“รายได้แค่นี้คงไม่เสียภาษี” หรือ “เดี๋ยวค่อยยื่นภาษีปีหน้าทีเดียว...” ประโยคเหล่านี้ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของฝันร้ายที่หลายคนคาดไม่ถึง เพราะในวันที่จดหมายสีขาวจากกรมสรรพากรส่งตรงถึงหน้าบ้าน พร้อมตัวเลขภาษีค้างชำระที่พ่วงมาด้วย “เบี้ยปรับ” และ “เงินเพิ่ม” แบบทบต้นทบดอก ความรู้สึกแรกที่ถาโถมเข้ามามักเป็นความเครียดและสับสน โดยเฉพาะเมื่อตัวเลขนั้นสูงเกินกว่าเงินเก็บที่มีอยู่ หรือสูงจนรายได้ต่อเดือนในปัจจุบันไม่สามารถแบกรับไหว
สำหรับสาเหตุที่หลายคนละเลยการยื่นภาษีจนเรื่องราวบานปลายมาถึงการถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลังอาจไม่ใช่เพราะมีเจตนาจะทุจริต แต่บางครั้งก็อาจเกิดจากความเข้าใจผิดคิดว่ารายรับบางส่วนไม่ต้องเสียภาษี หรือการทำอาชีพเสริมที่คิดว่าไม่มีใครรู้ ขณะเดียวกันก็อาจหลงลืมไปว่า ในยุคที่ข้อมูลถูกเชื่อมโยงด้วยระบบดิจิทัลอย่างเช่นในปัจจุบัน การตรวจสอบประวัติการเงินย้อนหลังสามารถทำได้ง่ายและมีความแม่นยำอย่างมาก ทำให้ค่าปรับที่สะสมมานานหลายปี กลายเป็นระเบิดเวลาทางการเงินที่ปะทุขึ้นในวันที่ไม่พร้อม
หากวันนี้คุณกำลังเผชิญกับวิกฤตภาษีท่วมตัวและไม่มีเงินก้อนเพียงพอที่จะจ่าย บทความนี้มีทางออก โดย KTC ได้รวบรวมข้อมูลตั้งแต่ขั้นตอนการเจรจาขอผ่อนปรน ไปจนถึงแนะนำตัวช่วยบริหารสภาพคล่องที่จะช่วยให้คุณสามารถปิดจบปัญหาภาษีได้โดยไม่กระทบต่อสภาพการเงินโดยรวมมากนัก และสามารถเริ่มต้นยื่นภาษีในปีถัดไปได้อย่างถูกต้อง
โดนภาษีย้อนหลังคืออะไร? ทำไมถึงเกิดขึ้นได้
“ภาษีย้อนหลัง” คือ ภาษีที่กรมสรรพากรตรวจพบว่า คุณยังชำระไม่ครบหรือไม่ถูกต้องในปีที่ผ่านมา ซึ่งทางกรมสรรพากรจะมีอำนาจในการออกหมายเรียกเพื่อขอตรวจสอบภาษีย้อนหลังได้ภายในระยะเวลา 2 ปี และหากพบว่า ผู้เสียภาษีอากรบุคคลนั้น ๆ มีความประพฤติส่อไปทางการหนีภาษี กรมสรรพากรก็สามารถขอขยายเวลาตรวจสอบย้อนหลังไปได้นานถึง 5 ปี
ในบางกรณีที่มีการหลีกเลี่ยงภาษี เช่น การไม่เคยยื่นภาษีเลย หรือเป็นการกระทำที่ส่อไปถึงการมีเจตนาหนีภาษีอย่างชัดเจน อายุความในการเรียกเก็บภาษีสามารถย้อนหลังไปได้นาน 10 ปี
สาเหตุที่คนส่วนใหญ่โดนภาษีย้อนหลัง
โดยส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจ แต่มักมาจากความเข้าใจผิด หรือความผิดพลาดบางประการ เช่น การยื่นภาษีไม่ครบหรือลืมยื่นภาษีในบางปี ไม่ได้นำข้อมูลรายได้เสริมจากฟรีแลนซ์หรืองานพิเศษมาคำนวณภาษีร่วมด้วย เอกสารหักลดหย่อนภาษีที่ยื่นต่อสรรพากรไม่ถูกต้อง หรือไม่ตรงกับเงื่อนไขการลดหย่อนภาษี รวมถึงการเปลี่ยนงานหลายที่ภายในปีเดียวและทางบริษัทมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายคลาดเคลื่อน
อย่างไรก็ดี กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด คือ ผู้ประกอบอาชีพอิสระหรือฟรีแลนซ์ และผู้มีรายได้ทางเดียว เพราะอาจเกิดความผิดพลาดในการจัดการภาษี โดยรองลงมาก็คือ กลุ่มเจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก และมนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้เสริมจากหลากหลายช่องทาง
ถ้าไม่จ่ายภาษีย้อนหลัง จะเกิดอะไรขึ้น?
