นธบัตรรัฐบาลเป็นตราสารหนี้ที่ภาครัฐออกเพื่อระดมทุนจากผู้ลงทุน โดยผู้ที่ซื้อพันธบัตรจะมีสถานะเป็นเจ้าหนี้ของผู้ออก และได้รับผลตอบแทนตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้  แต่ก่อนซื้อควรรู้ก่อนว่าพันธบัตรรัฐบาลมีกี่ประเภท แต่ละแบบมีระยะเวลาถือครองและเงื่อนไขการลงทุนอย่างไร รวมถึงวิธีเลือกให้เหมาะกับเป้าหมายและระยะเวลาที่ต้องการใช้เงินของตัวเองเพื่อให้การลงทุนคุ้มค่าที่สุด บทความนี้จะพาไปรู้จักพันธบัตรรัฐบาลตั้งแต่ความหมาย ประเภท ผลตอบแทน วิธีเลือก ดอกเบี้ย ไปจนถึงช่องทางซื้อและข้อควรรู้ก่อนลงทุน 

พันธบัตรรัฐบาลคืออะไร? 

พันธบัตรรัฐบาล คือตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาลเพื่อระดมทุน ผู้ถือจะได้รับดอกเบี้ยเป็นงวดๆ ตลอดอายุตราสาร และได้เงินต้นคืนเต็มจำนวนเมื่อครบกำหนด จัดเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ เพราะมีรัฐบาลเป็นผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ เหมาะกับคนที่ต้องการความปลอดภัยของเงินต้นและกระแสเงินสดที่แน่นอนมากกว่าการเติบโตของเงินลงทุน 

รูปแบบผลตอบแทนที่จะได้รับ 

พันธบัตรรัฐบาลให้ผลตอบแทน 2 ทาง ดังนี้ 

  1. ดอกเบี้ย (Coupon Rate) จ่ายเป็นงวดตามรอบที่กำหนด ซึ่งพันธบัตรออมทรัพย์ที่เปิดขายในปีหลังๆ ส่วนใหญ่จ่ายดอกเบี้ยทุก 3 เดือนโดยพันธบัตรบางรุ่นจ่ายดอกเบี้ยทุก 3 เดือน และเป็นพันธบัตรแบบไร้ใบตราสาร แต่บางรุ่นอาจกำหนดจ่ายทุก 6 เดือน ควรเช็กเงื่อนไขของแต่ละรุ่นก่อนซื้อทุกครั้ง  
    (หมายเหตุ: ผลตอบแทนจากดอกเบี้ยของนักลงทุนบุคคลธรรมดา จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% ตามเกณฑ์ของกรมสรรพากร) 
  2. กำไรส่วนต่างราคา (Capital Gain) เกิดขึ้นได้หากขายพันธบัตรในตลาดรองก่อนครบกำหนด และราคาขาย ณ ขณะนั้นสูงกว่าราคาที่ซื้อมาก็จะได้รับกำไรส่วนต่างราคา แต่ในทางกลับกัน หากอัตราดอกเบี้ยในตลาดปรับตัวสูงขึ้น การนำไปขายก่อนกำหนดอาจทำให้ผู้ลงทุนเกิดภาวะขาดทุนได้ นอกจากนี้ พันธบัตรออมทรัพย์บางรุ่นอาจมีเงื่อนไขห้ามขายก่อนกำหนดในช่วงระยะเวลาที่กำหนดไว้ 

ความแตกต่างของพันธบัตรแต่ละประเภท

ประเภท

ผู้ออก

จุดเด่น/เป้าหมาย

พันธบัตรรัฐบาล (Government Bond)

กระทรวงการคลัง

ระดมทุนเข้างบประมาณแผ่นดิน มักซื้อขายผ่านระบบประมูลสำหรับนักลงทุนสถาบัน

พันธบัตรออมทรัพย์ (Savings Bond)

กระทรวงการคลัง

ออกแบบมาสำหรับประชาชนรายย่อยโดยเฉพาะ ซื้อขั้นต่ำหลักร้อยบาท

พันธบัตร ธปท. (BOT Bond)

ธนาคารแห่งประเทศไทย

ออกอย่างสม่ำเสมอเพื่อดูแลสภาพคล่องในตลาดเงินให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และช่วยพัฒนาตลาดตราสารหนี้ไทย ส่วนใหญ่หมุนเวียนในกลุ่มสถาบันการเงิน


พันธบัตรรัฐบาลเหมาะกับใคร?

