สิทธิเบิกจ่ายตรงค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการ ถือเป็นหนึ่งในสวัสดิการด้านสุขภาพที่หลายคนมองว่า “คุ้มค่าและอุ่นใจที่สุด” เพราะไม่เพียงดูแลตัวผู้เป็นข้าราชการเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงคนในครอบครัวด้วย ปี 2569 นี้ ใครเป็นข้าราชการหรือมีคนในครอบครัวรับราชการ บทความนี้จะช่วยให้คุณ เช็กสิทธิได้ถูกต้อง ใช้สิทธิได้ครบ และวางแผนค่าใช้จ่ายได้อย่างมั่นใจ

 

สิทธิเบิกจ่ายตรง คืออะไร?

สิทธิเบิกจ่ายตรง คือ สิทธิรักษาพยาบาลของข้าราชการ คู่สมรส บิดา มารดา ในการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล นอกเหนือไปจากกองทุนบำเหน็จ บำนาญข้าราชการ สิทธิเบิกจ่ายตรง ค่ารักษาพยาบาล เป็นโครงการแบบสมัครใจ หมายความว่าผู้มีสิทธิ์หรือบุคคลในครอบครัวไม่ต้องการสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลไปก่อน หรือไม่อยากยุ่งยากที่ต้องเดินทางไปขอหนังสือรับรองจากต้นสังกัด ก็สามารถสมัครเข้าโครงการเบิกจ่ายตรงนี้ได้

โดยกรมบัญชีกลาง จะเป็นผู้ดำเนินการจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการ คู่สมรส บิดา มารดา ผู้มีสิทธิ์ และบุคคลในครอบครัวให้กับสถานพยาบาล ซึ่งจะมีการส่งข้อมูลทั้งข้อมูลข้าราชการ คู่สมรส บิดา มารดา ผู้มีสิทธิ์ และบุคคลในครอบครัว ข้อมูลการรักษาพยาบาล และข้อมูลการจ่ายเงิน ที่ดำเนินการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ครอบคลุมทั้งระบบการเบิกจ่ายตรงผู้ป่วยนอก และผู้ป่วยใน

ผู้มีสิทธิ์ที่จะใช้โครงการเบิกจ่ายตรงนั้น จะต้องดำเนินการลงฐาน บุคลากรภาครัฐของตนเองและบุคคลในครอบครัวให้เรียบร้อยสมบูรณ์ก่อนใช้ สิทธิ์ 15-20 วัน ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งระบบเบิกจ่ายตรงผู้ป่วยนอกและระบบจ่าย ตรงผู้ป่วยใน

*หนังสือเวียนหลักๆ ของกรมบัญชีกลางที่เวียนแจ้งส่วนราชการเกี่ยวกับ โครงการเบิกจ่ายตรงสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ได้แก่

หนังสือกรมบัญชีกลาง ด่วนที่สุด ที่ กค 0417/ว 34 ลงวันที่ 4 ก.ย.49 เรื่อง การบริหารจัดการฐานข้อมูลบุคลากรภาครัฐ

หนังสือกรมบัญชีกลาง ด่วนที่สุด ที่ กค 0417/ว 196 ลงวันที่ 12 ธ.ค.49 เรื่อง ขยายระยะเวลาการปฏิบัติหน้าที่ของนายทะเบียนส่วนภูมิภาค เพื่อ ดำเนินการจัดทำฐานข้อมูลบุคลากรภาครัฐ


ใครมีสิทธิเบิกจ่ายตรงได้บ้าง?

กลุ่มที่สามารถใช้สิทธินี้ได้ ได้แก่

  • ข้าราชการประจำ
  • ลูกจ้างประจำภาครัฐ
  • คู่สมรส
  • บุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย ลำดับที่ 1-3 เท่านั้น อายุไม่เกิน 20 ปีบริบูรณ์ (เว้นแต่เป็นผู้ไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ)บุตร (ตามเงื่อนไขอายุและสถานะ)
  • บิดา-มารดา (ต้องมีชีวิตอยู่และต้องไม่ใช่ข้าราชการที่มีสิทธิซ้ำซ้อน)

โดยต้องมีการลงทะเบียนข้อมูลและความสัมพันธ์ไว้ในระบบราชการเรียบร้อย

สิทธิครอบคลุมอะไรบ้าง?

