เชื่อว่าหลายคนต้องเจอปัญหานี้: ตื่นเช้ามาผมชี้ฟูเป็นสิงโต พอจะออกจากบ้านก็ต้องไดร์ ต้องหนีบ ยิ่งทำสีผมบ่อยๆ ผมก็ยิ่งแห้งกรอบเหมือนไม้กวาดเข้าไปทุกที ปัญหาเหล่านี้แก้ได้ด้วยไอเทม Must-have แห่งปี 2026 อย่าง "ออยล์บำรุงผม" ครับ แต่หลายคนยังกลัวว่าใช้แล้วผมจะมันเยิ้มเหมือนไม่ได้สระผมมา 3 วัน

บทความนี้จะช่วยคุณเลือกออยล์ที่ "ใช่" ให้เหมาะกับสภาพผม พร้อมเทคนิคการใช้ที่ช่วยให้ผมสวยสลวยโดยไม่ทิ้งความเหนอะหนะ รับรองว่าผมของคุณจะดูสุขภาพดีจนใครๆ ก็ทักแน่นอน

ออยล์บำรุงผมคืออะไร? ช่วยอะไรได้บ้าง

ออยล์บำรุงผม (Hair Oil) คือ ผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผมที่มีส่วนผสมของน้ำมันสกัดจากธรรมชาติหรือซิลิโคนคุณภาพสูง ทำหน้าที่ช่วยเคลือบปิดเกล็ดผม (Cuticle) เพื่อกักเก็บความชุ่มชื้น ลดการชี้ฟู เพิ่มความเงางาม และสร้างเกราะป้องกันเส้นผมจากมลภาวะและความร้อน ช่วยให้ผมที่แห้งกร้านกลับมานุ่มลื่นและจัดทรงง่ายขึ้นทันทีหลังใช้

ประโยชน์หลักของออยล์บำรุงผม

  • ลดผมชี้ฟู / พันกัน: ช่วยให้เส้นผมเรียบตัวสวย หวีง่ายไม่ขาดตอน
  • เพิ่มความเงา (Glossy finish): เติมความฉ่ำวาวให้เส้นผมดูสุขภาพดี
  • ปกป้องความร้อน: เป็นเกราะป้องกันชั้นดีก่อนการไดร์ ม้วน หรือหนีบผม
  • ฟื้นฟูผมเสีย: เติมสารอาหารลึกเข้าสู่แกนผม โดยเฉพาะผมที่ผ่านการทำเคมี

 


วิธีเลือกออยล์บำรุงผมให้เหมาะกับสภาพผม

การเลือกออยล์ผิดประเภทคือสาเหตุหลักที่ทำให้ผม "มันเยิ้ม" แทนที่จะ "สวยเงา" ดังนั้นควรเลือกตามสภาพเส้นผมดังนี้ครับ

ผมแห้งเสีย / ทำสี

  • สารสกัดที่แนะนำ: Argan Oil, Moroccan Oil, Camellia Oil
  • เน้น: การฟื้นฟูโครงสร้างผมและเติมความชุ่มชื้นระดับลึก เพื่อให้สีผมดูสดใสและเส้นผมแข็งแรงขึ้น

ผมมัน / ผมเส้นเล็ก

  • สารสกัดที่แนะนำ: Lightweight Oil เช่น Jojoba Oil หรือออยล์สูตร "Light"
  • จุดสำคัญ: ต้องเลือกเนื้อสัมผัสที่ซึมไว ไม่ทิ้งความมันหนักบนเส้นผม เพื่อป้องกันผมลีบแบน

ผมชี้ฟู / ผมหยักศก

  • สารสกัดที่แนะนำ: Coconut Oil, Shea Butter หรือออยล์ที่มีความเข้มข้นสูง
  • เน้น: การเคลือบปิดเกล็ดผมและเพิ่มน้ำหนัก เพื่อช่วยควบคุมทิศทางของเส้นผมและลดความฟู

ผมที่โดนความร้อนบ่อย

  • จุดสำคัญ: ต้องมีคุณสมบัติ Heat Protection หรือการกันความร้อนสูงสุด 230°C เพื่อไม่ให้ความร้อนทำลายโปรตีนในเส้นผมจนกรอบแดง

 


