สภาวะฝุ่น PM 2.5 กลายเป็นปัญหาที่คนเมืองต้องเผชิญอยู่แทบทุกวัน ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นพิษต่อระบบทางเดินหายใจเท่านั้น ปัญหาฝุ่นเหล่านี้ยังนำไปสู่การเกิดอาการแพ้ต่าง ๆ ตามผิวหนัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับใบหน้า ที่ไวต่อการระคายเคืองมากกว่าผิวหนังส่วนอื่น ๆ เป็นเหตุให้หลาย ๆ คนรู้สึกได้ว่าสภาพผิวหน้ามักจะแย่ลงในช่วงที่เผชิญปัญหาฝุ่นหนัก ๆ ไม่ว่าจะเป็นการที่สิวขึ้นโดยไม่มีสาเหตุ ผิวแดง แสบ หรือแลดูหมองคล้ำกว่าปกติ แม้จะเป็นเช่นนั้น แต่สิ่งที่หลายคนเลือกจะปฏิบัติหลังจากไปเผชิญกับมลพิษฝุ่นนอกบ้านมาทั้งวันก็คือการล้างหน้าให้สะอาด เพราะเชื่อว่านั่นคือการดูแลผิวที่มากเพียงพอแล้ว โดยที่ไม่รู้เลยว่าฝุ่นขนาดจิ๋วเหล่านี้ทำร้ายสุขภาพผิวของเราได้มากกว่าที่คิด
เมื่อไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับสภาวะฝุ่น PM 2.5 ได้ การทำความเข้าใจถึงโทษของ PM 2.5 ว่าสามารถทำร้ายผิวได้รุนแรงขนาดไหน และเรียนรู้เกี่ยวกับ Skincare Routine ต้าน PM 2.5 จะช่วยให้คุณสามารถดูแลรักษาผิวหน้าให้ยังคงแข็งแรง เปล่งปลั่ง แม้ต้องเผชิญฝุ่นหนักทุกวันได้
PM 2.5 คืออะไร ทำไมอันตรายต่อผิว
PM 2.5 ย่อมาจาก Particulate Matter หรืออนุภาคฝุ่นละเอียดที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน โดยความเล็กระดับนี้ไม่ได้เป็นแค่ตัวเลขทางวิทยาศาสตร์ แต่เป็นการชี้ชัดให้เห็นว่าฝุ่นเหล่านี้สามารถลอดผ่านการป้องกันตามธรรมชาติของร่างกายและผิวหนังได้ และแม้ว่าผิวหน้าของเราทุกคนจะมีสิ่งที่เรียกว่า Skin Barrier หรือเกราะป้องกันผิว ซึ่งทำหน้าที่เหมือนกำแพงที่คอยปกป้องสิ่งแปลกปลอมจากภายนอก แต่ PM 2.5 กลับมีขนาดเล็กมากพอที่จะแทรกซึมผ่านรูขุมขนและเกราะป้องกันผิวชั้นนอก เพื่อนำพาสารพิษ โลหะหนัก สารก่อมะเร็ง และสารเคมีจากควันรถ ควันโรงงาน รวมถึงการเผาไหม้เข้าสู่ชั้นผิวที่ลึกขึ้น และเมื่อสารอันตรายเหล่านี้เข้าไปสะสมในผิว ก็จะส่งผลเสียโดยตรงต่อการทำลายคอลลาเจนในชั้นผิว ทำให้เซลล์ผิวเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ และกระตุ้นกระบวนการอักเสบเรื้อรังในผิวที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
PM 2.5 ส่งผลต่อผิวอย่างไร ทำไม Skincare Routine จึงสำคัญ
สิวอักเสบและรูขุมขนอุดตัน เกิดจากอนุภาคฝุ่นที่เกาะลึกในรูขุมขน ผสมกับซีบัมและเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ซึ่งช่วยเร่งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย C. acnes และผลที่ตามมาก็คือเกิดสิวอักเสบขึ้นบนใบหน้า อีกทั้งรูขุมขนอุดตัน
- ผิวอักเสบ ผิวแดง เกิดอาการแสบ คัน ซึ่งเป็นสัญญาณที่บอกว่า Skin Barrier กำลังถูกทำลาย ระบบภูมิคุ้มกันในผิวตอบสนองต่อสารแปลกปลอม ทำให้เกิดการอักเสบ และในบางคนที่มีผิวแพ้ง่ายหรือเป็นโรคผิวหนังเรื้อรังอยู่แล้ว อย่างโรคกลาก หรือ Rosacea อาการเหล่านี้ก็จะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น
- ผิวหมองคล้ำ แม้จะนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอก็ตาม เหตุเพราะ PM 2.5 ขัดขวางการทำงานของเซลล์ผิวและกระบวนการผลัดเซลล์ตามธรรมชาติ
