สำหรับหลาย ๆ คนที่เริ่มทำงานและมีเงินเดือนประจำประมาณ 20,000 บาท อาจเคยตั้งคำถามคล้ายกันว่า “เงินเดือน 20,000 ซื้อคอนโดได้ไหม?” หรือบางคนอาจกำลังลังเลระหว่างการเช่าห้องต่อไปกับการเริ่มต้นมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง เพราะแม้จะมีรายได้ประจำ แต่ก็ยังไม่แน่ใจว่ารายได้เพียงหลักหมื่นนี้จะเพียงพอต่อการขอสินเชื่อหรือรับภาระผ่อนคอนโดในระยะยาวหรือไม่ 

ในความเป็นจริงแล้ว เงินเดือน 20,000 บาท ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการซื้อคอนโดเสมอไป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะสามารถกู้ซื้อคอนโดโดยได้วงเงินเท่ากันเสมอไป เพราะธนาคารไม่ได้พิจารณาเพียงรายได้ต่อเดือนเท่านั้น แต่พิจารณาประกอบร่วมกับภาระหนี้เดิม ความสามารถในการชำระหนี้ ประวัติเครดิต อายุงาน รวมถึงค่าใช้จ่ายประจำที่ผู้กู้ต้องรับผิดชอบในแต่ละเดือนด้วย เพราะสิ่งสำคัญนอกจากคำถามที่ว่า “จะซื้อคอนโดได้ไหม?” ก็คือ “ผ่อนไหวหรือเปล่า?” เนื่องจากการเป็นเจ้าของคอนโดไม่ได้มีเพียงค่างวดที่ต้องชำระ แต่ยังมีค่าส่วนกลาง ค่าธรรมเนียมการโอน ค่าจดจำนอง ค่าตกแต่ง ค่าเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงเงินสำรองฉุกเฉินที่ควรเตรียมไว้เผื่อเหตุการณ์ไม่คาดคิด 

ในบทความนี้ KTC จะพาไปเจาะลึกอย่างละเอียดว่า เงินเดือน 20,000 บาท ซื้อคอนโดราคาเท่าไหร่ได้บ้าง กู้ได้ประมาณเท่าไหร่ ผ่อนเดือนละ 8,000 บาทจะเหลือเงินใช้จริงหรือไม่ พร้อมเจาะลึกค่าใช้จ่ายแฝงที่หลายคนมองข้าม วิธีเตรียมเครดิตให้พร้อมก่อนยื่นกู้ และเทคนิคบริหารสภาพคล่องด้วยบัตรเครดิต เพื่อช่วยให้ตัดสินใจได้ว่าการซื้อคอนโดในช่วงรายได้หลักหมื่นสามารถทำได้จริงหรือไม่ 

 

เงินเดือน 20,000 ซื้อคอนโดราคาเท่าไหร่ได้บ้าง? วงเงินกู้จริงและการคำนวณตามเกณฑ์ธนาคาร (DSR) 

หากเป็นผู้ที่มีเงินเดือน 20,000 บาท และไม่มีภาระหนี้เดิม สมมติให้ภาระหนี้รวมอยู่ที่ประมาณ 40% ของรายได้ ธนาคารส่วนใหญ่จะประเมินวงเงินผ่อนที่ปลอดภัยไว้ที่ประมาณ 35-40% ของรายได้ หรือราว ๆ 7,000 - 8,000 บาทต่อเดือน และอาจประเมินวงเงินกู้เบื้องต้นได้ประมาณ 1,100,000 - 1,300,000 บาท ระยะเวลา 30 ปี ทั้งนี้ จำนวนเงินจริงจะขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ย ระยะเวลากู้ อายุผู้กู้ และเกณฑ์ของแต่ละธนาคาร 

ดังนั้นแล้ว คำถามที่ว่า เงินเดือน 20,000 บาท ซื้อคอนโดราคาเท่าไหร่ได้บ้าง? จึงจะต้องเริ่มจากการประเมินความสามารถในการชำระหนี้ ไม่ใช่เริ่มจากราคาคอนโดที่ต้องการ เพราะแม้ว่าธนาคารสามารถให้สินเชื่อได้ ผู้กู้ก็ยังต้องมีเงินเหลือเพียงพอสำหรับการใช้ชีวิตและรับมือกับเหตุฉุกเฉินในชีวิตด้วย โดยหนึ่งในแนวทางที่ใช้ในการประเมินความสามารถในการชำระหนี้ก็คือ DSR หรือ Debt Service Ratio ซึ่งหมายถึงสัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ต่อเดือน ยิ่งมีหนี้เดิมมาก ความสามารถในการรับภาระค่างวดคอนโดใหม่ก็ยิ่งลดลง 

