อยากเล่นหุ้นแต่ไม่รู้จะเริ่มจากแอปไหน? นี่คือปัญหาที่นักลงทุนมือใหม่เจอกันแทบทุกคน เพราะในปี 2026 โลกการลงทุนไม่ได้มีแค่แอปของโบรกเกอร์ไทยอีกต่อไป แต่ยังมีแพลตฟอร์มต่างประเทศ แอปลงทุนอัตโนมัติ และแอปเทรดหุ้นสายใช้งานง่ายให้เลือกเยอะมาก จนหลายคนยิ่งดูยิ่งสับสนว่าแอปไหนเหมาะกับตัวเองจริง ๆ

บทความนี้จึงรวม 10 แอปเล่นหุ้นน่าใช้แห่งปี 2026 ทั้งหุ้นไทยและหุ้นต่างประเทศ พร้อมเปรียบเทียบจุดเด่น ค่าธรรมเนียม และสไตล์การใช้งานแบบเข้าใจง่าย เพื่อช่วยให้คุณเลือกแอปที่เหมาะกับเป้าหมายการลงทุนของตัวเองได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสายลงทุนระยะยาว สายเก็งกำไร หรือคนที่เพิ่งเริ่มซื้อหุ้นครั้งแรกก็ตาม

 

เทรดหุ้นแอปไหนดีในปี 2026?

สำหรับใครที่อยากได้คำตอบเร็ว ๆ นี่คือสรุปตามสถานการณ์

  • ถ้าเน้นหุ้นไทย เลือก Streaming หรือ Settrade ได้เลย เพราะข้อมูลเรียลไทม์ครบและใช้งานแพร่หลาย
  • ถ้าอยากลงทุนหุ้นต่างประเทศ แนะนำ Dime หรือ InnovestX ที่รองรับหุ้น US และตลาดต่างประเทศได้
  • ถ้าเป็นมือใหม่มาก ๆ ให้เลือกแอปที่ UI เรียบง่าย มีบทวิเคราะห์ให้อ่าน และไม่มีค่าธรรมเนียมขั้นต่ำ เช่น Dime หรือ Finansia HERO จะเหมาะที่สุด

 

10 แอปเทรดหุ้นใช้ง่าย มือใหม่ก็ใช้ได้ในปี 2026



1. Streaming (by SETTRADE)

ใช้เทรด: หุ้นไทย, อนุพันธ์ (Derivatives), Multi-Market

Streaming คือแอปเทรดหุ้นที่ได้รับความนิยมสูง พัฒนาโดย Settrade.com ผู้เชี่ยวชาญระบบซื้อขายทางอินเทอร์เน็ต รองรับทั้งหุ้นและอนุพันธ์ในแอปเดียว มีข้อมูลเรียลไทม์ กราฟครบ และ Touch ID / Face ID สำหรับล็อกอินได้อย่างปลอดภัย

เหมาะกับใคร: นักลงทุนที่เน้นหุ้นไทยโดยเฉพาะ ทั้งมือใหม่และมือเก๋าที่คุ้นเคยกับตลาดหุ้นไทย

จุดเด่น

ข้อมูลครบ ใช้ได้กับหลายโบรกเกอร์ รองรับ iOS และ Android อินเทอร์เฟซคุ้นชินสำหรับนักลงทุนไทย

จุดด้อย

เน้นตลาดไทยเป็นหลัก ถ้าอยากเทรดหุ้นนอกอาจต้องพึ่งแอปอื่นเพิ่ม



2. KGI Power Trade

ใช้เทรด: หุ้นไทย, อนุพันธ์

KGI Power Trade เป็นแอปแบบ All-in-one ที่สามารถทำได้ตั้งแต่เช็คความเคลื่อนไหว ดูราคา ติดตามแบบเรียลไทม์ พร้อมกับช่วยคัดกรองหุ้นที่มาแรงได้โดยใช้ระยะเวลาเพียงแค่ 1 นาที ที่น่าตื่นเต้นไปกว่านั้น คือสามารถส่งคำซื้อ-ขาย ได้แบบ Auto Trade เลย เรียกว่าเป็นแอพเทรดหุ้นที่ครบจบภายในแอปเดียวของจริง แถมยังใช้ง่าย รับรองมือใหม่ก็ใช้ได้

เหมาะกับใคร: เหมาะกับคนที่ต้องการเทรดผ่านมือถือแบบเร็วและครบเครื่อง เน้นดูพอร์ต ข่าว กราฟ ในแอปเดียว

