การตั้งครรภ์และการคลอดบุตรเป็นหนึ่งในช่วงเวลาสำคัญที่สุดของชีวิตเหล่าคุณผู้หญิง ซึ่งการเช็กสิทธิลาคลอด นับเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะทำให้คุณแม่ได้ทราบถึงสิทธิที่ตนเองมีอยู่ตามกฎหมาย ขณะเดียวกันก็เตรียมความพร้อมในการดูแลลูกน้อยในช่วงเวลาสุดพิเศษที่กำลังจะเกิดขึ้น เพราะการทำความเข้าใจถึงสิทธิลาคลอดไม่ได้หมายความแค่ว่าจะได้หยุดงานกี่วันเพียงเท่านั้น แต่มันคือการวางแผนชีวิตและการเงินในช่วงรอยต่อที่สำคัญที่สุดช่วงหนึ่งในฐานะคุณแม่คนใหม่ และในบทความนี้ KTC ก็ได้รวบรวมทุกสิ่งที่คุณแม่ต้องรู้ไว้ในที่เดียว ตั้งแต่จำนวนวันลาที่ได้รับตามกฎหมาย สิทธิจากประกันสังคม ไปจนถึงวิธีบริหารค่าใช้จ่ายในช่วงลาคลอดให้ผ่านไปได้อย่างราบรื่นที่สุด

 

สรุปสิทธิลาคลอด 2569 คุณแม่ลาได้กี่วัน และได้รับค่าจ้างอย่างไร?

อ้างอิงตามประกาศราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 ที่ได้เผยแพร่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2568 อันจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2568 เป็นต้นมา โดยสาระสำคัญของเนื้อหาได้มีการประกาศ “ปรับเพิ่มสิทธิลาคลอด” เพื่อยกระดับการคุ้มครองลูกจ้างซึ่งเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2568 มีรายละเอียดเป็นดังนี้

คุณแม่ลาคลอดได้นานขึ้นเป็น 120 วัน

จากเดิมที่ลาได้สูงสุด 98 วัน ปัจจุบันกฎหมายใหม่เพิ่มสิทธิลาคลอดเป็น 120 วัน ต่อครรภ์ รวมวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ทั้งหมด

ค่าจ้างระหว่างลา

นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างเต็มจำนวนระหว่างลาคลอด สูงสุด 60 วัน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดิมที่จ่ายค่าจ้างเพียง 45 วัน และในส่วนของวันที่เหลือสามารถใช้สิทธิเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรจากประกันสังคม โดยจะได้รับเงินชดเชย 50% ของค่าจ้างเฉลี่ย (สูงสุด 15,000 บาท) เป็นเวลานานสูงสุด 90 วัน

สิทธิลาต่อเนื่องกรณีบุตรป่วยหรือมีความพิการ

หากบุตรมีภาวะเจ็บป่วยที่เสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อน มีความผิดปกติ หรือมีภาวะความพิการ คุณแม่มีสิทธิลาต่อเนื่องได้อีก 15 วัน หลังจากใช้สิทธิลาคลอดแล้ว โดยต้องมีใบรับรองแพทย์ประกอบการลา

สิทธิลาของสามีหรือคู่สมรส

กฎหมายใหม่ยังเพิ่มสิทธิให้สามีหรือคู่สมรส สามารถลาเพื่อช่วยดูแลภรรยาและทารกหลังคลอดได้ไม่เกิน 15 วัน โดยต้องใช้สิทธิลานี้ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่มีการคลอดบุตร

 

กฎหมายคุ้มครองรวมถึงลูกจ้างจ้างเหมาบริการ ในหน่วยงานรัฐ

กฎหมายฉบับนี้ยังครอบคลุมถึงลูกจ้างจ้างเหมาบริการที่ทำงานให้กับหน่วยงานรัฐ เช่น ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ องค์การมหาชน โดยต้องได้รับสิทธิไม่น้อยกว่าที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนดไว้ด้วย