สูตรคำนวณวงเงินกู้แท้จริงตามเกณฑ์สัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ (DSR) 

สูตรคำนวณวงเงินกู้แท้จริงตามเกณฑ์สัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ (DSR) เบื้องต้น คือ DSR = (ภาระหนี้ที่ต้องชำระต่อเดือน ÷ รายได้ต่อเดือน) × 100  

ตัวอย่าง  

หากมีเงินเดือน 20,000 บาท ไม่มีภาระหนี้อื่น และต้องผ่อนคอนโดเดือนละ 8,000 บาท ดังนั้น DSR จะเท่ากับ (8,000 ÷ 20,000) × 100 = 40%  

ในอีกกรณีหนึ่ง หากมีหนี้รถยนต์เดือนละ 4,000 บาท และต้องการผ่อนคอนโดเพิ่มอีก 8,000 บาท ภาระหนี้รวมจะกลายเป็น 12,000 บาท หรือคิดเป็น DSR 60% ของรายได้ ซึ่งอาจส่งผลให้วงเงินกู้ลดลงหรือไม่ผ่านการพิจารณา ขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์ของธนาคาร 

ทั้งนี้ หากประเมินแบบกว้าง ๆ ว่า สินเชื่อที่อยู่อาศัยทุก 1,000,000 บาท อาจมีค่างวดประมาณ 6,000 - 8,000 บาทต่อเดือน ผู้มีเงินเดือน 20,000 บาท และไม่มีภาระหนี้เดิมจึงอาจมีโอกาสกู้ซื้อคอนโดในช่วงราคา 1,000,000 บาทต้น ๆ  อย่างไรก็ดี ไม่ควรใช้ตัวเลขคาดการณ์นี้เป็นการรับประกันวงเงินอนุมัติจริง 

 

เงินเดือน 20,000 ซื้อคอนโด 2 ล้านได้ไหม? 

ผู้มีรายได้ประจำที่สงสัยว่า เงินเดือน 20,000 บาท สามารถซื้อคอนโด 2,000,000 บาท ได้ไหม? หากยื่นกู้คนเดียวและไม่มีรายได้เพิ่มเติมจากช่องทางอื่น การยื่นกู้เต็มจำนวน 2,000,000 บาท อาจค่อนข้างท้าทาย เพราะค่างวดต่อเดือนมีโอกาสสูงเกินความสามารถในการชำระ เมื่อเทียบกับรายได้ 

หากต้องการเพิ่มโอกาสในการซื้อคอนโดราคาสูงขึ้น อาจพิจารณาเพิ่มเงินดาวน์เพื่อลดยอดกู้ หรือมีผู้กู้ร่วมที่มีคุณสมบัติตามเงื่อนไขของธนาคาร ลดภาระหนี้เดิม หรือรอให้มีรายได้เพิ่มขึ้นก่อนจึงค่อยยื่นกู้ 

อย่างไรก็ดี สิ่งสำคัญที่สุดก็ยังคงเป็นการคำนึงไว้เสมอว่า “ถ้ากู้เต็มวงเงินแล้ว จะยังเหลือเงินใช้และเงินออมเท่าไหร่ในแต่ละเดือน” 

 

จำลองการผ่อนชำระจริงหลังหมดช่วง Teaser Rate ตั้งแต่ปีที่ 4 เป็นต้นไป จ่ายไหวไหม? 

ค่างวดในช่วง 1 - 3 ปีแรก อาจไม่ได้สะท้อนภาระการผ่อนระยะยาวทั้งหมด เพราะสินเชื่อที่อยู่อาศัยจำนวนมากมีอัตราดอกเบี้ยโปรโมชั่นช่วงแรก หรือ “Teaser Rate” ก่อนปรับเป็นอัตราดอกเบี้ยตามเงื่อนไขของธนาคารในปีต่อไป เช่น หากกู้ซื้อคอนโด 1,200,000 บาท ระยะเวลา 30 ปี ในช่วงโปรโมชั่นอาจมีค่างวดอยู่ที่ประมาณ 6,000 - 7,000 บาทต่อเดือน แต่เมื่อเข้าสู่ปีที่ 4  ที่ไม่ใช่ระยะเวลา Teaser Rate ค่างวดอาจสูงขึ้น โดยเพิ่มเป็นประมาณ 8,000 - 9,000 บาท หรือมากกว่านั้นตามอัตราดอกเบี้ยจริง 

