ไม่ว่าจะมือถือหล่นแตก หรือเจอปัญหาหน้าจอดำสนิท ทั้งสองปัญหามือถือพังเหล่านี้คงทำให้ใครหลายคนตกใจอยู่ไม่น้อย เพราะในปัจจุบัน สมาร์ทโฟนไม่ได้ทำหน้าที่เพียงรับสายหรือโทร. ออกอีกต่อไป แต่กลับเป็นเครื่องมือสื่อสารที่สามารถทำหน้าที่แทนกระเป๋าสตางค์ กล้องถ่ายรูป แล็ปท็อป ปฏิทินชีวิต และอีกมากมายภายในเครื่องเดียว ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อใดที่โทรศัพท์มือถือพังหรือใช้งานไม่ได้ คำถามที่ตามมาเกือบจะทันทีก็คือ “ควรส่งซ่อม หรือตัดใจซื้อใหม่เลยดีกว่า?” เพื่อให้ชีวิตสามารถดำเนินต่อได้อย่างไม่มีสะดุด

หากจะให้หาคำตอบที่สมเหตุสมผลที่มากที่สุด การพิจารณาโดยใช้กฎ 50% จะช่วยให้ตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้น กล่าวคือ หากราคาค่าซ่อมหน้าจอหรือเมนบอร์ดประเมินออกมาแล้วสูงเกินกว่าครึ่งหนึ่งของราคาซื้อเครื่องใหม่ หรือเกินกว่าราคาขายต่อของรุ่นนั้น ๆ ในตลาดมือสอง การตัดสินใจ “ซื้อใหม่” ก็จะเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่าในระยะยาว เพราะนอกจากจะได้เครื่องใหม่ที่มีฟีเจอร์ทันสมัยขึ้นแล้ว ยังไม่ต้องเสี่ยงกับปัญหาจุกจิกหรืออาการบานปลายที่อาจตามมาหลังการซ่อม แต่หากเป็นเพียงอาการแบตเตอรี่เสื่อมหรือกระจกหน้าจอร้าวภายนอกโดยที่ภาพรวมของโทรศัพท์ยังคงใช้งานได้ดี การเลือก “ส่งซ่อม” ก็จะเป็นทางเลือกที่ช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าได้มากกว่า

และเพื่อช่วยตอบคำถามที่หลาย ๆ คนสงสัย ในบทความนี้ KTC จึงอยากพาคุณผู้อ่านทุกท่านไปเจาะลึกเกี่ยวกับเรื่องราวสมาร์ทโฟน ว่าแท้จริงแล้ว เมื่อมือถือพังควรส่งซ่อมหรือซื้อใหม่ พร้อมเปิดราคาซ่อมและมูลค่าเครื่องในปี 2026 ที่จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

เช็กก่อนตัดสินใจ อาการมือถือพังแบบไหนที่ “ซ่อมแล้วคุ้ม”

หลายคนอาจจะยังมีความเข้าใจผิด ๆ ที่ว่า การซ่อมโทรศัพท์มือถือแต่ละครั้งนั้นจะต้องจ่ายแพง เพราะจะต้องเสียทั้งค่าแรงในการซ่อม และอะไหล่โทรศัพท์ที่แพงแสนแพง แต่ความจริงแล้วบางปัญหาก็อาจจะซ่อมง่าย ราคาไม่สูง และได้เครื่องกลับมาใช้ได้ดีเช่นเดิม

1. หน้าจอแตก แต่ยังใช้งานได้ปกติ

ถ้ากระจกหน้าจอแตก แต่ทัชสกรีนยังคงใช้งานได้ตามปกติ และหน้าจอมีสีสันคมชัดสดใส ปัญหานี้เหมาะแก่การส่งซ่อมมากที่สุด แต่ก็ขึ้นอยู่กับรุ่นมือถือนั้น ๆ ด้วย เพราะสมาร์ทโฟนบางรุ่นสามารถเปลี่ยนเฉพาะกระจกชั้นนอกได้ โดยไม่ต้องเปลี่ยนจอใหม่ทั้งชุด

