ช่วงหน้าฝนหากใครดูแลตัวเองไม่ดีอาจต้องเผชิญปัญหาสุขภาพหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นโรคในหน้าฝนหรือความชื้นที่ลอยอยู่ในอากาศ กลิ่นอับแทรกซึมทุกห้อง เสื้อผ้าตากไม่แห้ง ผนังขึ้นรา จนทำให้บางคนเริ่มมีอาการแพ้ เครื่องลดความชื้นจึงกลายเป็นไอเทมที่คนไทยให้ความสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในคอนโด บ้านที่ไม่ค่อยโดนแดด หรือบ้านที่มีผู้ป่วยภูมิแพ้ และเพื่อให้หลาย ๆ คนได้ตัดสินใจง่ายขึ้นว่าจะซื้อเครื่องลดความชื้นมาติดบ้านไว้ดีหรือไม่ บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักกับเครื่องลดความชื้นตั้งแต่หลักการทำงาน ประโยชน์ที่จับต้องได้ ไปจนถึงวิธีเลือกให้เหมาะกับบ้านของคุณในหน้าฝนนี้
เครื่องลดความชื้นคืออะไร?
หลักการทำงานของเครื่องลดความชื้น
เครื่องลดความชื้น หรือ Dehumidifier คืออุปกรณ์ไฟฟ้าที่ทำหน้าที่ดึงความชื้นออกจากอากาศในห้อง โดยมีกระบวนการทำงานที่ไม่ซับซ้อน ดังนี้
1. ดูดอากาศชื้นเข้า พัดลมภายในเครื่องดึงอากาศจากห้องเข้ามา
2. กลั่นความชื้นออก อากาศผ่านขดท่อเย็น ทำให้ไอน้ำกลั่นตัวเป็นหยดน้ำและไหลลงถังเก็บ
3. ปล่อยอากาศแห้งกลับห้อง อากาศที่ผ่านกระบวนการแล้วจะถูกปล่อยกลับเข้าห้องในสภาพที่แห้งและเบาขึ้น
ต่างจากการเปิดพัดลมหรือเปิดหน้าต่างตรงที่ การเปิดหน้าต่างในหน้าฝนมักดึงความชื้นจากภายนอกเข้ามามากกว่าระบายออก ส่วนพัดลมเพียงแค่เคลื่อนย้ายอากาศ ไม่ได้กำจัดความชื้นออกจริงๆ เครื่องลดความชื้นจึงเป็นตัวเลือกเดียวที่แก้ที่ต้นเหตุได้โดยตรง
เครื่องลดความชื้นมีกี่ประเภท?
ในตลาดปัจจุบัน เครื่องลดความชื้นแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทหลัก
1. แบบคอมเพรสเซอร์ (Compressor Type) ทำงานคล้ายกับแอร์หรือตู้เย็น ใช้ขดท่อทำความเย็นในการกลั่นไอน้ำ เหมาะกับสภาพอากาศร้อนชื้นอย่างประเทศไทย ประสิทธิภาพดี ราคาสมเหตุสมผล
2. แบบดูดซับ (Desiccant Type) ใช้สารดูดความชื้น เช่น ซิลิกาเจล ในการดึงไอน้ำออกจากอากาศ ทำงานได้ดีในอุณหภูมิต่ำหรือพื้นที่ที่แอร์ไม่ถึง แต่ในสภาพอากาศร้อนของไทยอาจไม่คุ้มค่าเท่าแบบแรก
3. แบบขนาดเล็กสำหรับพื้นที่จำกัด (Mini/Portable Type) เหมาะสำหรับตู้เสื้อผ้า ห้องน้ำ หรือห้องเก็บของ ราคาถูก แต่ความสามารถในการลดความชื้นมีจำกัด เหมาะสำหรับพื้นที่ขนาดเล็กเท่านั้น
แนะนำ 5 เครื่องลดความชื้น กำจัดความชื้น ยี่ห้อไหนดี
1. Xiaomi เครื่องดูดความชื้น Smart Dehumidifier
ราคาโดยประมาณ: 9,890 บาท