ดังนั้น หากกำลังคำนวณว่า ผ่อนคอนโดเดือนละ 8,000 บาท ด้วยเงินเดือน 20,000 บาท จะไหวหรือไม่ จึงไม่ควรพิจารณาเฉพาะค่างวดในปีแรก แต่ควรคำนึงถึงสถานการณ์ที่อัตราดอกเบี้ยปรับสูงขึ้นด้วย ซึ่งสามารถทำได้โดย Stress Test เพื่อคาดการณ์ถึงสถานการณ์ที่ค่างวดเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 20 - 30% ว่ายังคงสามารถจ่ายค่างวด ค่าใช้จ่ายจำเป็น และมีเงินเหลือออมเพียงพอหรือไม่  

 

  


 

ข้อจำกัดและความเสี่ยงที่คนเข้าใจผิดเกี่ยวกับ “คอนโดเงินเหลือ” 

คำว่า “คอนโดเงินเหลือ” มักถูกใช้เรียกรูปแบบการซื้อคอนโดที่ผู้ซื้อคาดหวังว่าจะได้รับวงเงินอนุมัติกู้จากธนาคารมากกว่าจำนวนเงินที่ต้องจ่ายให้โครงการจริง และได้รับเงินส่วนต่างนั้นกลับมาเป็นเงินสด อย่างไรก็ตาม ไม่ควรเข้าใจว่าทุกคนสามารถกู้เกินราคาซื้อขายจริง หรือได้รับเงินเหลือจากการซื้อคอนโดได้เสมอไป เพราะวงเงินสินเชื่อที่ธนาคารจะอนุมัตินั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่เข้มงวดดังต่อไปนี้ 

  • ราคาซื้อขายจริงและราคาประเมิน : ธนาคารจะปล่อยกู้โดยอิงราคาประเมินทรัพย์สินที่เป็นจริงในตลาด ไม่ใช่ราคาที่ตั้งขึ้นมาลอย ๆ 
  • หลักเกณฑ์ LTV (Loan-to-Value) : เกณฑ์ควบคุมของธนาคารแห่งประเทศไทยที่กำหนดสัดส่วนวงเงินกู้สูงสุดต่อมูลค่าหลักประกัน 
  • ความสามารถในการชำระหนี้ : รายได้สุทธิและภาระหนี้สินในปัจจุบันของผู้กู้ 
  • เงื่อนไขของธนาคาร : ปัจจุบันธนาคารมีการตรวจสอบเพื่อป้องกันสัญญาลมหรือการกู้เกินตัวอย่างเข้มงวด 

แม้บางโครงการคอนโดอาจมีโปรโมชั่นเงินคืน หรือส่วนลด แต่ผู้ซื้อคอนโดก็ไม่ควรใช้เงินเหลือก้อนนี้เป็นเหตุผลหลักในการตัดสินใจซื้อคอนโดที่อยู่อาศัย เพราะท้ายที่สุดแล้วผู้กู้ต้องรับผิดชอบภาระหนี้ก้อนนี้ในระยะยาว พร้อมดอกเบี้ยทบต้นตลอดสัญญา 30 ปี และยิ่งไปกว่านั้น หากยอดหนี้ที่คุณกู้สูงกว่ามูลค่าทรัพย์สินจริงในตลาด อาจทำให้การขายต่อในยามจำเป็น หรือการรีไฟแนนซ์เพื่อลดดอกเบี้ยในอนาคตทำได้ยากยิ่งขึ้นหรือไม่สามารถทำได้ 

 

กลยุทธ์การใช้บัตรเครดิตสร้างความคุ้มค่าสูงสุด จากค่าจองและค่าทำสัญญา 

ในกระบวนการเริ่มต้นซื้อคอนโด จะมีรายจ่ายภาคบังคับก้อนแรกที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งก็คือ “ค่าจองและค่าทำสัญญา” สำหรับโครงการที่เปิดให้ชำระค่าใช้จ่ายก้อนแรกนี้ผ่านบัตรเครดิตโดยไม่มีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม การเลือกใช้บัตรเครดิตที่มอบคะแนนสะสมที่สามารถนำไปแลกรับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ได้ในอนาคต เช่น บัตรเครดิต KTC ที่เมื่อมีการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต ครบทุก 25 บาท จะได้รับ 1 คะแนน KTC FOREVER ที่สะสมได้ไม่จำกัด และคะแนนไม่มีวันหมดอายุ ซึ่งสามารถนำไปแลกรับส่วนลด เครดิตเงินคืน สิทธิ์ผ่อน และอีกมากมาย ตามเงื่อนไขโปรโมชั่นของบัตรเครดิต KTC ถือเป็นกลยุทธ์การใช้บัตรเครดิตที่ช่วยเพิ่มความคุ้มค่าจากรายจ่ายได้อย่างมาก 

