แค่เห็นไฟเตือนน้ำมันขึ้น หลายคนก็เริ่มคำนวณในใจว่าเดือนนี้ต้องควักเงินเพิ่มอีกเท่าไร เพราะ ค่าน้ำมันรถ เป็นรายจ่ายที่หลีกเลี่ยงได้ยาก โดยเฉพาะคนที่ต้องขับรถไปทำงาน รับส่งลูก หรือเดินทางออกต่างจังหวัดเป็นประจำ

ข่าวดีคือ การประหยัดค่าน้ำมันไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนรถใหม่หรือซื้ออุปกรณ์ราคาแพง เพียงปรับพฤติกรรมการขับขี่ วางแผนการเดินทาง และดูแลรถอย่างเหมาะสม ก็ช่วยลดการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงได้ตั้งแต่การเดินทางครั้งถัดไป รวมถึงการเลือกใช้สิทธิประโยชน์จากโปรโมชั่นหรือบัตรเครดิตก็ช่วยให้ ค่าน้ำมันรถ ที่เป็นค่าใช้จ่ายประจำคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น

ทำไมค่าน้ำมันถึงเป็นภาระใหญ่ของคนมีรถ และประหยัดได้จริงแค่ไหน?

ค่าน้ำมันเป็นภาระใหญ่เพราะเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นซ้ำทุกวันและควบคุมราคาเองไม่ได้ ต่างจากค่าใช้จ่ายอื่นที่วางแผนล่วงหน้าได้ ราคาน้ำมันผันผวนตามตลาดโลก ทำให้งบเดือนคลาดเคลื่อนอยู่เสมอ แต่ข่าวดีคือ การปรับพฤติกรรมการขับขี่และดูแลรถอย่างถูกวิธีสามารถลดค่าน้ำมันได้จริง 10–20% ต่อเดือน โดยไม่ต้องเปลี่ยนรถหรือลงทุนเพิ่ม สาเหตุหลักที่ทำให้ค่าน้ำมันบานปลายโดยไม่รู้ตัวมีทั้งพฤติกรรมการขับขี่ที่สิ้นเปลือง สภาพรถที่ไม่ได้ดูแล และการวางแผนการเดินทางที่ไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เราจะพาไปแก้ทีละจุดในบทความนี้

สรุป 7 วิธีประหยัดค่าน้ำมันแบบเห็นผลไว

วิธีประหยัดค่าน้ำมัน

วิธีปฏิบัติ

ช่วยประหยัดได้อย่างไร

เหมาะกับสถานการณ์

1. ออกตัวนุ่มนวล

ค่อย ๆ เหยียบคันเร่ง หลีกเลี่ยงการเร่งและเบรกกระชาก

ลดการใช้เชื้อเพลิงช่วงออกตัวและลดพลังงานที่สูญเสียไปกับการเบรก

ขับในเมือง รถติด หรือมีสัญญาณไฟจราจร

2. รักษาความเร็วคงที่

ขับด้วยความเร็วสม่ำเสมอประมาณ 80–90 กม./ชม. หรือตามกฎหมายและสภาพถนน

ลดการเร่งและผ่อนคันเร่งบ่อย ซึ่งเป็นสาเหตุให้รถกินน้ำมันมากขึ้น

เดินทางไกลหรือขับบนถนนที่รถไม่หนาแน่น

3. เช็กลมยาง

ตรวจลมยางอย่างน้อยเดือนละครั้งและเติมตามค่าที่ผู้ผลิตกำหนด

ลดแรงต้านระหว่างยางกับถนน ช่วยให้รถเคลื่อนที่ได้มีประสิทธิภาพขึ้น

ก่อนเดินทางไกลและใช้งานรถเป็นประจำ

4. นำของหนักออกจากรถ

เอาสัมภาระ กล่อง หรืออุปกรณ์ที่ไม่จำเป็นออกจากรถ รวมถึงถอดแร็กหลังคาเมื่อไม่ใช้

ลดน้ำหนักและแรงต้านอากาศ ทำให้เครื่องยนต์ไม่ต้องทำงานหนัก

รถที่บรรทุกของเป็นประจำหรือใช้แร็กหลังคา

5. ดับเครื่องยนต์เมื่อจอดรอนาน

ดับเครื่องเมื่อจอดรอเป็นเวลานานและอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย

