หากเป็นมนุษย์เงินเดือนก็น่าจะคุ้นเคยกับเรื่อง “ภาษี” กันเป็นอย่างดี เพราะเป็นสิ่งที่จะต้องหักจากรายรับเป็นประจำทุกเดือน ดังนั้น เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายปี ผู้ที่ต้องเสียภาษีจึงต้องเตรียมตัวเพื่อยื่นภาษีและมักมองหาการลดหย่อนภาษีต่างๆ โดยการลดหย่อนภาษีนั้นมีความสำคัญ เพราะยิ่งหากมีการวางแผนด้านภาษีที่ดี จะยิ่งช่วยให้แบ่งเบาภาระด้านภาษีที่ต้องจ่ายได้อย่างประสิทธิภาพ วันนี้ KTC ได้สรุปข้อมูลเกี่ยวกับการลดหย่อนภาษี 2567 และการยื่นภาษีมาฝาก พร้อมตอบทุกข้อสงสัย เข้าใจง่ายแบบครบเครื่อง




การวางแผนด้านภาษีที่ดีจะช่วยให้แบ่งเบาภาระได้อย่างประสิทธิภาพ


วางแผนภาษีสำคัญอย่างไร?

ภาษีเป็นเรื่องสำคัญและต้องทำในทุกๆ ปี ยิ่งหากมีรายได้มาก ก็ยิ่งจำเป็นต้องทราบถึงรายการใช้จ่ายต่างๆ โดยเฉพาะการวางแผนเรื่องภาษี

  • ช่วยประหยัดเงินในกระเป๋า

การวางแผนเรื่องภาษีที่ดีจะช่วยให้สามารถคำนวณภาษีที่ต้องจ่าย พร้อมช่องทางในการลดหย่อนภาษีที่จะนำมาช่วยแบ่งเบาภาระภาษีที่ต้องชำระให้น้อยลง ซึ่งจะช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายได้

  • ช่วยให้มีการวางแผนการเงินอย่างเป็นระบบ

เมื่อมีการวางแผนเรื่องภาษีอย่างรอบคอบ ก็จะทำให้มีแผนในการใช้จ่ายเงินอย่างมีประสิทธิภาพ รวมไปถึงสามารถชำระภาษีได้อย่างถูกต้องครบถ้วน


วิธีคำนวณเงินได้สุทธิ

เงินได้สุทธิคือรายรับที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยมีวิธีคำนวณ ดังนี้

รายได้รวมต่อปี - ค่าใช้จ่าย - ค่าลดหย่อน= เงินได้สุทธิ

โดยผู้ที่มีรายได้สุทธิน้อยกว่า 150,000 บาทขึ้นไป/ปี หลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้ว จะได้รับการยกเว้นการเก็บภาษี แต่ถ้าหากมีรายได้สุทธิตั้งแต่ 150,001 บาท/ปีขึ้นไป หลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้ว จะต้องเสียภาษีตามฐานของเงินได้สุทธิ ดังต่อไปนี้

รายได้สุทธิ (บาท)

อัตราการเสียภาษี

150,001 -300,000

5%

300,001 -500,000

10%

500,001 -750,000

15%

750,001-1,000,000

20%

1,000,001 -2,000,000

25%

2,000,001 - 5,000,000

30%

5,000,001 บาทขึ้นไป

35%


รวมรายการลดหย่อนภาษีในปี 2567 มีอะไรอัพเดทใหม่บ้าง?