- ริ้วรอยและผิวแก่ก่อนวัย ซึ่งนับเป็นปัญหาผิวที่เกิดจาก PM 2.5 ที่ร้ายแรงที่สุด เพราะ PM 2.5 จะทำลายคอลลาเจนและอีลาสตินที่ทำให้ผิวมีความยืดหยุ่นและตึงกระชับ และเมื่อเวลาผ่านไปก็จะนำไปสู่การเกิดริ้วรอยร่องลึก
ดังนั้นแล้ว การล้างหน้าอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอต่อการยับยั้งการเกิดปัญหาผิวที่เกิดจาก PM 2.5 การปรับเปลี่ยนวิธีการดูแลปรนนิบัติผิวหน้า และเรียนรู้การเลือก Skincare Routine ที่เหมาะกับสภาพผิวและปัญหามลภาวะที่ต้องเผชิญจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
หลักการเลือก Skincare ต้าน PM 2.5 ที่ควรรู้
- สิ่งสำคัญคือ Skincare ที่เสริม Skin Barrier โดยอาจเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมอย่าง Ceramide, Niacinamide, Panthenol หรือ Hyaluronic Acid ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของเกราะป้องกันผิว เพราะยิ่งเกราะป้องกันผิวแข็งแรง มลภาวะหรือฝุ่นก็จะแทรกซึมเข้ามาในชั้นผิวได้อย่างมากเท่านั้น
- ต้องมี Skincare ที่มีสาร Antioxidant หรือสารต้านอนุมูลอิสระ ไม่ว่าจะเป็น Vitamin C, Vitamin E, Resveratrol หรือ Green Tea Extract โดยสารเหล่านี้จะเข้าไปต้านอนุมูลอิสระที่ PM 2.5 ปลดปล่อยออกมาภายในชั้นผิว ช่วยลดความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผิวหนังก่อนจะสายเกินแก้
- ล้างหน้าให้สะอาด แต่ไม่ควรล้างแรงจนอย่าทำลายผิว เพราะการล้างหน้าแรงเกินไปหรือขัดถูใบหน้าบ่อยเกินไปจะเป็นการทำลาย Skin Barrier ทำให้ผิวยิ่งอ่อนแอ ดังนั้นการล้างหน้าอย่างถูกวิธีและอ่อนโยนจึงสำคัญพอ ๆ กับการเลือกผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ดี
Skincare Routine ตอนเช้า ต้าน PM 2.5 ก่อนออกจากบ้าน
สิ่งสำคัญของ Skincare Routine ตอนเช้า คือการสร้างเกราะป้องกันให้ผิวก่อนออกไปเผชิญกับโลกภายนอกที่เต็มไปด้วย PM 2.5 เปรียบเสมือนกับการสวมชุดเกราะให้ผิวหน้าทุกเช้า
ขั้นตอนที่ 1 : ล้างหน้าด้วยคลีนเซอร์อ่อนโยน (Gentle Cleanser)
ปกติแล้วในตอนเช้าผิวหน้าจะไม่ได้สกปรกมาก ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องใช้โฟมล้างหน้าที่มีฤทธิ์แรง โดยให้เลือกเป็นคลีนเซอร์ที่มีค่า pH 4.5–5.5 ที่ใกล้เคียงกับผิว หรือเลือกเป็นคลีนเซอร์สูตร Cream หรือ Gel อ่อนโยน ที่ไม่ดึงความชุ่มชื้นออกจากผิว และควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ SLS สูง เพราะจะทำให้ผิวแห้งและอ่อนแอต่อมลภาวะมากขึ้น
ขั้นตอนที่ 2 : Toner หรือ Essence เพิ่มความชุ่มชื้น
แนะนำให้เลือก Hydrating Toner ที่มีส่วนผสมของ Hyaluronic Acid, Glycerin หรือ Centella Asiatica เพื่อดึงน้ำเข้าสู่ผิวและเตรียมผิวให้พร้อมรับสารบำรุงขั้นต่อไป โดยขั้นตอนนี้จะช่วยให้เซรั่มและมอยส์เจอไรเซอร์ที่จะทาในลำดับต่อไปซึมเข้าสู่ผิวได้ดียิ่งขึ้น
ขั้นตอนที่ 3 : Antioxidant Serum
สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับ Skincare Routine ตอนเช้า ก็คือการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติช่วยต้านอนุมูลอิสระ และช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ไปพร้อม ๆ กับการช่วยลดจุดด่างดำที่เกิดจากการอักเสบ เช่น ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ Vitamin C แต่หาก Vitamin C โดยตรง ก็สามารถเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ Vitamin C Derivative อย่าง Ascorbyl Glucoside หรือ Sodium Ascorbyl Phosphate ที่อ่อนโยนกว่า หรือเลือกสารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่น เช่น Niacinamide, Resveratrol, Ferulic Acid หรือสารสกัดจากชาเขียวแทนก็ได้เช่นกัน
ขั้นตอนที่ 4 : Moisturizer ที่ช่วยเสริม Skin Barrier
เลือกมอยส์เจอไรเซอร์ที่มีส่วนผสมของ Ceramide และ Peptide เพื่อช่วยเสริมสร้าง Skin Barrier ให้แข็งแรงมากขึ้น และสำหรับผู้ที่มีผิวมันหรือผิวผสมอาจเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะเป็นเนื้อ Gel และสำหรับผู้ที่มีผิวแห้งควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะเป็นเนื้อ Cream ที่ให้ความชุ่มชื้นเพียงพอตลอดวัน
ขั้นตอนที่ 5 : Sunscreen SPF 50+ ที่ขาดไม่ได้
ครีมกันแดดไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์ที่ป้องกัน UV แต่ยังทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันชั้นสุดท้ายที่กั้นฝุ่นและมลภาวะออกจากผิวได้อีกชั้นหนึ่ง คำแนะนำคือควรเลือกครีมกันแดด SPF 50+ PA++++ เพื่อประสิทธิภาพที่ดีขั้นสุด และหากเป็น Chemical Sunscreen ก็ควรเสริมด้วยส่วนผสม Antioxidant ด้วย
Skincare Routine ตอนเย็น ฟื้นฟูผิวหลังเจอฝุ่นทั้งวัน
Skincare Routine ตอนเย็น จะมีความแตกต่างจาก Skincare Routine ตอนเช้า โดยจะเน้นไปที่การล้างออก ซ่อมแซม และฟื้นฟูผิวจากความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดวัน เพราะช่วงเวลาเย็นถึงกลางคืนที่เราหลับใหลนั้น ผิวจะเข้าสู่โหมดซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ
ขั้นตอนที่ 1 : Double Cleanser ล้างสองขั้นตอนจะสะอาดยิ่งขึ้น
ในวันที่ต้องเผชิญกับสภาวะฝุ่นอย่างหนัก การล้างหน้าครั้งเดียวย่อมไม่เพียงพอ วิธีการทำความสะอาดหน้าที่ดีที่สุดก็คือ การเริ่มต้นเช็ดสิ่งสกปรกและเครื่องสำอางออกจากใบหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ Oil Cleanser หรือ Micellar Water จากนั้นตามด้วยการทำความสะอาดใบหน้าด้วยโฟมล้างหน้าหรือ Gentle Cleanser เพื่อชำระล้างสิ่งสกปรกออกให้หมดจด
ขั้นตอนที่ 2 : Exfoliation อย่างมาก 2 – 3 ครั้งต่อสัปดาห์
การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากในช่วงวิกฤตฝุ่น PM 2.5 เพราะจะช่วยกำจัดเซลล์ผิวตายที่อาจกักเก็บสารพิษและฝุ่นออกไป ถึงอย่างนั้นก็ต้องทำในความถี่ที่เหมาะสม คือ 2 – 3 ครั้งต่อสัปดาห์เท่านั้น โดยอาจเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ Chemical Exfoliant อย่าง AHA (Lactic Acid หรือ Glycolic Acid) ซึ่งจะเหมาะกับผู้ที่มีผิวแห้ง และสำหรับผู้ที่มีผิวมัน ควรเลือกใช้ BHA (Salicylic Acid) และผู้ที่มีปัญหาสิว ควรเลือกใช้ PHA เพราะมีฤทธิ์อ่อนโยนสำหรับผิวแพ้ง่าย
ขั้นตอนที่ 3 : Toner หรือ Essence บำรุงเพิ่มความชุ่มชื้น
