การสร้างบ้านสักหนึ่งหลังเป็นเป้าหมายในชีวิตของใครหลาย ๆ คน แต่อุปสรรคที่ทำให้ฝันการสร้างบ้านต้องหยุดชะงักกลับไม่ใช่เรื่องแบบบ้านหรือการเลือกผู้รับเหมา หากเป็น “การขอสินเชื่อสร้างบ้าน” ที่ไม่ได้รับอนุมัติ หรือได้รับวงเงินต่ำกว่าที่คาดไว้ ส่งผลให้ต้องหาเงินเพิ่มกลางคัน หรือเปลี่ยนแผนการเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์และลดงบประมาณค่าตกแต่งลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
การยื่นกู้สร้างบ้านในปัจจุบัน ธนาคารไม่ได้พิจารณาเพียงรายได้ของผู้ยื่นกู้เท่านั้น แต่ยังพิจารณารวมไปถึงความสมเหตุสมผลของราคาประเมิน ความสามารถในการบริหารจัดการหนี้ และความพร้อมของเอกสารผู้ยื่นกู้ ทั้งเอกสารยืนยันตัวตนและเอกสารทางการเงินที่จำเป็น และเพื่อให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านที่มีฝันอยากสร้างบ้านทุกคน ในบทความนี้ KTC ได้รวบรวม 5 เทคนิคสำคัญที่จะช่วยเพิ่มโอกาสอนุมัติสินเชื่อสร้างบ้าน พร้อมวางแผนสภาพคล่องและบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่ก่อนยื่นกู้ ระหว่างก่อสร้าง ไปจนถึงช่วงตกแต่งบ้านให้เสร็จสมบูรณ์
1. เตรียม BOQ และสัญญาจ้างก่อสร้างอย่างไรให้ครบถ้วน? เพิ่มโอกาสอนุมัติสินเชื่อ
ในขั้นตอนการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อสร้างบ้านของธนาคาร เจ้าหน้าที่ธนาคารจะไม่ได้พิจารณาเพียงรายได้ และข้อมูลทางการเงินของผู้กู้เท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการตรวจสอบเอกสารเกี่ยวกับการก่อสร้างร่วมด้วย โดยเฉพาะ BOQ (Bill of Quantities) หรือ เอกสารแจกแจงรายละเอียดค่าใช้จ่ายโดยประมาณของราคาค่าก่อสร้าง และสัญญาว่าจ้างผู้รับเหมา ซึ่งเอกสารทั้งสองฉบับนี้จะช่วยให้ธนาคารสามารถทราบได้ว่า บ้านที่ต้องการจะสร้างมีรายละเอียดอย่างไร ใช้งบประมาณเท่าไหร่ และสามารถก่อสร้างเสร็จสิ้นได้จริงหรือไม่
หากเอกสารครบถ้วน มีการแจกแจงรายละเอียดต่าง ๆ อย่างชัดเจน และมีความสอดคล้องเป็นไปได้กับแบบบ้านที่วางแผนไว้ ก็จะช่วยให้การประเมินวงเงินเป็นไปอย่างรวดเร็ว และลดโอกาสที่ธนาคารจะขอเอกสารเพิ่มเติมในภายหลัง ซึ่งจะทำให้ระยะการประเมินอนุมัติสินเชื่อสร้างบ้านล่าช้าออกไป
จัดแบ่งงวดค่าใช้จ่ายก่อสร้างให้สอดคล้องกับการเบิกเงินจริงจากธนาคาร
