ในยุคที่คนไทยสามารถทำงานข้ามประเทศได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นฟรีแลนซ์ รับงานออนไลน์จากต่างชาติ นักลงทุนที่มีรายได้จากหุ้นหรือกองทุนในต่างประเทศ หรือแม้แต่คนที่ได้รับมรดกหรือเงินสนับสนุนจากต่างแดน คำถามสำคัญที่ตามมาคือ นําเงินได้จากต่างประเทศเข้าไทย ต้องเสียภาษีหรือไม่? คำตอบคือ ต้องเสีย หากรายได้จากต่างประเทศนั้นเข้าข่ายตามเงื่อนไขของกรมสรรพากร แล้วใครบ้างที่เข้าข่ายต้องเสียภาษี และรายได้จากต่างประเทศ เสียภาษีเท่าไหร่ บทความนี้มีอัปเดตข้อมูลล่าสุดจากกรมสรรพากร ปี 2569 มาให้แล้ว

หลักการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในประเทศไทยเป็นอย่างไร?

สำหรับใครที่สงสัยว่ามีรายได้จากต่างประเทศ เสียภาษีเท่าไหร่? คำตอบขึ้นอยู่กับ 2 หลักการที่กรมสรรพากรใช้ในการพิจารณา ได้แก่ หลักแหล่งเงินได้ และ หลักถิ่นที่อยู่ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

  • หลักแหล่งเงินได้: หากรายได้เกิดขึ้นจากการทำงานหรือกิจกรรมภายในประเทศไทย ไม่ว่าผู้มีรายได้นั้นจะมีสัญชาติหรือพำนักอยู่ที่ไหนก็ตาม ก็เข้าข่ายต้องเสียภาษีในไทย เช่น ฟรีแลนซ์ที่รับงานในไทย ผู้ที่ขายสินค้าหรือบริการที่เกิดขึ้นในไทย
  • หลักถิ่นที่อยู่: ส่วนกรณีที่มีรายได้จากต่างประเทศ กฎหมายจะพิจารณาจากถิ่นที่อยู่ของผู้มีรายได้เป็นหลัก หากอยู่ในประเทศไทยเกิน 180 วันภายในปีภาษี และมีการนำเงินจากต่างประเทศเข้ามาในไทย (ไม่ว่าจะนำเข้าในปีเดียวกับที่เกิดรายได้ หรือนำเข้าในปีต่อๆ มาก็ตาม) จะต้องนำรายได้ส่วนนี้มารวมคำนวณภาษีเงินได้ด้วย ตามคำสั่งกรมสรรพากรฉบับใหม่ (ป.161/2566)


ตัวอย่างรายได้จากต่างประเทศที่ต้องเสียภาษี

หลายคนอาจยังไม่แน่ใจว่าผู้ที่มีรายได้จากต่างประเทศ เสียภาษีเท่าไหร่ และรายได้แบบไหนบ้างที่เข้าข่ายต้องยื่นภาษีในไทย จริง ๆ แล้วมีหลายรูปแบบ โดยเฉพาะ 5 ประเภทที่พบได้บ่อย ได้แก่

  1. ค่าจ้างที่มาจากการทำงาน: ไม่ว่าจะเป็น Active income จากการทำงานประจำ ฟรีแลนซ์ หรือรับจ้างในลักษณะใดก็ตาม หากคุณทำงานให้บริษัทต่างประเทศแล้วได้รับค่าตอบแทน แม้จะทำงานจากไทย แต่ถ้านำรายได้นั้นเข้ามาในปีที่พำนักอยู่ในไทยเกิน 180 วัน ก็ถือเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษี
  2. เงินปันผลที่มาจากการลงทุนเล่นหุ้น: ในกรณีที่ลงทุนในหุ้นต่างประเทศ แล้วได้รับเงินปันผลเป็น Passive income รายได้นี้เข้าข่ายต้องเสียภาษีในไทยเช่นกัน แต่คุณสามารถขอเครดิตภาษีซ้อนได้หากประเทศนั้นมีอนุสัญญากับไทย
  3. ดอกเบี้ยเงินฝาก: ดอกเบี้ยจากบัญชีธนาคารต่างประเทศ หรือตราสารหนี้ต่างประเทศ เช่น พันธบัตร ก็ถือเป็นรายได้ที่ต้องนำมาคำนวณภาษีหากโอนเข้ามาในไทย
  4. ลิขสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญา: รายได้จากการให้สิทธิ์ใช้งานผลงาน เช่น เพลง, งานเขียน หรือโปรแกรม ให้กับต่างประเทศ ถือว่าเป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษีเมื่อมีการโอนกลับเข้ามาในไทย
  5. กำไรจากการขายสินทรัพย์ต่าง ๆ: กรณีขายอสังหาริมทรัพย์ หุ้น หรือสินทรัพย์ดิจิทัลต่าง ๆ ในต่างประเทศแล้วได้กำไร แม้จะจ่ายภาษีที่ต่างประเทศแล้ว ก็ยังต้องนำมากรอกในแบบแสดงรายการภาษีในไทย โดยใช้สิทธิลดหย่อนภาษีซ้อนได้


รายได้จากต่างประเทศ เสียภาษีเท่าไหร่ มีเกณฑ์อย่างไร?