วิธีใช้ออยล์บำรุงผมให้ “ไม่มัน” และเห็นผลจริง

เทคนิคที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ คือการใช้ในปริมาณที่พอเหมาะและถูกจังหวะ

  1. ใช้ตอนผมหมาด: หลังสระผม ซับผมให้หมาดแล้วลงออยล์ ออยล์จะซึมเข้าสู่แกนผมได้ดีที่สุด ช่วยปกป้องผมจากความร้อนของไดร์
  2. ใช้ตอนผมแห้ง: ใช้เพื่อเก็บรายละเอียด ลดผมชี้ฟูระหว่างวัน และเพิ่มความเงางาม (Glossy look)
  3. ปริมาณที่เหมาะสม: ผมสั้น/ผมเส้นเล็ก (1–2 หยด), ผมยาว/ผมหนา (3–4 หยด)
  4. เทคนิคสำคัญ: วอร์มออยล์บนฝ่ามือแล้ว "เน้นที่ช่วงกลางถึงปลายผม" ห้ามลงที่โคนผมเด็ดขาดเพราะจะทำให้หนังศีรษะมันและเกิดรังแคได้

 

10 ออยล์บำรุงผม ยี่ห้อไหนดี 2026

 


1. FINO Premium Touch Hair Oil

ออยล์บำรุงผมระดับพรีเมียมสัญชาติญี่ปุ่น (เครือ Shiseido) ที่ต่อยอดความสำเร็จมาจากมาส์กหมักผมกระปุกแดงตัวดัง ยืนหนึ่งเรื่องยอดขายบนเชลฟ์ EVEANDBOY และ BEAUTRIUM ในไทย

  • เหมาะกับใคร: ผู้ที่มีผมแห้งเสียปานกลางถึงมาก ผมชี้ฟูไม่มีน้ำหนัก และต้องการสัมผัสผมลื่นเหมือนทำทรีทเม้นท์
  • Texture: เนื้อริชออยล์เข้มข้น แต่เมื่อลูบลงบนเส้นผมจะเปลี่ยนเป็นความลื่น (Sleek finish) ซึมไว ไม่ทิ้งความมันเหนอะหนะบนมือ
  • จุดเด่น (Key Benefits):
    • Micro-Damage Repair: มีส่วนผสมของ Phytosteryl Macadamiate และ Squalane ช่วยฟื้นฟูและเคลือบปิดเกล็ดผมที่เสียหายระดับโมเลกุล
    • Smooth & Sleek Finish: เน้นการปรับสภาพเส้นผมให้เรียบลื่น ทิ้งตัวสวย มีน้ำหนักทันทีหลังใช้ โดยไม่ทำให้ผมดูลีบแบน
    • Grace Floral Scent: กลิ่นหอมดอกไม้อ่อนๆ ให้ความรู้สึกสะอาดและผ่อนคลายสไตล์บิวตี้ซาลอนญี่ปุ่น
  • ราคาโดยประมาณ: 439 - 499 บาท (70 ml)

 


2. L'Oréal Elseve Extraordinary Oil (Gold)

  • เหมาะกับใคร: ผู้ที่มองหาออยล์คุณภาพดีในราคาเข้าถึงง่าย ใช้ได้ทุกวัน
  • Texture: เนื้อออยล์บางเบา ไม่ทำให้ผมลีบแบน
  • จุดเด่น: สารสกัดจาก น้ำมันดอกไม้ล้ำค่า 6 ชนิด ช่วยให้ผมนุ่มลื่นทันที และปกป้องผมจากมลภาวะ
  • ราคา: 349 - 399 บาท (หาซื้อได้ตาม Lotus, Big C, Watsons)

 


3. Mise en scène Perfect Serum (Original)

  • เหมาะกับใคร: ผมแห้งเสีย ชี้ฟู และผู้ที่ต้องการการบำรุงแบบ All-in-one
  • Texture: เนื้อมีความหนืดเล็กน้อย (Rich Oil) กลิ่นหอมสะอาด
  • จุดเด่น: การันตีด้วยยอดขายอันดับ 1 ในเกาหลี มีน้ำมันจากพืช 7 ชนิด (รวมถึง Golden Morocco Argan Oil) ช่วยกู้ผมเสียแตกปลายได้ดีมาก
  • ราคา: 329 บาท (มักมีโปรโมชั่นซื้อคู่ที่คุ้มค่ากว่า)