สำหรับขั้นตอน Toner หรือ Essence บำรุงเพิ่มความชุ่มชื้น จะมีความคล้ายคลึงกับ Skincare Routine ตอนเช้า โดยแนะนำให้เลือกใช้เป็นผลิตภัณฑ์จำพวก Hydrating Toner เพื่อรักษาสมดุลผิวหลังล้างหน้า และเตรียมผิวให้พร้อมรับการบำรุงในขั้นต่อไป
ขั้นตอนที่ 4 : Treatment Serum ซ่อมแซมผิวแบบล้ำลึก
ช่วงเวลากลางคืนคือเวลาที่เหมาะที่สุดสำหรับการบำรุงผิวอย่างล้ำลึก เพราะขณะนอนหลับ ร่างกายจะซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ รวมถึงฟื้นฟูระบบการทำงานต่าง ๆ ให้กลับมาเต็มประสิทธิภาพเหมือนเก่า ซึ่งเซรั่มที่แนะนำสำหรับทาบำรุงในตอนกลางคืน ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ Niacinamide ที่ช่วยลดการอักเสบ กระชับรูขุมขน และเสริมสร้าง Skin Barrier หรืออาจเลือกใช้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของRetinol หรือ Retinoid ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการแก้ปัญหาด้านริ้วรอยและกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิว อย่างไรก็ดี เพื่อไม่ให้เกิดอาการระคายเคือง ควรเริ่มต้นจากผลิตภัณฑ์ที่มีความเข้มข้นต่ำก่อน นอกจากนี้อาจเลือกใช้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ Centella Asiatica ซึ่งมีความโดดเด่นเรื่องการปลอบประโลมผิวระคายเคือง
ขั้นตอนที่ 5 : Eye Cream ดูแลดวงตาให้สดใส
ด้วยความที่ผิวบริเวณรอบดวงตานั้นบอบบางและอ่อนแอที่สุด PM 2.5 สามารถกระตุ้นให้เกิดริ้วรอยและผิวหย่อนคล้อยในบริเวณนี้ได้เร็วกว่าส่วนอื่น ๆ การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ Eye Cream ที่มีส่วนผสมของ Peptide และ Hyaluronic Acid จะช่วยดูแลฟื้นฟูให้ผิวรอบดวงตาให้กลับมาสดใสดังเดิม
ขั้นตอนที่ 6 : Night Moisturizer หรือ Sleeping Mask
ปิดจบ Skincare Routine ตอนเย็น ด้วย Moisturizer ที่มีความเข้มข้นกว่าผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในตอนเช้า เพราะไม่ต้องกังวลเรื่องความมันหรือการแต่งหน้าทับ โดยอาจเลือกใช้เป็นผลิตภัณฑ์สูตรที่มี Ceramide, Squalane หรือ Peptide เพื่อล็อคความชุ่มชื้นและซ่อมแซมเกราะป้องกันผิวตลอดคืน และในบางค่ำคืนที่ต้องการบำรุงล้ำลึกขั้นสุด การเปลี่ยนไปใช้ผลิตภัณฑ์จำพวก Sleeping Mask ก็ถือเป็นตัวเลือกที่ดี
เคล็ดลับดูแลผิวให้ดูดียิ่งขึ้น นอกเหนือจากการใช้สกินแคร์
การดูแลผิวให้ดูดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกใช้สกินแคร์ หรือ Skincare Routine ตอนเช้าและตอนเย็นเท่านั้น แต่พฤติกรรมการใช้ชีวิต ระเบียบวินัยในการดูแลตนเอง และปัจจัยอื่น ๆ อีกมากมายในชีวิตประจำวัน ล้วนมีผลต่อการดูแลผิวให้ดูดียิ่งขึ้น ท่ามกลางวิกฤต PM 2.5 ด้วยเช่นกัน
- ควรดื่มน้ำให้เพียงพอ เพราะความชุ่มชื้นจากภายในจะช่วยให้ Skin Barrier ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่า โดยปริมาณที่เหมาะสมคือ 8 – 10 แก้วต่อวัน หรืออาจมากกว่านั้นถ้าอยู่ในสภาพแวดล้อมทำให้สูญเสียน้ำ
- สวมหน้ากากอนามัยเมื่อออกนอกบ้านทุกครั้ง โดยอาจเลือกเป็นหน้ากากอนามัย N95 ที่มีคุณสมบัติช่วยกรองอนุภาค PM 2.5 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังช่วยลดปริมาณฝุ่นที่สัมผัสกับผิวหน้าโดยตรงได้อีกด้วย