ป้องกันการสิ้นเปลืองน้ำมันโดยที่รถไม่ได้เคลื่อนที่

รอรับคน จอดคุยโทรศัพท์ หรือจอดพักนาน

6. วางแผนเส้นทางและรวมธุระ

รวมหลายธุระไว้ในทริปเดียว ตรวจสอบรถติด และเลือกเส้นทางที่เหมาะสม

ลดจำนวนเที่ยว ระยะเวลาจอดติดเครื่อง และการเสียเวลาในจราจร

ซื้อของ รับพัสดุ หรือทำธุระหลายแห่งในวันเดียว

7. บำรุงรักษารถตามกำหนด

เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ไส้กรอง และตรวจเบรก ศูนย์ล้อ ยาง และระบบเครื่องยนต์

ช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานเต็มประสิทธิภาพและลดการสิ้นเปลืองผิดปกติ

รถที่ใช้งานมานานหรือใกล้ถึงระยะเข้าศูนย์

 

 

7 วิธีประหยัดค่าน้ำมันที่คนมีรถต้องรู้

1. ออกตัวนุ่มนวล ไม่เร่งหรือเบรกกระชาก

การเร่งเครื่องแรงทำให้เครื่องยนต์ใช้เชื้อเพลิงมากกว่าปกติ ส่วนการเบรกกะทันหันคือการสูญเสียพลังงานที่เพิ่งใช้เร่งรถไป

  • ค่อย ๆ เหยียบคันเร่งหลังออกตัว 
  • เว้นระยะจากรถคันหน้า 
  • มองไกลและถอนคันเร่งเมื่อเห็นไฟแดงหรือรถติด 
  • หลีกเลี่ยงการเร่งแล้วเบรกซ้ำ ๆ 

2. รักษาความเร็วให้คงที่ 

หากขับทางไกล ควรรักษาความเร็วให้สม่ำเสมอประมาณ 80–90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือตามความเร็วที่กฎหมายและสภาพถนนอนุญาต เพราะการเร่งและผ่อนคันเร่งบ่อยทำให้สิ้นเปลืองมากขึ้น หากรถมี Cruise Control สามารถใช้บนถนนโล่งและทางราบได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงการใช้บนถนนลื่น ทางโค้งมาก หรือเส้นทางจราจรหนาแน่น 

 


3. เช็กลมยางให้ตรงตามมาตรฐาน 

ยางอ่อนทำให้หน้ายางสัมผัสถนนมากขึ้น เกิดแรงต้านสูง และทำให้รถใช้กำลังมากกว่าเดิม ควรตรวจลมยางอย่างน้อยเดือนละครั้ง รวมถึงก่อนเดินทางไกล โดยอ้างอิงค่าที่ผู้ผลิตระบุบริเวณเสาประตูรถหรือคู่มือรถ ไม่ใช่ดูจากตัวเลขบนแก้มยาง แรงดันลมยางที่ต่ำกว่ามาตรฐานทุก 1 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว อาจทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันเพิ่มขึ้นประมาณ 2% แต่ตัวเลขจริงอาจแตกต่างตามรถและสภาพยาง  

4. นำของหนักที่ไม่จำเป็นออกจากรถ 

น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นทำให้รถต้องใช้พลังงานมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงออกตัวและขับขึ้นทางชัน ลองเคลียร์สิ่งของเหล่านี้ออกจากรถ 

  • อุปกรณ์หรือสัมภาระที่ไม่ได้ใช้เป็นประจำ 
  • กล่องสินค้าและของสะสมในห้องเก็บสัมภาระ 
  • แร็กหลังคาหรือกล่องสัมภาระที่ไม่ได้ใช้งาน 

หากต้องใช้แร็กหรือกล่องหลังคา ควรถอดออกเมื่อไม่จำเป็น เพราะอุปกรณ์เหล่านี้เพิ่มแรงต้านอากาศด้วย 