กลุ่มที่เหมาะ

กลุ่มที่ควรชะลอก่อน

ผู้เกษียณที่ต้องการกระแสเงินสดสม่ำเสมอ

คนที่ต้องใช้เงินก้อนนี้ภายใน 1–2 เดือนข้างหน้า

คนที่มีเงินก้อนรอจังหวะลงทุนอย่างอื่น

คนที่ต้องการผลตอบแทนโตเร็วเพื่อชนะเงินเฟ้อระยะยาว

คนที่อยากลดความเสี่ยงโดยรวมของพอร์ต

คนที่ยังไม่มีเงินสำรองฉุกเฉินเลย

การวางแผนเงินก่อนลงทุน และคำนวณขั้นต่ำ

ก่อนโอนเงินไปซื้อพันธบัตร มี 3 เรื่องที่ควรเช็กก่อน ดังนี้

  • กฎเหล็กเงินเย็น เงินที่นำมาซื้อควรเป็นเงินเย็นที่ไม่จำเป็นต้องใช้ตลอดอายุพันธบัตร เพราะการขายก่อนกำหนดอาจไม่ได้ราคาที่ต้องการ
  • เงินสำรองฉุกเฉิน ควรมีเงินฝากสภาพคล่องสูงสำรองไว้อย่างน้อย 3–6 เดือนของค่าใช้จ่าย ก่อนค่อยนำเงินส่วนที่เหลือมาซื้อพันธบัตร
  • เงินเริ่มต้น แต่ละรุ่นและแต่ละช่องทางกำหนดขั้นต่ำไม่เท่ากัน อย่างพันธบัตรออมพลัสรุ่นล่าสุดที่ขายผ่านวอลเล็ต สบม. (สะสมบอนด์มั่งคั่ง) บนแอปเป๋าตัง เปิดให้ซื้อขั้นต่ำ 100 บาท และขั้นสูงไม่เกิน 3,000,000 บาทต่อคน ขณะที่บางช่องทาง เช่น Bond Connect Platform กำหนดขั้นต่ำที่ 1,000 บาท และไม่มีเพดานการซื้อ

วิธีเลือกลงทุนด้วยการซื้อพันธบัตร อายุสั้น vs อายุยาวดีกว่ากัน

หัวข้อ

ระยะสั้น (1–3 ปี)

ระยะยาว (5–10 ปีขึ้นไป)

สภาพคล่อง

เข้าถึงเงินต้นได้เร็วกว่าเมื่อครบกำหนด

ผูกเงินไว้นานกว่า

ความผันผวนของราคาในตลาดรอง

ต่ำกว่า เพราะเหลือเวลาไม่มาก

สูงกว่า เพราะราคาไวต่อการเปลี่ยนแปลงของดอกเบี้ยตลาดมากกว่า

ผลตอบแทน

โดยทั่วไปมักกำหนดต่ำกว่ารุ่นอายุยาว

มักกำหนดสูงกว่า เพื่อชดเชยการผูกเงินนาน

หมายเหตุ: อัตราดอกเบี้ยจริงเปลี่ยนแปลงตามแต่ละรุ่นที่ประกาศ ต้องตรวจสอบตัวเลขล่าสุดจากประกาศจำหน่ายก่อนตัดสินใจ

