เมื่อผ่อนบ้านไปได้สักระยะ ยอดหนี้คงเหลือมักลดลง ขณะที่ราคาประเมินบ้านอาจเพิ่มขึ้นตามทำเลและสภาพตลาด ทำให้การ รีไฟแนนซ์บ้านพร้อมขอกู้เพิ่ม เป็นอีกวิธีที่ช่วยนำส่วนต่างออกมาใช้เป็นเงินก้อน ไม่ว่าจะนำไปหมุนเวียน ปิดหนี้บางส่วน หรือปรับปรุงบ้าน แต่จะกู้เพิ่มได้เท่าไรไม่ได้ดูจากราคาบ้านเพียงอย่างเดียว เพราะยังขึ้นอยู่กับราคาประเมิน ยอดหนี้เดิม รายได้ และเกณฑ์ของธนาคารด้วย บทความนี้จะพาไปดูวิธีคำนวณวงเงินที่ธนาคารอนุมัติจริง วิธีคำนวณ ค่าใช้จ่ายที่ต้องเจอ ไปจนถึงจุดที่ต้องคิดให้รอบคอบก่อนตัดสินใจ

รีไฟแนนซ์บ้านพร้อมกู้เพิ่ม คืออะไร? ต่างจากการรีไฟแนนซ์ทั่วไปอย่างไร?

รีไฟแนนซ์พร้อมกู้เพิ่ม คือ การยื่นขอวงเงินกู้มากกว่ายอดหนี้เดิม โดยอาศัยส่วนต่างระหว่างราคาประเมินบ้านที่สูงขึ้นกับยอดหนี้ที่ลดลง เพื่อดึงเงินสดก้อนใหม่ออกมาใช้ควบคู่ไปกับการได้ดอกเบี้ยที่ถูกลง ต่างกับการรีไฟแนนซ์แบบปกติ ที่เป็นการย้ายสินเชื่อบ้านไปธนาคารใหม่ หรือขอปรับอัตราดอกเบี้ยกับธนาคารเดิม โดยขอวงเงินกู้เท่ากับยอดหนี้คงเหลือเดิมเท่านั้น จุดประสงค์หลักคือลดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำลง

รีไฟแนนซ์บ้านพร้อมกู้เพิ่ม vs บ้านแลกเงิน ต่างกันอย่างไร?

หัวข้อเปรียบเทียบ

รีไฟแนนซ์บ้านพร้อมกู้เพิ่ม

บ้านแลกเงิน (จำนองบ้าน)

เงื่อนไขบ้าน

มีภาระผ่อนอยู่กับธนาคารเดิม

ส่วนใหญ่ต้องเป็นบ้านปลอดภาระ หรือโฉนดว่าง

อัตราดอกเบี้ย

อิงเรทสินเชื่อบ้าน ประมาณ 3-5% ต่อปี

สูงกว่า มักอยู่ที่ 5-8% ต่อปี

วงเงินอนุมัติ

(ราคาประเมิน × LTV) - หนี้คงเหลือ

มักไม่เกิน 60-70% ของราคาประเมิน

วัตถุประสงค์

หลากหลาย ทั้งลดดอกเบี้ยและได้เงินก้อน

เน้นเงินก้อนเพื่อธุรกิจหรือการลงทุนเป็นหลัก

ระยะเวลาผ่อน

ยาว ใกล้เคียงสินเชื่อบ้านปกติ (สูงสุด 30 ปี)

สั้นกว่า ขึ้นกับแต่ละสถาบันการเงิน

รีไฟแนนซ์บ้านกู้เพิ่มได้กี่บาท? วิธีคำนวณวงเงินอนุมัติ

วงเงินกู้เพิ่มที่ได้จริงคำนวณจากราคาประเมินบ้านล่าสุด คูณด้วยเปอร์เซ็นต์ LTV ที่ธนาคารกำหนด แล้วหักลบด้วยยอดหนี้บ้านคงเหลือ โดยทั่วไปสำหรับบ้านหลังแรกธนาคารปล่อยกู้ได้สูงสุด 80-100% ของราคาประเมิน ยิ่งบ้านราคาประเมินขึ้นมาก และยอดหนี้เดิมเหลือน้อย ส่วนต่างที่กู้เพิ่มได้ก็ยิ่งสูงตามไปด้วย

