เมื่อใดที่ต้องพูดคุยกับตัวแทนประกัน หลายคนอาจจะเคยมีจังหวะที่ฟังแล้วเหมือนเข้าใจ แต่จริง ๆ กลับไม่เข้าใจ เพราะยังคงสับสนมึนงงกับคำศัพท์ประกันภัย ไม่ว่าจะเป็นคำว่า “เบี้ยประกัน”, “ทุนประกัน”, “ผู้เอาประกัน”, “มูลค่าเวนคืน” และอีกมากมาย ที่ล้วนฟังดูซับซ้อน โดยเฉพาะสำหรับมือใหม่ที่เพิ่งตัดสินใจซื้อประกันภัยเป็นครั้งแรก ซึ่งปัญหาที่จะตามมาจากการไม่เข้าใจในคำศัพท์เฉพาะเหล่านี้ก็คือ การซื้อประกันผิดแผน หรือการซื้อประกันโดยขาดความรู้ความใจในรายละเอียดกรมธรรม์อย่างแท้จริง เช่น คิดว่าความคุ้มครองครอบคลุมทุกอย่าง แต่จริง ๆ กลับมีข้อยกเว้น หรือเข้าใจว่าสามารถเคลมได้ทันทีทุกกรณี ทั้งที่อาจจะมีเงื่อนอื่น ๆ กำหนดไว้ร่วมด้วย
ด้วยเหตุนี้ การทำความเข้าใจเงื่อนไข สิทธิประโยชน์ และรายละเอียดต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความคุ้มครองตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ จึงเป็นสิ่งสำคัญ และยิ่งเข้าใจศัพท์ประกันภัยมากเท่าไรก็จะยิ่งช่วยให้สามารถเปรียบเทียบแผนประกันได้ดีขึ้น เลือกได้ตรงกับความต้องการ และลดโอกาสตัดสินใจพลาดจากความเข้าใจผิด
ในบทความนี้จึงได้รวบรวมศัพท์ประกันภัยพื้นฐานที่ตัวแทนมักใช้บ่อย พร้อมคำอธิบายแบบง่าย ๆ ที่อ่านแล้วเข้าใจได้ภายใน 5 นาที เพื่อช่วยให้มือใหม่ปรึกษาพูดคุยเรื่องประกันได้อย่างมั่นใจขึ้น และตัดสินใจเลือกความคุ้มครองได้อย่างคุ้มค่ากว่าเดิม
ศัพท์ประกันภัยคืออะไร? ทำไมมือใหม่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจซื้อ
ศัพท์ประกันภัย เป็นคำศัพท์เฉพาะทางเทคนิคของอุตสาหกรรมการเงินและความเสี่ยง ที่มักถูกใช้ในกรมธรรม์ เอกสารสัญญา รวมถึงเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับประกันภัย และการเสนอขายของตัวแทนประกัน โดยคำศัพท์ประกันภัยเหล่านี้มีความหมายที่ชัดเจนและผูกพันทางกฎหมาย ซึ่งต่างจากการตีความตามความเข้าใจทั่ว ๆ ไป
รวม 15 ศัพท์ประกันภัยพื้นฐาน ที่ตัวแทนประกันชอบใช้
สำหรับ 15 คำศัพท์ประกันภัยพื้นฐานที่รวบรวมมาให้ในบทความนี้ KTC จะขอแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มคำศัพท์หลัก ๆ ได้แก่ กลุ่มคำศัพท์ทั่วไป กลุ่มคำศัพท์เกี่ยวกับเงิน กลุ่มคำศัพท์เกี่ยวกับความคุ้มครอง และกลุ่มคำศัพท์ที่คนมักเข้าใจผิด
กลุ่มคำศัพท์ทั่วไป
1. ผู้รับประกันภัย (Insurer)
ผู้รับประกันภัย หรือ Insurer หมายถึงบริษัทประกันภัย หรือคู่สัญญาฝ่ายที่รับความเสี่ยงและการจ่ายค่าสินไหมทดแทน
2. ผู้เอาประกันภัย (Insured หรือ Policyholder)
ผู้เอาประกันภัย หรือ Insured / Policyholder หมายถึงผู้มีหน้าที่ชำระค่าเบี้ยประกันภัย หรือคู่สัญญาฝ่ายที่ยินยอมจะส่งเบี้ยประกันภัยให้กับผู้รับประกันภัย
3. ผู้รับผลประโยชน์ (Beneficiary)
ผู้รับผลประโยชน์ หรือ Beneficiary หมายถึงบุคคลภายนอกที่มีสิทธิรับผลประโยชน์ หรือค่าสินไหมทดแทน ในกรณีที่เข้าเงื่อนไขที่บริษัทประกันต้องจ่าย ซึ่งสามารถเป็นบุคคลเดียวกับผู้เอาประกันภัยได้
กลุ่มคำศัพท์เกี่ยวกับเงิน
4. เบี้ยประกัน (Insurance Premium)
เบี้ยประกัน หรือ Insurance Premium หมายถึงเงินที่ผู้เอาประกันต้องจ่ายให้บริษัทประกันตามที่ตกลงไว้ในกรมธรรม์ อาจเป็นรูปแบบจ่ายรายปี รายครึ่งปี รายไตรมาส หรือรายเดือน เพื่อแลกกับการได้รับความคุ้มครองความเสียหาย จากความเจ็บป่วย หรืออุบัติเหตุ โดยจะเป็นไปตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์