Xiaomi Smart Dehumidifier เครื่องดูดความชื้นประสิทธิภาพสูงที่รองรับการใช้งานครอบคลุมพื้นที่ 45 ตารางเมตร ด้วยกำลังดูดสูงสุด 22 ลิตรต่อวัน โดดเด่นด้วยการทำงานที่เงียบสนิทเพียง 35.6 dB(A) ในโหมด Sleep มาพร้อมถังน้ำขนาด 4.5 ลิตร ที่หยุดทำงานอัตโนมัติเมื่อน้ำเต็ม หรือเลือกต่อสายระบายน้ำเพื่อการใช้งานที่ต่อเนื่อง ตัวเครื่องเคลื่อนย้ายสะดวกด้วยล้อลาก พร้อมโหมดอัจฉริยะ 3 รูปแบบ (อัตโนมัติ/ตากผ้า/นอนหลับ) และรองรับการสั่งการด้วยเสียงผ่าน Google Assistant หรือ Alexa เพื่อการใช้ชีวิตที่สมาร์ทและสะดวกสบายยิ่งขึ้นในทุกวัน
2. BWELL เครื่องดูดความชื้น รุ่น BDH-26
ราคาโดยประมาณ: 15,990 บาท
เครื่องลดความชื้น BWELL ประสิทธิภาพสูง 26 ลิตร/วัน ควบคุมความชื้นแม่นยำ 40% - 70%RH ด้วยระบบคอมเพรสเซอร์และเซนเซอร์อัจฉริยะ ช่วยยับยั้งเชื้อราและกลิ่นอับต้นเหตุของภูมิแพ้ ตัวเครื่องออกแบบมาให้อ่อนโยนและปลอดภัยเป็นพิเศษสำหรับเด็กทารกและผู้ป่วย พร้อมฟังก์ชันครบครันที่ตอบโจทย์การดูแลสุขภาพอย่างมืออาชีพ
3. INKBIRD เครื่องลดความชื้นพร้อมไฟ LED 7 สี 1100 มล.
ราคาโดยประมาณ: 2,849 บาท
INKBIRD เครื่องลดความชื้นอัจฉริยะรุ่นกะทัดรัด มาพร้อมถังน้ำขนาด 1,100 มล. ครอบคลุมพื้นที่ได้ถึง 3,000 ลูกบาศก์ฟุต โดดเด่นด้วยดีไซน์น้ำหนักเบาเพียง 1.56 กก. พร้อมหูจับเคลื่อนย้ายสะดวกและไฟ LED ปรับได้ 7 สี ช่วยเพิ่มบรรยากาศให้ห้องทำงานหรือห้องนอน ตัวเครื่องทำงานเงียบพิเศษต่ำกว่า 30 เดซิเบล มั่นใจในความปลอดภัยด้วยระบบหยุดทำงานอัตโนมัติเมื่อน้ำเต็ม เหมาะอย่างยิ่งสำหรับพื้นที่จำกัด เช่น ห้องแต่งตัว หรือสำนักงาน เพื่อสร้างอากาศที่สะอาดและสดชื่นอย่างต่อเนื่องในทุกวัน
4. LG เครื่องลดความชื้น LG PuriCare Dehumidifier 23
ราคาโดยประมาณ: 15,000 บาท
เครื่องลดความชื้น LG มาในดีไซน์กระทัดรัด ใช้งานง่าย สั่งงานได้ผ่านแอปพลิเคชั่น โดยการตรวจจับระดับความชื้นในอากาศ เครื่องจะปรับการทำงานของคอมเพรสเซอร์และความเร็วพัดลมโดยอัตโนมัติ เพื่อให้ได้อากาศที่สดชื่น และไม่ต้องกังวลเรื่องเสียงว่าจะรบกวนการพักผ่อน เพราะเครื่องนี้ทำงานค่อนข้างเงียบ ต่ำกว่า 32 เดซิเบล ซึ่งถือว่าเบามาก
5. SHARP เครื่องลดความชื้น รุ่น DW-D20A-W 50 ตารางเมตร
ราคาโดยประมาณ: 10,990 บาท
เครื่องลดความชื้นช่วยรักษาระดับความชื้นในบ้าน ช่วยลดความชื้นภายในบ้านให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ลดการเกิดเชื้อรา ลดกลิ่นอับในห้องด้วยโหมดลดความชื้น 3 ระดับ เลือกได้ทั้งความเร็วสูง ต่ำ และอัตโนมัติ และยังมีโหมด Laundry Mode โหมดเป่าผ้า ช่วยให้ตากผ้าในร่มได้แม้วันฝนตก และทำให้ผ้าไม่เหม็นอับเพราะมี Plasmacluster ที่ช่วยลดแบคทีเรียและป้องกันกลิ่นเหม็นอับ
ความชื้นในบ้านสูง ส่งผลอะไรกับการใช้ชีวิต?
