ในบ้านที่เราอยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม คอนโดมิเนียม หรือแม้แต่ห้องเช่า ย่อมมีปัญหาเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นมือจับตู้เสื้อผ้าที่หลวมจากการเปิด-ปิดบ่อยครั้ง ชั้นวางของที่เริ่มเอียงเพราะรับน้ำหนักมากเกินไป หรือแม้แต่การประกอบเฟอร์นิเจอร์ใหม่ที่เพิ่งสั่งซื้อมา ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ หากไม่แก้ก็อาจจะรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน และถ้ารอช่างมาซ่อมทุกครั้ง ก็อาจเสียเวลาและค่าใช้จ่ายเยอะเกินจำเป็น ในบทความนี้ KTC จึงได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องมือช่างพื้นฐาน 10 ชนิดที่ควรมีติดบ้านไว้ พร้อมแนะนำการใช้งาน และข้อควรระวังด้านความปลอดภัย เพื่อให้คุณพร้อมรับมือกับปัญหาเล็ก ๆ ในบ้านได้

 

ทำไมถึงควรมีเครื่องมือช่างพื้นฐานติดบ้านไว้?

เมื่อพูดถึง “เครื่องมือช่าง” หลายคนอาจนึกถึงกล่องเครื่องมือขนาดใหญ่ที่ดูซับซ้อน แต่ความจริงแล้ว เครื่องมือช่างพื้นฐานที่ควรมีติดบ้านนั้นมีไว้เพื่องานซ่อมหรือประกอบอุปกรณ์ทั่วไป เช่น การประกอบโต๊ะที่สั่งซื้อมา การขันมือจับตู้ที่เริ่มหลวม หรือการวัดพื้นที่ก่อนซื้อเฟอร์นิเจอร์ใหม่ การมีอุปกรณ์พร้อมใช้จึงช่วยให้สามารถแก้ปัญหาเล็ก ๆ เหล่านี้ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอช่างหรือไปหยิบยืมเครื่องมือจากเพื่อนบ้าน

ประโยชน์ที่สำคัญของการมีเครื่องมือช่างพื้นฐานครบครัน คือ ช่วยลดการใช้เครื่องมือผิดประเภท เช่น การใช้คีมแทนประแจในการขันน็อต หรือการใช้มีดแทนไขควงในการไขสกรู ซึ่งนอกจากจะทำให้งานไม่เรียบร้อยแล้ว ยังอาจทำให้หัวสกรูหรือน็อตเสียหาย จนซ่อมแซมได้ยากขึ้นในอนาคต และที่สำคัญคือเครื่องมือผิดประเภทอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้ เพราะไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ใช้ทดแทนกัน

นอกจากนี้ การมีเครื่องมือช่างพื้นฐานติดบ้านไว้ยังช่วยให้คุณสามารถตรวจสอบปัญหาเบื้องต้นก่อนตัดสินใจเรียกช่างได้ เช่น เมื่อชั้นวางของเอียง คุณสามารถใช้ไขควงตรวจสอบว่าสกรูหลวมหรือไม่ หรือเมื่อต้องการแขวนกรอบรูปบนผนัง คุณสามารถใช้ตลับเมตรวัดระยะก่อนเริ่มวางตำแหน่ง ซึ่งการประเมินด้วยตนเองก่อนเรียกช่างจะช่วยให้คุณเข้าใจงานซ่อม ปัญหาที่เกิดขึ้น และสามารถสื่อสารกับช่างได้ชัดเจนเมื่องานซ่อมนั้นยากเกินความสามารถ

เครื่องมือช่างพื้นฐานเหล่านี้เหมาะกับทุกประเภทที่อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม คอนโดมิเนียม หรือห้องเช่า เพราะปัญหาเล็ก ๆ ที่ต้องใช้เครื่องมือช่างสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกบ้าน แต่อาจแตกต่างกันไปที่ความถี่ในการใช้งาน รวมถึงข้อจำกัดด้านพื้นที่จัดเก็บ

 

งานซ่อมแบบไหนที่ทำเองได้ด้วยเครื่องมือช่างพื้นฐาน?

งานซ่อมแซมเล็ก ๆ ที่สามารถทำเองได้ด้วยเครื่องมือช่างพื้นฐาน คือ งานกลุ่มงานซ่อมที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น งานซ่อมที่ไม่เกี่ยวข้องกับระบบอันตราย และไม่ต้องอาศัยความรู้เฉพาะทาง ตัวอย่างเช่น

  • ประกอบเฟอร์นิเจอร์ เช่น ประกอบโต๊ะ ตู้ หรือชั้นวางของ ที่สามารถใช้ไขควงและประแจหกเหลี่ยมตามคู่มือของผู้ผลิตในการประกอบด้วยตนเองได้
  • ขันมือจับตู้ที่หลวมจากการใช้งานประจำวัน โดยการใช้ไขควงที่ตรงกับหัวสกรู
  • วัดพื้นที่ก่อนซื้อเฟอร์นิเจอร์หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าใหม่ โดยใช้ตลับเมตรวัดความกว้าง ความสูง และระยะทางเดิน
  • จัดแนวชั้นวางที่เอียงให้กลับมาตรงและรับน้ำหนักได้สมดุล โดยใช้ระดับน้ำ ในการตรวจสอบ
  • ปรับน็อตที่หลวมของเฟอร์นิเจอร์หรืออุปกรณ์ในบ้าน โดยใช้ประแจเลื่อนหรือประแจขนาดที่ตรงกับหัวน็อต
  • ตอกตะปูแขวนกรอบรูป หรือติดตั้งอุปกรณ์เบา ๆ บนผนัง โดยใช้ค้อน
  • เปลี่ยนสายฉีดชำระหรือสายเครื่องซักผ้า โดยใช้ประแจเลื่อนหรือคีมและใช้ไขควงปากแบนหรือปากแฉกขันสกรูให้แน่น

งานช่างเหล่านี้เป็นงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับระบบไฟฟ้าหลัก โครงสร้างอาคาร ระบบแก๊ส หรือระบบประปาที่อยู่ภายในผนัง จึงสามารถทำได้อย่างปลอดภัยด้วยเครื่องมือช่างพื้นฐานและความระมัดระวังทั่วไป

 

บ้านเดี่ยวกับคอนโดต้องเตรียมเครื่องมือช่างแบบเดียวกันไหม?