กฎหมายเดิม

กฎหมายใหม่ (พ.ร.บ. ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2568

วันลาคลอดสูงสุด

98 วัน

120 วัน

ค่าจ้างจากนายจ้าง (100%)

45 วัน

60 วัน

เงินสงเคราะห์ประกันสังคม (50%)

สูงสุด 90 วัน

สูงสุด 90 วัน (เท่าเดิม)

ลาต่อเนื่องกรณีบุตรป่วย/พิการ

ไม่มี

เพิ่มอีก 15 วัน

สิทธิลาของสามี/คู่สมรส

ไม่มี

15 วัน

 

สิทธิประโยชน์จากประกันสังคมที่คุณแม่ปี 2569 ต้องรู้

นอกจากสิทธิลาคลอดที่ได้ระบุไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2568 สำนักงานประกันสังคมยังให้สิทธิประโยชน์ช่วยเหลือคุณแม่ ดังนี้

  • เงินเหมาจ่ายค่าคลอดบุตร 15,000 บาท ต่อครั้ง ไม่จำกัดจำนวนครั้ง
  • เงินสงเคราะห์บุตร 1,000 บาท ต่อเดือน ต่อบุตรหนึ่งคน จนถึงอายุครบ 6 ปี
  • เงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตร 50% ของค่าจ้างเฉลี่ย (สูงสุด 15,000 บาท) นานสูงสุด 90 วัน

สำหรับเงื่อนไขการได้รับสิทธิประโยชน์กรณีคลอดบุตรนั้น หากเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และ มาตรา 39 จะได้รับสิทธิก็ต่อเมื่อจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือน ก่อนเดือนที่คลอดบุตร

ในส่วนของผู้ประกันตนตามมาตรา 38 และมาตรา 41 จะได้รับสิทธิก็ต่อเมื่อจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 เดือนภายในระยะเวลา 15 เดือน ก่อนเดือนที่คลอดบุตร และได้รับสิทธิคุ้มครองภายใน 6 เดือน นับตั้งแต่วันที่สิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน

ทั้งนี้ ผู้ประกันที่ต้องการรับสิทธิจากประกันสังคมสามารถยื่นขอรับเงินประกันสังคมได้ที่ สำนักงานประกันสังคมโดยตรง หรือยื่นผ่านระบบออนไลน์ ที่เว็บไซต์ www.sso.go.th


วางแผนค่าใช้จ่ายช่วงลาคลอด “บัตรเครดิต และบัตรกดเงินสด” คือตัวช่วยที่ตอบโจทย์

ช่วงลาคลอดเป็นช่วงที่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งค่าคลอด ค่าห้องพักโรงพยาบาล ค่าของใช้เด็กอ่อนต่าง ๆ รวมไปถึงค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้วางแผนล่วงหน้าไว้อีกมากมาย ทั้ง ๆ ที่ช่วงลาคลอดบุตรนั้นเป็นช่วงรอยต่อที่รายได้ไม่มั่นคงเท่าเดิม ซึ่งการใช้จ่ายผ่านบัตรกดเงินสด KTC PROUD และบัตรเครดิต KTC ที่มีโปรโมชั่นผ่อน หรือแลกรับเครดิตเงินคืน จะช่วยรักษาสภาพคล่องทางการเงินได้ดีกว่าการใช้จ่ายเงินสดก้อนใหญ่ในคราวเดียว อีกทั้งยังช่วยให้ได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมจากการสะสมคะแนนอีกด้วย โดยบัตรเครดิต KTC ก็มีทั้งโปรโมชั่นร่วมกับโรงพยาบาล ในการจัดการค่าใช้จ่ายระหว่างคลอดบุตรหรือค่ารักษาพยาบาลอื่น ๆ หรือจะเป็นโปรโมชั่นร่วมกับซูเปอร์มาร์เก็ตและห้างสรรพสินค้า เพื่อช่วยบริหารค่าใช้จ่ายเกี่ยวเนื่องที่จำเป็นต่อการเลี้ยงดูบุตร อย่างค่าเสื้อผ้าเด็กอ่อน หรือของใช้สำหรับเด็กแรกเกิด