สิทธิเบิกจ่ายตรงข้าราชการครอบคลุมค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ที่จำเป็น ได้แก่

  • ค่ารักษาพยาบาล (ผู้ป่วยนอก / ผู้ป่วยใน)
  • ค่ายาและเวชภัณฑ์ ตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์
  • ค่าห้องและค่าอาหาร (ตามอัตราที่กำหนด)
  • ค่าผ่าตัด หรือหัตถการทางการแพทย์

ทั้งนี้ การเบิกได้หรือไม่ได้ขึ้นอยู่กับ ประเภทการรักษาและอัตราสิทธิที่กรมบัญชีกลางกำหนด

 

วิธีเช็กสิทธิเบิกจ่ายตรงข้าราชการ

วิธีที่ 1: เช็กผ่านเว็บไซต์กรมบัญชีกลาง

1.   เข้าเว็บไซต์ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ

2.   กรอกเลขบัตรประชาชน 13 หลัก

3.  ระบบจะแสดงสถานะสิทธิของตนเองและบุคคลในครอบครัว

เป็นวิธีที่สะดวก รวดเร็ว และแนะนำให้เช็กก่อนเข้ารับการรักษาทุกครั้ง

วิธีที่ 2: เช็กผ่านแอป

  • สามารถเช็กสิทธิเบิกจ่ายตรงข้าราชการผ่านแอปพลิเคชัน CGD iHealthCare ได้เลย
  • ผ่าน LINE Official Account “CGD Control” สามารถเพิ่มเพื่อน LINE OA ของกรมบัญชีกลางเพื่อเช็กข้อมูลสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการได้

ขั้นตอนใช้งาน

1. เปิด LINE

2. ค้นหา “CGD Control”

3. กดเพิ่มเพื่อน

4. เลือกเมนูตรวจสอบสิทธิรักษาพยาบาล

5.  กรอกข้อมูลยืนยันตัวตน

  • ผ่านแอป “เป๋าตัง” สามารถใช้สิทธิเบิกจ่ายตรงผู้ป่วยนอกผ่านเมนู “กระเป๋าสุขภาพ” ได้เลย โดยกรมบัญชีกลางรองรับระบบนี้อย่างเป็นทางการ

ขั้นตอนใช้งาน

1.  เปิดแอป “เป๋าตัง”

2.  เข้าเมนู “กระเป๋าสุขภาพ”

3. เลือก “ชำระ/เบิกค่ารักษาพยาบาล”

4. เลือกรายการรักษา

5.  ยืนยันการใช้สิทธิ

 

วิธีที่ 3: เช็กผ่านโรงพยาบาล

  • แจ้งเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล
  • แสดงบัตรประชาชน
  • เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบสิทธิจากระบบให้ทันที

เหมาะกรณีต้องการความชัวร์ก่อนเข้ารับบริการ

 

วิธีเช็กสิทธิ “ครอบครัว” ว่าใช้เบิกได้หรือไม่

การเช็กสิทธิของคนในครอบครัว ควรตรวจสอบ 3 เรื่องหลัก ได้แก่

  • ตรวจสอบว่ารายชื่อบุคคลในครอบครัวอยู่ในระบบหรือไม่
  • ความสัมพันธ์ต้องถูกต้องตามกฎหมาย (คู่สมรส / บุตร / พ่อแม่)
  • บุตรต้องอยู่ในเกณฑ์อายุและสถานะที่กำหนด

หากข้อมูลไม่อัพเดท ควรแจ้งต้นสังกัดให้ดำเนินการแก้ไขก่อนใช้สิทธิ

เอกสารที่ต้องใช้เมื่อไปใช้สิทธิเบิกจ่ายตรง

การเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนก่อนเข้ารับการรักษา จะช่วยให้ใช้สิทธิเบิกจ่ายตรงได้อย่างราบรื่น ไม่เสียเวลา และลดความเสี่ยงที่จะต้องสำรองจ่ายโดยไม่จำเป็น โดยเอกสารที่ใช้สามารถแยกได้ตามกรณีดังนี้