สิ่งสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจก็คือ การหนีและการไม่จ่ายภาษีนั้นไม่ใช่ทางออก ซึ่งการรู้วิธีรับมือยามถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง รวมถึงการรู้วิธีปฏิบัติตนในแต่ละขั้นตอนหลังจากถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลังจะทำให้สามารถรับมือกับวิกฤตภาษีที่เข้ามานี้ได้ดียิ่งขึ้น
สิ่งที่อาจเกิดขึ้นถ้าไม่จ่ายภาษี
สรรพากรมีกระบวนการติดตามที่เป็นขั้นตอน เริ่มจากหนังสือแจ้งเตือน ตามด้วยการเรียกตรวจสอบ ซึ่งในวันเรียกตรวจสอบนั้น ทางผู้เสียภาษีอากรสามารถนำเอกสารสำคัญ อาทิ หนังสือรับรอง 50 ทวิ, สำเนาบัญชีธนาคารย้อนหลัง และหลักฐานการลดหย่อนภาษีต่าง ๆ ไปยื่นให้แก่เจ้าหน้าที่ได้ เพื่อประกอบการชี้แจงข้อเท็จจริง
ภายหลังตรวจสอบความผิดถูกของการไม่เสียภาษีแล้วนั้น ทางผู้เสียภาษีอากรสามารถเจรจาปรึกษากับเจ้าหน้าที่เพื่อหารือแนวทางการจ่ายภาษีย้อนหลังต่อไปได้ ซึ่งจะสามารถยื่นคำร้องขอผ่อนชำระเป็นงวดได้ แต่จะต้องเป็นกรณีที่มียอดภาษีที่ต้องชำระไม่น้อยกว่า 3,000 บาทขึ้นไป
ทั้งนี้ หากยังคงไม่จ่ายภาษีย้อนหลัง โดยมีเหตุผลมาจากการขาดสภาพคล่องทางการเงิน กรณีนี้จะถือเป็นความผิดทางแพ่ง ซึ่งท้ายที่สุดก็จะยังต้องหาเงินมารับผิดชอบค่าภาษีในส่วนนี้ หรือในบางกรณีอาจถูกยึดทรัพย์เพื่อนำมาชำระหนี้
ค่าปรับและเงินเพิ่มที่คิดแบบทบต้น
- ค่าปรับ เป็นส่วนควบที่จะเกิดขึ้นตามมาเมื่อโดนภาษีย้อนหลัง โดยจะคิดเป็น 1 - 2 เท่าของภาษีที่ต้องจ่าย อย่างไรก็ดี สามารถขอลดหย่อนได้
- เงินเพิ่ม เป็นส่วนควบที่กรมสรรพากรจะคิดเพิ่มในอัตรา 1.5% ต่อเดือนของยอดภาษีที่ค้างชำระ แต่สูงสุดจะไม่เกินจำนวนภาษี
ไม่มีเงินจ่ายภาษีย้อนหลัง ทำยังไงได้บ้าง?