สินเชื่อสร้างบ้านส่วนใหญ่จะไม่ได้รับเงินก้อนทั้งหมดในครั้งเดียว แต่ธนาคารจะทยอยจ่ายเงินตามความคืบหน้าของการก่อสร้าง เช่น
- งวดที่ 1 งานฐานราก
- งวดที่ 2 งานโครงสร้าง
- งวดที่ 3 งานหลังคา
- งวดที่ 4 งานระบบไฟฟ้าและการประปา
- งวดที่ 5 งานตกแต่งและส่งมอบบ้าน
ดังนั้น ก่อนเซ็นสัญญากับผู้รับเหมาก่อสร้าง ควรเจรจาทำข้อตกลงเรื่องการแบ่งงวดค่าใช้จ่ายให้สอดคล้องกับรูปแบบการจ่ายเงินจริงของธนาคาร เพื่อไม่ให้ผู้กู้และผู้รับเหมาต้องสำรองเงินจ่ายเงินเป็นจำนวนมาก หรือเกิดปัญหาการก่อสร้างหยุดชะงักระหว่างรอเบิกเงิน
แยกรายการค่าใช้จ่ายหมวดค่าแรงและค่าวัสดุให้ละเอียดใน BOQ
BOQ หรือ Bill of Quantities ที่ดี ควรจะระบุรายละเอียดของค่าใช้จ่ายแต่ละหมวดหมู่อย่างชัดเจน เช่น ค่าใช้จ่ายในหมวดหมู่ค่าแรงของผู้รับเหมาก่อสร้าง และค่าใช้จ่ายในหมวดหมู่วัสดุอุปกรณ์การสร้างบ้าน ไม่ควรรวมทุกค่าใช้จ่ายเข้าเป็นรายการก้อนเดียว โดยวิธีการแยกรายการใช้จ่ายตามหมวดหมู่ที่ดีที่สุดควรเป็นดังนี้
- ค่าแรงช่าง
- ค่าปูน
- ค่าเหล็ก
- ค่าหลังคา
- ค่าระบบไฟฟ้า
- ค่าระบบประปา
- ค่างานตกแต่ง
เมื่อมีการแจกแจงและระบุข้อมูลค่าใช้จ่ายอย่างละเอียด ธนาคารจะสามารถประเมินมูลค่าบ้านได้ง่ายขึ้น และลดโอกาสที่ราคาประเมินจะต่ำกว่าต้นทุนจริง ซึ่งอาจส่งผลให้ได้รับวงเงินกู้น้อยกว่าที่ต้องการ
เลือกผู้รับเหมาที่มีผลงานและมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพชัดเจน
ผู้รับเหมาที่มีประสบการณ์ มีผลงานการก่อสร้างจริง และมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพอย่างเป็นทางการ จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับทั้งผู้กู้ในฐานะเจ้าของบ้าน และธนาคารในฐานะผู้ปล่อยกู้ ซึ่งหากบริษัทรับเหมานั้น ๆ มีใบประกอบวิชาชีพวิศวกร (กว.) จากสภาวิศวกร มีใบประกอบวิชาชีพสถาปนิก (กส.) จากสภาสถาปนิก และมีการจดทะเบียนนิติบุคคลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) และขึ้นทะเบียนผู้รับเหมาก่อสร้างอย่างถูกต้องกับกรมบัญชีกลาง ก็จะช่วยให้เอกสารการยื่นกู้มีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น และลดโอกาสปัญหาในระหว่างการก่อสร้างได้อีกทางหนึ่ง
2. จัดการภาระหนี้และประวัติการเงินให้พร้อมก่อนยื่นกู้ สำคัญอย่างไร?