จุดเด่น

คอนเซ็ปท์แอปแบบ All-in-one ทำทุกอย่างได้ครบ และจบภายในแอปเดียว ตั้งแต่กรองหุ้น ติดตามการเคลื่อนไหว และเทรดได้เลย

จุดด้อย

ค่าธรรมเนียมค่อนข้างสูง และคุณต้องเปิดบัญชีกับ KGI เท่านั้น



3. INVX (InnovestX)

ใช้เทรด: หุ้นไทย, หุ้นต่างประเทศ 31 ตลาด (US, ยุโรป, เอเชีย, ฮ่องกง), กองทุนรวม 2,000+ กอง, สินทรัพย์ดิจิทัล

INVX (InnovestX) เป็นแอปที่ครอบคลุม รองรับตลาดหุ้นทั่วโลกถึง 31 ตลาด มีข้อมูลเรียลไทม์จาก Nasdaq และมีระบบ Intelligent Portfolio บริหารพอร์ตอัตโนมัติ เปิดบัญชีครั้งเดียวแล้วลงทุนได้ทุกสินทรัพย์ เชื่อมต่อ SCB Easy ได้อย่างไร้รอยต่อ

เหมาะกับใคร: นักลงทุนที่อยากกระจายพอร์ตไปหลายตลาดทั่วโลก หรือคนที่ต้องการความสะดวกในการโอนเงิน

จุดเด่น

ครอบคลุมที่สุด มีระบบความปลอดภัยระดับธนาคาร (Bank-grade Security) ใบอนุญาตจาก กลต. ไทย

จุดด้อย

ค่าธรรมเนียมต่อรายการ (ประมาณ 4.99 USD ขั้นต่ำสำหรับหุ้นต่างประเทศ) อาจสูงสำหรับคนที่ลงทุนก้อนเล็ก



4. Dime

ใช้เทรด: หุ้นไทย, หุ้นสหรัฐฯ,

Dime เป็นแอปที่ขึ้นชื่อเรื่องการเทรดหุ้นที่ง่าย เหมาะกับมือใหม่ก็ใช้ได้ แถมยังมีระบบที่ค่อนข้างเร็ว ที่สำคัญคือเป็นแอปที่ครบเรื่องการออมเงิน และการลงทุน เหมาะกับมือใหม่หรือคนงบน้อย ที่อยากเริ่มลงทุนหุ้นไทยและหุ้นสหรัฐฯ ด้วยเงินไม่มาก โดยเด่นเรื่องซื้อหุ้นสหรัฐฯ แบบเศษส่วน เริ่ม 50 บาท ได้เลย ค่าธรรมเนียมต่ำ ใช้เงินบาทเทรดได้ ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมการแปลงสกุลเงินให้วุ่นวาย

เหมาะกับใคร: มือใหม่ที่อยากเริ่มต้นลงทุนด้วยเงินน้อย หรือคนที่เทรดเดือนละครั้งและอยากประหยัดค่าธรรมเนียม

จุดเด่น

ระบบใช้งานง่าย เทรดเงินบาทได้เลย และค่าธรรมเนียมต่ำ

จุดด้อย

ซื้อขายหุ้นต่างประเทศในสหรัฐเท่านั้น และจำกัดแค่เพียงคนที่เปิดบัญชีซื้อ-ขายกับ Dime เท่านั้น



5. efin Trade Plus

ใช้เทรด: หุ้นไทย, อนุพันธ์, Multi-Market

efin Trade Plus รองรับการใช้งานกับหลายบริษัทหลักทรัพย์พร้อมกัน มีฟีเจอร์ Auto Trade ตั้งเงื่อนไขซื้อขายอัตโนมัติ และ AI ช่วยวิเคราะห์การลงทุน เหมาะสำหรับคนที่ไม่มีเวลาเฝ้าหน้าจอตลอดวัน

เหมาะกับใคร: นักลงทุนที่มีพอร์ตกับหลายโบรกเกอร์และต้องการรวมทุกอย่างไว้ในที่เดียว หรือคนที่ชอบตั้ง Auto Trade