แม้ว่าเครื่องมือช่างพื้นฐานจะเหมือนกัน แต่การเตรียมเครื่องมือสำหรับบ้านเดี่ยวและคอนโดมิเนียมมีข้อแตกต่างกันในหลายด้าน ดังนี้

ข้อแตกต่าง

บ้านเดี่ยว / ทาวน์โฮม

คอนโดมิเนียม / ห้องเช่า

พื้นที่จัดเก็บ

มีพื้นที่มาก สามารถเก็บเครื่องมือขนาดใหญ่ เช่น บันได และสว่านไฟฟ้า ได้

พื้นที่จำกัด ควรเน้นเครื่องมือขนาดเล็กที่สามารถเก็บในกล่องเดียวได้

ความถี่ในการใช้งาน

ใช้บ่อย เพราะมีพื้นที่และอุปกรณ์มาก ต้องดูแลและซ่อมแซมตลอดทั้งบ้าน

ใช้น้อยกว่า เพราะพื้นที่จำกัดและมักมีช่างประจำอาคาร

ข้อจำกัดเรื่องเสียง

ไม่มีข้อจำกัดมาก สามารถใช้เครื่องมือไฟฟ้าได้ตามเวลาที่เหมาะสม

ต้องคำนึงถึงเสียงรบกวนเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะเครื่องมือไฟฟ้า

การเจาะผนัง

ทำได้ตามต้องการ แต่ต้องระวังไม่ให้กระทบโครงสร้าง

ต้องตรวจสอบกฎของอาคารและประเภทผนังก่อนเจาะ

ฝุ่นและความสกปรก

สามารถทำงานที่มีฝุ่นได้ และทำความสะอาดได้สะดวก

ต้องระมัดระวังฝุ่นที่กระจายในพื้นที่จำกัด

 

สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียมหรือห้องเช่า ควรเน้นเครื่องมือช่างขนาดเล็กที่จัดเก็บในกล่องเดียวได้ เช่น ไขควง คีม ประแจเลื่อน ตลับเมตร และไฟฉาย ส่วนเครื่องมือไฟฟ้าอาจจะยังไม่จำเป็นในระยะแรก เพราะงานที่ต้องใช้เครื่องมือไฟฟ้ามักเป็นงานที่มีข้อจำกัดด้านเสียงและฝุ่นในคอนโด นอกจากนี้ ก่อนทำงานที่เกี่ยวข้องกับผนัง เช่น การเจาะเพื่อแขวนชั้นวาง ควรตรวจสอบกฎของอาคารและประเภทของผนังเสมอ เพราะผนังบางชนิดอาจไม่รองรับการเจาะหรือติดตั้ง

 

Checklist ก่อนซื้อเครื่องมือช่างมีอะไรบ้าง?

ก่อนที่จะเริ่มซื้อเครื่องมือช่างติดบ้านไว้ ควรจตรวจสอบ Checklist เหล่านี้ เพื่อให้สามารถเลือกซื้อเครื่องมือช่างได้ตรงความต้องการและไม่เปลืองงบประมาณ

  • งานช่างที่พบได้บ่อย : สำรวจปัญหาที่เกิดขึ้นในบ้านช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา เพื่อเลือกซื้อเฉพาะเครื่องมือช่างที่มีโอกาสได้ใช้งานจริง เช่น ไขควง หรือประแจ
  • ประเภทที่อยู่อาศัย : ผู้ที่อาศัยบ้านเดี่ยวอาจต้องการเครื่องมือช่างที่มากกว่าการอยู่อาศัยคอนโด อีกทั้งอาจเลือกซื้อเครื่องมือช่างที่มีขนาดและจำนวนให้พอดีกับพื้นที่อยู่อาศัยด้วย
  • ทักษะในการใช้เครื่องมือช่าง : มือใหม่ควรเริ่มจากเครื่องมือช่างแบบใช้มือ เพื่อความปลอดภัย และเมื่อมีประสบการณ์หรือมีความเชี่ยวชาญมากขึ้น จึงค่อยขยับไปใช้เครื่องมือไฟฟ้า
  • งบประมาณที่วางไว้ : กำหนดงบประมาณและแยกเป็นเครื่องมือช่างที่ “ต้องมีทันที” กับ “ซื้อเพิ่มทีหลัง” เพราะบางเครื่องมือช่างก็นยังไม่จำเป็น
  • พื้นที่จัดเก็บ : วางแผนหาพื้นที่จัดเก็บที่เป็นระเบียบ เพื่อป้องกันการสูญหายและหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นกับเด็กในการหยิบใช้เครื่องมือช่าง

 

10 เครื่องมือช่างมีอะไรบ้าง และแต่ละชิ้นใช้ทำอะไร?