อย่างไรก็ดี หลักการสำคัญที่สุดในการใช้บัตรเครดิตรูดจ่ายค่าคอนโดก้อนแรกก็คือ คุณควรมีเงินสดพร้อมสำหรับชำระยอดเต็มจำนวนรออยู่ในบัญชีอยู่แล้ว เพราะหากคุณรูดบัตรเครดิตไปเพียงเพื่อหวังได้รับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ แต่สุดท้ายกลับไม่มีเงินก้อนเพียงพอมาชำระคืนภายในวันที่กำหนด จนต้องผ่อนชำระขั้นต่ำหรือเสียดอกเบี้ยจากการชำระไม่เต็มจำนวน โดยอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตจะสูงสุดที่ 16% ต่อปี  

 

พลีชีพรีวิว 5 ค่าใช้จ่ายแฝงวันโอนคอนโด ที่มนุษย์เงินเดือนมักลืมนึกถึง มีอะไรบ้าง? 

ค่าใช้จ่ายวันโอนคอนโดไม่ได้มีเพียงค่าธรรมเนียมการโอน แต่ยังอาจรวมค่าส่วนกลาง เงินกองทุน ประกันอัคคีภัย ประกัน MRTA ค่าตรวจห้อง ค่าประกันมิเตอร์น้ำ-ไฟ รวมถึงค่าตกแต่ง เฟอร์นิเจอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ดังนั้น ผู้ซื้อไม่ควรนำเงินเก็บทั้งหมดไปจ่ายเงินดาวน์จนไม่มีเงินสำรองสำหรับค่าใช้จ่ายหลังรับโอน โดย 5 ค่าใช้จ่ายที่ควรเตรียมพร้อม ได้แก่ 

  1. ค่าโอนกรรมสิทธิ์และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง ตามกฎหมายและข้อตกลงในสัญญาซื้อขาย 
  2. ค่าส่วนกลางและเงินกองทุนส่วนกลาง ซึ่งบางโครงการเรียกเก็บล่วงหน้า 1 – 2 ปีแรก 
  3. ค่าประกันอัคคีภัย และประกัน MRTA ตามเงื่อนไขและความสมัครใจของผู้กู้ในแต่ละกรณี 
  4. ค่าตรวจรับห้อง โดยเฉพาะหากจ้างผู้เชี่ยวชาญ 
  5. ค่าตกแต่ง เฟอร์นิเจอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งอาจเป็นค่าใช้จ่ายตั้งแต่หลักหมื่นถึงหลักแสนบาท  

ดังนั้น หากกำลังหาคำตอบว่าซื้อคอนโดต้องมีเงินเก็บเท่าไหร่ ควรคำนึงค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นนอกเหนือจากเงินดาวน์ร่วมด้วย และวิธีการบริหารจัดการเงินที่ดีที่สุดก็คือ การแยกเงินสำรองฉุกเฉินออกจากงบซื้อคอนโดและค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นในวันโอนคอนโดออกจากกันให้ชัดเจน รวมถึงรู้จักการจัดการค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ผ่านบัตรเครดิต เพื่อให้แม้จะซื้อคอนโด แต่ก็ยังมีเงินสดสำรองฉุกเฉินไว้รับมือกับเหตุไม่คาดฝันต่าง ๆ  

 

 


 

เจาะลึกค่าส่วนกลาง (Common Fee) ต้องจ่ายต่อเนื่องตลอดชีวิตจริงไหม? 

“ค่าส่วนกลาง” หรือภาษาอังกฤษ Common Fee เป็นต้นทุนที่เจ้าของร่วมต้องรับผิดชอบร่วมกันเพื่อใช้ดูแลพื้นที่และบริการส่วนกลาง เช่น ลิฟต์ ระบบรักษาความปลอดภัย สระว่ายน้ำ ฟิตเนส สวน และการบำรุงรักษาระบบอาคาร 

ตัวอย่าง
หากคอนโดคิดค่าส่วนกลาง 50 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน และห้องมีขนาด 30 ตารางเมตร จะเท่ากับ 50 × 30 = 1,500 บาทต่อเดือน หรือ 18,000 บาทต่อปี ซึ่งหากมีภาระผ่อนธนาคารเดือนละ 8,000 บาท เมื่อรวมค่าส่วนกลางเฉลี่ย 1,500 บาท ต้นทุนการถือครองที่อยู่อาศัยก็เพิ่มเป็นอย่างน้อย 9,500 บาทต่อเดือน โดยที่ยังไม่รวมค่าน้ำ ค่าไฟ อินเทอร์เน็ต และค่าซ่อมแซมในอนาคต 

 

ข้อดีและข้อจำกัดของการทำประกันอัคคีภัย และประกัน MRTA มีอะไรบ้าง? 