 


4. OUAI Hair Oil

ออยล์สารพัดประโยชน์จากแบรนด์ของ Hair Stylist ชื่อดัง Jen Atkin ที่เน้นความเรียบหรูและผลลัพธ์แบบ Professional

  • เหมาะกับใคร: คนที่มีปัญหาผมชี้ฟู (Frizz) และชื่นชอบกลิ่นหอมแบบน้ำหอมเคาน์เตอร์แบรนด์
  • Texture: เนื้อออยล์ใส บางเบา ซึมไว ไม่ทำให้ผมลีบแบน
  • จุดเด่น: มีส่วนผสมของ Ama Oil และ Borage Oil ช่วยปกป้องผมจากรังสี UV และความร้อน ให้กลิ่นหอม Rue St. Honoré (ไวโอเล็ตและมัสค์)
  • ราคา: ประมาณ 1,200 - 1,350 บาท

 


5. Olaplex No.7 Bonding Oil

ออยล์บำรุงผมสูตรเข้มข้นที่มาพร้อมเทคโนโลยีซ่อมแซมพันธะผมหนึ่งเดียวในโลก ไม่ใช่แค่การเคลือบให้เงา แต่เป็นการ "ซ่อม" จากภายใน

  • เหมาะกับใคร: ผู้ที่มีผมแห้งเสียสะสม ผมแตกปลายจากการทำสี ฟอกสีผม หรือคนที่ใช้ความร้อนกับผมเป็นประจำ
  • Texture: ออยล์สีทองเนื้อบางเบาพิเศษ (Ultra-lightweight) ซึมซาบไวมาก ไม่ทิ้งความเหนียวเหนอะหนะแม้แต่ตัวเดียว
  • จุดเด่น (Key Benefits):
    • Bond Building Technology: มีเทคโนโลยีสิทธิบัตรที่ช่วยเชื่อมต่อพันธะไดซัลไฟด์ในเส้นผมที่ขาดออกจากกันให้กลับมาแข็งแรง
    • Heat Protection: ป้องกันความร้อนได้สูงถึง 232°C (450°F) เหมาะสำหรับลงก่อนหนีบผมหรือม้วนผม
    • Vibrancy Boost: ช่วยเพิ่มความสดใสให้กับสีผม (Color-Safe) ทำให้ผมดูเงางามเหมือนเพิ่งออกมาจากซาลอน
    • UV Protection: ช่วยปกป้องเส้นผมจากการถูกแสงแดดทำลายซึ่งเป็นสาเหตุของผมแห้งกรอบ
  • ราคาโดยประมาณ: 1,400 - 1,490 บาท (30 ml)

 


6. Kerastase Elixir Ultime L'Huile Originale Hair Oil

ออยล์ระดับ Hi-end ที่เป็นไอเทมลับในร้าน Salon ชั้นนำทั่วโลก

  • เหมาะกับใคร: ผมธรรมดาถึงผมเส้นใหญ่ที่ต้องการความเงางามขั้นสุด (Ultimate Shine)
  • Texture: เนื้อออยล์สีทอง นุ่มลื่น ให้สัมผัสที่หรูหรา
  • จุดเด่น: เทคโนโลยี Oléo-Complexe ผสานน้ำมันล้ำค่า 4 ชนิด ช่วยบำรุงลึกถึงแกนผมและเพิ่มความเปล่งประกายได้ยาวนาน
  • ราคา: ประมาณ 1,900 - 2,200 บาท

 


7. Lucido-L Argan Oil Hair Treatment Oil

ออยล์สัญชาติญี่ปุ่นที่ใช้เทคโนโลยีสกัดเย็นแรงดันสูงเพื่อให้ได้โมเลกุลน้ำมันที่เล็กพิเศษ

  • เหมาะกับใคร: คนผมเส้นเล็ก หรือคนที่ไม่ชอบความรู้สึกเหนียวเหนอะหนะ
  • Texture: เบาบางเหมือนน้ำ (Feather-light texture) กระจายตัวบนผมได้ดีมาก
  • จุดเด่น: ใช้ Argan Oil ที่ผ่านกระบวนการความดันสูงเพื่อให้ซึมเข้าสู่ผมได้รวดเร็ว ไม่ทิ้งความมันไว้บนผิวสัมผัส
  • ราคา: ประมาณ 250 - 330 บาท