แม้จะมีรายได้สูง แต่หากมีภาระหนี้จำนวนมากหรือมีประวัติการชำระหนี้ไม่สม่ำเสมอ ก็อาจทำให้ธนาคารอนุมัติวงเงินต่ำกว่าที่ต้องการ ดังนั้น การเตรียมความพร้อมด้านการเงินในช่วงประมาณ 3 - 6 เดือน ก่อนยื่นกู้ จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม
คำนวณภาระหนี้ต่อรายได้ก่อนยื่นกู้
ธนาคารจะพิจารณาว่า หลังจากกู้สร้างบ้านแล้ว ผู้กู้จะยังมีความสามารถในการผ่อนชำระภาระหนี้ทั้งหมดหรือไม่ โดยวิธีการคำนวณเบื้องต้นง่าย ๆ คือ
ภาระหนี้ต่อรายได้ (DSR) = (ภาระหนี้ที่ต้องชำระต่อเดือน ÷ รายได้ต่อเดือน) × 100
ตัวอย่าง
- รายได้ : 70,000 บาท
- ผ่อนรถ : 8,000 บาท
- ผ่อนบัตรเครดิต : 3,000 บาท
- ผ่อนสินเชื่อส่วนบุคคล : 4,000 บาท
รวมภาระหนี้ที่ต้องชำระต่อเดือน = 8,000 + 3,000 + 4,000 = 15,000 บาท ซึ่งเมื่อนำไปคำนวณตามสูตรภาระหนี้ต่อรายได้ (DSR) จะได้ว่า (ภาระหนี้ที่ต้องชำระต่อเดือน 15,000 ÷ รายได้ต่อเดือน 70,000) × 100 = 21.42 ดังนั้นภาระหนี้จึงคิดเป็นประมาณ 21% ของรายได้ต่อเดือน และเมื่อธนาคารเล็งเห็นว่า ภาระหนี้ต่อเดือนไม่สูงจนเกินไป ก็มีโอกาสได้รับการอนุมัติวงเงินมากขึ้น
ลดภาระหนี้ก่อนยื่นกู้สร้างบ้าน
หากมีภาระหนี้ก้อนเล็กหลายรายการ ผู้กู้ควรพยายามทยอยปิดภาระหนี้เหล่านั้นก่อนยื่นกู้สร้างบ้านจากธนาคาร ตัวอย่างรายการหนี้ก้อนเล็ก ได้แก่
- ผ่อนโทรศัพท์
- ผ่อนเครื่องใช้ไฟฟ้า
- สินเชื่อส่วนบุคคลวงเงินไม่สูง
- บัตรเครดิตที่มียอดค้างชำระ
การลดภาระหนี้จะช่วยให้รายรับคงเหลือเพียงพอสำหรับการผ่อนบ้านมากขึ้น และทำให้ธนาคารเห็นว่าผู้กู้มีความพร้อมในการรับภาระหนี้ระยะยาว
ชำระหนี้ตรงเวลาและจ่ายยอดบัตรเครดิตเต็มจำนวน
อีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามในขั้นตอนการจัดการภาระหนี้ก็คือ “ประวัติการชำระเงิน” หากผู้กู้สามารถชำระค่างวดรายการใช้จ่ายต่าง ๆ และจ่ายยอดบัตรเครดิตได้เต็มจำนวนทุกเดือนและตรงเวลาอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ จะช่วยสะท้อนถึงวินัยทางการเงิน และทำให้ประวัติเครดิตบูโรอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่ธนาคารใช้ประกอบการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ
3. เตรียมเงินสำรองไว้เผื่อค่าใช้จ่ายระหว่างก่อสร้าง จำเป็นแค่ไหน?
แม้ว่าธนาคารจะอนุมัติสินเชื่อแล้ว แต่ในระหว่างการก่อสร้างบ้านก็อาจมีค่าใช้จ่ายเร่งด่วนที่เกิดขึ้นก่อนการจ่ายเงินงวดถัดไปของธนาคาร ซึ่งค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น ค่ามัดจำวัสดุ ค่าแรงเพิ่มเติม หรือการปรับเปลี่ยนแบบบ้าน และการมีเงินทุนสำรองเผื่อไว้รองรับจะช่วยให้การก่อสร้างบ้านเดินหน้าต่อได้โดยไม่สะดุด
ควรมีเงินสำรองเท่าไหร่
จำนวนเงินสำรองที่เหมาะแก่การเตรียมพร้อมเพื่อรับมือการก่อสร้างบ้านจะอยู่ที่ประมาณ 10 - 20% ของงบประมาณการก่อสร้างทั้งหมด โดยเงินส่วนนี้สามารถใช้รองรับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิดได้ เช่น
- ราคาวัสดุที่ปรับขึ้น
- งานก่อสร้างเพิ่มเติมจากแบบร่างเดิม