5. ดับเครื่องยนต์เมื่อจอดรอนาน 

การติดเครื่องยนต์ขณะจอดโดยไม่จำเป็นทำให้น้ำมันถูกใช้ไปโดยรถไม่ได้เคลื่อนที่ หากต้องจอดรอเป็นเวลานาน เช่น รอรับคนหรือจอดคุยโทรศัพท์ ควรดับเครื่องเมื่อทำได้อย่างปลอดภัย การติดเครื่องยนต์ทิ้งไว้ 10 นาทีอาจใช้น้ำมันประมาณ 200–400 ซีซี อย่างไรก็ตาม ไม่ควรดับเครื่องในสถานการณ์ที่ต้องรักษาความปลอดภัย เช่น อยู่ในพื้นที่เสี่ยง ต้องใช้ระบบปรับอากาศเพื่อป้องกันอันตรายจากความร้อน หรืออยู่ในการจราจรที่ยังเคลื่อนตัวได้  

6. วางแผนเส้นทางและรวมธุระในทริปเดียว 

การลดจำนวนเที่ยวที่ต้องขับช่วยลดค่าน้ำมันได้ทันที ลองจัดลำดับธุระตามเส้นทางและหลีกเลี่ยงช่วงรถติด 

  • รวมการซื้อของ รับพัสดุ และทำธุระไว้ในทริปเดียว 
  • ตรวจสอบสภาพจราจรก่อนออกเดินทาง 
  • เลือกเส้นทางที่ใช้เวลาและระยะทางเหมาะสม 

การวางแผนที่ดีไม่จำเป็นต้องเลือกเส้นทางที่สั้นที่สุดเสมอไป เพราะเส้นทางที่รถติดหนักอาจใช้น้ำมันมากกว่าเส้นทางที่ไกลขึ้นเล็กน้อยแต่รถเคลื่อนตัวต่อเนื่อง 

7. บำรุงรักษารถตามกำหนด 

รถที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์มีแนวโน้มใช้เชื้อเพลิงได้มีประสิทธิภาพกว่า ควรทำตามระยะในคู่มือรถ โดยเฉพาะรายการสำคัญ เช่น 

  • เปลี่ยนน้ำมันเครื่องและไส้กรองตามกำหนด 
  • ตรวจไส้กรองอากาศ 
  • ตรวจหัวเทียนหรือระบบจุดระเบิดในรถเครื่องยนต์เบนซิน 
  • ตรวจเบรกและศูนย์ล้อ หากรถมีอาการฝืดหรือดึง 
  • ตรวจรอยรั่วของระบบเชื้อเพลิง 
  • ตรวจลมยางและสภาพดอกยางเป็นประจำ 

อ้างอิงข้อมุลจาก https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/35/iid/81648 

เติมน้ำมันแบบไหนให้เหมาะกับรถและคุ้มค่าที่สุด?

น้ำมันที่เหมาะและคุ้มที่สุดไม่จำเป็นต้องเป็นชนิดที่ราคาถูกที่สุดหรือค่าออกเทนสูงที่สุด แต่ต้องเป็นเชื้อเพลิงที่ผู้ผลิตรถรับรอง ควรตรวจจากคู่มือรถหรือสติกเกอร์บริเวณฝาถัง แล้วเปรียบเทียบราคาต่อลิตรกับระยะทางที่วิ่งได้จริง หากรถรองรับน้ำมันหลายชนิด ให้ทดลองบันทึกค่าเชื้อเพลิงต่อกิโลเมตรอย่างน้อย 2–3 ถัง ก่อนตัดสินว่าชนิดใดคุ้มกับรถและเส้นทางประจำมากกว่า

จะรู้ได้อย่างไรว่ารถต้องเติมน้ำมันชนิดไหน?

วิธีที่แม่นยำที่สุดคือดู คู่มือประจำรถหรือข้อความบริเวณฝาถังน้ำมัน ซึ่งจะระบุทั้งชนิดเชื้อเพลิงและค่าออกเทนขั้นต่ำที่รองรับ เช่น Gasohol 91, Gasohol 95, E20 หรือดีเซล รถรุ่นเดียวกันแต่อาจต่างปีผลิตหรือเครื่องยนต์ ก็อาจรองรับเชื้อเพลิงไม่เหมือนกัน จึงไม่ควรตัดสินจากคำแนะนำของรถคันอื่นเพียงอย่างเดียว

ก่อนเติมควรตรวจสอบให้ครบ 3 เรื่อง ได้แก่

  • ประเภทเครื่องยนต์: เบนซินหรือดีเซล ห้ามเติมสลับกัน
  • ค่าออกเทนขั้นต่ำ: เติมได้เท่ากับหรือสูงกว่าค่าที่ผู้ผลิตกำหนด
  • สัดส่วนเอทานอลที่รองรับ: รถต้องได้รับการรับรองก่อนเติม E20 หรือเชื้อเพลิงที่มีเอทานอลในสัดส่วนสูง