1. เอกสารสำหรับผู้มีสิทธิหลัก (ข้าราชการ / ลูกจ้างประจำ)

  • บัตรประชาชนตัวจริง
    ใช้เพื่อยืนยันตัวตนและให้โรงพยาบาลตรวจสอบสิทธิจากระบบกรมบัญชีกลางโดยตรง
  • บัตรข้าราชการ หรือเอกสารแสดงสถานะราชการ (ถ้ามี)
    บางโรงพยาบาลอาจขอเพิ่มเติมเพื่อความชัดเจน โดยเฉพาะการเข้ารับบริการครั้งแรก
  • เอกสารส่งตัว / ใบนัดแพทย์ (กรณีเฉพาะ)
    ใช้ในกรณีรักษาแบบผู้ป่วยใน (IPD) หรือมีการส่งต่อจากโรงพยาบาลต้นทาง

2. เอกสารกรณีใช้สิทธิ “บุคคลในครอบครัว”

หากเป็นการใช้สิทธิเบิกจ่ายตรงในนามบุคคลในครอบครัวของข้าราชการ ต้องเตรียมเอกสารยืนยันความสัมพันธ์เพิ่มเติม ดังนี้

คู่สมรส

  • บัตรประชาชนของผู้เข้ารับการรักษา
  • ทะเบียนสมรส ที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย
  • กรณีเปลี่ยนชื่อ–นามสกุล ต้องมีเอกสารเปลี่ยนชื่อประกอบ

 บุตร

  • บัตรประชาชน (ถ้ามี) หรือ สูติบัตร
  • ต้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย และอยู่ในเกณฑ์อายุที่กำหนด
  • หากบุตรบรรลุนิติภาวะแล้ว แต่เป็นผู้ไร้ความสามารถ / เสมือนไร้ความสามารถ ต้องมีเอกสารทางราชการรับรอง

 บิดา–มารดา

  • บัตรประชาชนของบิดา–มารดา
  • เอกสารแสดงความสัมพันธ์ เช่น สูติบัตรของผู้มีสิทธิ หรือทะเบียนบ้าน

เอกสารเหล่านี้ใช้เพื่อยืนยันว่าบุคคลดังกล่าวมีรายชื่อและสถานะถูกต้องในระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ

3. เอกสารเพิ่มเติมในกรณีเฉพาะ

บางสถานการณ์อาจต้องใช้เอกสารเพิ่มเติม เช่น

  • หนังสือรับรองแพทย์
    กรณีรักษาในโรงพยาบาลเอกชน หรือกรณีฉุกเฉินที่ต้องใช้สิทธิเบิกจ่ายตรง
  • เอกสารคำสั่งศาล
    ในกรณีเปลี่ยนสถานะบุคคลในครอบครัว หรือสิทธิพิเศษบางรูปแบบ
  • เอกสารจากต้นสังกัด
    หากข้อมูลสิทธิยังไม่อัพเดท หรือมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลล่าสุด

โรงพยาบาลแบบไหนใช้สิทธิเบิกจ่ายตรงได้

  • โรงพยาบาลของรัฐ
  • โรงพยาบาลเอกชนที่เข้าร่วมโครงการเบิกจ่ายตรง
  • ควรสอบถามหรือเช็กรายชื่อโรงพยาบาลที่เข้าร่วมก่อนเข้ารับบริการทุกครั้ง

ใช้สิทธิเบิกจ่ายตรง ต้องสำรองจ่ายไหม?

