ได้เวลาแห่งการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2567 กันแล้ว สำหรับใครที่จะต้องเสียภาษีเป็นครั้งแรกแล้วสงสัยว่า ทำอย่างไรได้ลดหย่อนภาษี หากยื่นภาษีแล้ว จะได้รับเงินคืนภาษีหรือไม่ ถ้าได้จะได้เงินภาษีคืนเท่าไหร่ เช็คยังไง หากคืนเงินภาษีผ่านพร้อมเพย์ กี่วันถึงจะได้รับเงิน แล้วมีขั้นตอนยื่นภาษีอย่างไรบ้าง บทความนี้จะมาไขข้อสงสัยทุกอย่างให้กับคุณ


เงินคืนภาษีคืออะไร ?

เงินคืนภาษี คือ เงินที่กรมสรรพากรคืนให้แก่ผู้เสียภาษี หากคุณมีเงินได้สุทธิตั้งแต่ 150,000 บาทต่อปีขึ้นไป ก็จำเป็นจะต้องเสียภาษีตามที่กำหนด กรณีที่ผู้เสียภาษีมีการเสียภาษีเกินกว่าจำนวนภาษีที่ต้องชำระตามกฎหมาย ก็จะได้รับเงินคืนภาษี โดยเงินจำนวนนี้ก็จะถูกโอนเข้าบัญชีธนาคารของผู้เสียภาษีนั่นเอง


วิธีคิดเงินคืนภาษี

สำหรับการคำนวณเงินคืนภาษีคร่าวๆ มีวิธีคิด ดังนี้


เงินได้สุทธิ x อัตราภาษี = ภาษีที่ต้องจ่าย

แต่อย่าเพิ่งจ่ายภาษีทันที เพราะว่ามนุษย์เงินเดือนทุกคนนั้นได้มีการถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ไว้ตลอดทุกเดือนอยู่แล้ว ดังนั้นให้นำ


ภาษีที่ต้องจ่าย - ภาษีหัก ณ ที่จ่าย = เงินคืนภาษี

หากคำนวณออกมาแล้ว

  • ภาษีที่ต้องจ่าย เท่ากับ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย หมายถึง ไม่ต้องเสียภาษี
  • ภาษีที่ต้องจ่าย มากกว่า ภาษีหัก ณ ที่จ่าย หมายถึง ต้องเสียภาษี
  • ภาษีที่ต้องจ่าย น้อยกว่า ภาษีหัก ณ ที่จ่าย หมายถึง ได้รับเงินคืนภาษี

หรือถ้าจะให้ง่ายที่สุดก็ยื่นภาษีออนไลน์ โดยให้ระบบคำนวณให้เลยเพื่อความแม่นยำ



ยื่นภาษีออนไลน์ สามารถยื่นได้ถึงวันที่ 8 เม.ย. 2567


ยื่นภาษีในปี 2567 สุดท้ายวันที่เท่าไหร่ ? 

สำหรับปี 2568 นี้ ผู้เสียภาษีจะต้องยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี 2567 ด้วยตัวเอง สำหรับการยื่นแบบกระดาษ สามารถยื่นได้ที่สำนักงานสรรพากรได้ถึงวันที่ 31 มี.ค. 2568 ส่วนการยื่นภาษีออนไลน์ สามารถยื่นได้ถึงวันที่ 8 เม.ย.2568


ขั้นตอนการขอเงินคืนภาษี 

หลังจากยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 90/91) ด้วยตัวเองหรือผ่านเว็บไซต์ของกรมสรรพากรเรียบร้อยแล้ว ในขั้นตอนสุดท้ายจะมีข้อมูลแสดงว่าเราสามารถขอเงินคืนภาษีได้เท่าไหร่ที่ช่อง “ยอดภาษีสุทธิ ชำระไว้เกิน”


จากนั้นระบบจะถามเราว่า “คุณต้องการขอคืนเงินภาษีที่ชำระเกินไว้หรือไม่?” หากต้องการขอเงินคืนภาษี ให้คลิก “ต้องการขอคืน” แล้วคลิก “ถัดไป” จากนั้นหน้าเว็บไซต์จะแสดงผลการยื่นภาษีแบบสำเร็จ เมื่อยื่นสำเร็จแล้วก็รอเงินคืนภาษีเข้าบัญชีได้เลย


ช่องทางรับเงินคืนภาษี

สำหรับช่องทางรับเงินภาษีคืนนั้น สามารถรับได้ 3 ช่องทาง ได้แก่

  1. พร้อมเพย์ที่ผูกบัญชีด้วยเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก
  2. บัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)
  3. บัตร e-Money / e-Wallet เฉพาะธนาคารกรุงไทย



โดยปกติกรมสรรพากรจะดำเนินการคืนเงินภาษีภายใน 3 เดือน


ยื่นภาษีเสร็จแล้วจะได้รับเงินคืนภาษีเมื่อไหร่ ภายในกี่วัน ?