หากเข้าเงื่อนไขตามที่กฎหมายกำหนด ก็ต้องเสียภาษีในอัตราเดียวกับรายได้ภายในประเทศ โดยคิดแบบอัตราก้าวหน้า ดังนี้

เงินได้สุทธิ

อัตราภาษี

จำนวนภาษีสูงสุด (บาท)

0 - 150,000 บาท

ได้รับการยกเว้นภาษี

0

150,001 - 300,000 บาท

5%

7,500

300,001 - 500,000 บาท

10%

20,000

500,001 - 750,000 บาท

15%

37,500

750,001 - 1,000,000 บาท

20%

50,000

1,000,001 - 2,000,000 บาท

25%

250,000

2,000,001 - 5,000,000 บาท

30%

900,000

5,000,000 บาทขึ้นไป

35%

ขึ้นอยู่กับเงินได้สุทธิ

รายได้จากต่างประเทศ ไม่เสียภาษี มีด้วยกันหลายกรณี ได้แก่

  • กรณีไม่ได้พำนักอยู่ในไทยเกิน 180 วันต่อปีภาษี: หากไม่อยู่ในไทยถึงเกณฑ์ 180 วัน จะไม่เข้าเกณฑ์เสียภาษีจากรายได้ต่างประเทศในฐานะผู้อยู่ในไทย
  • กรณีได้รับสิทธิยกเว้น 2 ปี (เกณฑ์ใหม่ 2568-2569): หากนำเงินรายได้จากต่างประเทศกลับเข้าไทยภายในปีที่เกิดรายได้หรือปีถัดไปทันที อาจได้รับสิทธิยกเว้นตามมาตรการส่งเสริมการลงทุนฉบับล่าสุด
  • มีหลักฐานถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายในต่างประเทศ: สามารถใช้สิทธิเครดิตภาษีเพื่อลดหย่อนภาษีซ้อนได้ตามเงื่อนไขอนุสัญญาภาษีซ้อน (DTA)
  • กรณีที่โอนเงินไปที่ต่างประเทศ: หากเป็นการโอนเงินต้นที่เคยเสียภาษีแล้วไปต่างประเทศ แล้วโอนกลับมาในจำนวนที่เท่าเดิม ไม่ถือว่าเป็นเงินได้ใหม่ จึงไม่ต้องเสียภาษี

รายได้จากต่างประเทศ เสียภาษีเท่าไหร่ รู้ไว้เพื่อวางแผนการเงิน

เมื่อเข้าใจว่ารายได้จากต่างประเทศ เสียภาษีเท่าไหร่ และเกณฑ์ไหนที่ต้องจ่ายหรือได้รับการยกเว้นแล้ว สิ่งสำคัญถัดไปคือการวางแผนทางการเงินให้รอบคอบ โดยเฉพาะคนที่มีรายได้หลากหลายแหล่ง ไม่ว่าจะในไทยหรือต่างประเทศ รวมถึงผู้ที่ทำอาชีพเงินเดือนหลักแสน และธุรกิจรวยเงียบต่าง ๆ

การมีแผนสำรองทางการเงินไว้ล่วงหน้า ช่วยให้คุณสามารถทำตามเป้าหมายทางการเงิน และรับมือกับสถานการณ์ไม่คาดฝันได้ดีขึ้น เช่น ค่าภาษีที่ต้องจ่าย ค่ารักษาพยาบาล หรือแม้แต่ค่าใช้จ่ายฉุกเฉินในชีวิตประจำวัน ขอแนะนำ บัตรกดเงินสด อุ่นใจได้ในทุกสถานการณ์ทางการเงิน ด้วยบัตรกดเงินสด KTC PROUD

  • สมัครง่าย เงินเดือน 12,000 บาท ก็สมัครได้
  • อนุมัติไว เลือกรับเงินโอนเข้าบัญชีได้ทันที เมื่ออนุมัติ
  • เบิกเงินได้ 24 ชั่วโมง ผ่านแอป KTC Mobile และ ATM ทั่วประเทศ
  • ผ่อนสินค้า 0% นานสูงสุด 24 เดือน ณ ร้านค้าที่ร่วมรายการ
  • รูดซื้อสินค้า และช้อปออนไลน์ พร้อมรับสิทธิพิเศษทั้งปี

ขายของมั่นใจ ใช้จ่ายคล่องตัว บัตรกดเงินสด KTC PROUD




*กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว อัตราดอกเบี้ย 25% ต่อปี