 

 

Checklist เตรียมตัวลาคลอด 2569 สำหรับพนักงานออฟฟิศ

สำหรับ Checklist สิ่งที่ต้องเตรียมและสิ่งที่ต้องทำของบรรดาคุณแม่พนักงานออฟฟิศ ก่อนเตรียมตัวลาคลอด มีดังนี้

  1. ตรวจสอบอายุงานและระยะเวลาส่งเงินสมทบประกันสังคม โดยจะต้องทำงานกับนายจ้างปัจจุบันมาแล้วและส่งเงินสมทบประกันสังคมไม่น้อยกว่า 5 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือนก่อนคลอด  เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้รับสิทธิประโยชน์ครบถ้วนตามที่พึงจะได้
  2. แจ้งนายจ้างล่วงหน้าอย่างน้อย 30 วัน เพื่อให้บริษัทมีเวลาบริหารจัดการงานให้สามารถดำเนินต่อไปได้ และไม่กระทบกับสิทธิในการลาของคุณ
  3. ตรวจสอบโปรโมชั่นบัตรเครดิตกับโรงพยาบาลที่เลือกคลอด เพื่อให้ได้รับสิทธิพิเศษคุ้มค่าสูงสุด
  4. เตรียมเอกสารสำหรับยื่นขอรับเงินประกันสังคมให้ครบถ้วน ได้แก่ แบบคำขอรับประโยชน์ทดแทน (สปส. 2-01) พร้อมลงลายมือชื่อผู้ยื่นคำขอ, สำเนาสูติบัตรของบุตร, สำเนาบัตรประชาชน และสำเนาสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารประเภทออมทรัพย์ ในกรณีคุณพ่อเป็นผู้ยื่นขอเบิกรับเงินประกันสังคมแทน จะต้องแนบสำเนาทะเบียนสมรสมาด้วย แต่หากไม่ได้จดทะเบียนสมรสสามารถแนบหนังสือรับรองของผู้ประกันตนแทน
  5. สามารถยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทน ภายในระยะเวลา 2 ปี นับตั้งแต่วันที่คลอดบุตร
  6. ตรวจสอบนโยบายลาคลอดของบริษัท บางบริษัทให้สิทธิดีกว่าที่กฎหมายกำหนด เช่น ลาได้มากกว่า 120 วัน หรือจ่ายค่าจ้างเต็มจำนวนระหว่างลาคลอด มากกว่า 60 วัน


FAQ : ตอบข้อสงสัยของเหล่าคุณแม่เรื่องการลาคลอด

Q : สิทธิลาคลอด 120 วัน พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2568 รวมวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ไหม?

A : วันลาคลอด 120 วัน นับรวมวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ทั้งหมด ดังนั้นจำนวนวันทำงานจริงที่หยุดจะน้อยกว่า 120 วัน

 

Q : เงินเดือน 15,000 บาท สมัครบัตรเครดิตใบไหนคุ้มสุดสำหรับคุณแม่มือใหม่?

A : สำหรับบัตรเครดิต KTC แนะนำให้เลือกสมัครบัตรเครดิตทั้ง 4 เครือข่ายชำระเงิน ได้แก่ VISA, MASTERCARD, JCB และ UNIONPAY เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ครอบคลุมในทุกด้านการใช้จ่ายหลักของคุณแม่ในช่วงนี้ ไม่ว่าจะเป็นค่าผ้าอ้อม ค่านม และของใช้จำเป็นสำหรับเด็กที่ต้องซื้อเป็นประจำทุกเดือน  และที่สำคัญสำหรับบัตรเครดิต KTC สามารถใช้งานได้พร้อมกัน 4 ใบ ไม่ซ้ำเครือข่ายชำระเงิน ซึ่งจะไม่มีการคิดค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมใด ๆ

 

Q : เงินเดือนไม่ถึง 15,000 บาท สามารถบัตรเครดิตได้ไหม?

