและเคลมประกันเดินทางต่างประเทศ เพื่อให้คุณเตรียมตัวได้อย่างมั่นใจในทุกสถานการณ์
มีเจ้าไหนไม่ต้องสำรองจ่ายแบบ OPD (ผู้ป่วยนอก) บ้าง?
บริษัทที่โดดเด่นเรื่องการไม่ต้องสำรองจ่ายทั้งผู้ป่วยใน (IPD) และผู้ป่วยนอก (OPD) คือ Sompo (ซมโปะ) และ MSIG (เอ็ม เอส ไอ จี เฉพาะแผน Easy 1, 2 หรือ 3) สำหรับการเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น โดยผู้เดินทางต้องโทรติดต่อศูนย์ช่วยเหลือฉุกเฉิน (Assistance) ของบริษัทประกันเพื่อนัดหมายโรงพยาบาลในเครือข่ายก่อนเข้ารับการรักษา ส่วนบริษัทอื่นๆ จะเน้นไม่ต้องสำรองจ่ายในกรณีผู้ป่วยใน (IPD) เป็นหลัก แต่หลายบริษัทเริ่มมีบริการ Telemedicine ให้ปรึกษาแพทย์ออนไลน์และรับยาได้โดยไม่ต้องสำรองจ่ายเช่นกัน
โรงพยาบาลต่างประเทศปฏิเสธ Fax Claim จากประกันไทย ต้องทำอย่างไร?
หากเกิดกรณีโรงพยาบาลในต่างประเทศไม่รู้จักบริษัทประกันหรือระบบประสานงานขัดข้องจนไม่สามารถทำเรื่องไม่ต้องสำรองจ่ายได้ทัน คุณต้อง สำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลไปก่อน (แนะนำให้รูดจ่ายผ่านบัตรเครดิตเพื่อเก็บหลักฐานและไม่ต้องใช้เงินสด) จากนั้นให้ขอ ใบเสร็จรับเงินฉบับจริง (พร้อมรายละเอียดค่าใช้จ่าย) และ ใบรับรองแพทย์ (Medical Report) ที่เป็นภาษาอังกฤษ กลับมายื่นเบิกคืนกับบริษัทประกันที่ประเทศไทย ซึ่งปกติจะใช้เวลาพิจารณาคืนเงินประมาณ 15 วันทำการหลังได้รับเอกสารครบถ้วน
โรคประจำตัวกำเริบระหว่างเที่ยว ประกันเดินทางจ่ายไหม?
โดยหลักการมาตรฐาน ประกันเดินทางต่างประเทศจะไม่คุ้มครองโรคที่เป็นมาก่อนการเดินทางหรือโรคประจำตัว (Pre-existing Conditions) เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจที่กำเริบขึ้นมาระหว่างทริป ยกเว้นคุณจะเลือกซื้อแผนประกันระดับพรีเมี่ยมของบางบริษัทที่มีระบุเงื่อนไขพิเศษว่าให้ความคุ้มครองภาวะฉุกเฉินเฉียบพลันจากโรคประจำตัวเพื่อการพยุงชีพเบื้องต้น ดังนั้นผู้ที่มีโรคประจำตัวควรอ่านรายละเอียดข้อยกเว้นในกรมธรรม์และเตรียมยาประจำตัวไปให้เพียงพอเสมอ
เมาแล้วเกิดอุบัติเหตุ ประกันเดินทางรับผิดชอบค่ารักษาไหม?
ไม่รับผิดชอบในทุกกรณี หากตรวจสอบพบว่าผู้เอาประกันมีระดับแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่าที่กฎหมายหรือกรมธรรม์กำหนด (ปกติคือตั้งแต่ 50 – 150 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ขึ้นไป) ซึ่งถือเป็นข้อยกเว้นมาตรฐานของทุกบริษัทประกันภัย เนื่องจากจัดเป็นความประมาทจากการขาดสติ ผู้เดินทางจะต้องรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดด้วยตนเอง
การเลือกประกันเดินทางต่างประเทศที่เหมาะสมจากทั้ง 9 บริษัทชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็นสายเที่ยวญี่ปุ่นตัวจริงอย่าง Sompo และ MSIG สายดิจิทัลสุดคล่องตัวและคุ้มค่าอย่าง Thaivivat, Insurverse และ Tune Travel หรือสายมั่นคงระดับสากลอย่าง BKI, AXA, Allianz Ayudhya และ TIP จะช่วยปลดล็อกความกังวลเรื่องค่าหมอราคาแพงในต่างแดน ไฟล์ทดีเลย์ หรือกระเป๋าเดินทางสูญหาย ให้คุณและครอบครัวเอ็นจอยกับทุกโมเมนต์ของการท่องเที่ยวได้อย่างเต็มที่ และเพื่อให้ทุกทริปต่างประเทศของคุณทั้งอุ่นใจและคุ้มค่ากว่าเดิม อย่าลืมสมัครบัตรเครดิต KTC เป็นเพื่อนคู่ใจในทุกการเดินทาง ไม่ว่าจะใช้รูดซื้อตั๋วเครื่องบินเพื่อรับความคุ้มครองอุบัติเหตุการเดินทางเพิ่มอีกต่อ ใช้ชำระค่าเบี้ยประกันเดินทางพร้อมรับโปรโมชั่นเครดิตเงินคืนหรือคะแนนสะสมพิเศษจากบริษัทประกันชั้นนำที่ร่วมรายการ หรือใช้จ่ายในต่างแดนแบบไร้กังวล สำหรับใครที่ยังไม่มีบัตร สามารถดูรายละเอียดและสมัครบัตรเครดิต KTC ออนไลน์ได้ง่ายๆ เพื่อเตรียมพร้อมรับสิทธิประโยชน์ดีๆ ก่อนออกเดินทางในทริปต่อไปของคุณได้เลยครับ