เปิด 10 เครื่องมือช่างพื้นฐานที่ควรมีติดบ้านไว้

 


1. ไขควง

“ไขควง” เป็นเครื่องมือช่างพื้นฐานที่ทุกบ้านต้องมี เพื่อใช้สำหรับขันและคลายสกรู ซึ่งพบได้ในงานบ้านหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นการประกอบเฟอร์นิเจอร์ การซ่อมแซมอุปกรณ์ หรือการปรับปรุงสิ่งของต่าง ๆ ไขควงที่ควรมีติดบ้านควรมีอย่างน้อย 2 ประเภท คือ ไขควงแฉก และไขควงแบน เพื่อให้สามารถใช้งานได้ครอบคลุม นอกจากนี้ยังควรมีหลายขนาด เพราะสกรูแต่ละชนิดมีหัวที่แตกต่างกัน การใช้ไขควงที่ไม่ตรงกับหัวสกรูอาจทำให้หัวสกรูเสียหาย จนคลายหรือขันต่อไม่ได้

สำหรับผู้ที่ต้องการความสะดวก ไขควงแบบหัวเปลี่ยนที่มีหัวบิตหลายขนาดในด้ามเดียวก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะช่วยประหยัดพื้นที่จัดเก็บและครอบคลุมการใช้งานหลายประเภท

 


2. ค้อน

“ค้อน” เป็นเครื่องมือสำหรับตอก ทุบ และถอนตะปู โดยค้อนที่ควรมีติดบ้านไว้ คือ ค้อนหงอน ที่สามารถใช้ได้ทั้งตอก ทุบ และถอนตะปูได้ แนะนำให้เลือกค้อนที่มีน้ำหนักประมาณ 16 ออนซ์ (ประมาณ 450 กรัม) ซึ่งเหมาะกับงานทั่วไปในบ้าน ด้ามค้อนควรมีความยาวพอเหมาะ จับถนัดและกระชับมือ หุ้มด้วยยางเพื่อช่วยลดการลื่นหลุดมือและดูดซับแรงสั่นสะเทือน ซึ่งจะช่วยป้องกันอุบัติเหตุจากการใช้งาน

 


3. คีม

“คีม” เป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับจับ บิด และตัดลวดหรือวัสดุเล็ก ๆ โดยคีมที่ควรมีติดบ้าน คือ คีมปากจิ้งจก ที่สามารถปรับระยะการจับได้ และคีมปากแหลม สำหรับงานที่ต้องการความละเอียด เช่น การจับสกรูขนาดเล็กในตำแหน่งที่มือเข้าไม่ถึง คีมยังใช้ดึงตะปูที่ตอกผิดที่ ตัดลวด หรือถอนสกรูที่หัวเสียหายได้อีกด้วย

 


4. ประแจเลื่อน

“ประแจเลื่อน” เป็นเครื่องมือสำหรับขันและคลายน็อต โดยสามารถปรับขนาดปากประแจให้รองรับหัวน็อตได้หลายขนาด จึงไม่ต้องซื้อประแจหลายอันสำหรับน็อตแต่ละขนาด ประแจเลื่อนเหมาะกับงานปรับน็อตที่หลวมของเฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์ในบ้าน หรืองานประกอบที่ต้องใช้แรงบิดมากกว่าไขควง การเลือกประแจเลื่อนควรเลือกขนาดที่เหมาะสมกับงานทั่วไปในบ้าน และตรวจสอบว่ากลไกปรับขนาดทำงานได้ลื่นไหลและล็อกแน่น

 


5. ตลับเมตร

“ตลับเมตร” เป็นเครื่องมือวัดระยะทางและขนาดของสิ่งของ ถือเป็นอุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้สำหรับทุกบ้าน ตลับเมตรที่นิยมใช้ในงานบ้านทั่วไปจะมีความยาว 3-5 เมตร ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งานส่วนใหญ่ โดยควรเลือกตลับเมตรที่ได้มาตรฐาน ตัวเลขอ่านได้ชัดเจน และเมื่อดึงออกมาแล้วไม่หดกลับทันที โดยมีล็อกให้ยึดเทปไว้ได้ ตลับเมตรที่ดียังควรมีตัวถังที่แข็งแรง เพราะอาจตกจากที่สูงหรือกระแทกได้เมื่อใช้งานเป็นประจำ

 


6. ระดับน้ำ

“ระดับน้ำ” เป็นเครื่องมือที่ใช้ตรวจสอบความตรงและระดับของพื้นผิว ช่วยให้การจัดแนวชั้นวาง แขวนกรอบรูป หรือติดตั้งอุปกรณ์บนผนังทำได้ตรงและสมดุล โดยระดับน้ำแบบเล็ก ขนาดประมาณ 15-25 เซนติเมตร ก็เพียงพอสำหรับงานซ่อมบ้านทั่วไป เพราะขนาดเล็กทำให้ใช้งานสะดวกในพื้นที่แคบ และจัดเก็บง่าย

 


7. สว่านไขควงไร้สาย

“สว่านไขควงไร้สาย” เป็นเครื่องมือไฟฟ้าที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับงานซ่อมแซมในบ้าน เพราะสามารถใช้ได้ทั้งการเจาะรูและการขันสกรูด้วยแรงมอเตอร์ ทำให้การประกอบเฟอร์นิเจอร์จำนวนมากหรือการเจาะผนังเพื่อแขวนของเป็นเรื่องง่ายและรวดเร็วขึ้น โดยควรเลือกแบบที่ใช้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน เพราะชาร์จไวและอายุการเก็บไฟนานกว่าแบตเตอรี่แบบเดิม ซึ่งขนาด 12V-18V ก็เพียงพอสำหรับงานในบ้านทั่วไป

อย่างไรก็ตาม หากยังไม่มีงานที่ต้องใช้บ่อย การเริ่มจากเครื่องมือใช้มือก่อนแล้วค่อยเพิ่มสว่านไขควงในอนาคตเมื่อมีงานซ่อมที่จำเป็น หรือมีโอกาสได้ใช้งานบ่อย

 