หากข้อมูลบริเวณฝาถังไม่ชัดเจน ควรตรวจคู่มือรถ สอบถามศูนย์บริการ หรือค้นจากเว็บไซต์ทางการของผู้ผลิตโดยใช้รุ่นและปีผลิตให้ตรงกับรถของตนเอง

น้ำมัน 91, 95, E20 และดีเซลต่างกันอย่างไร?

ตัวเลข 91 และ 95 หมายถึงค่าออกเทน หรือความสามารถของน้ำมันในการต้านทานการจุดระเบิดก่อนเวลาที่เหมาะสม ไม่ได้หมายความว่าน้ำมัน 95 ให้พลังงานมากกว่า 91 หรือช่วยให้รถทุกคันแรงและประหยัดขึ้นเสมอ ส่วน E20 เป็นน้ำมันสำหรับเครื่องยนต์เบนซินที่มีเอทานอลผสมในสัดส่วนสูงขึ้น ขณะที่น้ำมันดีเซลใช้กับเครื่องยนต์คนละประเภทและไม่สามารถเติมแทนกันได้

ชนิดน้ำมัน

ลักษณะสำคัญ

เหมาะกับรถแบบไหน

ข้อควรระวัง

Gasohol 91

ค่าออกเทน 91

รถเบนซินที่ผู้ผลิตระบุว่ารองรับ

ห้ามใช้หากรถกำหนดขั้นต่ำเป็น 95

Gasohol 95

ค่าออกเทนสูงกว่า 91

รถเบนซินที่กำหนดให้ใช้ 95 หรือรองรับ 91 ขึ้นไป

ราคาสูงกว่าอาจไม่ทำให้รถที่ต้องการเพียง 91 ประหยัดขึ้น

E20

มีเอทานอลประมาณ 20%

รถเบนซินที่ระบุว่ารองรับ E20

ไม่ควรเติมในรถที่ไม่ได้รับการรับรอง

ดีเซล

ออกแบบสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล

รถที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลและรองรับสูตรที่ระบุ

ห้ามเติมในรถเบนซิน และควรเช็กข้อกำหนดของรถรุ่นเก่า

 

เติมน้ำมันออกเทนสูงกว่าที่รถกำหนด คุ้มค่าหรือไม่?

หากคู่มือระบุว่าใช้ค่าออกเทน 91 ได้ การเปลี่ยนไปเติม 95 อาจไม่ทำให้แรงขึ้นหรือประหยัดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะเครื่องยนต์ไม่ได้ถูกออกแบบให้ใช้ประโยชน์จากค่าออกเทนที่สูงขึ้นเสมอไป แต่ถ้าคู่มือกำหนดให้ใช้ขั้นต่ำ 95 ก็ควรปฏิบัติตาม ไม่ควรลดมาเติม 91 เพียงเพราะราคาถูกกว่า เนื่องจากอาจทำให้สมรรถนะลดลง เครื่องยนต์ทำงานไม่เหมาะสม หรือเกิดเสียงเขกได้ในบางสภาวะ

กรณีคู่มือใช้คำว่า “แนะนำ” กับ “ขั้นต่ำ” ควรอ่านเงื่อนไขให้ละเอียด เพราะบางรุ่นอาจใช้ค่าออกเทนต่ำกว่าได้ แต่สมรรถนะหรือความประหยัดอาจลดลง ขณะที่บางรุ่นกำหนดค่าออกเทนขั้นต่ำที่ต้องใช้ชัดเจน

น้ำมันราคาถูกกว่าช่วยประหยัดจริงหรืออาจสิ้นเปลืองกว่าเดิม?