 


8. Dove Nourishing Oil Care Anti-Frizz Serum

ออยล์บำรุงผมสูตรดั้งเดิมที่เน้นการเติมไขมันดีให้กับเส้นผมที่ขาดการบำรุง

  • เหมาะกับใคร: ผมแห้งชี้ฟูมาก และต้องการหาซื้อง่ายตาม Supermarket
  • Texture: เนื้อค่อนข้างหนืด ให้ความชุ่มชื้นสูง
  • จุดเด่น: มีส่วนผสมของ Weightless Nutri-Oils ที่ซึมซาบเร็วโดยไม่ทำให้ผมดูมันเยิ้มหากใช้ในปริมาณที่พอเหมาะ
  • ราคา: ประมาณ 200 - 280 บาท

 


9. &honey Deep Moist Hair Oil 3.0

ออยล์ออร์แกนิคจากญี่ปุ่นที่มาพร้อมแพ็กเกจจิ้งสุดน่ารักและประสิทธิภาพในการกักเก็บน้ำ

  • เหมาะกับใคร: คนผมแห้งกร้านที่ต้องการเน้นความชุ่มชื้น (Hydration) เป็นพิเศษ
  • Texture: เนื้อออยล์เข้มข้น สีเหลืองทองเหมือนน้ำผึ้ง กลิ่นหอมหวานผ่อนคลาย
  • จุดเด่น: มีส่วนผสมของน้ำผึ้งและ Royal Jelly ถึง 90% เน้นการรักษาความชุ่มชื้นในเส้นผมให้คงที่
  • ราคา: ประมาณ 550 - 650 บาท

 


10. Raip R3 Argan Hair Oil

ออยล์บำรุงผมสัญชาติเกาหลีที่ขึ้นชื่อเรื่องความถูกและดี ยืนหนึ่งในชั้นวางของ EVEANDBOY และ BEAUTRIUM ด้วยยอดขายและรีวิวที่ถล่มทลาย

  • เหมาะกับใคร: นักเรียน นักศึกษา หรือผู้ที่ต้องการออยล์ประสิทธิภาพดี ราคาประหยัด และมีกลิ่นหอมให้เลือกหลากหลาย
  • Texture: เนื้อออยล์บางเบาคล้ายเซรั่ม ซึมซาบเข้าสู่เส้นผมทันที ไม่เหนียวเหนอะหนะมือ
  • จุดเด่น (Key Benefits):
    • Eco-Certified Argan Oil: ใช้น้ำมันอาร์แกนออร์แกนิกที่ได้รับการรับรอง ช่วยฟื้นฟูผมแห้งแตกปลายได้อย่างรวดเร็ว
    • Variety of Scents: มีกลิ่นหอมให้เลือกมากกว่า 5 กลิ่น (กลิ่นที่ฮิตที่สุดคือ Elegance และ Ocean) กลิ่นติดทนยาวนานคล้ายน้ำหอมเคาน์เตอร์แบรนด์
    • No Sticky Residue: เบาสบายหนังศีรษะ ไม่ทำให้ผมลีบแบนระหว่างวัน
  • ราคาโดยประมาณ: 150 - 190 บาท (100 ml)

 

ยี่ห้อ

เหมาะกับผมแบบไหน

จุดเด่น

ฟีลลิ่งหลังใช้

ราคา (ประมาณ)