  • เปลี่ยนกระจกนอกอย่างเดียว : ราคาประมาณ 500 - 2,000 บาท (เฉพาะรุ่น)
  • เปลี่ยนจอชุดอะไหล่แท้ศูนย์ : ราคาประมาณ 4,000 - 12,000 บาท
  • เปลี่ยนจอชุดอะไหล่เทียม : ราคาประมาณ 1,500 - 5,000 บาท

อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนอะไหล่เทียมจะเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาเรื่องการสัมผัสและความสว่างหน้าจอที่ต่างจากหน้าจออะไหล่แท้ แนะนำให้เลือกร้านซ่อมที่มีความน่าเชื่อถือและมีการรับประกันการซ่อม

2. แบตเตอรี่เสื่อมหรือแบตเตอรี่บวมผิดปกติ

แบตเตอรี่หมดเร็ว จนต้องชาร์จวันละหลาย ๆ ครั้ง หรือมีปัญหาเครื่องดับเองทั้งที่ยังมีแบตเตอรี่เหลือ เป็นอีกหนึ่งอาการที่สามารถส่งซ่อมได้และคุ้มค่ามากเมื่อเทียบกับราคา เพราะช่วยยืดอายุการใช้งานโทรศัพท์มือถือให้ยาวนานขึ้น

  • เปลี่ยนแบตเตอรี่ที่ศูนย์โทรศัพท์ : ราคาประมาณ 1,200 - 3,500 บาท ขึ้นอยู่กับรุ่นและยี่ห้อโทรศัพท์
  • เปลี่ยนแบตเตอรี่ที่ร้านซ่อมโทรศัพท์ทั่วไป : ราคาประมาณ 800 - 2,000 บาท

3. พอร์ตชาร์จหลวม / ลำโพงเบา / ไมโครโฟนไม่ดัง

แม้จะดูเป็นอาการที่น่ากังวล แต่แท้จริงแล้วเป็นกลุ่มอาการโทรศัพท์เสียที่ค่าซ่อมถูกที่สุด

  • ซ่อม หรือเปลี่ยนพอร์ตชาร์จ : ราคาประมาณ 500 - 1,500 บาท
  • ซ่อม หรือเปลี่ยนลำโพง : ราคาประมาณ 500 - 2,000 บาท
  • ซ่อมไมโครโฟน : ราคาประมาณ 500 - 1,500 บาท

 

มือถือพังแบบไหน “ซื้อใหม่” อาจดีกว่า

แม้บางอาการมือถือพังจะสามารถส่งซ่อมได้ แต่ด้วยราคาซ่อมและอายุการใช้งานของโทรศัพท์อาจทำให้ไม่คุ้มค่าในระยะยาว ดังนั้นจึงควรพิจารณาให้ดีก่อนตัดสินใจ

1. เมนบอร์ดเสีย (Mainboard Failure)

Mainboard เปรียบเสมือน “สมอง” ของโทรศัพท์ และเมื่อเมนบอร์ดพัง ราคาค่าซ่อมจึงสูง โดยอาจสูงถึง 8,000 - 15,000 บาท ซึ่งการซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่อาจจะต้องเพิ่มเงินอีกเล็กน้อยจากค่าซ่อม แต่จะได้เครื่องใหม่ที่มีอายุการใช้งานยาวนานกว่าแน่นอน

2. เครื่องตกน้ำ (Water Damage)

แม้ปัญหาโทรศัพท์ตกน้ำจะสามารถส่งซ่อมได้ แต่หลังจากที่น้ำเข้าโทรศัพท์ก็มีโอกาสที่ส่วนประกอบต่าง ๆ ในโทรศัพท์จะถูกน้ำแทรกซึมจนเริ่มกร่อน การส่งซ่อมเพื่อให้กลับมาใช้งานได้ อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีในระยะยาว เพราะมีโอกาสที่ในอนาคตจะเกิดปัญหาความเสียหายอื่น ๆ ตามมาอีก ประกอบกับที่ค่าซ่อมในกรณีโทรศัพท์ตกน้ำจะอยู่ที่ประมาณ 2,000 - 10,000 บาท ขึ้นอยู่กับความเสียหาย การพิจารณาซื้อใหม่จึงอาจจะตอบโจทย์ในระยะยาวมากกว่า