ประกันอัคคีภัย และประกัน MRTA เป็นประกันที่มอบความคุ้มครองแตกต่างกัน โดยประกันอัคคีภัยช่วยคุ้มครองความเสียหายต่อตัวทรัพย์สินตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ ขณะที่ประกัน MRTA (Mortgage Reducing Term Assurance) หรือ ประกันคุ้มครองสินเชื่อบ้าน เป็นประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ ซึ่งอาจช่วยชำระยอดหนี้คงเหลือตามทุนประกันและเงื่อนไขความคุ้มครอง หากผู้กู้เสียชีวิตหรือเกิดเหตุที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ 

ข้อดีของประกัน MRTA คือ ช่วยลดความเสี่ยงที่ภาระสินเชื่อจะตกไปยังครอบครัว และบางธนาคารอาจเสนออัตราดอกเบี้ยสินเชื่อพิเศษเมื่อทำประกัน อย่างไรก็ตาม ผู้กู้ควรศึกษาและเปรียบเทียบค่าเบี้ยประกัน ความคุ้มครอง ข้อยกเว้น และต้นทุนรวมอย่างละเอียด 


 

การบริหารเงินสดด้วยโปรโมชั่นผ่อน 0% ผ่านบัตรเครดิต ทำอย่างไร? 

หลังรับโอนคอนโด ค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่ตามมาก็คือ ค่าตกแต่งคอนโด ค่าเฟอร์นิเจอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น เตียง ที่นอน ตู้เย็น เครื่องซักผ้า เครื่องปรับอากาศ และโต๊ะทำงาน ซึ่งการมีเครื่องมือทางการเงิน อย่างบัตรเครดิต โดยเฉพาะบัตรเครดิต KTC ที่มีโปรโมชั่นผ่อน 0% กับร้านค้าพันธมิตรที่ร่วมรายการ จะเป็นตัวช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ให้เป็นรายจ่ายรายเดือนที่บริหารจัดการได้คล่องตัวยิ่งขึ้น ช่วยรักษาเงินสดไว้เป็นวงเงินสำรองในยามเกิดเหตุฉุกเฉิน เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าราคา 60,000 บาท หากใช้โปรโมชั่นผ่อน 0% นาน 10 เดือน ผ่านบัตรเครดิต KTC ยอดผ่อนต่อเดือนจะเหลือเพียง 6,000 บาท ทั้งยังไม่ต้องเสียดอกเบี้ยเพิ่มเติมใด ๆ หากชำระคืนเต็มจำนวนและตรงเวลา  

อย่างไรก็ตาม ควรคำนวณภาระรวมทั้งหมด เพราะหากมีเงินเดือน 20,000 บาท ผ่อนคอนโด 8,000 บาท และเพิ่มยอดผ่อนเครื่องใช้ไฟฟ้าอีก 6,000 บาท เงินเดือนจะเหลือเพียง 6,000 บาท สำหรับค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ทั้งหมด ดังนั้น โปรโมชั่นผ่อน 0% จึงเหมาะสำหรับการเป็นทางเลือกเพื่อช่วยบริหารจัดการกระแสเงินสด ไม่ใช่เป็นเหตุผลเพื่อซื้อของเกินกำลังจ่าย 

 

 

 

 

ผ่อนคอนโดเดือนละ 8,000 กับเงินเดือน 20,000 การจำลองกระแสเงินสดในชีวิตจริง ผ่อนไหวไหม? 

การผ่อนคอนโดเดือนละ 8,000 บาท ด้วยเงินเดือน 20,000 บาท เท่ากับว่ารายได้ 40% จะถูกนำไปใช้จ่ายงวดทันที ซึ่งหากไม่มีภาระหนี้อื่น การผ่อนคอนโดในสัดส่วน 40% ของเงินเดือน อาจยังเป็นภาระผ่อนที่จะพอบริหารจัดการได้ แต่เมื่อรวมค่าส่วนกลาง ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าสาธารณูปโภค และเงินสำรองฉุกเฉิน เงินที่เหลืออาจค่อนข้างจำกัด วิธีที่ดีที่สุด คือ การจำลองแผนรายรับ-รายจ่ายรายเดือนก่อนตัดสินใจกู้จริง 

จำลองบัญชีรายรับ-รายจ่าย (Cash Flow Simulation) และเงินสำรองฉุกเฉิน 

แบบจำลองกระแสเงินสดของมนุษย์เงินเดือน 20,000 บาท มีดังนี้ 

รายการ 

จำนวนเงินต่อเดือน 

รายได้สุทธิ 

20,000 บาท 

ค่างวดคอนโด 

8,000 บาท 

ค่าส่วนกลางเฉลี่ย 

1,000 บาท 

ค่าอาหาร 

4,000 บาท 

ค่าเดินทาง 

2,000 บาท 

ค่าน้ำ ค่าไฟ อินเทอร์เน็ต และโทรศัพท์ 

2,000 บาท 

เงินออมและเงินสำรองฉุกเฉิน 

2,000 บาท 

เงินคงเหลือ 

1,000 บาท 

 