- ค่าแรงของผู้รับเหมาที่เพิ่มขึ้นจากการต่อเติมเพิ่ม
- ค่าใช้จ่ายฉุกเฉินอื่น ๆ ระหว่างก่อสร้าง
วางแผนซื้อวัสดุก่อสร้างบ้านให้ตรงกับช่วงเวลาที่ธนาคารจ่ายเงิน
ก่อนสั่งซื้อวัสดุก่อสร้างที่มีราคาสูง เช่น โครงเหล็ก ปูน กระเบื้อง หรือสุขภัณฑ์ ผู้กู้ควรวางแผนช่วงเวลาการสั่งซื้อและจ่ายเงินร่วมกับผู้รับเหมา เพื่อให้ตรงกับช่วงเวลาที่ธนาคารจ่ายเงินกู้แต่ละงวด ซึ่งวิธีนี้จะช่วยลดปัญหาการนำเงินส่วนตัวไปหมุนเวียนก่อนจนกระทั่งหมดไปในที่สุด และทำให้การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายเป็นระบบมากขึ้นด้วย
ใช้โปรโมชั่นจากร้านวัสดุก่อสร้างให้คุ้มค่า
ร้านวัสดุก่อสร้างขนาดใหญ่หลายแห่งมักจัดโปรโมชั่นพิเศษต่าง ๆ เป็นประจำ เช่น
- โปรโมชั่นลดราคาสินค้า
- โปรโมชั่นซื้อครบรับส่วนลดเพิ่ม
- โปรโมชั่นผ่อนชำระ 0%
- โปรโมชั่นรับคะแนนสะสมสำหรับสมาชิก
- โปรโมชั่นจัดส่งสินค้าฟรี
ทั้งนี้ หากวางแผนซื้อวัสดุอุปกรณ์สร้างบ้านในช่วงที่ร้านค้ามีโปรโมชั่น ก็อาจช่วยประหยัดงบประมาณในการก่อสร้างได้หลายหมื่นบาท โดยเฉพาะเมื่อวางแผนสร้างบ้านขนาดใหญ่
4. ใช้บัตรเครดิตให้เป็นตัวช่วยลดค่าใช้จ่ายในการสร้างบ้านได้อย่างไร?
หลายคนอาจเคยมีความคิดที่ว่า บัตรเครดิตเป็นเครื่องมือทางการเงินที่เหมาะสำหรับกับการใช้ซื้อสินค้าทั่วไป หรือชำระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน แต่แท้จริงแล้ว หากใช้อย่างมีวินัยและรู้จักใช้สิทธิประโยชน์อย่างชาญฉลาด บัตรเครดิตก็สามารถช่วยบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในระหว่างสร้างบ้านได้เช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อจำเป็นต้องซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ หรือวัสดุตกแต่งบ้าน
เลือกใช้บัตรเครดิตกับร้านค้าที่มีโปรโมชั่น
ก่อนซื้อสินค้าต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างบ้านในฝัน ควรตรวจสอบว่าร้านค้าใดมีโปรโมชั่นร่วมกับบัตรเครดิตที่ใช้งานอยู่บ้าง เช่น บัตรเครดิต KTC ที่มักมีโปรโมชั่นร่วมกับแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ รวมถึงมีโปรโมชั่นร่วมกับศูนย์รวมสินค้าและบริการด้านวัสดุก่อสร้างครบวงจรชั้นนำมากมาย ซึ่งการเลือกใช้บัตรเครดิตที่มอบสิทธิประโยชน์โปรโมชั่นตรงกับรายการใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน จะช่วยลดค่าใช้จ่ายโดยรวมได้มากกว่าการชำระเงินสดในบางกรณี
แบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายด้วยโปรโมชั่นผ่อน 0%
ด้วยความที่เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ หรือของตกแต่งบ้าน ล้วนเป็นรายการใช้จ่ายที่มีราคาสูง ตั้งแต่หลักหมื่นถึงหลักแสนบาท การเลือกใช้บัตรเครดิตที่มีโปรโมชั่นผ่อน 0% ร่วมกับร้านค้าชั้นนำต่าง ๆ เช่น บัตรเครดิต KTC จะสามารถช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ออกเป็นยอดชำระรายเดือนได้ โดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ย ในกรณีที่มีการชำระคืนเต็มจำนวนและภายในวันที่กำหนด ช่วยให้ไม่ต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่ในครั้งเดียว และยังคงมีเงินสดเหลือไว้ใช้สำหรับค่าใช้จ่ายฉุกเฉินอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นในระหว่างการสร้างบ้าน