ทำไมดอกเบี้ยสูงกว่า ถึงไม่ได้คุ้มกว่าเสมอ

  • Reinvestment Risk หากดอกเบี้ยตลาดกำลังอยู่ในช่วงขาลง เงินต้นที่ได้คืนจากพันธบัตรระยะสั้นที่ครบกำหนดก่อน อาจนำไปลงทุนต่อได้ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง
  • ความผันผวนของราคา ถ้าจำเป็นต้องขายพันธบัตรอายุยาวก่อนครบกำหนดในช่วงที่ดอกเบี้ยตลาดปรับขึ้น ราคาที่ขายได้อาจต่ำกว่าที่คาดไว้

เปรียบเทียบ พันธบัตรรัฐบาล vs เงินฝากประจำ vs กองทุนตราสารหนี้

หัวข้อ

พันธบัตรรัฐบาล

เงินฝากประจำ

กองทุนตราสารหนี้

ความเสี่ยง

ต่ำ มีรัฐบาลค้ำประกัน

ต่ำ

ปานกลาง ขึ้นอยู่กับคุณภาพตราสารในพอร์ต

ผลตอบแทนคาดหวัง

แน่นอนตลอดอายุสัญญา

แน่นอนตามอัตราที่ธนาคารประกาศ

ผันผวนตาม NAV(Net Asset Value หรือ มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ)

สภาพคล่อง/การถอนเงิน

ขายก่อนกำหนดได้ในตลาดรอง แต่ราคาไม่คงที่

ถอนก่อนกำหนดมักเสียสิทธิดอกเบี้ยเต็มอัตรา

ซื้อ-ขายได้ทุกวันทำการ สภาพคล่องสูงสุดในสามตัวนี้

ภาษี

หัก ณ ที่จ่าย 15% ของดอกเบี้ยที่ได้รับ

หัก ณ ที่จ่าย 15% เช่นกัน (ตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนด)

ขึ้นอยู่กับนโยบายกองทุนและประเภทเงินได้


ซื้อพันธบัตรรัฐบาลได้ที่ไหน สรุปขั้นตอนสำหรับมือใหม่

ช่องทางหลักในการซื้อ

1.ตลาดแรก (Primary Market) 

  • ผ่านธนาคารตัวแทนจำหน่าย เช่น ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา และธนาคารซีไอเอ็มบีไทย (รายชื่อธนาคารตัวแทนอาจเปลี่ยนแปลงในแต่ละรอบจำหน่าย) 
  • ผ่านแอปพลิเคชัน เช่น วอลเล็ต สบม. บนแอปเป๋าตัง หรือแอปพลิเคชัน Streaming สำหรับพันธบัตรบางรุ่น 

2.ตลาดรอง (Secondary Market) 

  • ขายคืนก่อนครบกำหนดผ่านธนาคารหรือแอปพลิเคชันการลงทุนที่รองรับ 

ขั้นตอนการซื้อพันธบัตรสำหรับมือใหม่ 

  1. เช็กช่วงเวลาเปิดขายและเงื่อนไขของรุ่นพันธบัตร ติดตามประกาศจากสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) หรือธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อดูอัตราดอกเบี้ย อายุ วงเงินขั้นต่ำ-ขั้นสูง และวันจองซื้อของรุ่นที่กำลังจะเปิด 
  2. เปิดบัญชีซื้อขายพันธบัตรหรือเชื่อมต่อแอปพลิเคชัน เช่น เปิดวอลเล็ต สบม. บนแอปเป๋าตัง หรือติดต่อธนาคารตัวแทนจำหน่ายที่สะดวก 
  3. ชำระเงินและรับหลักฐานการถือครอง พันธบัตรส่วนใหญ่ในปัจจุบันเป็นแบบไร้ใบตราสาร ตรวจสอบการถือครองได้ผ่านระบบดิจิทัลของผู้จัดจำหน่าย 

ความเสี่ยงและภาษีของพันธบัตรรัฐบาลที่มือใหม่ต้องรู้ 

  • ความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย ราคาพันธบัตรในตลาดรองจะลดลงเมื่อดอกเบี้ยตลาดปรับตัวสูงขึ้น 
  • ความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ ผลตอบแทนที่แท้จริงจะลดลงหากอัตราเงินเฟ้อสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋ว 
  • ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง การขายพันธบัตรก่อนครบกำหนดในตลาดรองอาจไม่ได้ราคาที่ต้องการในทันที 

(FAQ) คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการลงทุนพันธบัตรรัฐบาล

Q: Coupon Rate, Yield และราคาพันธบัตร ต่างกันอย่างไร?