จากตัวอย่าง แม้กระแสเงินสดยังไม่ติดลบ แต่มีเงินเหลือเพียง 1,000 บาทต่อเดือน หากมีค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน เช่น ค่าซ่อมรถ ค่ารักษาพยาบาล หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าเสียที่จำเป็นต้องซ่อม สุดท้ายแล้วก็อาจจะต้องนำเงินออมออกมาใช้จ่ายแทน ซึ่งจะกระทบกับแผนการออมเงินโดยรวม  

ดังนั้น ก่อนซื้อคอนโดจึงควรมีเงินสำรองฉุกเฉินประมาณ 3 - 6 เดือนของค่าใช้จ่ายจำเป็น เพื่อรองรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่น ตกงาน รายได้ลดลง หรือมีค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่เร่งด่วน 

 

การเปรียบเทียบระหว่างการเช่าอยู่ vs การซื้อคอนโด แบบไหนเหมาะกว่า? 

การซื้อคอนโดไม่ได้เหมาะกับทุกคนเสมอไป โดยเฉพาะคนที่เพิ่งเริ่มต้นทำงานและยังมีโอกาสเปลี่ยนงาน ย้ายจังหวัด หรือย้ายประเทศ ซึ่งการเช่าคอนโดก็จะมีข้อดีในเรื่องของความยืดหยุ่น สามารถย้ายตามสถานที่ทำงานได้ง่าย และไม่ต้องรับภาระหนี้ระยะยาว แต่ในทางกลับกันการซื้อคอนโดก็ช่วยให้มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน มีความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย แต่ก็จำเป็นต้องแบกรับผิดชอบทั้งค่างวด ค่าส่วนกลาง ค่าซ่อมบำรุง และความเสี่ยงจากราคาทรัพย์สิน 

หากเช่าคอนโดเดือนละ 7,000 บาท ขณะที่การซื้อมีค่างวด 8,000 บาท รวมกับค่าส่วนกลาง 1,000 บาท การซื้ออาจมีภาระเงินสดรายเดือนสูงกว่าที่เห็นจากค่างวดเพียงอย่างเดียว ดังนั้น หากยังไม่แน่ใจว่าจะอาศัยอยู่ในพื้นที่เดิมอีกอย่างน้อย 5 - 7 ปี การเช่าคอนโดอาจมีความยืดหยุ่นมากกว่า ขณะที่การซื้อเหมาะกับคนที่มีรายได้มั่นคง มีเงินสำรอง และมีแผนอยู่อาศัยระยะยาวชัดเจน 

 

เทคนิคการใช้บัตรเครดิตจ่ายบิลรายเดือนเพื่อยืดระยะเวลาเงินสดและได้รับคะแนนสะสม ทำอย่างไร? 

สำหรับคนที่มีภาระผ่อนคอนโด การบริหารจัดการรอบชำระค่าใช้จ่ายให้มีความสอดคล้องกับช่วงระยะเวลารับเงินเดือนเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมาก หากค่าโทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต หรือบริการรายเดือนรองรับการชำระด้วยบัตรเครดิต การใช้บัตรเครดิตในการใช้จ่ายอาจช่วยจัดกลุ่มค่าใช้จ่ายไว้ในรอบบิลเดียว พร้อมรับคะแนนสะสมหรือสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ตามเงื่อนไขของบัตรเครดิตได้อีกด้วย 

สิ่งสำคัญ คือ จะต้องชำระยอดเต็มจำนวนและไม่เกินวันครบกำหนดชำระเสมอ โดยไม่ควรใช้บัตรเครดิตเป็นช่องทางเพิ่มรายจ่ายเกินตัว หากมีงบประมาณสำหรับค่าใช้จ่ายประจำเดือนละ 3,000 บาท ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตก็ควรอยู่ภายในกรอบงบประมาณดังกล่าว ไม่ใช่เพิ่มรายจ่ายเพียงเพราะยังมีวงเงินเหลือ 

 

 


 

วิธีเตรียมตัวจัดการเครดิตบูโร เพื่อเพิ่มโอกาสอนุมัติกู้ซื้อคอนโดภายใน 6 เดือน ต้องทำอะไรบ้าง? 