น้ำมันที่ราคาต่อลิตรถูกกว่าอาจช่วยลดค่าใช้จ่ายต่อครั้ง แต่ไม่ได้แปลว่าจะมี ต้นทุนต่อกิโลเมตร ต่ำกว่าเสมอไป โดยเฉพาะเชื้อเพลิงที่มีเอทานอลมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้รถบางรุ่นวิ่งได้ระยะทางต่อลิตรลดลงเล็กน้อย จึงควรเปรียบเทียบจากค่าใช้จ่ายจริงด้วยสูตรต่อไปนี้

ค่าเชื้อเพลิงต่อกิโลเมตร = เงินที่จ่ายเติมน้ำมัน ÷ ระยะทางที่ขับได้

ตัวอย่าง หากเติมน้ำมันชนิดหนึ่ง 1,400 บาทแล้ววิ่งได้ 500 กิโลเมตร จะมีต้นทุน 2.80 บาทต่อกิโลเมตร แต่หากน้ำมันอีกชนิดราคาแพงกว่า เติม 1,500 บาทแล้ววิ่งได้ 560 กิโลเมตร ต้นทุนจะอยู่ที่ประมาณ 2.68 บาทต่อกิโลเมตร ซึ่งอาจคุ้มกว่าถึงแม้ยอดชำระต่อถังสูงกว่า


Pro-Tips ประหยัดน้ำมันที่คนส่วนใหญ่มองข้าม 

  • เปิดแอร์อย่างถูกวิธี: การเปิดแอร์เย็นจัดตลอดเวลาทำให้คอมเพรสเซอร์แอร์ทำงานหนักตลอดเวลา ควรตั้งอุณหภูมิที่ 25 องศาเซลเซียส และใช้การปรับระดับแรงลมแทน 
  • ใช้ความเร็วสะสมก่อนขึ้นเนิน การกดคันเร่งส่งความเร็วก่อนถึงทางลาดชัน จะใช้พลังงานน้อยกว่าการไปกระทืบคันเร่งกลางเนินเพื่อเค้นกำลังเครื่องยนต์ 
  • ตรวจสอบศูนย์ล้อ (Wheel Alignment)  ล้อที่ไม่ได้ศูนย์ทำให้ยางเสียดสีถนนผิดมุม เพิ่มแรงต้านโดยไม่รู้ตัว ควรเช็กทุก 10,000–20,000 กม. หรือเมื่อรู้สึกว่ารถดึงไปข้างใดข้างหนึ่ง  
  • เลือกใช้น้ำมันตามค่าออกเทนที่รถต้องการจริง ไม่จำเป็นต้องเติมเกรดสูงกว่าที่คู่มือระบุ เพราะไม่ได้ช่วยประหยัดเพิ่มแต่จ่ายแพงขึ้นโดยเปล่าประโยชน์ 
  • สะสมแต้ม-รับเครติตเงินคืนทุกครั้งที่เติมน้ำมัน ผ่านบัตรเครดิตที่มีโปรโมชั่นที่ปั๊มน้ำมันโดยเฉพาะ ถือเป็นวิธีประหยัด "ทางอ้อม" ที่ไม่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่เลย แต่ได้เงินคืนเข้ากระเป๋าทุกเดือน 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเติมน้ำมันและการประหยัดค่าน้ำมัน (FAQ) 

Q:เติมน้ำมันเต็มถังหรือครึ่งถัง แบบไหนประหยัดกว่ากัน? 

A: น้ำมันเต็มถังเพิ่มน้ำหนักรถเล็กน้อย แต่สำหรับการใช้งานทั่วไป ความแตกต่างมักไม่มากพอให้ต้องแวะเติมบ่อย เพราะการขับอ้อมเข้าปั๊มอาจสิ้นเปลืองกว่า เลือกเติมตามเส้นทาง งบประมาณ และระยะทางที่จะใช้ โดยไม่ควรปล่อยน้ำมันต่ำจนเสี่ยงหมดกลางทาง 

Q: ควรขับรถด้วยความเร็วเท่าไรจึงประหยัดน้ำมันที่สุด? 

A: ไม่มีความเร็วเดียวที่ประหยัดที่สุดสำหรับรถทุกคัน เพราะขึ้นอยู่กับเครื่องยนต์ เกียร์ รูปทรงรถ และสภาพถนน หลักที่ใช้ได้จริงคือขับตามกฎหมาย รักษาความเร็วให้สม่ำเสมอ และไม่ขับเร็วเกินจำเป็น หากต้องเร่งและเบรกบ่อย แม้ความเร็วเฉลี่ยไม่สูงก็อาจสิ้นเปลืองได้ 

Q: เติมน้ำมันออกเทนสูงช่วยให้รถประหยัดขึ้นไหม? 