FINO Premium Touch Hair Oil

ผมแห้งเสีย/ชี้ฟู

เคลือบปิดเกล็ดผม ฟื้นฟูผมระดับโมเลกุล

ผมนุ่มลื่น ทิ้งตัวสวย มีน้ำหนัก

499.-

L'Oréal Elseve

ทุกสภาพผม

คุ้มค่า หาซื้อง่าย

ผมพริ้วสลวย

349.-

Olaplex No.7

ผมทำสี/เสียหนัก

ซ่อมแซมระดับพันธะ

เบาสบาย ไม่มัน

1,400.-

Mise en scène

ผมแห้ง/แตกปลาย

สูตร Serum-Oil

ผมเรียบลื่นทันที

300.-

OUAI Hair Oil

ผมชี้ฟู/ผมหนา

กลิ่นหอมหรูหรา

เงางามเหมือนทำสปา

1,200.-

Kerastase Elixir

ผมขาดความเงา

บำรุงลึกระดับพรีเมียม

นุ่มนวล เปล่งประกาย

2,100.-

Lucido-L

ผมเส้นเล็ก/มันง่าย

เนื้อ Argan Oil เบาพิเศษ

เบาสบาย พริ้วไหว

250.-

Dove Nourishing

ผมแห้งหยาบ

ราคาเป็นมิตร

ผมนุ่ม ไม่พันกัน

250.-

&honey Deep

ผมแห้งกร้าน

ส่วนผสมจากน้ำผึ้ง

หอมหวาน ชุ่มชื้น

550.-

Raip R3

ทุกสภาพผม

กลิ่นหอมหลากหลาย ราคาย่อมเยา

เบาสบาย ผมหอมตลอดวัน

179.-

 

 

ออยล์บำรุงผม vs เซรั่มผม ต่างกันยังไง?

ความแตกต่างหลักอยู่ที่ "กลไกการทำงาน" และ "เนื้อสัมผัส" โดยออยล์บำรุงผมเน้นการเคลือบผิวสัมผัสด้านนอกเพื่อกักเก็บน้ำและเพิ่มความเงางาม ส่วนเซรั่มมักมีโมเลกุลที่เล็กกว่า เน้นการซึมลึกเข้าไปซ่อมแซมโปรตีนภายในเส้นผม

คุณสามารถใช้คู่กันได้! โดยลงเซรั่มก่อนเพื่อบำรุงลึก แล้วตามด้วยออยล์เพื่อปิดล็อกสารบำรุงและเพิ่มความเงางามครับ

 

เทคนิคช้อปไอเทมสวยให้คุ้มยิ่งกว่าเดิม ด้วยบัตรเครดิต KTC

นอกจากการรอช่วง Sale แล้ว การเลือกใช้บัตรเครดิตที่มีสิทธิประโยชน์ด้านความงามโดยเฉพาะจะช่วยให้คุณประหยัดได้มากกว่าเดิม

FAQ คำถามที่พบบ่อย

  • ใช้ทุกวันได้ไหม? ได้แน่นอนครับ แต่ควรปรับปริมาณให้พอเหมาะ
  • ใช้แล้วผมมัน แก้ยังไง? ลองลดปริมาณลง และเน้นทาแค่ช่วงปลายผม 2-3 นิ้วสุดท้ายเท่านั้น
  • ช่วยเรื่องผมร่วงไหม? โดยตรงคือ "ไม่" ครับ ออยล์เน้นบำรุงเส้นผม แต่ถ้าผมแข็งแรงไม่พันกัน ก็จะช่วยลดการขาดร่วงจากการหวีได้
  • ใช้ก่อนหนีบผมได้ไหม? ควรเลือกสูตรที่มีคำว่า "Heat Protect" เท่านั้นเพื่อป้องกันผม "ทอด" จากความร้อน

 

สุดท้ายนี้ "ไม่มีออยล์บำรุงผมตัวที่ดีที่สุด มีแต่ตัวที่เหมาะกับสภาพผมของคุณที่สุด" หากคุณผมเสียจากการทำสี Olaplex หรือ Moroccanoil คือคำตอบ แต่ถ้าเน้นความคุ้มค่าหาซื้อง่าย L'Oréal หรือ Lucido-L ก็ทำหน้าที่ได้ดีไม่แพ้กันครับ

ช้อปให้คุ้มยิ่งขึ้น! สำหรับใครที่เล็งออยล์ตัวท็อปราคาพรีเมียมไว้ อย่าลืมใช้สิทธิประโยชน์จาก บัตรเครดิต KTC ไม่ว่าจะเป็นการใช้คะแนน KTC FOREVER แลกส่วนลดเพิ่ม หรือรับเครดิตเงินคืนเมื่อช้อปในห้างสรรพสินค้าและร้านค้าออนไลน์ชั้นนำ ช่วยให้คุณมีผมสวยสุขภาพดีได้ในราคาที่คุ้มค่ากว่าเดิมครับ!

ใช้จ่าย คุ้มค่า นึกถึงบัตรเครดิต KTC