ก่อนยื่นกู้ซื้อคอนโดประมาณ 6 เดือน ควรเตรียมตัวจัดการเครดิตบูโร ดังนี้ 

  • ตรวจสอบประวัติสินเชื่อ  
  • บริหารการชำระหนี้ให้ตรงเวลา  
  • ลดภาระหนี้โดยรวมต่อเดือน  
  • หลีกเลี่ยงการสมัครสินเชื่อจากธนาคาร/สถาบันการเงินหลายแห่งโดยไม่จำเป็น  
  • รักษาความมั่นคงของรายได้ให้สม่ำเสมอ  
  • ใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตให้อยู่ภายในกรอบงบประมาณที่วางแผนไว้ เพื่อให้สามารถจ่ายคืนได้เต็มจำนวน เพราะภาระหนี้อาจส่งผลต่อวงเงินและการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อบ้าน 

 

ทำไมคนไม่มี “ประวัติเครดิตบูโร” ถึงมีข้อมูลให้ธนาคารประเมินน้อยกว่า? 

คนที่ไม่เคยมีสินเชื่อหรือไม่เคยสมัครใช้งานบัตรเครดิต อาจมีข้อมูลประวัติการชำระหนี้ค่อนข้างน้อย หรือที่เรียกว่า Thin File ทำให้ธนาคารมีข้อมูลย้อนหลังสำหรับพิจารณาประเมินพฤติกรรมการชำระหนี้น้อยกว่าผู้ที่เคยมีสินเชื่อและชำระตรงเวลาอย่างต่อเนื่อง 

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าคนไม่มีประวัติสินเชื่อจะกู้ซื้อคอนโดไม่ผ่าน เพราะธนาคารยังสามารถพิจารณาจากรายได้ อายุงาน เงินออม ภาระหนี้ และปัจจัยอื่น ๆ ร่วมด้วยได้ แต่หากมีบัตรเครดิตอยู่แล้ว การใช้จ่ายให้อยู่ภายในงบประมาณที่วางแผนไวเและชำระเต็มจำนวนตรงเวลาทุกเดือน ถือเป็นแนวทางที่ช่วยรักษาประวัติการชำระที่ดี อันจะส่งผลต่อโอกาสผ่านอนุมัติกู้เงินซื้อคอนโด 

 

กฎเหล็กการใช้บัตรเครดิตก่อนยื่นกู้มีอะไรบ้าง? 

ก่อนยื่นกู้ซื้อคอนโด ควรระวังการชำระขั้นต่ำต่อเนื่อง เพราะจะทำให้เกิดหนี้คงค้างและเกิดดอกเบี้ยบัตรเครดิต ในอัตราสูงสุด 16% ต่อปี ซึ่งแนวทางที่ควรทำมากที่สุดก็คือ การชำระบัตรเครดิตเต็มจำนวนและตรงเวลาเสมอ เพื่อลดหนี้หมุนเวียน หลีกเลี่ยงการสร้างภาระผ่อนใหม่จำนวนมาก และไม่สมัครสินเชื่อหลายรายการพร้อมกันโดยไม่มีความจำเป็น 

 

รายได้ 15,000 - 20,000 บาท เลือกสมัครบัตรเครดิตใบแรกอย่างไรดี? 

สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้ประมาณ 15,000 - 20,000 บาท และต้องการสมัครใช้งานบัตรเครดิตใบแรกเพื่อรับสิทธิประโยชน์จากการใช้จ่าย การเลือกสมัครบัตรเครดิตใบแรกควรเริ่มจากบัตรเครดิตที่กำหนดเกณฑ์รายได้ขั้นต่ำสอดคล้องกับฐานเงินเดือน และเลือกบัตรเครดิตที่มีสิทธิประโยชน์พื้นฐานตรงกับไลฟ์สไตล์การค่าใช้จ่ายจริง 

หากมีการใช้จ่ายที่ร้านอาหาร การเดินทาง เติมน้ำมัน ช้อปปิ้งออนไลน์ หรือการซื้อของใช้จำเป็นส่วนตัวเป็นประจำ การเลือกบัตรเครดิตที่ให้คะแนนสะสม หรือมีโปรโมชั่นส่วนลด การแลกคะแนนรับเครดิตเงินคืน ในหมวดหมู่การค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเป็นประจำ ถือเป็นทางเลือกที่เหมาะสม และสำหรับผู้ที่กำลังเตรียมย้ายเข้าคอนโด อาจมองหาบัตรเครดิตที่มีโปรโมชั่นผ่อน 0% ที่ร้านค้าเฟอร์นิเจอร์ ร้านจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้า หรือโปรโมชั่นอื่น ๆ ที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่จำเป็น ก็จะตอบโจทย์ที่สุด โดยสิ่งสำคัญคือควรใช้บัตรเครดิตเพื่อบริหารรายจ่ายเดิม ไม่ใช่เพิ่มกำลังซื้อเกินรายได้   

 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเงินเดือน 20,000 บาท ซื้อคอนโด (FAQ) 

Q : เงินเดือน 20,000 บาท ซื้อคอนโดได้ไหม? 