8. ไฟฉาย

“ไฟฉาย” อาจเป็นอุปกรณ์ธรรมดา แต่ก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับงานซ่อมบ้าน เพราะหลาย ๆ ครั้งปัญหาอาจเกิดขึ้นในมุมที่แสงสว่างส่องไปไม่ถึง เช่น ใต้โต๊ะ หลังตู้เสื้อผ้า หรือใต้เตียง ซึ่งไฟฉายก็จะช่วยให้มองเห็นปัญหาความเสียหายในบ้านได้ชัดเจนก่อนเริ่มซ่อม โดยแนะนำให้เลือกไฟฉาบแบบ LED เพราะให้แสงสว่างมาก ใช้พลังงานน้อย และมีอายุการใช้งานยาวนาน และควรเลือกขนาดที่ถือสะดวกและมีน้ำหนักเบา เพื่อให้สามารถใช้มือข้างเดียวถือไฟฉายขณะอีกมือทำงานได้

 


9.  คัตเตอร์

“คัตเตอร์” เป็นเครื่องมือช่างที่ใช้งานบ่อยในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการเปิดกล่องสินค้า ตัดพลาสติกหุ้ม ตัดกระดาษ หรือวัสดุบาง ๆ อื่น ๆ โดยคัตเตอร์ที่ดีควรมีใบมีดแบบเก็บได้เพื่อความปลอดภัย และสามารถเปลี่ยนใบมีดได้เมื่อความคมลดลง รวมถึงมีด้ามจับแน่น เพราะนอกจากจะช่วยให้ใช้งานได้สะดวกแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงจากการลื่นหลุดมืออีกด้วย

 


10. กล่องเครื่องมือ

“กล่องเครื่องมือ” เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยจัดเก็บเครื่องมือช่างทั้งหมดให้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย สามารถหยิบใช้หรือยกไปใช้ในที่ต่าง ๆ ได้สะดวกรวดเร็ว อีกทั้งยังป้องกันอุบัติเหตุจากการทิ้งเครื่องมือไว้กระจัดกระจาย โดยเฉพาะในบ้านที่มีเด็กเล็ก โดยกล่องเครื่องมือที่ดีควรมีช่องจัดเก็บเครื่องมือช่างแบบแยกส่วน ผลิตจากวัสดุที่แข็งแรง และมีล็อกปิดได้ นอกจากนี้ยังช่วยยืดอายุการใช้งานของเครื่องมือ เพราะการจัดเก็บที่เป็นระเบียบช่วยป้องกันการกระทบและเสียหาย

 

เครื่องมือช่าง

ลักษณะการใช้งาน

เหมาะกับซ่อมแบบไหน

ไขควง

ขันและคลายสกรู

ประกอบเฟอร์นิเจอร์ ขันมือจับตู้ และแขวนของเบา ๆ

ค้อน

ตอก ทุบ และถอนตะปู

แขวนกรอบรูป ตอกตะปู หรือถอนตะปูเก่า

คีม

จับ บิด และตัดลวด

จับอุปกรณ์ขนาดเล็ก ดึงตะปู ตัดลวดและสายโลหะเล็ก ๆ

ประแจเลื่อน

ขันและคลายน็อต

ปรับน็อตที่หลวม หรือซ่อมอุปกรณ์ที่มีน็อต

ตลับเมตร

วัดระยะทางและขนาด

วัดพื้นที่ก่อนซื้อเฟอร์นิเจอร์ และการวัดระยะติดตั้ง

ระดับน้ำ

ตรวจสอบความตรงและระดับการวาง

จัดแนวชั้นวาง แขวนกรอบรูปให้ตรง และติดตั้งอุปกรณ์บนผนัง

สว่านไขควงไร้สาย

เจาะรูและขันสกรูด้วยแรงมอเตอร์

เจาะผนังเพื่อแขวนของ และประกอบเฟอร์นิเจอร์จำนวนมาก

ไฟฉาย

ส่องสว่างในที่มืด

ตรวจสอบใต้โต๊ะ หลังตู้ ใต้เตียง หรือมุมมืดของบ้าน

คัตเตอร์

ตัดกระดาษ พลาสติก และวัสดุบาง ๆ

เปิดกล่อง ตัดพลาสติกหุ้ม และตัดวัสดุบรรจุภัณฑ์

กล่องเครื่องมือ

จัดเก็บและจัดระเบียบเครื่องมือช่าง

เก็บเครื่องมือช่างทั้งหมดให้เป็นระเบียบ หยิบใช้ได้สะดวก

 

งานซ่อมเล็ก ๆ แต่ละแบบต้องใช้เครื่องมือชิ้นไหน?

สิ่งสำคัญอันดับรองมาจากการมีเครื่องมือช่างพื้นฐานติดบ้านไว้ คือ การทำความเข้าใจว่า งานซ่อมเล็ก ๆ ที่สามารถทำได้ด้วยตนเองแต่ละประเภทนั้นจะต้องใช้เครื่องมือช่างชิ้นไหน เพื่อให้เตรียมอุปกรณ์ได้ถูกต้องและใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ประกอบเฟอร์นิเจอร์ควรเตรียมเครื่องมืออะไรบ้าง?

การประกอบเฟอร์นิเจอร์ เช่น โต๊ะ ตู้ ชั้นวางของ หรือเตียงที่ซื้อมาแบบแบนแพ็ก เป็นงานบ้านที่เกิดขึ้นได้บ่อย ซึ่งเครื่องมือที่ควรเตรียมมีดังนี้

  • ไขควง สำหรับขันสกรูตามคู่มือประกอบ ควรมีทั้งแบบแฉกและแบบแบน หรือใช้ไขควงหัวเปลี่ยนที่มีหลายขนาดในด้ามเดียว
  • ประแจหกเหลี่ยม เฟอร์นิเจอร์แบบแบนแพ็กหลายชนิดใช้สกรูหัวหกเหลี่ยม ซึ่งต้องใช้ประแจหกเหลี่ยมในการขัน มักแถมมาในชุดเฟอร์นิเจอร์ แต่อาจมีขนาดเล็กและไม่แข็งแรง การมีประแจหกเหลี่ยมคุณภาพดีของตนเองจะช่วยให้ขันได้แน่นและไม่ทำลายหัวสกรู
  • ตลับเมตร สำหรับวัดตำแหน่งและระยะห่างของชิ้นส่วนก่อนประกอบเฟอร์นิเจอร์ เพื่อให้แน่ใจว่าประกอบถูกต้องตามคู่มือ
  • ระดับน้ำ สำหรับตรวจสอบว่าเฟอร์นิเจอร์ที่ประกอบเสร็จแล้วตั้งตรงและไม่เอียง

มือจับตู้หรือบานพับหลวมควรใช้เครื่องมืออะไร?