จุดเด่น

ใช้ได้กับหลายโบรกเกอร์ มี Auto Trade, มี AI วิเคราะห์ รองรับทั้ง iOS และ Android

จุดด้อย

มีค่าบริการเพิ่มเติมตามแพ็กเกจ และไม่มีบริการเปิดบัญชีซื้อขายในตัวแอป



6. Liberator

ใช้เทรด: หุ้นไทย, หุ้นสหรัฐฯ, TFEX

Liberator เป็นแอปสำหรับเทรดหุ้นไทยและหุ้นสหรัฐฯ รวมถึง TFEX เหมาะกับคนที่ต้องการเทรดหลายตลาดในแอปเดียว จุดเด่นคือค่าคอมค่อนข้างต่ำ และมีโปรเทรดฟรีตามเงื่อนไข จึงเหมาะกับคนที่ซื้อขายบ่อย ถ้าอยากคุมต้นทุนการเทรดและใช้งานง่ายในชีวิตประจำวัน Liberator เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ

เหมาะกับใคร: คนที่อยากเทรดหุ้นไทยและหุ้นสหรัฐฯ ในแอปเดียว และต้องการคุมต้นทุนค่าธรรมเนียม

จุดเด่น

ค่าคอมค่อนข้างถูก และมีรูปแบบคิดค่าธรรมเนียมที่ยิ่งเทรดยิ่งคุ้ม

จุดด้อย

ฟีเจอร์บางส่วนยังไม่แน่นเท่าแอปสายโปร จึงอาจไม่เหมาะกับคนที่ต้องการเครื่องมือวิเคราะห์ขั้นสูงมากๆ



7. Webull Thailand

ใช้เทรด: หุ้นสหรัฐฯ, ETF, หุ้นไทย (บางส่วน)

 Webull Thailand ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์จาก กลต. ไทยอย่างเป็นทางการ ระบบการฝาก-ถอนเงินจึงต้องเป็นไปตามมาตรฐานเกณฑ์กำกับดูแล มีการแจ้งระยะเวลาที่ชัดเจน โดยมีค่าคอมหุ้นไทย 0.04% ไม่มีค่าธรรมเนียมฝาก/ถอนเงินผ่านธนาคาร รองรับการใช้งานทั้งมือถือและคอมพิวเตอร์

เหมาะกับใคร: คนที่อยากเทรดหุ้นสหรัฐฯ เป็นหลัก, ชอบเครื่องมือกราฟและข้อมูลแบบเรียลไทม์ และอยากได้แพลตฟอร์มที่ใช้งานได้ทั้งมือถือกับคอมพิวเตอร์

จุดเด่น

เทรดหุ้นสหรัฐฯ/ETF/Options ได้ในแอปเดียว และมีเครื่องมือวิเคราะห์ค่อนข้างครบ

จุดด้อย

 ฟีเจอร์เยอะจนมือใหม่อาจงงและต้องใช้เวลาเรียนรู้



8. Exness

ใช้เทรด: ดู Forex, ทองคำ, น้ำมัน, ดัชนี, หุ้น CFD และคริปโต

Exness เป็นแอปโบรกเกอร์สำหรับสายเทรดที่เน้นเก็งกำไรระยะสั้น ไม่ใช่แอปซื้อขายหุ้นไทยแบบโบรกเกอร์หุ้นทั่วไป โดยใช้เทรดได้หลายสินทรัพย์ เช่น Forex, ทองคำ, ดัชนี, หุ้น CFD, คริปโต และรองรับทั้งมือถือ เว็บ และ MT4/MT5  

เหมาะกับใคร: เหมาะกับคนที่อยากเทรดหลายสินทรัพย์ในที่เดียว ชอบสเปรดต่ำ ฝากถอนเร็ว และมีพื้นฐานการเทรดบ้าง

จุดเด่น

สินทรัพย์ให้เทรดหลากหลาย รองรับภาษาไทยและซัพพอร์ตไทย มีหลายประเภทบัญชี และใช้งานได้ค่อนข้างเสถียร

จุดด้อย

ไม่ใช่การซื้อหุ้นจริงแบบถือยาว เสี่ยงสูงจากเลเวอเรจ และบางช่วงข่าวแรงสเปรดอาจถ่างหรือออเดอร์หน่วงได้
ไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กลต. ประเทศไทย



9. Mitrade

ใช้เทรด: CFD หุ้นต่างประเทศ, Forex, ดัชนี, สินค้าโภคภัณฑ์ (ทองคำ, น้ำมัน), ETF และคริปโต