หากไม่มีเงินเพียงพอสำหรับการจ่ายภาษีย้อนหลัง หรือรายได้ไม่มั่นคงทำให้แบกรับภาระหนี้ไม่ไหว เบื้องต้นมีทั้งหมด 3 ทางเลือกที่สามารถทำได้จริง ได้แก่ 1. เจรจาขอผ่อนกับทางกรมสรรพากร 2. การหาเงินก้อนมาเพื่อปิดหนี้ภาษี และ 3. ยื่นสมัครสินเชื่อเพื่อช่วยบริหารสภาพคล่อง
1. ขอผ่อนชำระกับสรรพากรและชำระด้วยบัตรเครดิต
กรมสรรพากรเปิดโอกาสให้ผู้เสียภาษีขอผ่อนชำระเป็นงวดได้ในบางกรณี โดยต้องยื่นคำร้องและแสดงเหตุผลความจำเป็นพร้อมยื่นเอกสารทางการเงินประกอบ เช่น สลิปเงินเดือน รายการเดินบัญชี และหลักฐานรายได้ปัจจุบัน ซึ่งการขอผ่อนชำระเป็นงวดนี้ จะต้องเป็นยอดภาษีตั้งแต่ 3,000 บาทขึ้นไป
2. หาเงินก้อนมาจ่ายให้จบ
ถ้าจ่ายภาษีย้อนหลังทั้งหมดในครั้งเดียวเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะยิ่งปิดหนี้ได้เร็วมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งประหยัดค่าปรับและเงินเพิ่มได้มากขึ้นเท่านั้น
3. สมัครใช้งานสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องทางการเงิน
สิ่งสำคัญของทางเลือกนี้คือการเปลี่ยนภาระเร่งด่วนที่มีดอกเบี้ยสะสมสูงให้กลายเป็นการผ่อนที่วางแผนได้และควบคุมได้ดีกว่า โดยหนึ่งในทางเลือกสินเชื่อที่น่าสนใจก็คือ “สินเชื่อรถแลกเงิน” ทางออกของคนมีรถ
มีรถแต่ไม่มีเงินสด ทางออกที่หลายคนมองข้าม
หากคุณเป็นหนึ่งในคนที่มีรถยนต์เป็นของตัวเอง ไม่ว่าจะผ่อนหมดแล้วหรือยังคงผ่อนอยู่ก็ตาม รถยนต์คันนั้นคือทรัพย์สินที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้โดยที่คุณยังสามารถใช้รถในการดำเนินชีวิตต่อไปได้
สินเชื่อรถแลกเงินคืออะไร?
รถแลกเงิน หรือ “สินเชื่อรถแลกเงิน” คือการเปลี่ยนรถยนต์มาเป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อ โดยคุณยังคงสามารถได้ใช้รถต่อไปได้ในระหว่างผ่อนชำระ ไม่ต้องฝากรถไว้กับสถาบันการเงินแต่อย่างใด และที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ก็คือ รถที่ยังผ่อนไม่หมดก็สามารถนำมายื่นขอสินเชื่อได้เช่นกัน หากยอดหนี้คงเหลือต่ำกว่าราคาประเมินรถในปัจจุบัน และสำหรับสินเชื่อ KTC พี่เบิ้ม รถแลกเงิน สามารถเลือกรับบัตรกดเงินสด KTC พี่เบิ้ม จากวงเงินสินเชื่อโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมได้
เปรียบเทียบข้อดีและข้อควรระวัง ผ่อนภาษี vs หาเงินก้อนมาปิด แบบไหนดีกว่า?