โดยปกติแล้วกรมสรรพากรจะดำเนินการคืนเงินภาษีภายใน 3 เดือน กรณีมีเอกสารชัดเจนแสดงว่า ได้มีการเสียภาษีไว้เกิน ผิด ซ้ำ หรือไม่มีหน้าที่ต้องเสีย นับแต่วันที่ได้รับคำร้องขอคืนเงินภาษีด้วยแบบ ภ.ง.ด.90/91 ที่แจ้งความประสงค์ขอคืนเงินภาษี (ค.10) อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาในการรับเงินคืนภาษีอาจเร็วหรือช้ากว่า 3 เดือน ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น

  • ความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูลในแบบแสดงรายการภาษี
  • เอกสารประกอบ
  • ประวัติการเสียภาษีของผู้เสียภาษี


คืนเงินภาษีผ่านพร้อมเพย์ กี่วันได้? 

กรณีที่กรมสรรพากรคืนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารแบบพร้อมเพย์ จะได้รับเงินคืนภายใน 3 เดือนเช่นกัน


วิธีตรวจสอบสถานะการขอเงินคืนภาษี

สำหรับใครที่ทำการขอคืนภาษีไปแล้วแต่ยังไม่ได้รับเงินคืนภาษี สามารถตรวจสอบได้ตามช่องทางต่างๆ ดังนี้

  1. เข้าเว็บไซต์กรมสรรพากร https://rd.go.th >> เลือกเมนู My Tax Account ตรวจสอบข้อมูลทางภาษี >> ระบุหมายเลขผู้ใช้ รหัสผ่าน Laser ID หลังบัตรประจำตัวประชาชน หรือเข้าสู่ระบบด้วย Digital ID >> เลือกเบอร์โทรศัพท์ หรืออีเมลที่ได้แจ้งไว้ เพื่อรับรหัส OTP >> กรอกรหัส OTP และกดยืนยัน >> ติดตามสถานะและส่งเอกสาร
  2. ติดต่อศูนย์สารนิเทศสรรพากร (RD Intelligence Center) ที่เบอร์ 1161
  3. สำนักงานสรรพากรพื้นที่ตามภูมิลำเนาที่ปรากฏในหน้าแบบแสดงรายการ


อยากได้เงินคืนภาษี ประกันและกองทุนช่วยคุณได้ 

สำหรับใครที่ไม่เคยได้เงินคืนภาษีเลย แล้วสงสัยว่า "มีวิธีไหนบ้างที่ทำให้เราได้รับเงินคืนภาษี?" เราขอแนะนำวิธีง่ายๆ นั่นก็คือการทำประกันที่จะช่วยให้คุณมีสิทธิลดหย่อนและได้รับเงินคืนภาษี เช่น

  • ประกันชีวิตและประกันแบบสะสมทรัพย์ สามารถใช้ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท
  • ประกันสุขภาพและประกันอุบัติเหตุที่คุ้มครองสุขภาพ สามารถลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 25,000 บาท และเมื่อรวมกับประกันชีวิตและประกันแบบสะสมทรัพย์ ต้องไม่เกิน 100,000 บาท
  • ประกันสุขภาพของบิดา มารดา สามารถนำมาลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท (บิดา มารดามีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี แต่ไม่จำเป็นต้องมีอายุ 60 ปีขึ้นไป)
  • กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF : Retirement Mutual Fund) สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ 30% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท 
  • กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF : Super Saving Funds) สามารถนำมาลดหย่อนได้ 30% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี ตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท

และยังมีประกันรวมถึงกองทุนอื่นๆ อีกมากมาย ที่สามารถช่วยคุณได้ ทั้งนี้ สำหรับกลุ่มค่าลดหย่อนประกันชีวิตและการลงทุนในการวางแผนเกษียณ ได้แก่ กองทุน RMF กองทุน SSF กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน กองทุนการออมแห่งชาติ และประกันชีวิตแบบบำนาญ เมื่อรวมกันทั้งหมดแล้ว ต้องไม่เกิน 500,000 บาท


ซื้อประกันและกองทุนตอนไหนดี?

แนะนำให้ซื้อประกันช่วงต้นปี เพราะเบี้ยประกันส่วนใหญ่จะถูกกว่าปลายปี ซึ่งจะทำให้เบี้ยประกันเฉลี่ยต่อเดือนถูกลง ที่สำคัญคือบริษัทประกันมักจะมีโปรโมชั่นพิเศษสำหรับประกันบางแผนในช่วงต้นปีให้กับลูกค้า อีกทั้งเราสามารถวางแผนการเงินตลอดทั้งปีได้ง่ายขึ้นด้วย

การวางแผนภาษีที่ดี จะช่วยให้คุณได้รับเงินคืนภาษีสูงสุด แนะนำให้ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิการลดหย่อนภาษีต่างๆ รวมถึงวางแผนการเงินอย่างรอบคอบ และบัตรเครดิต KTC เอง ก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยให้คุณวางแผนการเงินในแต่ละเดือนได้ง่ายขึ้นเช่นกัน สนใจสมัครบัตรเครดิต KTC และ สมัครบัตรกดเงินสด KTC PROUD พร้อมสิทธิประโยชน์มากมายที่ช่วยให้คุณวางแผนภาษีได้มากขึ้นด้วย หากสนใจบัตรเครดิต KTC สามารถสมัครออนไลน์ ได้เลย

อ้างอิงจาก :


ใช้จ่าย คุ้มค่า นึกถึงบัตรเครดิต KTC