3. รุ่นที่ไม่สามารถอัพเดท Software ต่อไปได้แล้ว

สำหรับโทรศัพท์ตกรุ่น หรือเป็นโทรศัพท์รุ่นที่ไม่สามารถอัพเดท Software ต่อไปได้แล้ว หากพบอาการเครื่องเสียต่าง ๆ การซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่จะตอบโจทย์มากกว่า

  • iPhone รุ่นเก่าที่ไม่รองรับการอัพเดท iOS : เสี่ยงด้านความปลอดภัย แอปพลิเคชันธนาคาร และแอปพลิเคชันจำเป็นอื่น ๆ อาจไม่สามารถใช้งานต่อไปได้ ซึ่งจะเป็นปัญหาต่อการใช้งานโทรศัพท์มือถือในชีวิตประจำวัน
  • โทรศัพท์ระบบปฏิบัติการ Android รุ่นเก่า (ต่ำกว่า Android 10) : หลายแอปพลิเคชันเริ่มไม่สามารถใช้งานได้ และไม่รองรับการใช้งานอีกต่อไปในปี 2026

4. หน้าจอเป็นเส้น / หน้าจอพัง

สำหรับโทรศัพท์มือถือที่หน้าจอเป็นเส้น หรือหน้าจอเสียหายอย่างหนัก รวมถึงโทรศัพท์รุ่นพับได้ที่หน้าจอในส่วนพับเกิดความเสียหายและมีปัญหาด้านการใช้งาน ค่าซ่อมเพื่อเปลี่ยนหน้าจอจะมีราคาตั้งแต่ 3,000 - 25,000 บาท ซึ่งราคาที่สูงจะเป็นในส่วนของน้าจอโทรศัพท์รุ่นพับได้ที่อะไหล่มีราคาสูง ประกอบกับจำเป็นต้องอาศัยทักษะการซ่อมของผู้เชี่ยวชาญ ดังนั้นการพิจารณาซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า  

อย่างไรก็ดี การซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่ไม่จำเป็นต้องซื้อโทรศัพท์รุ่นใหม่ล่าสุดหรือเครื่องใหม่แกะกล่องเสมอไป แต่อาจเลือกซื้อเป็นโทรศัพท์มือสองที่มีรุ่นใกล้เคียงหรือรุ่นที่ใหม่กว่าเครื่องเก่าเล็กน้อย แต่สิ่งสำคัญคือจะต้องพิจารณาอายุการใช้งานของโทรศัพท์มือสองที่จะซื้อด้วย เพราะหากซื้อเครื่องที่ผ่านการใช้งานมานาน ก็มีโอกาสที่โทรศัพท์เครื่องนั้น ๆ จะชำรุดในอนาคต ซึ่งอาจจะต้องเสียค่าใช้จ่ายอีกมหาศาล


เปรียบเทียบราคาซ่อม vs มูลค่าเครื่องมือสอง ในปี 2026

อาการ / ประเภทเครื่อง

ราคาซ่อม (โดยประมาณ)

มูลค่าเครื่อง

(มือสอง)