มือจับตู้และบานพับเป็นส่วนที่เปิด-ปิดบ่อยครั้ง จึงอาจหลวมจากการใช้งานตามระยะเวลา เครื่องมือที่จำเป็นต้องใช้ คือ ไขควงที่ตรงกับหัวสกรูของมือจับหรือบานพับ ขั้นตอนคือเลือกไขควงที่มีขนาดและประเภทตรงกับหัวสกรู (แฉกหรือแบน) จากนั้นขันให้แน่นพอสมควร โดยไม่ต้องออกแรงมากจนเกินไป

ข้อควรระวังที่สำคัญ คือ ไม่ควรฝืนขันหากพบว่าสกรูไม่ขันเข้าหรือหมุนได้ยาก เพราะอาจบ่งบอกว่าเกลียวสกรูหรือวัสดุรอบรูเสียหาย การฝืนขันในกรณีนี้อาจทำให้หัวสกรูเสีย วัสดุแตก หรือรูขยายใหญ่ขึ้นจนสกรูไม่ยึด วิธีแก้ไขเบื้องต้นคือการเปลี่ยนสกรูใหม่ที่มีขนาดใหญ่กว่าเล็กน้อย หรือใช้วัสดุเติมรู เช่น ไม้ลิ่ว เพื่อให้สกรูเกาะได้แน่น แต่ถ้าวัสดุเสียหายมาก อาจต้องเปลี่ยนมือจับหรือบานพับใหม่

วัดพื้นที่ก่อนซื้อเฟอร์นิเจอร์ต้องวัดจุดไหนบ้าง?

การวัดพื้นที่ก่อนซื้อเฟอร์นิเจอร์เป็นขั้นตอนสำคัญที่หลายคนอาจมองข้าม ทำให้เมื่อซื้อมาแล้วอาจพบว่าวางไม่พอดีหรือไม่สามารถนำเข้าห้องได้ และการวัดพื้นที่ให้ครบถ้วนก่อนซื้อเฟอร์นิเจอร์ ช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายจากการซื้อของที่ไม่พอดี ทั้งยังช่วยให้วางแผนจัดบ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจุดที่ต้องวัดมีดังนี้

  • ขนาดพื้นที่วาง วัดความกว้าง ความลึก และความสูงของพื้นที่ที่จะวางเฟอร์นิเจอร์
  • ความกว้างประตู วัดความกว้างและความสูงของประตูห้องที่เฟอร์นิเจอร์ต้องผ่าน เพื่อให้แน่ใจว่านำเข้าได้
  • ทางเดินและทางเข้า วัดความกว้างของทางเดิน บันได หรือลิฟต์ ที่ต้องใช้ในการขนส่งเฟอร์นิเจอร์เข้าบ้าน
  • ตำแหน่งติดตั้ง วัดระยะจากผนัง ปลั๊กไฟ ช่องแอร์ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
  • ระยะห่างจากเฟอร์นิเจอร์เดิม วัดระยะห่างจากเฟอร์นิเจอร์ที่มีอยู่แล้ว เพื่อให้มีพื้นที่เพียงพอสำหรับการเปิด-ปิดประตู ลิ้นชัก หรือการเดิน
  • ระดับพื้น ตรวจสอบว่าพื้นในตำแหน่งที่จะวางราบเรียบหรือไม่ โดยใช้ระดับน้ำตรวจสอบ
  • เผื่อพื้นที่ โดยควรเผื่อพื้นที่อย่างน้อย 5-10 เซนติเมตรรอบด้าน เพื่อให้สามารถเคลื่อนย้ายและทำความสะอาดได้สะดวก

งานแขวนหรือปรับชั้นวางควรเตรียมเครื่องมืออะไร?

การแขวนหรือปรับชั้นวางเป็นงานที่ต้องอาศัยความแม่นยำและความระมัดระวัง โดยเครื่องมือที่ต้องเตรียมมีดังนี้

  • ตลับเมตร สำหรับวัดระยะและตำแหน่งที่จะติดตั้งชั้นวาง เพื่อให้สมมาตรและเหมาะสมกับการใช้งาน
  • ระดับน้ำ สำหรับตรวจสอบความตรงและระดับของชั้นวาง ทั้งก่อนเจาะผนังและหลังติดตั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าชั้นวางตั้งอยู่ในแนวราบที่สมดุล
  • สว่านไขควงไร้สายหรือค้อน สำหรับเจาะรูหรือตอกตะปูเพื่อยึดชั้นวางกับผนัง โดยเลือกใช้ตามประเภทของผนังและอุปกรณ์ยึด
  • ไขควง สำหรับขันสกรูยึดชั้นวาง

 

เครื่องมือช่างแบบใช้มือกับไฟฟ้า แบบไหนเหมาะกับงานซ่อมในบ้าน?