สูตรคำนวณวงเงินกู้เพิ่ม (LTV) และปัจจัยที่ธนาคารใช้พิจารณา

วงเงินกู้เพิ่ม = (ราคาประเมินบ้าน × %LTV) - ยอดหนี้บ้านคงเหลือ

ตัวอย่าง

  • ราคาประเมินบ้านปัจจุบัน: 4,000,000 บาท
  • ธนาคารกำหนดวงเงินสูงสุด: 90% ของราคาประเมิน
  • วงเงินสินเชื่อสูงสุด: 3,600,000 บาท
  • ยอดหนี้กับธนาคารเดิม: 2,500,000 บาท
  • วงเงินส่วนต่างที่อาจขอกู้เพิ่ม: 1,100,000 บาท

อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 1.1 ล้านบาทเป็นเพียงการคำนวณจากมูลค่าหลักประกัน ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับอนุมัติเต็มจำนวน เพราะธนาคารยังพิจารณารายได้ ภาระหนี้ ความสามารถในการผ่อนชำระ ประวัติการชำระหนี้ รวมถึงเงื่อนไขของสินเชื่อแต่ละแห่งด้วย

อีกจุดที่ต้องดูคือ สัดส่วนวงเงินต่อราคาประเมิน (LTV) เพราะแต่ละธนาคารและประเภทสินเชื่ออาจกำหนดวงเงินสูงสุดแตกต่างกัน ปัจจุบันจึงไม่ควรใช้ตัวเลข 100% หรือ 110% เป็นเกณฑ์ตายตัวในการคำนวณ โดยต้องตรวจสอบเงื่อนไขของธนาคารที่ต้องการรีไฟแนนซ์ ณ วันที่ยื่นกู้เป็นหลัก


ตารางเปรียบเทียบวงเงินประเมิน vs วงเงินกู้เพิ่มที่จะได้รับจริง

ตัวอย่างด้านล่างสมมติให้ยอดหนี้คงเหลืออยู่ที่ประมาณ 60% ของราคาประเมิน และธนาคารอนุมัติ LTV 90% เพื่อให้เห็นภาพคร่าว ๆ ตัวเลขจริงจะแตกต่างกันตามยอดหนี้คงเหลือและเกณฑ์ของแต่ละธนาคาร

ราคาประเมินบ้าน

ยอดหนี้คงเหลือ (สมมติ)

วงเงินกู้สูงสุด (LTV 90%)

วงเงินกู้เพิ่มสุทธิโดยประมาณ

2,000,000 บาท

1,200,000 บาท

1,800,000 บาท

600,000 บาท

3,000,000 บาท

1,800,000 บาท

2,700,000 บาท

900,000 บาท

4,000,000 บาท

2,400,000 บาท

3,600,000 บาท

1,200,000 บาท

5,000,000 บาท

3,000,000 บาท

4,500,000 บาท

1,500,000 บาท

7,000,000 บาท

4,200,000 บาท

6,300,000 บาท

2,100,000 บาท

 

รีไฟแนนซ์บ้านกู้เพิ่ม นำเงินไปใช้ทำอะไรได้บ้าง?

  • ปิดหนี้บัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคลที่ดอกเบี้ยสูง เพื่อลดภาระดอกเบี้ยรวม
  • ต่อเติมหรือซ่อมแซมบ้าน เช่น เปลี่ยนหลังคา ต่อเติมห้องครัว ปรับปรุงระบบไฟฟ้า
  • สำรองเป็นทุนการศึกษาบุตรหรือค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ในอนาคต
  • เป็นทุนหมุนเวียนหรือขยายธุรกิจส่วนตัว
  • สำรองสภาพคล่องฉุกเฉินไว้ใช้ยามจำเป็น

การนำเงินกู้เพิ่มไปปิดหนี้บัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคลคุ้มค่าหรือไม่?