Checklist ก่อนตัดสินใจแก้ปัญหาภาษีย้อนหลัง
ก่อนตัดสินใจเลือกทางออกในการแก้ปัญหาภาษีย้อนหลัง อันดับควรพิจารณาตนเองตาม Checklist เหล่านี้ เพื่อให้การปิดจบปัญหาภาษีย้อนหลังตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ทางการเงินของคุณมากที่สุด
- ตรวจสอบว่ายอดภาษีที่ต้องจ่ายทั้งหมด เมื่อรวมเงินเพิ่มและค่าปรับเป็นเท่าไหร่
- วันครบกำหนดชำระที่สรรพากรกำหนดไว้คือวันไหน
- ความสามารถในการผ่อนชำระรายเดือนของตนเองคือเท่าไหร่
- ต้นทุนดอกเบี้ยของแต่ละทางเลือกเป็นเท่าไหร่เมื่อเทียบกับระยะเวลาในการผ่อนชำระ
เทคนิควางแผนการเงินไม่ให้กลับมาเจอปัญหาภาษีย้อนหลัง
หลังจากหาทางออกในการจ่ายภาษีย้อนหลังที่ถูกกรมสรรพากรเรียกเก็บได้แล้วนั้น สิ่งสำคัญอันดับต่อมาคือการเรียนรู้และป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาภาษีซ้ำอีก
- แยกบัญชีรายรับออกจากรายจ่ายให้ชัดเจน เพื่อให้เห็นภาพรวมการเงินได้ง่ายขึ้น
- สำรองเงินภาษีไว้ทุกเดือนในสัดส่วนประมาณ 5 - 10% ของรายได้ต่อเดือน โดยเฉพาะสำหรับฟรีแลนซ์และผู้มีรายได้ไม่คงที่ที่ไม่มีนายจ้างหักภาษี ณ ที่จ่ายให้
- ลองใช้งานแอปพลิเคชันติดตามรายรับรายจ่าย หรือจ้างนักบัญชีช่วยวางแผนภาษีล่วงหน้า ในกรณีที่มีรายได้หลายทาง
- ยื่นภาษีเป็นประจำทุกปี แม้รายได้จะไม่อยู่ในเกณฑ์ถูกเรียกเก็บภาษีก็ตาม
อย่างไรก็ดี ภาษีย้อนหลังเป็นปัญหาที่สามารถแก้ไขได้ และหากคุณกำลังเจอเผชิญกับวิกฤตภาษีท่วมตัว เงินไม่พอจ่ายภาษีก้อนใหญ่ แต่ยังมีรถยนต์เป็นของตัวเอง “สินเชื่อรถแลกเงิน KTC พี่เบิ้ม” ถือเป็นทางออกที่ช่วยให้ปิดหนี้ภาษีได้อย่างรวดเร็ว ลดค่าปรับที่สะสมทุกเดือน และยังคงดำเนินชีวิตได้ตามปกติโดยไม่ต้องจอดรถทิ้งไว้ สินเชื่อ KTC พี่เบิ้ม รถแลกเงิน พร้อมเป็นตัวช่วยด้วยวงเงินก้อนใหญ่ อนุมัติไวใน 1 ชั่วโมง รับเงินทันที และขั้นตอนการสมัครที่ไม่ยุ่งยาก เพียงมีรถยนต์ บิ๊กไบค์ หรือมอเตอร์ไซค์เป็นของตนเอง ก็สามารถยื่นสมัครเพื่อรับโอกาสทางการเงินนี้ได้
ตอบโจทย์ผู้ไม่ต้องการโอนเล่ม KTC พี่เบิ้ม รถแลกเงิน วงเงินสูง อนุมัติไว
*วงเงินอนุมัติเป็นไปตามความสามารถในการชำระหนี้และราคาประเมินมูลค่ารถ
*อนุมัติไวใน 1 ชั่วโมง รับเงินทันที เมื่อเอกสารครบถ้วนถูกต้องและโอนเงินเข้าบัญชีกรุงไทยหรือพร้อมเพย์
*กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว อัตราดอกเบี้ย 21%-24% ต่อปี