เครื่องมือช่างแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ เครื่องมือใช้มือ และเครื่องมือไฟฟ้า โดยเครื่องมือช่างทั้งสองประเภทก็มีความเหมาะสมกับงานซ่อมที่แตกต่างกัน

เครื่องมือใช้มือ

เครื่องมือใช้มือ เช่น ไขควง ค้อน คีม ประแจ ตลับเมตร เหมาะกับงานที่ต้องการความแม่นยำ ควบคุมแรงได้ และไม่ต้องการความเร็ว เช่น การขันสกรูจำนวนน้อย การตอกตะปู การวัดพื้นที่ หรือการปรับน็อต เครื่องมือใช้มือยังมีข้อดี คือ เงียบ ไม่ต้องการแหล่งพลังงาน ราคาถูกกว่า และเก็บรักษาง่าย

เครื่องมือไฟฟ้า

เครื่องมือไฟฟ้า เช่น สว่านไขควงไร้สาย เหมาะกับงานที่ต้องการความเร็วและแรง เช่น การเจาะผนัง การขันสกรูจำนวนมาก หรือการประกอบเฟอร์นิเจอร์ขนาดใหญ่ เครื่องมือไฟฟ้าช่วยลดเวลาและแรงที่ต้องใช้ แต่มีข้อควรพิจารณา คือ ราคาสูงกว่า ต้องการการบำรุงรักษา และมีข้อจำกัดด้านเสียงและฝุ่น โดยเฉพาะในคอนโดมิเนียม

สำหรับบ้านทั่วไป ควรเริ่มจากเครื่องมือช่างใช้มือพื้นฐานก่อน แล้วจึงเพิ่มเครื่องมือไฟฟ้าตามความจำเป็น โดยเครื่องมือไฟฟ้าชิ้นแรกที่ควรมี คือ สว่านไขควงไร้สาย เพราะใช้งานได้หลากหลายที่สุด

 

เลือกเครื่องมือช่างคุณภาพดี ต้องดูอะไรนอกจากราคา?

เครื่องมือช่างที่เหมาะกับงานในบ้านไม่จำเป็นต้องเป็นรุ่นแพงที่สุด แต่ควรจับกระชับมือ ใช้งานได้ตรงหน้าที่ ไม่มีชิ้นส่วนใดหลวม และมีข้อมูลขนาดหรือวัสดุชัดเจน สำหรับเครื่องมือไฟฟ้าควรพิจารณาการรับประกัน แบตเตอรี่ อะไหล่ และศูนย์บริการร่วมด้วย เพราะต้นทุนระยะยาวอาจสูงกว่าราคาตัวเครื่อง

สำหรับเครื่องมือใช้มือ สิ่งที่ควรตรวจสอบก่อนซื้อมีดังนี้

  • วัสดุ เครื่องมือที่ดีควรทำจากเหล็กกล้า หรือเหล็กเครื่องมือที่แข็งแรงและทนทาน ไม่เป็นสนิมง่าย
  • ด้ามจับ ควรมีด้ามที่จับถนัดมือ หุ้มยางหรือวัสดุที่ป้องกันการลื่น และช่วยให้จับกระชับมือ
  • ความแม่นยำ เช่น ตลับเมตรควรมีความเที่ยงตรง ระดับน้ำควรมีฟองอากาศที่เคลื่อนไหวได้ลื่นไหล
  • ขนาดที่ชัดเจน ควรมีขนาดหรือรุ่นระบุชัดเจนบนตัวเครื่องมือ

สำหรับเครื่องมือไฟฟ้า สิ่งที่ควรพิจารณาเพิ่มเติม ได้แก่

  • การรับประกัน ควรมีการรับประกันอย่างน้อย 1 ปี และตรวจสอบเงื่อนไขการรับประกัน
  • แบตเตอรี่ ควรเป็นแบบลิเธียมไอออน และตรวจสอบว่ามีแบตเตอรี่สำรองหรือไม่
  • อะไหล่และศูนย์บริการ ควรเลือกยี่ห้อที่มีศูนย์บริการในประเทศไทย และมีอะไหล่หาง่าย เพราะการซ่อมที่ไม่มีอะไหล่อาจต้องเสียค่าซื้อเครื่องใหม่
  • มาตรฐานความปลอดภัย ควรมีเครื่องหมายมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) หรือมาตรฐานสากลอื่น ๆ

 


งานซ่อมแบบไหนไม่ควรทำเอง แม้มีเครื่องมือครบ?

สำหรับงานซ่อมบ้านที่ไม่ควรทำเองและควรเรียกช่าง คือ ปัญหาขัดข้องที่เกี่ยวกับระบบไฟฟ้าหลัก กลิ่นไหม้ แก๊ส โครงสร้าง หลังคา น้ำรั่วภายในผนัง หรือเครื่องจักรที่ยังมีแบตเตอรี่อยู่ เพราะการมีเครื่องมือไม่ได้หมายความว่าจะสามารถซ่อมได้ทุกอย่าง เพราะงานบางประเภทต้องอาศัยความรู้ ใบอนุญาต และอุปกรณ์ป้องกันเฉพาะทาง การพยายามซ่อมเองในงานที่เกินความสามารถ อาจทำให้ปัญหาใหญ่ขึ้น เสียค่าใช้จ่ายสูงกว่าเดิม หรือเกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน

ปัญหาไฟฟ้าแบบไหนควรเรียกช่างทันที?