ผลกระทบต่อสุขภาพ
ความชื้นสัมพัทธ์ที่เหมาะสมสำหรับการอยู่อาศัยคือ 40–60% เมื่อความชื้นสูงเกินกว่านั้นอย่างต่อเนื่อง จะเกิดการแพร่พันธุ์ของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่ส่งผลต่อสุขภาพโดยตรง
- เชื้อรา เจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ที่มีความชื้นสูง สปอร์ของเชื้อราล่องลอยในอากาศและเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจได้ง่าย
- ไรฝุ่น ชื่นชอบสภาพแวดล้อมที่อบอุ่นและชื้น มักอาศัยอยู่ในที่นอน หมอน พรม และเฟอร์นิเจอร์ผ้า
- สารก่อภูมิแพ้ ทั้งจากเชื้อราและไรฝุ่นสามารถกระตุ้นให้เกิดอาการ คัดจมูก น้ำมูกไหล ไอจาม จาม หายใจไม่สะดวก หรือผื่นคันได้ โดยเฉพาะในเด็กเล็กและผู้ที่มีภูมิแพ้อยู่แล้ว
ผลกระทบต่อบ้านและของใช้
ความเสียหายจากความชื้นสูงไม่ได้จำกัดอยู่แค่สุขภาพ แต่ยังกัดกร่อนบ้านและทรัพย์สินของคุณอย่างเงียบๆ
- ผนังขึ้นราและสีลอก โดยเฉพาะห้องที่ไม่โดนแดดและมีอากาศถ่ายเทน้อย
- เฟอร์นิเจอร์ไม้บวมและพังเร็ว ความชื้นทำให้ไม้ขยายตัว ข้อต่อหลวม และเสียรูปทรง
- เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋าหนัง มีกลิ่นอับ ขึ้นรา โดยเฉพาะของที่เก็บในตู้ปิดสนิทหรือห้องที่ไม่มีการระบายอากาศ
- อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เสื่อมเร็ว ความชื้นเป็นศัตรูตัวฉกาจของอุปกรณ์ไฟฟ้า โดยเฉพาะที่เก็บไว้ในห้องชื้น
แค่เปิดแอร์หรือโหมด Dry เพียงพอไหม?
แอร์ช่วยลดอุณหภูมิ แต่คุมความชื้นได้แค่ไหน?
แอร์บ้านทั่วไปมีหน้าที่หลักในการ ลดอุณหภูมิ ไม่ใช่ลดความชื้น แม้ว่าขดท่อของแอร์จะดึงความชื้นได้บ้างเป็นผลพลอยได้ แต่ก็ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อควบคุมระดับความชื้นโดยเฉพาะ ส่วนโหมด Dry บนรีโมตแอร์นั้น แม้จะลดความเร็วพัดลมและเน้นการกำจัดความชื้นมากขึ้น แต่ก็ยังจำกัดอยู่แค่บริเวณที่แอร์ครอบคลุมถึง
กรณีที่แอร์ไม่ตอบโจทย์
มีหลายสถานการณ์ที่แอร์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาความชื้นได้
- ห้องที่มีอากาศถ่ายเทน้อย เช่น ห้องน้ำ ห้องเก็บของ ห้องใต้บันได ที่ไม่ได้ติดแอร์
- บ้านที่ไม่ค่อยโดนแสงแดด อย่างบ้านที่ถูกอาคารข้างเคียงบัง ความชื้นจะสะสมและไม่ระเหยออกตามธรรมชาติ
- เปิดแอร์แล้วแต่ยังรู้สึกอับ นั่นอาจหมายความว่าระดับความชื้นสัมพัทธ์ยังสูงเกินไป แม้อุณหภูมิจะเย็น
- พื้นที่ตากผ้าในร่ม แอร์ไม่ช่วยให้ผ้าแห้งได้เร็วขึ้นในหน้าฝน
เครื่องลดความชื้นช่วยแก้ปัญหาอะไรได้จริงบ้าง?