A : ผู้ที่มีเงินเดือนไม่ถึง 15,000 บาท ยังไม่สามารถสมัครบัตรเครดิต KTC ได้ เนื่องจากเกณฑ์รายได้ยังไม่ผ่านคุณสมบัติที่กำหนด แต่สามารถเลือกสมัครเป็นบัตรกดเงินสด KTC PROUD แทนได้ โดยเงื่อนไขผู้สมัครสำหรับพนักงานออฟฟิศที่มีรายได้ประจำได้กำหนดไว้ดังนี้ 1. สัญชาติไทย อายุ 20-60 ปี ​2. รายได้ขั้นต่ำ 12,000 บาท/เดือน​ 3. อายุงานที่ทำงานปัจจุบัน 4 เดือนขึ้นไป​ และ 4. มีเบอร์มือถือ และเบอร์ที่ทำงาน

 

ทั้งนี้ ด้วยสิทธิลาคลอด ในปี 2569 ที่ช่วยให้คุณแม่ลูกอ่อนได้มีเวลาดูแลลูกน้อยได้เต็มที่ถึง 120 วัน พร้อมสิทธิจากประกันสังคมทั้งเงินเหมาจ่ายค่าคลอด 15,000 บาท และเงินสงเคราะห์บุตรรายเดือน จนจวบอายุ 6 ขวบ แต่ถึงอย่างนั้น สิ่งที่จะทำให้ช่วงเวลานี้ผ่านไปได้อย่างราบรื่นคือการวางแผนการเงินที่ดีควบคู่กันไปด้วย และสำหรับคุณแม่ที่กำลังมองหาตัวช่วยเพิ่มสภาพคล่องและรับสิทธิประโยชน์คุ้มค่าในช่วงเตรียมตัวคลอด การเลือกบัตรเครดิต KTC ที่รองรับการชำระค่าพยาบาล และมีสิทธิพิเศษแลกรับเครดิตเงินคืน นับเป็นทางเลือกที่จะช่วยให้สภาพการเงินคล่องตัวมากยิ่งขึ้นในช่วงรอยต่อที่รายได้ไม่มั่นคงเช่นนี้ เพียงมีรายได้รวมเริ่มต้น 15,000 บาท ต่อเดือน และทำงานต่อเนื่องเกิน 4 เดือน ก็สามารถยื่นสมัครบัตรเครดิตเพื่อรับความสะดวกสบายในการใช้จ่ายในระหว่างลาคลอดได้

สำหรับผู้มีรายได้เริ่มต้นเพียง 12,000 บาท การเลือกสมัครบัตรกดเงินสด KTC PROUD ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับคุณแม่และครอบครัวที่กำลังจะมีสมาชิกใหม่ ทั้งยังครอบคลุมทุกการใช้จ่ายความจำเป็นในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นกดเงินสดได้ที่ตู้ ATM ทุกตู้ทั่วไทย โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารได้ตลอด 24 ชั่วโมง รูดซื้อสินค้าได้ทั้งร้านค้าออฟไลน์เเละร้านค้าออนไลน์ได้ทั่วโลก รวมถึงรูดผ่อนสินค้า 0% นานสูงสุด 24 เดือนได้กับร้านค้าที่ร่วมรายการ ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถจัดการค่าใช้จ่ายระหว่างการคลอดได้อย่างไม่มีสะดุด สามารถวางแผนการใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องหมุนเงินไม่ทันอีกต่อไป

*กู้เท่าที่จําเป็นและชําระคืนได้ตามกําหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 20% - 25% ต่อปี

 

ใช้จ่าย คุ้มค่า นึกถึงบัตรเครดิต KTC และบัตรกดเงินสด KTC PROUD