ผู้มีรายได้ทุกคนมีหน้าที่ในการยื่นภาษีตามกฎหมาย ไม่ว่าเงินได้นั้นจะถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษีหรือไม่ อย่างไรก็ดี สำหรับผู้ที่ต้องเสียภาษีอาจมองหารายการที่จะช่วยลดหย่อน เพื่อเป็นตัวช่วยให้ประหยัดภาษีที่ต้องชำระได้ สำหรับปี 2567 มีรายการลดหย่อนภาษี ดังนี้

  • หมวดส่วนตัว และครอบครัว
    • ลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท ซึ่งสามารถนำไปลดหย่อนได้เลยต้องไม่ต้องมีเงื่อนไขใดๆ
    • ลดหย่อนคู่สมรส 60,000 บาท โดยจะต้องเป็นคู่สมรสที่จดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย และคู่สมรสจะต้องไม่มีรายได้
    • ลดหย่อนค่าฝากครรภ์และค่าคลอดบุตร ไม่เกิน 60,000 บาท ซึ่งจ่ายให้กับสถานพยาบาลของรัฐ หรือเอกชน หากมีการยื่นขอลดหย่อนภาษีทั้งคู่ ภรรยาจะเป็นผู้ได้รับสิทธิในการลดหย่อน ซึ่งสามีสามารถไปใช้สิทธิลดหย่อนในกรณีภรรยาไม่มีรายได้
    • ลดหย่อนบุตรคนละ 30,000 บาท โดยจะต้องเป็นบุตรโดยกฎหมาย (ลดหย่อนได้ตามจำนวนจริง) หรือเป็นบุตรบุญธรรมที่จดทะเบียนรับอย่างถูกต้องตามกฎหมาย (ลดหย่อนได้สูงสุด 3 คน) ที่มีอายุไม่เกิน 20 ปี ในกรณีบุตรคนที่คนที่ 2 เป็นต้นไป ซึ่งต้องเกิดตั้งแต่ปี 61 สามารถลดหย่อนได้คนละ 60,000 บาท
    • ลดหย่อนค่าเลี้ยงดูพ่อแม่ของตนเอง หรือคู่สมรส จำนวนคนละ 30,000 บาท สูงสุดไม่เกิน 120,000 บาท โดยสามารถลดหย่อนได้ไม่เกิน 4 คน โดยบิดา - มารดาต้องมีอายุมากกว่า 60 ปี และมีรายได้ต่อปีไม่เกิน 30,000 บาท ซึ่งพี่น้องไม่สามารถใช้สิทธิลดหย่อนซ้ำกันได้
    • ลดหย่อนค่าอุปการะผู้พิการหรือทุพพลภาพ คนละ 60,000 บาท โดยผู้พิการจะต้องมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาท โดยจะต้องมีบัตรประจำตัวผู้พิการ และหนังสือรับรองการเป็นผู้อุปการะ
  • หมวดประกัน เงินออม และการลงทุน
    • ประกันสังคมสามารถใช้จ่ายได้ตามจริง สูงสุดไม่เกิน 9,000 บาท
    • เบี้ยประกันสุขภาพของพ่อและแม่ ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท โดยพ่อแม่ จะต้องมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี
    • เบี้ยประกันชีวิตและประกันสะสมทรัพย์ ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริงไม่เกิน 100,000 บาท โดยจะต้องเป็นประกันชีวิตที่ทำในประเทศไทย และมีระยะเวลาคุ้มครอง 10 ปีขึ้นไป
    • เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ สามารถใช้ลดหย่อนภาษี 15% ของเงินได้ สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท
    • กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF: Retirement Mutual Fund) สามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้ 30% ของเงินได้ที่เสียภาษี สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท
    • กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF: Super Saving Funds) สามารถใช้ลดหย่อนภาษี 30% ของเงินได้ที่เสียภาษี สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท
    • กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) หรือกองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน สามารถใช้ลดหย่อนภาษี 15% ของเงินได้ที่เสียภาษี ตามจำนวนที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท
    • กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) และกองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 30,000 บาท
    • เงินลงทุนธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) สำหรับผู้ที่ลงทุนตั้งแต่ปี 2564 สามารถนำไปลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท
    • กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG) สำหรับผู้ที่ลงทุนตั้งแต่ปี 2567- 2569 สามารถนำไปลดหย่อนได้ 30% ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกินไม่เกิน 300,000 บาท
  • หมวดเงินบริจาค
    • เงินบริจาคทั่วไป ลดหย่อนได้ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังจากหักค่าลดหย่อนภาษี ตามยอดที่จ่ายจริง
    • เงินบริจาคเพื่อการศึกษา การกีฬา การพัฒนาสังคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ และบริจาคเพื่อสถานพยาบาลของรัฐ สามารถลดหย่อนได้ 2 เท่าของเงินบริจาค สูงสุดไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังจากหักค่าลดหย่อนภาษี
    • เงินบริจาคให้กับพรรคการเมือง นำมาลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท โดยเริ่มใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2561 เป็นต้นไป
  • หมวดกระตุ้นเศรษฐกิจ
    • Easy e-Receipt 2567 สามารถใช้ลดหย่อนได้ไม่เกิน 50,000 บาท จากยอดใช้จ่ายซื้อสินค้าและบริการที่มีใบกำกับภาษีและใบเสร็จรับเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) หรือใบเสร็จรับเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 15 กุมภาพันธ์ 2567 โดยจะต้องเป็นสินค้าและบริการที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สินค้า OTOP และสินค้าหมวดหนังสือและ E-Book
    • ค่าใช้จ่ายเที่ยวเมืองรอง 2567 สามารถลดหย่อนได้ไม่เกิน 15,000 บาท จากยอดใช้จ่ายค่าบริการท่องเที่ยวมัคคุเทศก์ ค่าแพ็คเกจทัวร์ ค่าที่พักในโรงแรม รีสอร์ท หรือโฮมสเตย์ สำหรับจังหวัดรอง 55 จังหวัด ระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม - 30 พฤศจิกายน 2567
    • ดอกเบี้ยกู้ยืมเพื่อซื้อหรือสร้างที่อยู่อาศัย ได้แก่ บ้านเดี่ยว คอนโด ห้องชุด และอาคาร สามารถนำมาลดหย่อนได้ตามจ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท
    • ค่าใช้จ่ายสร้างบ้านใหม่ในปี 2567 - 2568 สามารถนำมาลดหย่อนได้ 10,000 บาท ต่อจำนวนค่าก่อสร้างที่จ่ายจริงทุก 1 ล้านบาท (รวม VAT แล้ว) สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท โดยจำกัดไม่เกิน 1 หลัง ราคาสูงสุดไม่เกิน 10,000,000 บาท ซึ่งบ้านที่ต้องการลดหย่อน จะต้องมีสัญญาจ้างที่ได้เริ่มก่อสร้างตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน 2567 – 31 ธันวาคม 2568