  • ส่วนใหญ่ไม่ต้องสำรองจ่าย หากอยู่ในขอบเขตสิทธิ
  • หากค่ารักษาเกินสิทธิ เช่น ห้องพิเศษ หรือบริการเพิ่มเติม อาจต้องจ่ายส่วนต่างเอง

สิ่งที่เบิกสิทธิค่ารักษาพยาบาลไม่ได้ หรือมีเงื่อนไข

รายการที่มักมีข้อจำกัด ได้แก่

  • ห้องพิเศษเกินระดับสิทธิ
  • ยานอกบัญชีที่รัฐกำหนด
  • บริการพิเศษบางประเภท เช่น ศัลยกรรมเพื่อความงาม

เทคนิคใช้สิทธิรักษาพยาบาลข้าราชการให้คุ้มที่สุด

  • เช็กสิทธิก่อนเข้ารับการรักษาทุกครั้ง
  • เลือกโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการ
  • ใช้สิทธิให้ตรงตามเงื่อนไข เพื่อลดค่าใช้จ่ายส่วนเกิน

 

ตัวช่วยบริหารค่าใช้จ่ายส่วนเกินจากสิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาล

แม้สิทธิจะครอบคลุมหลายอย่าง แต่ค่าใช้จ่ายบางส่วนยังต้องจ่ายเอง การมีตัวช่วยทางการเงินจึงสำคัญ

กรณีค่าใช้จ่ายเกินสิทธิ

  • ใช้บัตรเครดิตช่วยบริหารสภาพคล่อง ลดภาระการจ่ายเงินก้อนทันที

ใช้โปรโมชั่นผ่อน 0%

  • สามารถแบ่งจ่ายค่ารักษา เช่น ค่าห้อง ค่ายา หรือค่าผ่าตัดเพิ่มเติม ช่วยวางแผนการเงินได้ดีขึ้น

ใช้คะแนน KTC FOREVER ให้คุ้ม

  • นำคะแนนสะสมไปแลกส่วนลดหรือเครดิตเงินคืน  ลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพได้อีกทางหนึ่ง

ใช้แอป KTC Mobile คุมค่าใช้จ่ายสุขภาพ

  • เช็กยอดใช้จ่ายแบบเรียลไทม์ วางแผนงบประมาณด้านสุขภาพได้ง่าย

 

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสิทธิเบิกจ่ายตรงค่ารักษาพยาบาล ข้าราชการ ครอบครัว

Q: ใช้สิทธิได้ทุกโรงพยาบาลไหม?
A: ไม่ได้ ต้องเป็นโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการ

Q: ครอบครัวใช้สิทธิแทนได้ไหม?
A: ได้ หากอยู่ในเงื่อนไขและมีข้อมูลในระบบ

Q: ต้องสำรองเงินก่อนหรือไม่?
A: ส่วนใหญ่ไม่ต้อง หากค่ารักษาอยู่ในสิทธิ

Q: สิทธิเบิกจ่ายตรงครอบคลุมค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง?
A: ครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลตามที่กรมบัญชีกลางกำหนด ทั้งในส่วนของ:

  • ผู้ป่วยนอก (OPD): ค่ายา ค่าตรวจ และค่าธรรมเนียมทางการแพทย์ตามสิทธิ
  • ผู้ป่วยใน (IPD): ค่าห้อง ค่าอาหาร และค่ารักษาพยาบาลอื่นๆ ตามอัตราที่ราชการกำหนด

หมายเหตุ: ไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายเพื่อความงามหรือบริการที่ไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์

สิทธิเบิกจ่ายตรงข้าราชการในปี 2569 เป็นสวัสดิการที่ช่วยลดภาระค่ารักษาพยาบาลได้อย่างมาก ทั้งตัวผู้มีสิทธิและครอบครัว แต่สิ่งสำคัญคือการ “เช็กสิทธิให้ถูกต้องก่อนใช้” และเข้าใจเงื่อนไขอย่างครบถ้วน เพื่อไม่ให้เกิดค่าใช้จ่ายส่วนเกินโดยไม่จำเป็น

และหากมีค่าใช้จ่ายที่เกินสิทธิ การมีตัวช่วยอย่างบัตรเครดิต KTC ก็สามารถช่วยบริหารเงินสด ผ่อนจ่าย และเพิ่มความคุ้มค่าผ่านคะแนน KTC FOREVER ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ใครที่ยังไม่มี ลองพิจารณาสมัครบัตรเครดิต KTC เพื่อให้ทุกค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ “เบาลง” และ “คุ้มค่ามากขึ้น” ในระยะยาว

ใช้จ่ายคุ้มค่า นึกถึงบัตรเครดิต KTC