เปลี่ยนค่าใช้จ่ายให้เป็นสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม
ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการสร้างบ้านล้วนเป็นรายการใช้จ่ายที่มีราคาสูงทั้งสิ้น และการเลือกชำระผ่านบัตรเครดิตสำหรับค่าใช้จ่ายที่สามารถชำระด้วยบัตรเครดิตได้ ถือเป็นอีกวิธีในการช่วยให้ได้รับสิทธิประโยชน์สุดคุ้มค่าจากบัตรเครดิตกลับคืนมามากยิ่งขึ้น เช่น
- คะแนนสะสม : บัตรเครดิต KTC มีสิทธิประโยชน์ด้านการได้รับคะแนน KTC FOREVER ที่สามารถสะสมได้ไม่จำกัด และคะแนนไม่มีวันหมดอายุ ซึ่งคะแนน KTC FOREVER จะได้รับเมื่อมีการใช้จ่ายผ่านบัตรฯ ครบทุก 25 บาท ตามเงื่อนไขที่กำหนด โดยคะแนนสะสมเหล่านี้สามารถนำไปใช้แลกรับส่วนลด เครดิตเงินคืน หรือสิทธิพิเศษอื่น ๆ ได้อีกในอนาคตตามเงื่อนไขของ KTC
- สิทธิประโยชน์ติดบัตรเครดิต : บัตรเครดิต KTC ทุกประเภท สำหรับลูกค้าทั่วไป มอบสิทธิประโยชน์ติดบัตรมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการได้รับคะแนน KTC FOREVER ในอัตราพิเศษ มีการใช้จ่ายตามเงื่อนไขกำหนด การได้รับสิทธิ์การเข้าใช้ห้องพักรับรองในสนามบิน สำหรับบัตรเครดิตบางเครือข่ายชำระเงิน รวมถึงการได้รับความคุ้มครองอุบัติเหตุวงเงิน สูงสุด 300,000 บาท นาน 90 วัน สำหรับสมาชิกใหม่บัตรเครดิต KTC ตั้งแต่ 1 ม.ค. 69 – 31 ธ.ค. 69 และได้รับประกันอุบัติเหตุการเดินทางทั้งในและต่างประเทศ และประกันกระเป๋าเดินทางสูญเสีย หรือเสียหายจากการเดินทาง เงื่อนไขเป็นไปตามกำหนด ซึ่งเป็นสิทธิประโยชน์ติดบัตรเครดิต KTC ทุกระดับและทุกเครือข่ายชำระเงิน
ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องใช้บัตรเครดิตเพื่อตัวช่วยในการบริหารสภาพคล่องทางการเงิน การพิจารณาใช้บัตรเครดิตอย่างเหมาะสมและชำระคืนเต็มจำนวนและตรงเวลาเสมอ จะช่วยให้สามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายระยะสั้นในระหว่างการสร้างบ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ
5. เตรียมเอกสารที่ดินและเอกสารก่อสร้างอย่างไรให้พร้อมก่อนยื่นกู้?
ก่อนยื่นกู้สร้างบ้านกับธนาคาร จำเป็นต้องตรวจสอบข้อกฎหมายควบคุมอาคาร ผังเมือง และแนวร่นที่ดินให้ครบถ้วนถูกต้อง พร้อมขอใบอนุญาตก่อสร้างจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้เรียบร้อยก่อนยื่นกู้ (ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 21) เพราะเอกสารที่ดินและใบอนุญาตที่ไม่สมบูรณ์เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ธนาคารปฏิเสธคำขอยื่นกู้สร้างบ้าน
ขั้นตอนการตรวจสอบข้อกฎหมายควบคุมอาคาร ผังเมือง และแนวร่นโฉนดที่ดิน
ก่อนเริ่มต้นออกแบบบ้านและยื่นขอสินเชื่อกับทางธนาคาร ควรตรวจสอบข้อกำหนดทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับที่ดินเป็นอันดับแรก ดังนี้