ใช้สิทธิลดหย่อนภาษี 2567 ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง?

รูปแบบการยื่นภาษีหลักๆ สำหรับกลุ่มคนทำงาน จะมี 2 ประเภท ได้แก่

  • ภ.ง.ด.90 : สำหรับผู้มีรายได้อื่นๆ นอกเหนือจากเงินเดือน
  • ภ.ง.ด.91 : สำหรับผู้ที่มีเพียงทางเดียว ไม่มีรายได้เสริมอื่นๆ

โดยทั้ง 2 ประเภท จะใช้เอกสารในการยื่นภาษีเหมือนกัน ดังต่อไปนี้

  • หนังสือรับรองภาษีเงินได้ หัก ณ ที่จ่าย (ใบ 50 ทวิ)
  • สรุปรายการและเอกสารลดหย่อนภาษีของทั้งปี เช่น ค่าลดหย่อนเลี้ยงดูพ่อแม่, ค่าประกันสุขภาพ, ค่าประกันชีวิต และค่าดอกเบี้ยบ้าน เป็นต้น




ช่องทางยื่นภาษีปี 2567 ได้แก่ยื่นด้วยตนเอง ยื่นผ่านออนไลน์ และยื่นผ่านแอปพลิเคชัน


ยื่นภาษี 2567 ได้ที่ไหนบ้าง?