Mitrade เป็นโบรกเกอร์ CFD ที่ก่อตั้งในเมลเบิร์น ออสเตรเลีย มีแนวคิดเน้นแพลตฟอร์มที่ใช้งานง่าย ออกแบบ UI ให้เหมาะกับผู้ใช้ทุกระดับ โดยเฉพาะสาย mobile-first รองรับสินทรัพย์หลากหลายในแอปเดียว และมีบัญชีทดลอง สำหรับฝึกเทรดโดยไม่ต้องใช้เงินจริง

เหมาะกับใคร: นักลงทุนที่ต้องการเก็งกำไรระยะสั้น รวมถึงมือใหม่ที่อยากทดลองเทรดผ่าน Demo ก่อนใช้เงินจริง

จุดเด่น

UI ใช้งานง่าย ไม่มีค่าคอมมิชชัน มี Demo Account ฟรี รองรับสินทรัพย์หลากหลาย

จุดด้อย

เป็นการเทรด CFD ซึ่งมีความเสี่ยงสูงกว่าการซื้อหุ้นโดยตรง ไม่ได้เป็นเจ้าของสินทรัพย์จริง
ไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กลต. ประเทศไทย



10. Finansia HERO

ใช้เทรด: หุ้นไทย, อนุพันธ์

Finansia HERO เป็นแอปเทรดหุ้นของบริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซีย ไซรัส ที่ชูจุดเด่นเรื่องใช้งานง่าย เปิดบัญชีออนไลน์ได้เร็วภายใน 8 นาที และมีเครื่องมือช่วยเทรด/ดูข้อมูลแบบเรียลไทม์ครบสำหรับตลาดหุ้นไทย

เหมาะกับใคร: มือใหม่ที่อยากเปิดบัญชีเร็ว เน้นหุ้นไทย และต้องการแอปที่ใช้งานง่ายไม่ซับซ้อน

จุดเด่น

เปิดบัญชีไว, ใช้งานง่าย, มีข้อมูลและเครื่องมือครบสำหรับตลาดหุ้นไทย,

จุดด้อย

เน้นตลาดหุ้นไทยเป็นหลัก จึงไม่เหมาะกับคนที่อยากเทรดหุ้นต่างประเทศ

ตารางเปรียบเทียบแอปเทรดหุ้นยอดนิยม

แอป

ตลาด

จุดเด่น

เหมาะกับใคร

Streaming

หุ้นไทย, อนุพันธ์

ข้อมูลเรียลไทม์ครบ ใช้แพร่หลาย

ทุกระดับ เน้นหุ้นไทย

KGI Power Trade

หุ้นไทย, อนุพันธ์

ทำทุกอย่างได้ครบในแอปเดียว

คนที่ชอบความสะดวก ต้องการเทรดผ่านมือถือแบบเร็ว

InnovestX

31 ตลาดทั่วโลก + กองทุน 2,000+ กอง

ครอบคลุมที่สุด รองรับทุกสินทรัพย์

คนที่อยากกระจายการลงทุน

Dime

หุ้นไทย, หุ้น US (Fractional Share)

เริ่ม 50 บาท เทรดฟรี 1 ครั้ง/เดือน

มือใหม่ เงินน้อย DCA รายเดือน

efin Trade Plus

หุ้นไทย, อนุพันธ์

Auto Trade, AI วิเคราะห์

คนที่ไม่มีเวลาเฝ้าหน้าจอ

Liberator

หุ้นไทย, US, HK, กองทุน

Flat Rate 999 บาท/เดือน เทรดไม่จำกัด

Active Trader เทรดบ่อย

Webull

หุ้น US, ETF

อินดิเคเตอร์ 50+ ตัว กราฟครบ

สายเทคนิค

Exness

Forex, ทองคำ, น้ำมัน, ดัชนี, หุ้น CFD และคริปโต

สินทรัพย์ให้เทรดหลากหลาย

อยากเทรดหลายสินทรัพย์ในที่เดียว

Mitrade

CFD หุ้นนอก, Forex, ทองคำ, คริปโต 400+ สินทรัพย์

ไม่มีค่าคอม มี Demo Account ใบอนุญาต ASIC

สายเก็งกำไร เทรด Forex มือใหม่อยากทดลอง

Finansia HERO

หุ้นไทย, อนุพันธ์

เปิดบัญชี 8 นาที ไม่มีขั้นต่ำ

มือใหม่ เน้นหุ้นไทย

 

มือใหม่ควรเลือกแอปเทรดหุ้นแบบไหนดี?