งานไฟฟ้าเป็นงานที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดสำหรับการซ่อมด้วยตนเอง เพราะไฟฟ้าสามารถทำให้เกิดอันตรายร้ายแรงถึงชีวิตได้ และปัญหาในบ้านที่ควรเรียกช่างไฟฟ้าที่มีใบอนุญาตทันที ได้แก่

  • เบรกเกอร์ตัดซ้ำ ถ้าเบรกเกอร์ตัดไฟบ่อยครั้งโดยไม่ทราบสาเหตุ อาจบ่งบอกว่ามีการใช้ไฟเกินหรือมีความผิดปกติในระบบไฟฟ้า ไม่ควรพยายามต่อหรือเปลี่ยนเบรกเกอร์เอง
  • กลิ่นไหม้จากเต้ารับหรือสวิตช์ กลิ่นไหม้บ่งบอกว่ามีความร้อนสะสมหรือไฟฟ้าลัดวงจร ซึ่งอาจนำไปสู่การเกิดไฟไหม้ ควรตัดไฟและเรียกช่างทันที
  • ประกายไฟจากเต้ารับหรือสวิตช์ ประกายไฟเป็นสัญญาณของการเชื่อมต่อที่ไม่ดีหรือฉนวนเสื่อมสภาพ
  • ระบบไฟฟ้าหลัก การเพิ่มวงจรไฟฟ้า เปลี่ยนแผงเบรกเกอร์ หรือเดินสายไฟใหม่ ต้องทำโดยช่างไฟฟ้าที่มีใบอนุญาตเท่านั้น

งานไฟฟ้าที่ทำเองได้อย่างปลอดภัยมีจำกัดมาก เช่น การเปลี่ยนหลอดไฟ หรือการเสียบปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้า นอกเหนือจากนี้ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของช่างผู้เชี่ยวชาญ

 

เก็บและดูแลเครื่องมือช่างอย่างไรให้หยิบใช้ได้จริง?

การเก็บและดูแลรักษาเครื่องมือช่างให้พร้อมใช้งานเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้การมีเครื่องมือช่างที่ดี เพราะเครื่องมือที่หาไม่เจอหรือสภาพไม่พร้อมใช้งานก็เท่ากับไม่มีเครื่องมือนั้นอยู่ โดยวิธีการเก็บและดูแลเครื่องมือช่างให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ มีดังนี้

  • จัดเก็บเข้าที่อย่างเป็นระเบียบ ควรจัดเก็บเครื่องมือทั้งหมดไว้ในกล่องเครื่องมือหรือชั้นวางเฉพาะ ที่สามารถหยิบใช้ได้ทันทีเมื่อต้องการ การมีที่จัดเก็บที่เหมาะสมช่วยให้ไม่ต้องเสียเวลาค้นหาเมื่อเกิดปัญหาที่ต้องแก้ด่วน
  • ทำความสะอาดหลังใช้งาน ควรเช็ดทำความสะอาดเครื่องมือช่างหลังใช้งานทุกครั้ง เพื่อป้องกันสนิมและคราบสกปรกสะสม โดยเฉพาะเครื่องมือที่สัมผัสกับความชื้นหรือน้ำ
  • เก็บให้พ้นมือเด็ก ควรจัดเก็บเครื่องมือในที่ที่เด็กเล็กเข้าถึงไม่ได้ เช่น ในกล่องที่มีล็อก หรือวางบนชั้นสูง เพราะเครื่องมือช่างมีคมและอาจเป็นอันตรายสำหรับเด็ก
  • ตรวจสอบสภาพเป็นระยะ ควรตรวจสอบสภาพเครื่องมือเป็นระยะ เช่น ทุก 3-6 เดือน เพื่อตรวจสอบดูว่า มีสนิม ชำรุด หรือสึกหรอหรือไม่ และหากพบเครื่องมือช่างที่ชำรุดควรซ่อมหรือเปลี่ยนทันที เพราะการใช้เครื่องมือที่อยู่ในสภาพไม่สมบูรณ์อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้
  • เก็บเครื่องมือไฟฟ้าให้ปลอดภัย สำหรับเครื่องมือไฟฟ้า ควรถอดแบตเตอรี่ก่อนจัดเก็บ และเก็บในที่แห้ง ไม่มีความชื้น โดยแบตเตอรี่ควรเก็บแยกจากโลหะอื่น เพราะอาจเกิดการลัดวงจรได้

 

เริ่มต้นซื้อเครื่องมือช่างติดบ้านไว้ ด้วยบัตรเครดิต KTC

การมีเครื่องมือช่างพื้นฐานติดบ้านไว้ ช่วยให้เราพร้อมรับมือกับปัญหาเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นในบ้านได้ตลอดเวลา และการเลือกซื้อเครื่องมือช่างคุณภาพดีพร้อมกันหลาย ๆ ชิ้น ก็อาจกระทบต่อสภาพคล่องทางการเงินในเดือนนั้น ๆ ได้ และ “บัตรเครดิต” คือคำตอลในการจัดการค่าใช้จ่ายที่ช่วยให้สามารถซื้อเครื่องมือช่างที่จำเป็นได้ในทันที พร้อมรับโปรโมชั่นสุดคุ้มค่าที่บัตรเครดิตร่วมกับร้านค้าที่ร่วมรายการ

สำหรับผู้ที่สนใจ บัตรเครดิต KTC มีโปรโมชั่นหลากหลายในตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นการแลกคะแนนรับส่วนลด หรือการแลกคะแนนรับเครดิตเงินคืน นอกจากนี้ ในทุกการใช้จ่ายครบ 25 บาท ตามเงื่อนไขกำหนด จะได้รับคะแนน KTC FOREVER ที่สามารถสะสมได้ไม่จำกัด และคะแนนไม่มีวันหมดอายุ ซึ่งคะแนนเหล่านี้สามารถสะสมเพื่อนำไปแลกรับสิทธิพิเศษต่าง ๆ เช่น ส่วนลด เครดิตเงินคืน หรือการเปลี่ยนยอดชำระเต็มจำนวนเป็นยอดผ่อน 0% ทำให้การลงทุนซื้อเครื่องมือช่างติดบ้านเป็นเรื่องที่คุ้มค่ามากขึ้น

 

 

 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเครื่องมือช่างติดบ้าน (FAQ)

Q : มือใหม่ควรซื้อเครื่องมือช่างแบบชุดหรือซื้อแยกชิ้นดี?