ในแง่ต้นทุนดอกเบี้ย ถือว่าคุ้มค่า เพราะดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านอยู่ที่ประมาณ 3-5% ต่อปี ขณะที่ดอกเบี้ยบัตรเครดิตอยู่ที่ราว 16% ต่อปี ห่างกันหลายเท่าตัว สมมติมีหนี้บัตรเครดิตค้างอยู่ 300,000 บาท ถ้าคิดดอกเบี้ย 16% ต่อปี จะเสียดอกเบี้ยราว 48,000 บาทต่อปี แต่ถ้าย้ายมารวมในวงเงินกู้บ้านที่ดอกเบี้ย 5% ต่อปี จะเสียดอกเบี้ยเพียงราว 15,000 บาทต่อปี

แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ ระยะเวลาผ่อนที่ยืดยาวออกไป เพราะหนี้ก้อนนี้จะถูกผูกไว้กับสัญญาสินเชื่อบ้านที่อาจยาวถึง 20-30 ปี หากผ่อนขั้นต่ำไปเรื่อย ๆ โดยไม่โปะเพิ่ม ดอกเบี้ยสะสมตลอดสัญญาอาจไม่ได้ต่ำกว่าที่คิดไว้ในตอนแรก จึงควรวางแผนโปะเงินต้นส่วนนี้ให้จบเร็วกว่ากำหนดหากมีกำลัง

ทางเลือกการบริหารสภาพคล่องฉุกเฉิน เสริมคล่องด้วยบัตรกดเงินสด KTC PROUD และบัตรเครดิต KTC

เงินกู้เพิ่มจากบ้านเหมาะกับเงินก้อนใหญ่ที่วางแผนใช้ระยะยาว เพราะกว่าจะได้เงินต้องผ่านขั้นตอนประเมินราคา จดจำนอง และเซ็นสัญญาที่กรมที่ดิน ซึ่งใช้เวลาเป็นสัปดาห์ แต่ถ้าเป็นความต้องการสภาพคล่องระยะสั้น เช่น เงินหมุนฉุกเฉิน หรือสำรองจ่ายค่าธรรมเนียมในวันโอนกรรมสิทธิ์ การมีบัตรกดเงินสด KTC PROUD หรือบัตรเครดิต KTC ติดตัวไว้จะคล่องตัวกว่า โดยสามารถใช้บัตรเครดิต KTC กับการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เช่น ซื้อของใช้ จ่ายค่าบริการต่าง ๆ เพื่อจัดการสภาพคล่อง ซึ่งทุกการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต 25 บาท จะได้รับสะสมคะแนน KTC FOREVER 1 คะแนน ซึ่งคะแนนนำไปแลกได้หลากหลายไม่ว่าจะเป็นเครดิตเงินคืน, ส่วนลด ต่าง ๆ จุดสำคัญคือคะแนนไม่มีวันหมดอายุ ทำให้ไม่ต้องรีบใช้คะแนนให้หมด แต่เก็บไว้ใช้แลกสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ตอนจำเป็นก็ได้ หรือจะใช้บัตรเครดิต KTC ผ่อนชำระสินค้าและบริการด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0% ตามโปรโมชั่น เฉพาะร้านค้าที่ร่วมรายการ เพื่อช่วยกระจายค่าใช้จ่ายบางรายการออกเป็นรายเดือนโดยไม่ต้องจ่ายเงินก้อนในครั้งเดียว

ส่วน บัตรกดเงินสด KTC PROUD ที่หลายคนอาจคิดว่าใช้กดเงินสดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่จริง ๆ สามารถใช้ได้ทั้ง รูดซื้อสินค้าที่ร้านค้าและช่องทางออนไลน์ได้ทั่วโลก โอนเงินเข้าบัญชีผ่านแอป KTC Mobile ได้ตลอด 24 ชั่วโมง กดเงินสดที่ตู้ ATM และผ่อนสินค้าและบริการที่ร่วมรายการด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0% สูงสุด 24 เดือน ณ ร้านค้าที่ร่วมรายการ

อีกหนึ่งความสะดวกสบายคือทั้งบัตรเครดิต KTC และบัตรกดเงินสด KTC PROUD สามารถสมัครผ่านช่องทางออนไลน์, แอป KTC Mobile ได้ โดยไม่มีค่าธรรมเนียมแรกเข้าและค่าธรรมเนียมรายปีตลอดชีพตามเงื่อนไขของผลิตภัณฑ์

เช็คค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการรีไฟแนนซ์บ้านพร้อมกู้เพิ่ม