1.ลดกลิ่นอับและเชื้อรา
เมื่อระดับความชื้นในห้องลดลงต่ำกว่า 60% เชื้อราและแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดกลิ่นจะเจริญเติบโตได้ยากขึ้น ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดคืออากาศในห้องสดชื่นขึ้น กลิ่นอับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และผนังหรือมุมห้องที่เคยมีราดำก็จะไม่เกิดซ้ำหากใช้ร่วมกับการทำความสะอาด
2.ช่วยให้ผ้าแห้งไวขึ้นในหน้าฝน
อากาศแห้งดูดความชื้นออกจากเส้นใยผ้าได้เร็วกว่าอากาศชื้นหลายเท่า เครื่องลดความชื้นที่มีโหมดตากผ้าจะปรับการทำงานให้เหมาะกับการระเหยความชื้นจากผ้าโดยเฉพาะ ทำให้ผ้าแห้งเร็วขึ้นได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง แม้จะตากในห้องปิด
3.ทำให้อากาศในบ้านสบายขึ้น นอนหลับดีขึ้น
ความรู้สึกอบอ้าว ในหน้าฝนมักเกิดจากความชื้นสูง ไม่ใช่อุณหภูมิสูง เมื่อความชื้นลดลง ร่างกายระบายความร้อนได้ดีขึ้น รู้สึกเบาสบาย และนอนหลับพักผ่อนได้ดีกว่าในคืนที่อากาศอับชื้น นี่คือประโยชน์ที่ผู้ใช้หลายคนบอกว่าสังเกตเห็นความต่างได้ตั้งแต่คืนแรก
บ้านแบบไหน "ควรมี" เครื่องลดความชื้นเป็นพิเศษ?
บ้านคนเมือง / คอนโด
ห้องในคอนโดมักเป็นพื้นที่ปิด มีการระบายอากาศตามธรรมชาติน้อย ความชื้นจึงสะสมง่าย ยิ่งถ้าอาศัยอยู่ชั้นต่ำหรือด้านที่ไม่รับแสงแดด โอกาสที่ผนังจะขึ้นราและกลิ่นอับจะก่อตัวยิ่งสูงขึ้น เครื่องลดความชื้นในสเกลขนาดเล็กถึงกลางเหมาะมากสำหรับไลฟ์สไตล์แบบนี้
บ้านที่มีเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือคนเป็นภูมิแพ้
กลุ่มที่มีภูมิคุ้มกันไวกว่าปกติอย่างเด็กเล็กและผู้สูงอายุมีความเสี่ยงสูงกว่าในการได้รับผลกระทบจากสารก่อภูมิแพ้ในอากาศ หากบ้านมีสมาชิกในกลุ่มนี้ การควบคุมระดับความชื้นให้อยู่ในช่วงเหมาะสมถือเป็นการลงทุนด้านสุขภาพที่คุ้มค่ามาก
บ้านที่ต้องตากผ้าในร่มบ่อย
ในหน้าฝนที่ฝนตกหลายวันติดต่อกัน การตากผ้าในร่มกลายเป็นสิ่งจำเป็น แต่ผ้าที่แห้งช้าจะปล่อยความชื้นออกมาสะสมในห้องเพิ่มขึ้นอีก เป็นวงจรที่ทำให้ทั้งห้องยิ่งอับมากขึ้น เครื่องลดความชื้นที่มีโหมดตากผ้า (Laundry Mode) ช่วยตัดวงจรนี้ได้โดยตรง
เลือกเครื่องลดความชื้นยังไงให้เหมาะกับบ้านคนไทย?