มือใหม่ควรเลือกแอปที่ UI เรียบง่าย ไม่ท่วมด้วยปุ่มและกราฟ ก่อน เพราะถ้าใช้งานไม่ออกตั้งแต่ต้น โอกาสที่จะถอดใจก็สูงมาก หัวใจสำคัญในการเลือกแอปสำหรับมือใหม่คือ

  • UI ใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน ขั้นตอนซื้อหุ้นต้องชัดเจนภายใน 3 คลิก
  • มีข้อมูลและบทวิเคราะห์ เพื่อให้ตัดสินใจลงทุนได้ ไม่ใช่เดาสุ่ม
  • ค่าธรรมเนียมไม่สูง ไม่มีขั้นต่ำ เพราะมือใหม่มักเริ่มด้วยเงินน้อย
  • รองรับมือถือได้ดี สะดวกติดตามได้ทุกที่ทุกเวลา

สิ่งที่มือใหม่ควรหลีกเลี่ยงคือ แอปที่เต็มไปด้วยอินดิเคเตอร์และคำศัพท์เทคนิค เช่น Webull ที่เหมาะกับคนที่มีประสบการณ์แล้ว ให้เริ่มจาก Dime! หรือ Finansia HERO ก่อน แล้วค่อยอัปเกรดไปแอปที่ซับซ้อนขึ้นเมื่อพร้อม

 

แอปเทรดหุ้นไทย vs ต่างประเทศ ต่างกันยังไง?

หุ้นไทย (SET)

  • เข้าใจง่ายกว่า เพราะคุ้นเคยกับชื่อบริษัทและธุรกิจ
  • ใช้เงินบาท ไม่ต้องกังวลเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน
  • ตลาดเปิด 10:00–12:30 และ 14:30–16:30 น. ตามเวลาไทย
  • เหมาะสำหรับมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้น

หุ้นต่างประเทศ (เช่น US)

  • โอกาสเติบโตสูง เข้าถึงบริษัทระดับโลก เช่น Apple, Nvidia, Tesla
  • ต้องแลกเงินเป็น USD และอาจมีค่าแลกเงินเพิ่ม
  • เวลาตลาดสหรัฐฯ ไม่ตรงกับเวลาไทย (ประมาณ 21:30–04:00 น.)
  • ต้องเข้าใจปัจจัยระดับโลก เช่น นโยบายดอกเบี้ย Fed

 

มือใหม่เล่นหุ้น ต้องรู้อะไรบ้างก่อนโหลดแอป

  • หุ้นมีความเสี่ยง ไม่มีการลงทุนใดที่ได้กำไรแน่นอน 100% ราคาหุ้นขึ้นลงได้ตลอดเวลา
  • ต้องมีบัญชีซื้อขายกับโบรกเกอร์ แอปเทรดหุ้นส่วนใหญ่ต้องเปิดบัญชีหลักทรัพย์ก่อน ซึ่งปัจจุบันทำออนไลน์ได้ง่ายมาก

อย่าลงทุนตามกระแส เห็นคนพูดถึงหุ้นตัวไหนบน Social Media ไม่ได้แปลว่าหุ้นตัวนั้นดีเสมอไป ควรศึกษาก่อนลงทุนทุกครั้ง



เริ่มต้นเล่นหุ้น ใช้เงินเท่าไหร่ดี?

  • เงินหลักพัน (1,000–5,000 บาท): เริ่มต้นสะสมหุ้นแบบ DCA ได้สบาย
  • เงินหลักหมื่น (10,000 บาทขึ้นไป): เริ่มกระจายพอร์ตได้หลายตัว
  • แนะนำอย่างยิ่งให้แบ่งเงินลงทุนอย่างสมเหตุสมผล อย่าเอาเงินทั้งหมดมาลงทุนในครั้งเดียว
  • ไม่ควรใช้เงินฉุกเฉิน เงินที่นำมาลงทุนต้องเป็นเงินส่วนเกินที่สามารถรับความเสี่ยงได้

 