ค่าธรรมเนียมหลัก

  • ค่าประเมินราคาหลักประกัน ประมาณ 2,000-3,000 บาท ขึ้นกับธนาคารและมูลค่าบ้าน
  • ค่าจดจำนอง กรมที่ดินเรียกเก็บ 1% ของวงเงินกู้ใหม่ทั้งก้อน (รวมวงเงินกู้เพิ่มด้วย)  อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีมาตรการลดค่าจดทะเบียนจำนองเหลือ 0.01% สำหรับที่อยู่อาศัยที่เข้าเงื่อนไข ถึงวันที่ 30 มิ.ย. 2570  โดยราคาซื้อขายและราคาประเมินทุนทรัพย์ รวมถึงวงเงินจำนองต้องไม่เกิน 7 ล้านบาท
  • ค่าอากรแสตมป์ ประมาณ 0.05% ของวงเงินกู้
  • ค่าประกันอัคคีภัย ต้องทำใหม่หรือโอนย้ายมาที่ธนาคารใหม่
  • ค่าปรับปิดสินเชื่อก่อนกำหนด จากธนาคารเดิม ส่วนใหญ่อยู่ที่ 2-3% ของยอดหนี้คงเหลือ หากปิดก่อนครบกำหนดที่ระบุในสัญญา (มักอยู่ในช่วง 3 ปีแรก)

สิทธิประโยชน์โปรโมชั่นธนาคาร

หลายธนาคารมีโปรโมชั่นดึงลูกค้ารีไฟแนนซ์ เช่น ฟรีค่าประเมินราคา ฟรีค่าจดจำนอง หรือลดค่าธรรมเนียมบางส่วนในช่วงเวลาที่กำหนด เงื่อนไขเหล่านี้เปลี่ยนแปลงบ่อยตามแคมเปญของแต่ละธนาคาร จึงควรสอบถามและเปรียบเทียบโปรโมชั่นปัจจุบันก่อนตัดสินใจเลือกธนาคารที่จะยื่นเรื่อง เพราะส่วนลดค่าธรรมเนียมเหล่านี้ช่วยลดต้นทุนรวมของการรีไฟแนนซ์ได้ไม่น้อย


รีไฟแนนซ์พร้อมกู้เพิ่มคุ้มจริงไหม? 3 สิ่งที่ต้องวิเคราะห์ก่อนกู้

วิธีคำนวณจุดคุ้มทุน  

จุดคุ้มทุน (เดือน) = ค่าใช้จ่ายรวมในการรีไฟแนนซ์ ÷ ส่วนต่างค่างวดที่ลดลงต่อเดือน

ตัวอย่างเช่น ค่าใช้จ่ายรวมในการรีไฟแนนซ์ 30,000 บาท และค่างวดใหม่ลดลงจากเดิมเดือนละ 1,500 บาท จุดคุ้มทุนจะอยู่ที่ 20 เดือน หมายความว่าถ้ามีแผนอยู่บ้านหลังนี้ต่ออีกอย่างน้อย 20 เดือนขึ้นไป การรีไฟแนนซ์ถือว่าคุ้มค่า แต่ถ้าวางแผนขายบ้านหรือย้ายออกก่อนหน้านั้น อาจต้องทบทวนอีกครั้ง

1.ดอกเบี้ยเฉลี่ยต่ำลง แต่ยอดหนี้รวมเพิ่มขึ้น คุ้มหรือไม่?

แม้อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยจะลดลงจากการรีไฟแนนซ์ แต่เมื่อบวกวงเงินกู้เพิ่มเข้าไป ยอดหนี้ตั้งต้นก็สูงขึ้นตามไปด้วย จุดที่ต้องดูให้ละเอียดคือ ดอกเบี้ยรวมที่ต้องจ่ายตลอดอายุสัญญาใหม่ เมื่อเทียบกับดอกเบี้ยที่จะต้องจ่ายถ้าไม่รีไฟแนนซ์และไปกู้เงินก้อนนั้นจากแหล่งอื่นแทน ควรให้ธนาคารหรือเจ้าหน้าที่สินเชื่อคำนวณตารางผ่อนชำระ (Amortization) มาเทียบให้เห็นตัวเลขจริงก่อนตัดสินใจ

2.ค่างวดผ่อนต่อเดือนลดลง แต่ระยะเวลาผ่อนยาวนานขึ้น

การรีไฟแนนซ์มักรีเซตระยะเวลาผ่อนกลับไปเริ่มใหม่ ทำให้ค่างวดต่อเดือนลดลงและผ่อนสบายขึ้นในระยะสั้น แต่ระยะเวลาผ่อนทั้งหมดจะยาวขึ้นกว่าสัญญาเดิม ซึ่งอาจทำให้ดอกเบี้ยรวมตลอดอายุสัญญาสูงกว่าที่คิด หากมีกำลังผ่อนไหว การเลือกระยะเวลาผ่อนให้สั้นที่สุดเท่าที่ค่างวดยังจัดการได้ จะช่วยประหยัดดอกเบี้ยรวมได้มากกว่า

3.ควรกู้เพิ่มเต็มวงเงินประเมินสูงสุดที่ธนาคารเสนอหรือไม่?