1.ดูจากขนาดห้อง
ขนาดห้องเป็นปัจจัยแรกที่ต้องพิจารณา โดยทั่วไปเครื่องลดความชื้นจะระบุขนาดห้องสูงสุดที่รองรับได้ เช่น 20 ตร.ม. / 30 ตร.ม. / 50 ตร.ม. การเลือกเครื่องที่เล็กเกินไปจะทำให้ทำงานหนักเกินไปและประสิทธิภาพลดลง ควรเลือกให้ตรงหรือเกินขนาดห้องจริงเล็กน้อย
2.ดูจากปริมาณการลดความชื้นต่อวัน
ตัวเลขที่ระบุในสเปคมักเป็น "ลิตร/วัน" เช่น 10L/day หรือ 20L/day ยิ่งตัวเลขสูง ยิ่งดึงความชื้นออกได้มากในช่วงเวลาเดียวกัน สำหรับบ้านในเมืองไทยหน้าฝนที่ความชื้นสูงมาก ควรเลือกเครื่องที่มีขีดความสามารถเผื่อไว้ด้วย
3.ฟังก์ชันที่ควรมีในหน้าฝน
- โหมดตากผ้า (Laundry Mode) ปรับการทำงานให้เน้นระเหยความชื้นจากผ้าโดยเฉพาะ
- ตัดไฟอัตโนมัติเมื่อถังเต็ม ป้องกันน้ำล้นและปลอดภัยกว่า
- เสียงเงียบ สำคัญมากหากวางไว้ในห้องนอนหรือห้องทำงาน
- ประหยัดไฟ ดูค่าวัตต์ประกอบ และหากมีระบบอัตโนมัติปรับตามระดับความชื้นจะยิ่งช่วยประหยัดค่าไฟได้
- ระบบปรับตั้งค่าความชื้น ช่วยให้เครื่องหยุดทำงานอัตโนมัติเมื่อความชื้นลดถึงระดับที่ตั้งไว้ ไม่ต้องเปิดทิ้งไว้ตลอด
สำหรับบ้านที่เจอปัญหากลิ่นอับ ผนังขึ้นรา ผ้าแห้งช้า หรือมีสมาชิกที่มีภูมิแพ้ เครื่องลดความชื้นจะช่วยดูแลได้ทั้งตัวบ้านที่ไม่ขึ้นราง่าย เฟอร์นิเจอร์ที่อยู่ทนขึ้น เสื้อผ้าและของใช้ที่ไม่มีกลิ่นอับ รวมถึงสุขภาพของคนในบ้านที่แข็งแรงขึ้นเพราะหายใจอากาศที่สะอาดและแห้งกว่า นอกจากนี้เครื่องลดความชื้นยังหาซื้อง่าย โดยเฉพาะช่วงหน้าฝนแบบนี้ห้างสรรพสินค้าหลายแห่ง อย่างห้างเซ็นทรัลก็มีมีโซนเครื่องใช้ไฟฟ้าดูแลคุณภาพอากาศให้เลือกชมได้โดยตรง ใครอยากได้เครื่องลดความชื้นไว้ใช้ในบ้านหรือคอนโดก็สามารถไปดูได้ และอย่าลืมใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเพื่อรักสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ จากโปรโมชั่น ไม่ว่าจะเป็นผ่อน 0% นานสูงสุด 3-10 เดือน, แลกคะแนนรับเครดิตเงินคืน นอกจากนี้ทุกการใช้จ่ายผ่านบัตร 25 บาท ยังได้รับคะแนน KTC FOREVER 1 คะแนนซึ่งคะแนนไม่มีวันหมดอายุ แลกได้หลากหลาย ใครยังไม่มีบัตรเครดิต KTC และไม่อยากพลาดสิทธิพิเศษดี ๆ แบบนี้ สามารถสมัครบัตรเครดิต KTCผ่านช่องทางออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมง
ใช้จ่าย คุ้มค่า นึกถึงบัตรเครดิต KTC