Coupon Rate คือดอกเบี้ยหน้าตั๋วที่กำหนดไว้ตายตัวและได้รับแน่นอนตามรอบ ส่วน Yield คือผลตอบแทนที่แท้จริงเมื่อคำนวณจากราคาที่ซื้อมาจริง (ซึ่งอาจสูงหรือต่ำกว่าราคาหน้าตั๋ว) ขณะที่ราคาพันธบัตรในตลาดรองจะเคลื่อนไหวสวนทางกับทิศทางดอกเบี้ยตลาด

Q: ใช้บัตรเครดิตหรือสินเชื่อมาซื้อพันธบัตรรัฐบาลได้ไหม?

ไม่แนะนำ เพราะธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดเพดานดอกเบี้ยบัตรเครดิตไม่เกิน 16% ต่อปี ส่วนสินเชื่อส่วนบุคคลไม่เกิน 25% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าดอกเบี้ยที่ได้จากพันธบัตรมาก การกู้มาซื้อจึงมีแต่จะขาดทุนจากส่วนต่างดอกเบี้ย

Q: ภาษีดอกเบี้ยพันธบัตรคืออะไร

ดอกเบี้ยที่ได้รับจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราที่ประกาศในประมวลรัษฎากร โดยบุคคลธรรมดาจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 15 ของดอกเบี้ยในแต่ละงวด ซึ่งเป็นตัวเลขที่ควรนำไปคำนวณผลตอบแทนสุทธิก่อนตัดสินใจเปรียบเทียบกับสินทรัพย์อื่น

Q: พันธบัตรรัฐบาลควรซื้อครั้งเดียว หรือทยอยซื้อแบบ DCA?

พันธบัตรออมทรัพย์เปิดขายเป็นรอบๆ ตามที่สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ประกาศ ไม่ได้เปิดขายต่อเนื่องทุกวันเหมือนกองทุนรวมหรือหุ้น จึงเหมาะกับการซื้อเป็นเงินก้อนตามรอบที่เปิดขาย มากกว่าการทยอย DCA รายเดือน

Q: หากจำเป็นต้องใช้เงินด่วน ขายพันธบัตรก่อนครบกำหนดได้ไหม?

ขายได้ผ่านตลาดรอง แต่ราคาที่ได้อาจสูงหรือต่ำกว่าเงินต้นที่ซื้อมา ขึ้นอยู่กับทิศทางอัตราดอกเบี้ยตลาด ณ ขณะนั้น จึงควรใช้เงินเย็นในการซื้อพันธบัตรตั้งแต่แรก เพื่อลดโอกาสต้องขายในจังหวะที่ไม่ได้ราคาดี


พันธบัตรรัฐบาลเหมาะกับการพักเงินก้อนให้ปลอดภัยและรู้ผลตอบแทนล่วงหน้า ส่วนเงินที่ใช้จ่ายหมุนเวียนในชีวิตประจำวัน การมีบัตรเครดิตที่คืนสิทธิประโยชน์กลับมาก็ช่วยบริหารเงินให้คุ้มค่าขึ้นอีกทาง อย่างบัตรเครดิต KTC ที่ทุกการใช้จ่ายผ่านบัตร 25 บาท จะได้รับคะแนน KTC FOREVER 1 คะแนน สะสมไว้แลกสิทธิประโยชน์ได้หลากหลายและคะแนนไม่มีวันหมดอายุ ใครสนใจสามารถสมัครได้ด้วยตนเองตลอด 24 ชั่วโมงผ่านแอป KTC Mobile

บริหารเงินอย่างชาญฉลาดกับบัตรเครดิต KTC