- ตรวจสอบผังเมืองรวมของพื้นที่ เพราะผังเมืองแต่ละพื้นที่จะกำหนดประเภทอาคารที่อนุญาตให้สร้าง รวมถึงควบคุมอัตราส่วนพื้นที่อาคารรวมต่อพื้นที่ดิน (FAR) และอัตราส่วนของพื้นที่ว่างต่อพื้นที่อาคารรวม (OSR) ไว้อย่างชัดเจน หากโครงสร้างบ้านที่ออกแบบไว้ขัดต่อข้อกำหนดผังเมือง จะไม่สามารถขอใบอนุญาตก่อสร้างได้
- ตรวจสอบแนวร่นอาคารตามกฎหมายควบคุมอาคาร เพื่อเช็กระยะห่างขั้นต่ำระหว่างตัวอาคารกับแนวเขตที่ดิน และระยะร่นจากถนนสาธารณะตามที่กฎหมายกำหนด
- ตรวจสอบภาระผูกพันและข้อพิพาททางกฎหมาย โดยควรตรวจสอบให้แน่ชัดว่าที่ดินติดภาระจำยอม หรือมีข้อพิพาทเรื่องแนวเขตกับที่ดินข้างเคียงหรือไม่ เพราะธนาคารจะไม่อนุมัติสินเชื่อให้แก่ที่ดินที่มีข้อพิพาทหรือคดีความค้างอยู่ในกระบวนการทางกฎหมาย
วิธีประสานงานขอใบอนุญาตก่อสร้างจากหน่วยงานราชการส่วนท้องถิ่น
การขอใบอนุญาตก่อสร้างอาคารต้องยื่นคำขอ (แบบ อ.1) ต่อหน่วยงานราชการส่วนท้องถิ่นที่ที่ดินตั้งอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หรือสำนักงานเขตในกรุงเทพมหานคร โดยมีข้อควรรู้และแนวทางปฏิบัติเพื่อลดระยะเวลา ดังนี้
- เอกสารที่ต้องจัดเตรียม : ต้องใช้แบบแปลนพิมพ์เขียวพร้อมแบบคำนวณโครงสร้างที่มีสถาปนิกและวิศวกรลงนามรับรอง (ตามขนาดอาคารที่กฎหมายกำหนด) สำเนาเอกสารสิทธิ์ที่ดิน และเอกสารประกอบอื่น ๆ ตามที่แต่ละท้องถิ่นกำหนด
- ระยะเวลาพิจารณา : โดยทั่วไปใช้เวลาในการพิจารณาไม่เกิน 45 วัน ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของแบบอาคารและปริมาณงานของหน่วยงานนั้น ๆ
- การยื่นกู้ธนาคารควบคู่กัน : ในทางปฏิบัติ ผู้กู้ควรเริ่มกระบวนการขอใบอนุญาตก่อสร้างควบคู่ไปกับการยื่นเอกสารขอสินเชื่อกับธนาคาร เนื่องจากธนาคารส่วนใหญ่สามารถประเมินราคาและพิจารณาอนุมัติวงเงินในหลักการจากแบบแปลนและรายการประเมินราคา (BOQ) ล่วงหน้าได้
- เงื่อนไขการเบิกเงินงวดแรก : แม้ธนาคารจะอนุมัติสินเชื่อแล้ว แต่จะทำการเซ็นสัญญาและเบิกจ่ายเงินกู้งวดแรกให้ก็ต่อเมื่อได้รับใบอนุญาตก่อสร้างที่ออกโดยหน่วยงานท้องถิ่นเรียบร้อยแล้วเท่านั้น
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการกู้เงินสร้างบ้าน (FAQ)
Q : ยื่นกู้สร้างบ้านต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง?
A : โดยทั่วไป ได้แก่ บัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน เอกสารแสดงรายได้ รายการเดินบัญชี (Statement) โฉนดที่ดิน แบบก่อสร้าง BOQ สัญญาว่าจ้างก่อสร้าง และใบอนุญาตก่อสร้าง (หากมี) ทั้งนี้ แต่ละธนาคารอาจกำหนดเอกสารเพิ่มเติมแตกต่างกัน ควรตรวจสอบกับธนาคารโดยตรงอีกครั้งก่อนยื่นกู้
Q : กู้สร้างบ้านได้ 100% หรือไม่?
A : ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละธนาคาร มูลค่าหลักประกัน ความสามารถในการชำระหนี้ และผลการประเมินราคาทรัพย์สิน บางกรณีอาจได้รับวงเงินครอบคลุมค่าก่อสร้างทั้งหมด แต่บางกรณีผู้กู้อาจต้องเตรียมเงินสำรองเพิ่มเติม
Q : หากมีหนี้บัตรเครดิต จะยื่นกู้สร้างบ้านได้หรือไม่?