สรุป

โทรศัพท์มือถือรุ่นเรือธงจอแตก

6,000 - 12,000 บาท

18,000 - 25,000 บาท

คุ้มค่าที่จะซ่อม

โทรศัพท์มือถือรุ่นกลางจอแตก

3,000 - 6,000 บาท

8,000 - 14,000 บาท

คุ้มค่าที่จะซ่อม

โทรศัพท์มือถือรุ่นกลางเมนบอร์ดพัง

5,000 - 8,000 บาท

6,000 - 9,000 บาท

ซื้อเครื่องใหม่คุ้มกว่า

โทรศัพท์มือถือรุ่นประหยัดเมนบอร์ดพัง

3,000 - 6,000 บาท

3,000 - 5,000 บาท

ซื้อเครื่องใหม่คุ้มกว่าอย่างแน่นอน

เปลี่ยนแบตเตอรี่ (ทุกรุ่น)

1,000 - 4,000 บาท

-

คุ้มค่าที่สุด เพราะสามารถใช้งานต่อได้อีกนาน

โทรศัพท์รุ่นพับได้ (Foldable) จอในพัง

15,000 - 25,000 บาท

25,000 - 45,000 บาท

พิจารณาตามสถานการณ์

โทรศัพท์ตกน้ำ

2,000 - 10,000+ บาท

แล้วแต่รุ่น

มักมีปัญหาส่วนอื่น ๆ เสียหายตามมาภายหลัง

พอร์ตชาร์จ / ลำโพงเสียหาย

500 - 2,000 บาท

-

คุ้มค่าที่จะซ่อม

 

ทั้งนี้ ราคาค่าซ่อมข้างต้นเป็นเพียงราคาที่คาดการณ์เท่านั้น ซึ่งอาจมีความแตกต่างออกไปตามรุ่นและร้านซ่อมโทรศัพท์มือถือ

 

ซื้อมือถือเครื่องใหม่แบบไม่กระทบสภาพคล่อง ด้วยบัตรเครดิต KTC

เมื่อพิจารณาและได้ข้อสรุปแล้วว่าการซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่คือทางเลือกที่ตอบโจทย์กว่า สิ่งสำคัญอันดับถัดมาคือการวางแผนค่าใช้จ่าย เพราะสมาร์ทโฟนดี ๆ ในปี 2026 มีตั้งแต่ราคาหลักพันปลาย ๆ ไปจนถึงหลักหมื่นขึ้นไป ซึ่งหากขาดการวางแผนทางการเงินที่ดี หรือเลือกที่จะซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่ด้วยเงินสดก้อนโตในครั้งเดียว อาจทำให้เกิดผลกระทบต่อสภาพคล่องโดยไม่รู้ตัว และเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาทางการเงิน การใช้งาน “บัตรเครดิต KTC” ที่มีโปรโมชั่นและมอบสิทธิประโยชน์ครอบคลุมการใช้จ่ายในทุกไลฟ์สไตล์ จะช่วยให้การซื้อโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่แกะกล่องที่ร้านค้าอย่างเป็นทางการ เป็นการใช้จ่ายที่ไม่หนักเกินไป ทั้งยังจะได้รับสิทธิพิเศษที่เหนือระดับกว่าการซื้อด้วยเงินสด โดยความพิเศษของการซื้อมือถือเครื่องใหม่ด้วยใช้บัตรเครดิต

 

 

การพิจารณาซ่อมมือถือพังหรือซื้อโทรศัพท์ใหม่อย่างมีข้อมูล ควบคู่ไปกับการใช้เครื่องมือทางการเงินที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การใช้จ่าย อย่างบัตรเครดิต KTC จะช่วยให้ทุกค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือของคุณได้รับความคุ้มค่ากลับคืนมามากที่สุด เริ่มต้นใช้งาน บัตรเครดิต KTC เพื่อรับสิทธิประโยชน์จากโปรโมชั่นตั้งแต่วันนี้ สมัครผ่านช่องทางออนไลน์ได้ง่าย ๆ ด้วยตนเอง ไม่มีค่าธรรมเนียมแรกเข้า พร้อมรับความคุ้มค่าในทุกการใช้จ่ายกับคะแนน KTC FOREVER ที่สะสมได้ไม่จำกัดและไม่มีวันหมดอายุ

 

ใช้จ่าย คุ้มค่า นึกถึงบัตรเครดิต KTC