Checklist ก่อนเลือกแอปเทรดหุ้น

  • เป้าหมายชัดเจน — อยากเทรดหุ้นไทย หรือหุ้นต่างประเทศ?
  • เช็กค่าธรรมเนียม — มีค่าคอมมิชชันขั้นต่ำหรือเปล่า? คำนวณว่าคุ้มกับสไตล์การลงทุนของคุณไหม
  • ทดลองใช้งานก่อน — หลายแอปดูข้อมูลหุ้นได้โดยไม่ต้องเปิดบัญชี ลองสัมผัส UI ก่อนตัดสินใจ
  • มีเงินสำรองก่อนลงทุน — ควรมีเงินฉุกเฉินอย่างน้อย 3–6 เดือนก่อนเริ่มลงทุน
  • เลือกแอปที่มีใบอนุญาต กลต. — เพื่อความมั่นใจว่าเงินของคุณปลอดภัย

 

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับแอปเทรดหุ้น

Q: มือใหม่ควรเริ่มแอปไหนดี?

A: สำหรับมือใหม่จริง ๆ แนะนำ Dime หรือ Finansia HERO เพราะ UI เรียบง่าย เปิดบัญชีได้ไว ไม่มีค่าคอมขั้นต่ำ และไม่ต้องใช้เงินมากก็เริ่มได้

Q: เล่นหุ้นผ่านมือถือปลอดภัยไหม?

A: ปลอดภัย หากคุณใช้แอปของโบรกเกอร์ที่ได้รับใบอนุญาตจาก กลต. ไทย และดาวน์โหลดจาก App Store / Play Store อย่างเป็นทางการ ควรตั้งรหัสผ่านให้แข็งแกร่งและเปิดใช้งาน Face ID / Touch ID ด้วย

Q: ต้องใช้เงินเท่าไหร่ถึงเริ่มได้?

A: หลักร้อยก็เริ่มได้แล้ว สำหรับ Dime เริ่มซื้อหุ้น US ได้ตั้งแต่ 50 บาท สำหรับหุ้นไทยขึ้นอยู่กับราคาหุ้นแต่ละตัว แต่โดยรวมหลักพัน (1,000–5,000 บาท) ก็เพียงพอสำหรับการเริ่มต้น

Q: ต้องเปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ไหม?

A: ใช่ แอปเทรดหุ้นส่วนใหญ่ต้องเปิดบัญชีหลักทรัพย์ แต่ปัจจุบันทำออนไลน์ง่ายมาก บางแอปอย่าง Finansia HERO เปิดบัญชีได้ภายใน 8 นาที ไม่ต้องไปสาขาให้เสียเวลา

 

ทุกวันนี้เทคโนโลยีได้ทำให้การเทรดหุ้นเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่ายกว่าเดิมมาก แอปเทรดหุ้นในปี 2026 ออกแบบมาให้ใช้งานง่าย สะดวก และครอบคลุมทุกความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หรือนักลงทุนที่มีประสบการณ์แล้ว อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการลงทุนจะสะดวกขึ้นเพียงใด เรื่องของความเสี่ยงยังคงมีอยู่เสมอ ทุกการตัดสินใจลงทุนควรผ่านการศึกษาและวางแผนอย่างรอบคอบ

ส่วนใครที่อยากนำเงินสดไปลงทุนเทรดหุ้น แต่อยากจัดสรรการเงินส่วนอื่น ๆ อย่างเงินที่ต้องใช้หมุนในชีวิตประจำวัน หรือเงินฉุกเฉินให้ลงตัวและไม่กระทบกัน แนะนำให้ใช้ บัตรเครดิต KTC มาเป็นตัวช่วย เพราะมีสิทธิประโยชน์มากมายไม่ว่าจะเป็นการได้รับคะแนน KTC FOREVER 1 คะแนนจากทุกการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต KTC 25 บาท ซึ่งคะแนนก็สามารถเอาไปแลกได้หลากหลายและไม่มีวันหมดอายุ นอกจากนี้ยังมีโปรโมชันการผ่อน 0% ณ ร้านค้าที่ร่วมรายการ ช่วยแบ่งเบาภาระทางการเงินและช่วยบริหารเงินได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ทั้งนี้ควรใช้บัตรเครดิตอย่างมีสติ และรับผิดชอบด้วยการจ่ายเงินค่าบัตรเต็มจำนวนทุกเดือน เพื่อหลีกเลี่ยงดอกเบี้ย ส่วนใครที่ยังไม่มีบัตรเครดิต สามารถ สมัครบัตรเครดิต KTC ออนไลน์ ได้เลยตลอด 24 ชั่วโมง

 

ใช้จ่าย คุ้มค่า นึกถึงบัตรเครดิต KTC