A : สำหรับมือใหม่ที่ยังไม่มีเครื่องมือเลย การซื้อชุดเครื่องมือสำเร็จรูปขนาดเล็กที่มีเครื่องมือหลักครบ เช่น ไขควง คีม ประแจ และตลับเมตร อาจสะดวกกว่า เพราะได้กล่องจัดเก็บพร้อมใช้ในครั้งเดียว แต่ควรตรวจสอบว่าเครื่องมือในชุดเป็นเครื่องมือหลักที่ใช้จริง ไม่ใช่จำนวนชิ้นที่มาจากหัวบิตและอุปกรณ์ขนาดเล็ก

 

Q : สว่านไขควงไร้สายจำเป็นสำหรับบ้านทั่วไปไหม?

A : ไม่จำเป็นต้องซื้อทันทีในระยะแรก หากยังไม่มีงานที่ต้องเจาะผนังหรือขันสกรูจำนวนมากบ่อย ๆ การเริ่มจากไขควงใช้มือก็เพียงพอ แต่หากมีงานประกอบเฟอร์นิเจอร์บ่อย หรือต้องแขวนของบนผนังคอนกรีตเป็นประจำ สว่านไขควงไร้สายจะช่วยประหยัดเวลาและแรงได้มาก ควรเลือกขนาด 12V-18V ที่ใช้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน และมีศูนย์บริการในประเทศไทย

 

Q : อยู่คอนโดต้องมีเครื่องมือไฟฟ้าไหม?

A : โดยทั่วไปไม่จำเป็น เพราะคอนโดมักมีช่างประจำอาคาร และมีข้อจำกัดด้านเสียงและฝุ่น การมีเครื่องมือใช้มือพื้นฐาน เช่น ไขควง คีม ตลับเมตร และไฟฉาย ก็เพียงพอสำหรับงานซ่อมเล็ก ๆ ภายในห้อง อย่างไรก็ตาม ถ้ามีงานที่ต้องเจาะผนัง ควรตรวจสอบกฎของอาคารก่อน และอาจใช้บริการช่างของอาคารแทนการทำเอง

 

Q : เครื่องมือช่างราคาถูกใช้ได้จริงไหม?

A : เครื่องมือราคาถูกสามารถใช้งานได้สำหรับงานเบื้องต้นที่ไม่บ่อยนัก แต่อาจไม่ทนทานเท่าเครื่องมือที่มีคุณภาพดี ควรเลือกจากวัสดุและความแข็งแรง ไม่ใช่แค่ราคา เครื่องมือที่สำคัญและใช้บ่อย เช่น ไขควงหรือคีม ควรเลือกคุณภาพดีกว่า เพราะใช้งานได้นานกว่าและปลอดภัยกว่า ส่วนเครื่องมือที่ใช้นาน ๆ ครั้ง อาจเลือกแบบราคาประหยัดได้

 

Q : ซื้อเครื่องมือช่างออนไลน์ได้ไหม และควรระวังอะไร?

A : สามารถซื้อเครื่องมือช่างทางออนไลน์ได้ แต่ควรเลือกร้านค้าที่มีความน่าเชื่อถือ อ่านรีวิวจากผู้ซื้อจริง และตรวจสอบข้อมูลขนาด วัสดุ และการรับประกันให้ชัดเจนก่อนสั่งซื้อ สำหรับเครื่องมือไฟฟ้า ควรเลือกที่มีศูนย์บริการในประเทศไทย เพื่อความสะดวกในการซ่อมและเปลี่ยนอะไหล่ และควรเก็บใบเสร็จหรือหลักฐานการซื้อไว้สำหรับการเคลมการรับประกัน

 

การมีเครื่องมือช่างพื้นฐาน 10 ชนิดติดบ้าน ไม่ว่าจะเป็นไขควง ค้อน คีม ประแจเลื่อน ตลับเมตร ระดับน้ำ สว่านไขควงไร้สาย ไฟฉาย คัตเตอร์ และกล่องเครื่องมือ ช่วยให้คุณพร้อมรับมือกับปัญหาเล็ก ๆ ในบ้านได้อย่างมั่นใจ ไม่ว่าจะเป็นการประกอบเฟอร์นิเจอร์ ขันมือจับตู้ที่หลวม วัดพื้นที่ก่อนซื้อของใหม่ หรือจัดแนวชั้นวางให้ตรงและสมดุล โดยสิ่งสำคัญ คือ ควรเริ่มจากเครื่องมือใช้มือที่จำเป็นก่อน แล้วทยอยเพิ่มเครื่องมือไฟฟ้าตามความจำเป็น เลือกเครื่องมือที่เหมาะกับงานและสภาพที่อยู่อาศัย และไม่ลืมว่าความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

หากคุณกำลังวางแผนซื้อเครื่องมือช่างติดบ้าน หรือมีแผนปรับปรุงบ้านในอนาคตอันใกล้ การสมัครบัตรเครดิต KTC เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะนอกจากจะช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการจัดการค่าใช้จ่ายแล้ว ยังเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยให้คุณสามารถเริ่มต้นทำสิ่งที่จำเป็นได้โดยไม่ต้องรอจนเงินออมพร้อมทั้งหมด แต่ก็ควรใช้บัตรเครดิตอย่างมีความรับผิดชอบและเหมาะสมกับรายได้ เพื่อให้การลงทุนเพื่อบ้านของคุณเป็นเรื่องที่สร้างความสบายใจ ไม่ใช่ภาระ

สมัครบัตรเครดิต KTC วันนี้ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับทุกแผนการดูแลบ้าน ไม่ว่าจะเป็นการซื้อเครื่องมือช่างคุณภาพดี เฟอร์นิเจอร์ หรืออุปกรณ์ตกแต่งบ้าน พร้อมสิทธิประโยชน์และข้อเสนอที่ออกแบบมาเพื่อการใช้ชีวิตที่สะดวกสบายยิ่งขึ้น

 

ใช้จ่ายคุ้มค่า นึกถึงบัตรเครดิต KTC