ไม่จำเป็นต้องกู้เต็มวงเงินสูงสุดที่ธนาคารอนุมัติเสมอไป ควรกู้เท่าที่จำเป็นตามวัตถุประสงค์การใช้เงินจริง เพราะยิ่งกู้มาก ภาระผ่อนต่อเดือนและความเสี่ยงด้าน DSR ก็ยิ่งสูงตาม อีกทั้งหากมูลค่าบ้านในอนาคตปรับลดลง การกู้เต็มเพดานไว้ตั้งแต่ต้นอาจทำให้ภาระหนี้สูงกว่ามูลค่าหลักประกันได้ ควรเผื่อวงเงินสำรองไว้สำหรับความจำเป็นในอนาคตมากกว่าดึงออกมาใช้จนหมดในครั้งเดียว

ขั้นตอนการขอรีไฟแนนซ์บ้านกู้เพิ่ม และเอกสารที่ต้องเตรียม

  1. ตรวจสอบเงื่อนไขสัญญาเดิม โดยเฉพาะค่าปรับปิดก่อนกำหนดและวันที่ครบกำหนด 3 ปีแรก
  2. เปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยและโปรโมชั่นจากหลายธนาคาร
  3. ยื่นเอกสารสมัครกับธนาคารใหม่ พร้อมแจ้งความประสงค์ขอวงเงินกู้เพิ่มไปพร้อมกัน
  4. รอเจ้าหน้าที่ธนาคารเข้าสำรวจและประเมินราคาบ้าน
  5. รอผลอนุมัติวงเงิน ทั้งวงเงินรีไฟแนนซ์และวงเงินกู้เพิ่ม
  6. นัดวันทำนิติกรรมและจดจำนองที่สำนักงานที่ดิน โดยมีตัวแทนธนาคารเดิม ธนาคารใหม่ และผู้กู้เข้าร่วม
  7. รับเงินกู้เพิ่มส่วนที่เหลือหลังหักปิดหนี้เดิมและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ โอนเข้าบัญชีผู้กู้

เอกสารที่ต้องเตรียมโดยทั่วไป

  • บัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้าน
  • สลิปเงินเดือนย้อนหลัง 3-6 เดือน หรือหนังสือรับรองเงินเดือน
  • Statement บัญชีธนาคารย้อนหลัง 6 เดือน
  • สำเนาโฉนดที่ดิน
  • สัญญากู้และสัญญาจำนองฉบับเดิม
  • หนังสือรับรองยอดหนี้คงเหลือจากธนาคารเดิม
  • สำเนาบัตรผ่อนชำระหรือ Statement การผ่อนชำระล่าสุด
  • กรณีเป็นเจ้าของธุรกิจ ต้องเพิ่มหนังสือรับรองบริษัทและงบการเงินย้อนหลัง

(FAQ) คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการรีไฟแนนซ์บ้านกู้เพิ่ม

Q: รีไฟแนนซ์บ้านปกติได้เงินสดเพิ่มไหม หากไม่ได้ยื่นขอคำร้องกู้เพิ่ม?

ไม่สามารถทำได การรีไฟแนนซ์แบบปกติคือการยื่นกู้เท่ากับยอดหนี้คงเหลือเดิมเท่านั้น เพื่อย้ายไปรับอัตราดอกเบี้ยที่ถูกลง ไม่มีเงินสดส่วนเกินโอนเข้าบัญชี หากต้องการเงินสดเพิ่ม ต้องยื่นเรื่องขอ "กู้เพิ่ม" (Top-up) ควบคู่ไปพร้อมกันตั้งแต่ขั้นตอนสมัคร

Q: ปิดสินเชื่อเดิมก่อน 3 ปีแรกเสียค่าปรับเท่าไร?