A: ไม่เสมอไป ควรเติมชนิดและค่าออกเทนขั้นต่ำตามคู่มือหรือฝาถังน้ำมัน หากรถไม่ได้ออกแบบให้ได้ประโยชน์จากออกเทนสูง การจ่ายแพงขึ้นอาจไม่ทำให้วิ่งได้ไกลขึ้นอย่างคุ้มค่า แต่ห้ามเติมต่ำกว่าข้อกำหนด เพราะอาจกระทบสมรรถนะและเครื่องยนต์ 

Q: เติมน้ำมันตอนเช้าช่วยประหยัดจริงหรือไม่? 

A: ไม่เป็นความจริง สำหรับปั๊มน้ำมันสมัยใหม่ในไทยจะกักเก็บน้ำมันไว้ในถังใต้ดินที่มีการควบคุมอุณหภูมิให้คงที่ตลอดเวลา ประกอบกับมีระบบชดเชยอุณหภูมิ (Automatic Temperature Compensation) ทำให้ปริมาณน้ำมันที่จ่ายจริงแทบไม่ต่างกันไม่ว่าจะเติมตอนเช้าหรือกลางวัน ความแตกต่างที่เคยเชื่อกันจึงมีผลน้อยมากในทางปฏิบัติ ไม่ควรยึดเป็นวิธีประหยัดหลัก 

Q: ขับรถเกียร์ธรรมดาหรือเกียร์อัตโนมัติประหยัดน้ำมันกว่ากัน? 

A: รถเกียร์อัตโนมัติรุ่นใหม่ที่มีระบบ CVT หรือเกียร์หลายจังหวะในปัจจุบันประหยัดน้ำมันได้ใกล้เคียงหรือดีกว่าเกียร์ธรรมดาในบางกรณี เพราะคอมพิวเตอร์ควบคุมรอบเครื่องยนต์ได้แม่นยำกว่าการเปลี่ยนเกียร์ด้วยมือ ความแตกต่างที่แท้จริงจึงขึ้นอยู่กับพฤติกรรมผู้ขับมากกว่าประเภทเกียร์ 

Q: น้ำมัน E20 หรือ Gasohol 95 ประหยัดกว่ากัน?  

A: Gasohol 95 ให้ระยะทางไกลกว่า ต่อปริมาณ 1 ลิตรเนื่องจากมีค่าความร้อนสูงกว่า แต่ E20 มีราคาต่อลิตรที่ถูกกว่า การเลือกใช้จึงขึ้นอยู่กับว่าราคาต่างกันมากพอที่จะชดเชยอัตราสิ้นเปลืองได้หรือไม่ 

การประหยัดค่าน้ำมันที่เห็นผลไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการเปลี่ยนรถ เพียงวางแผนเส้นทาง ขับอย่างนุ่มนวล รักษาความเร็วให้เหมาะสม เช็กลมยาง ลดสัมภาระที่ไม่จำเป็น และดูแลรถตามระยะ ก็ช่วยให้ทุกลิตรถูกใช้อย่างคุ้มค่าขึ้น 

นอกจากลดปริมาณน้ำมันที่ใช้แล้ว การเลือกช่องทางชำระเงินให้ตรงกับปั๊มที่เติมประจำยังช่วยเพิ่มความคุ้มค่าได้อีกทาง สำหรับผู้ที่ใช้บริการสถานีบางจากเป็นประจำ สามารถพิจารณา บัตรเครดิต KTC - BANGCHAK PLATINUM MASTERCARD ไม่มีค่าธรรมเนียมรายปี รายได้รวมเริ่มต้น 15,000 บาท และรับเงินคืน 1% เมื่อเติมน้ำมันที่สถานีบริการน้ำมันบางจากตามเงื่อนไขที่กำหนด นอกจากนี้ยังมีบัตรเครดิตใบอื่นๆ ที่ตอบโจทย์การใช้จ่ายในชีวิตประจำวันให้เลือกสมัคร หากอยากได้สิทธิประโยชน์และสิทธิพิเศษเพิ่มเติม สมัครบัตรเครดิต KTC ได้เลย สมัครออนไลน์ด้วยตัวเองได้ตลอด  24 ชั่วโมง  

 

คุ้มค่าทุกการใช้จ่าย นึกถึงบัตรเครดิต  KTC