A : แม้จะเงินเดือน 20,000 บาท ก็สามารถซื้อคอนโดได้ หากมีรายได้เข้ามาสม่ำเสมอ ไม่มีภาระหนี้สูง และผ่านเกณฑ์ของธนาคาร เพียงแต่ก่อนตัดสินใจยื่นกู้ซื้อคอนโด ควรพิจารณาค่างวด ค่าใช้จ่ายแฝง และเงินสำรองฉุกเฉินร่วมกันด้วย 

 

Q : เงินเดือน 20,000 บาท กู้คอนโดได้เท่าไหร่? 

A : หากไม่มีหนี้เดิมและรองรับค่างวดประมาณ 8,000 บาทต่อเดือน อาจประเมินวงเงินเบื้องต้นได้ในระดับประมาณ 1 ล้านบาทต้น ๆ แต่ขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ย ระยะเวลากู้ อายุ และหลักเกณฑ์ของธนาคาร 

 

Q : ซื้อคอนโดต้องมีเงินเก็บเท่าไหร่? 

A : ควรมีเงินสำหรับค่าจอง เงินดาวน์ ค่าใช้จ่ายวันโอน ค่าส่วนกลาง ค่าตกแต่ง และเงินสำรองฉุกเฉินประมาณ 3 - 6 เดือนของค่าใช้จ่ายจำเป็น 

 

Q : มีบัตรเครดิตแล้วกู้คอนโดได้ไหม? 

A : ผู้ที่มีบัตรเครดิตสามารถกู้คอนโดได้ โดยในขั้นตอนการพิจารณาอนุมัติ ธนาคารจะพิจารณาภาระหนี้ ยอดคงค้าง และประวัติการชำระประกอบการอนุมัติ 

 

Q : DSR ที่ธนาคารยอมรับสูงสุดคือเท่าไหร่?  

A : ไม่มีตัวเลขตายตัวที่บังคับใช้เหมือนกันทุกธนาคาร แต่โดยทั่วไปธนาคารมักพิจารณาภาระหนี้รวมไม่เกิน 60 - 70% ของรายได้ อย่างไรก็ตาม เพื่อความปลอดภัยทางการเงินระยะยาว ควรตั้งเป้าให้ภาระผ่อนบ้านอย่างเดียวไม่เกิน 35 - 40% ของรายได้ 

 

สำหรับคำถามที่ว่า เงินเดือน 20,000 บาท ซื้อคอนโดได้ไหม? คำตอบคือมีโอกาสเป็นไปได้ โดยเฉพาะผู้ที่ไม่มีภาระหนี้เดิม มีรายได้มั่นคง และมีเงินสำรองเพียงพอ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าวงเงินสูงสุดที่ธนาคารอนุมัติ ก็คือการตอบให้ได้ว่าหลังจ่ายค่างวด ค่าส่วนกลาง ค่าใช้จ่ายประจำ และเงินออมแล้ว ยังมีเงินเหลือเพียงพอสำหรับใช้ชีวิตหรือไม่ เพราะการวางแผนซื้อคอนโดที่ดีควรพิจารณาให้ครบทุกแง่มุม ตั้งแต่ DSR วงเงินกู้ ดอกเบี้ยหลังหมดโปรโมชั่น ค่าใช้จ่ายวันโอน เงินสำรองฉุกเฉิน ไปจนถึงความมั่นคงในอาชีพการงานในอนาคต เพราะการกู้ผ่านเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่ความสามารถในการผ่อนได้อย่างต่อเนื่องต่างหากที่ช่วยให้การมีคอนโดเป็นความมั่นคงมากกว่าความกดดันทางการเงิน 

ขณะเดียวกัน บัตรเครดิตสามารถเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือช่วยบริหารค่าใช้จ่ายสำหรับคนซื้อคอนโด ไม่ว่าจะเป็นการได้รับคะแนนสะสมจากค่าใช้จ่ายประจำ การแลกคะแนนจากการใช้จ่ายเป็นเครดิตเงินคืน รวมไปถึงแบ่งเบาภาระเงินก้อนด้วยโปรโมชั่นผ่อน 0% สำหรับสินค้าเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่จำเป็น กับร้านค้าที่ร่วมรายการ   

สนใจ สมัครบัตรเครดิต KTC ออนไลน์ได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่มีค่าธรรมเนียมแรกเข้า ทั้งยังได้รับความคุ้มค่าจากทุกการใช้จ่ายกับคะแนน KTC FOREVER ที่สะสมได้ไม่จำกัดและคะแนนไม่มีวันหมดอายุ  

  

ใช้จ่าย คุ้มค่า นึกถึงบัตรเครดิต KTC