A : สามารถยื่นกู้สร้างบ้านกับทางธนาคารได้ หากยังมีความสามารถในการชำระหนี้เพียงพอตามการประเมินของธนาคาร และมีประวัติการชำระหนี้ที่ดีอย่างสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม ภาระหนี้จากบัตรเครดิตจะถูกนำมาคำนวณร่วมกับอัตราส่วนหนี้สินต่อรายได้ (DTI) ด้วย
Q : ควรมีเงินสำรองเท่าไรก่อนเริ่มสร้างบ้าน?
A : แนวทางที่ดีที่สุด คือ ควรเตรียมเงินสำรองฉุกเฉินสำหรับการสร้างบ้านโดยเฉพาะ ประมาณ 10 - 20% ของงบประมาณก่อสร้างทั้งหมด เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นระหว่างดำเนินโครงการ เช่น ราคาวัสดุปรับตัวสูงขึ้น การแก้ไขแบบ หรือค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้วางแผนไว้
Q : ใช้บัตรเครดิตซื้อวัสดุก่อสร้างคุ้มค่ากว่าจ่ายเงินสดหรือไม่?
A : ขึ้นอยู่กับโปรโมชั่นและวินัยทางการเงินของผู้ใช้บัตรเครดิต หากร้านค้ามีโปรโมชั่นส่วนลด การแลกรับเครดิตเงินคืน การได้รับคะแนนสะสม หรือมีโปรโมชั่นผ่อน 0% กับร้านค้าที่ร่วมรายการ การเลือกชำระผ่านบัตรเครดิตก็จะช่วยเพิ่มความคุ้มค่าและรักษาสภาพคล่องทางการเงินได้อย่างดี แต่ควรชำระคืนเต็มจำนวนตามกำหนดเพื่อหลีกเลี่ยงดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม สำหรับบัตรเครดิต KTC ทุกประเภท อัตราดอกเบี้ยจะอยู่ที่ 16% ต่อปี
การยื่นกู้สร้างบ้านให้ผ่านฉลุยไม่ได้อาศัยเพียงรายได้ที่มั่นคงเท่านั้น แต่ต้องเริ่มตั้งแต่การเตรียม BOQ และสัญญาก่อสร้างให้เป็นระบบ การบริหารอัตราส่วนหนี้สินต่อรายได้ (DTI) การสร้างประวัติการชำระเงินที่ดี การเตรียมเงินสำรองรองรับค่าใช้จ่ายในระหว่างรอเบิกจากธนาคาร ตลอดจนการจัดเตรียมเอกสารที่ดินและใบอนุญาตก่อสร้างให้ครบถ้วนถูกต้อง ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับธนาคาร และเพิ่มโอกาสได้รับวงเงินที่เหมาะสมกับการสร้างบ้านในฝัน
เมื่อได้รับอนุมัติกู้สร้างบ้าน การวางแผนใช้จ่ายในระหว่างการก่อสร้างและตกแต่งบ้านก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน การเลือกใช้บัตรเครดิตที่มีโปรโมชั่นที่ร้านค้าวัสดุก่อสร้าง เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือเฟอร์นิเจอร์ สามารถช่วยลดต้นทุนการสร้างบ้านผ่านสิทธิประโยชน์เหล่านี้ได้ และหากใช้จ่ายอย่างมีวินัยและชำระเต็มจำนวนภายในวันครบกำหนดชำระเสมอ บัตรเครดิตจะเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยบริหารสภาพคล่อง พร้อมต่อยอดความคุ้มค่าในทุกขั้นตอนของการสร้างบ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สนใจ สมัครบัตรเครดิต KTC ออนไลน์ได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่มีค่าธรรมเนียมแรกเข้า ทั้งยังได้รับความคุ้มค่าจากทุกการใช้จ่ายกับคะแนน KTC FOREVER ที่สะสมได้ไม่จำกัดและไม่มีวันหมดอายุ
ใช้จ่าย คุ้มค่า นึกถึงบัตรเครดิต KTC