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้าโดยไม่จำเป็น เนื่องจากมือของเราสัมผัสกับสิ่งสกปรกและฝุ่นตลอดวัน การจับสัมผัสใบหน้าบ่อย ๆ จึงไม่ต่างกับการนำฝุ่นและเชื้อโรคเข้าสู่ผิว
- ติดตามดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) ทุกวัน เพื่อให้ทราบสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 และเพื่อเตรียมรับมือกับการออกไปเผชิญสภาวะฝุ่นนอกบ้านได้
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผักและผลไม้ที่อุดมไปด้วย Vitamin C, E, และ Beta-Carotene เพราะสามารถช่วยเสริมสร้างการต้านอนุมูลอิสระจากภายใน ซึ่งจะทำงานสอดประสานกับการบำรุงด้วยสกินแคร์จากภายนอก
- นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะในช่วงที่หลับลึก ร่างกายจะซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอได้เต็มประสิทธิภาพที่สุด และเมื่อใดที่คุณนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ แม้จะใช้สกินแคร์ครบทุกขั้นตอน ผลลัพธ์ก็จะไม่ดีเท่าที่ควร ดังนั้นจึงควรพักผ่อนให้ได้อย่างน้อย 7 – 8 ชั่วโมงทุกคืนอย่างสม่ำเสมอ
- หมั่นทำความสะอาดของใช้ส่วนตัว อาทิ ปลอกหมอน แปรงแต่งหน้า รวมถึงสมาร์ทโฟน เพราะของใช้เหล่านี้เปรียบเสมือนแหล่งสะสมฝุ่นและแบคทีเรียที่หลายคนมองข้าม ซึ่งสำหรับเปลี่ยนปลอกหมอน ควรเปลี่ยนทุก 1 – 2 สัปดาห์ ในส่วนของแปรงแต่งหน้าก็ควรทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ และหมั่นเช็ดหน้าจอโทรศัพท์ทุกวัน
ดูแลผิวอย่างสุดคุ้ม เลือกซื้อสกินแคร์ต้าน PM 2.5 ด้วยบัตรเครดิต KTC
ด้วยความที่บัตรเครดิต KTC มักมีโปรโมชั่นร่วมกับร้านค้าชั้นนำ เพื่อมอบสิทธิประโยชน์ที่ครอบคลุมการใช้จ่ายในหมวดหมู่สุขภาพและความงาม การเลือกซื้อสกินแคร์ดูแลผิวต้าน PM 2.5 ไม่ว่าจะเป็นเซรั่ม Vitamin C, มอยส์เจอไรเซอร์ที่มี Ceramide หรือครีมกันแดด SPF 50+ PA++++ และเลือกชำระผ่านบัตรเครดิต KTC จึงมีความคุ้มค่าคุ้มราคา เพราะมอบทั้งผิวสวย แถมยังจ่ายสบายกระเป๋า
ปัญหาวิกฤตฝุ่น PM 2.5 อาจเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถควบคุมได้ แต่วิธีการที่เราใช้ในการดูแลผิวเพื่อรับมือกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นนั้น เป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถทำได้ โดยเริ่มต้นที่การปฏิบัติตาม Skincare Routine ต้าน PM 2.5 เช้า–เย็น อย่างสม่ำเสมอ รวมถึงเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพจากร้านค้าชั้นนำที่เข้าร่วมโปรโมชั่นกับบัตรเครดิต KTC เพื่อรับความคุ้มค่าสูงสุดในทุกการใช้จ่าย เพียงเท่านี้ ไม่ว่าฝุ่นข้างนอกจะหนักหนาแค่ไหน ทุกคนก็จะมีผิวหน้าที่แข็งแรง ในแบบที่ไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายแพงหูฉี่แม้แต่น้อย สนใจ สมัครบัตรเครดิต KTC ได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่มีค่าธรรมเนียมแรกเข้า สะสมคะแนน KTC FOREVER ได้ไม่จำกัด และคะแนนไม่มีวันหมดอายุ
ใช้จ่าย คุ้มค่า นึกถึงบัตรเครดิต KTC