สำหรับช่องทางในการยื่นภาษีปี 2567 สามารถยื่นได้ 3 ช่องทาง ดังนี้

  • ยื่นด้วยตนเองที่กรมสรรพากร หรือสำนักงานสรรพกรพื้นที่สาขาใกล้บ้าน
  • ยื่นออนไลน์ผ่านระบบ E-Filing ของกรมสรรพากร บนเว็บไซต์ https://efiling.rd.go.th/rd-cms/ ซึ่งหากใครไม่เคยยื่นผ่านช่องทาง E-Filing มาก่อน จะต้องทำการลงทะเบียนสมัครสมาชิกก่อนเข้าสู่ระบบ
  • ยื่นภาษีผ่านแอปพลิเคชัน RD Smart Tax ของกรมสรรพากรโดยต้องลงทะเบียนสมัครสมาชิกผ่านเว็บไซต์ของสรรพกรก่อน จึงจะสามารถดำเนินการได้


บุคคลธรรมดาที่ถูกเว้นภาษีมีใครบ้าง?

ในกลุ่มผู้มีเงินได้บุคคลธรรมดาบางกลุ่ม กรมสรรพากรจะมีการละเว้นการเก็บภาษีบางส่วน ได้แก่

  • ผู้สูงอายุ

ผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 65 ปีบริบูรณ์ในปีภาษีนั้น จะได้รับการยกเว้นภาษีไม่เกิน 190,000 บาทต่อปีภาษี

  • ผู้พิการ

ผู้พิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการว่าด้วยการส่งเสริม และพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ปี พ.ศ. 2550 ที่มีอายุไม่เกิน 65 ปีบริบูรณ์ในปีภาษีนั้น และอาศัยอยู่ในประเทศไทย จะได้รับการยกเว้นภาษีไม่เกิน 190,000 บาทต่อปีภาษี

  • ผู้มีเครดิตภาษีเงินปันผล

ผู้ที่มีการลงทุนในหุ้น สามารถใช้ยกเว้นการเรียกเก็บภาษีได้ตามสัดส่วนที่ได้รับจากเงินปันผล

สำหรับผู้ที่ต้องเสียภาษีอาจมองหาโปรโมชั่นประกันชีวิตที่จะช่วยลดหย่อน เพื่อเป็นตัวช่วยให้ประหยัดภาษีที่ต้องชำระได้ สำหรับปี 2567 ขอแนะนำดังนี้




กรณีชำระเต็มจำนวน
  • เลือกรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 1% หรือคะแนนพิเศษเพิ่ม 25% เมื่อชำระเบี้ยประกันทั้งปีแรกและปีต่ออายุ ผ่านบัตรเครดิต KTC

รายละเอียดเพิ่มเติมคลิกที่นี่




  • รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 13% เมื่อชำระค่าเบี้ยประกันภัยด้วยบัตรเครดิต KTC
  • รายละเอียดเพิ่มเติม คลิกที่นี่


การเตรียมตัวและศึกษาข้อมูลเรื่องการยื่นและลดหย่อนภาษีให้พร้อม เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องให้ความสำคัญ เพื่อให้สามารถวางแผนการใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ เมื่อทำการยื่นภาษีแล้ว หากต้องชำระเพิ่มเติมก็สามารถใช้บัตรเครดิต KTC ในการชำระภาษีได้ สามารถเลือกเปลี่ยนยอดใช้จ่ายเป็นยอดผ่อนชำระได้ เพื่อให้สามารถบริหารจัดการเงินได้อย่างคล่องตัว ใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต KTC ยังมอบความคุ้มค่าด้วยคะแนนสะสม KTC FOREVER ที่สามารถใช้คะแนนแลกรับส่วน หรือเครดิตเงินคืนได้ พร้อมโปรโมชั่นจากร้านค้าชั้นนำและแบรนด์ดังมากมายสมัครบัตรเครดิต KTC ออนไลน์สมัครง่าย อยู่ที่ไหนก็สมัครได้ ตลอด 24 ชั่วโมง


ใช้จ่าย คุ้มค่า นึกถึงบัตรเครดิต KTC