โดยทั่วไปค่าปรับปิดสินเชื่อก่อนกำหนดอยู่ที่ประมาณ 2-3% ของยอดหนี้คงเหลือ ณ วันที่ปิดบัญชี ทั้งนี้ตัวเลขที่แน่นอนขึ้นอยู่กับเงื่อนไขในสัญญาของแต่ละธนาคาร ควรตรวจสอบสัญญากู้ฉบับเดิมหรือสอบถามธนาคารโดยตรงก่อนตัดสินใจปิดบัญชี

Q: ติด Blacklist หรือมีประวัติค้างชำระ สามารถขอรีไฟแนนซ์กู้เพิ่มได้ไหม?

ทำได้ยาก เพราะธนาคารส่วนใหญ่จะพิจารณาประวัติการชำระหนี้ย้อนหลัง 12-24 เดือนจากเครดิตบูโรเป็นหลัก หากมีประวัติค้างชำระในช่วงนี้ โอกาสได้รับอนุมัติจะต่ำมาก แนะนำให้ปรับโครงสร้างหนี้ให้เรียบร้อยก่อน แล้วเดินบัญชีและชำระตรงเวลาอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 1 ปี ก่อนกลับมายื่นเรื่องใหม่

Q: วงเงินกู้เพิ่ม เสียอัตราดอกเบี้ยเดียวกับวงเงินกู้บ้านหรือไม่?

ส่วนใหญ่ไม่เท่ากัน วงเงินกู้เพิ่มมักมีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าวงเงินกู้บ้านหลักเล็กน้อย เช่น วงเงินกู้บ้านหลักอยู่ที่ประมาณ 3% ต่อปี ขณะที่วงเงินกู้เพิ่มอาจอยู่ที่ 4-6% ต่อปี แต่ถึงจะสูงกว่าวงเงินกู้บ้านหลัก ก็ยังถือว่าถูกกว่าสินเชื่อส่วนบุคคลทั่วไปที่ไม่มีหลักประกันอย่างเห็นได้ชัด

Q: ใช้ระยะเวลาอนุมัติและรับเงินกู้เพิ่มนานเท่าไร?

โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 2-4 สัปดาห์ นับตั้งแต่วันยื่นเอกสารครบถ้วน ผ่านขั้นตอนประเมินราคาบ้าน พิจารณาสินเชื่อ ไปจนถึงวันทำนิติกรรมโอนจำนองที่กรมที่ดิน ระยะเวลาอาจสั้นหรือยาวกว่านี้ได้ ขึ้นอยู่กับความพร้อมของเอกสาร คิวประเมินราคาของธนาคาร และความซับซ้อนของหลักประกัน


การรีไฟแนนซ์บ้านพร้อมกู้เพิ่มช่วยให้มีเงินก้อนสำหรับเป้าหมายที่วางแผนไว้ ไม่ว่าจะเป็นการปิดหนี้ ต่อเติมบ้าน หรือเตรียมค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ในอนาคต แต่ในระหว่างที่ยังมีภาระผ่อนบ้าน ค่าใช้จ่ายประจำและรายจ่ายฉุกเฉินก็ยังเกิดขึ้นได้ ดังนั้น การมีวงเงินสำรองติดไว้จึงช่วยให้บริหารสภาพคล่องได้คล่องตัวขึ้น ไม่ว่าจะเป็น บัตรเครดิต KTC ที่มีโปรโมชั่นร่วมกับร้านค้ามากมาย แถมยังมีคะแนน KTC FOREVER ให้สะสมเพื่อนำไปแลกสิทธิประโยชน์อื่น ๆ อีกมากมาย ขณะที่ บัตรกดเงินสด KTC PROUD สามารถใช้ได้ทั้งรูดซื้อสินค้า โอนเงิน กดเงินสด และผ่อนสินค้า จึงรองรับค่าใช้จ่ายได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นของใช้จำเป็น ค่าใช้จ่ายกะทันหัน หรือการซื้อสินค้าที่ต้องการแบ่งจ่ายเป็นรายเดือน ใครสนใจสามารถสมัครบัตรเครดิต KTC หรือ บัตรกดเงินสด KTC PROUD ได้ด้วยตัวเองผ่านแอป KTC Mobile ตลอด 24 ชม. ไม่มีค่าธรรมเนียมแรกเข้าและรายปี

ใช้จ่าย คุ้มค่า นึกถึงบัตรเครดิต KTC และบัตรกดเงินสด KTC PROUD