ทั้งนี้ อาจเปรียบเทียบง่าย ๆ ได้ว่า เบี้ยประกัน ก็คือค่าสมาชิกที่คุณต้องจ่ายเพื่อแลกกับความคุ้มครอง และหากไม่จ่ายตามกำหนดจนครบกำหนดระยะเวลาผ่อนผัน กรมธรรม์ก็จะขาดอายุและสิ้นสุดความคุ้มครองได้
5. ทุนประกัน หรือจำนวนเงินเอาประกัน (Sum Assured)
ทุนประกัน หรือจำนวนเงินเอาประกัน หรือภาษาอังกฤษ Sum Assured หมายถึงจำนวนเงินที่บริษัทประกันตกลงไว้ในกรมธรรม์ว่าจะจ่ายให้ผู้เอาประกันหรือผู้รับผลประโยชน์ เมื่อเกิดเหตุการณ์ตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ เช่น เสียชีวิต พิการ ตรวจเจอโรคร้าย หรือครบกำหนดสัญญา
6. มูลค่าเวนคืน (Surrender Value)
มูลค่าเวนคืน หรือ Surrender Value หมายถึงจำนวนเงินที่ผู้เอาประกันจะได้รับคืนหากยกเลิกกรมธรรม์ก่อนครบกำหนด โดยทั่วไปมูลค่าเวนคืนจะต่ำกว่าเบี้ยสะสมที่จ่ายไปทั้งหมด และประกันบางประเภท เช่น ประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา (Term Life) จะไม่มีมูลค่าเวนคืนใด ๆ
7. เงินปันผล (Dividend)
เงินปันผล (Dividend) มีที่มาจากประกันชีวิตแบบมีเงินปันผล ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตรูปแบบหนึ่ง ที่นอกจากการคุ้มครองชีวิตแล้ว ยังมีผลตอบแทนที่บริษัทประกันจ่ายให้ผู้เอาประกันภัยด้วย เพียงแต่จะไม่มีการรับรองจำนวนการจ่ายเงินปันผลที่แน่นอน แต่การันตีว่าเงินต้นที่จ่ายไปทั้งหมดจะยังคงอยู่
เงินปันผลในที่นี้ จึงหมายถึงผลประโยชน์เพิ่มเติมที่บริษัทประกันจะจ่ายให้ผู้เอาประกันภัย โดยเงินปันผลนี้เป็นส่วนแบ่งผลตอบแทนจากการบริหารและการลงทุนของบริษัทประกัน
8. ค่าสินไหมทดแทน (Compensation)
ค่าสินไหมทดแทน หรือ Compensation หมายถึงเงินที่บริษัทประกันจ่ายให้ผู้เอาประกัน ผู้รับผลประโยชน์ หรือผู้เสียหาย เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่อยู่ภายใต้ความคุ้มครองตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ เช่น อุบัติเหตุ การเจ็บป่วย ความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือการเสียชีวิต เพื่อช่วยชดเชยความเสียหาย หรือภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น
กลุ่มคำศัพท์เกี่ยวกับความคุ้มครอง
9. กรมธรรม์ (Policy)
กรมธรรม์ หรือ Policy หมายถึงเอกสารสัญญาระหว่างผู้เอาประกันกับบริษัทประกัน ที่โดยออกบริษัทประกัน เพื่อระบุรายละเอียดการประกัน สิทธิ หน้าที่ เงื่อนไข ความคุ้มครอง ระยะเวลา และข้อยกเว้นทั้งหมด ซึ่งกรมธรรม์เป็นเอกสารทางกฎหมายที่ใช้ยืนยันข้อตกลง และเงื่อนไขการจ่ายค่าสินไหมชดเชยตามจำนวนที่ตกลงเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ระบุไว้ในกรมธรรม์
10. ระยะเวลาคุ้มครอง (Coverage Period)
ระยะเวลาคุ้มครอง หรือ Coverage Period หมายถึงช่วงระยะเวลาที่กรมธรรม์ให้ความคุ้มครองผู้เอาประกัน เช่น 10 ปี 20 ปี หรือตลอดชีพ แต่หากมีเหตุการณ์ใด ๆ ที่ตรงตามระบุไว้ในกรมธรรม์เกิดขึ้นนอกเหนือระยะเวลาคุ้มครอง ผู้เอาประกันก็จะไม่ได้รับการชดเชยค่าสินไหมทดแทน แม้จ่ายเบี้ยประกันมาเป็นระยะเวลาหลายปีแล้วก็ตาม
11. ระยะเวลาชำระเบี้ย (Insurance premium payment period)
ระยะเวลาชำระเบี้ย หรือ Insurance premium payment period หมายถึงช่วงเวลาที่ผู้เอาประกันต้องจ่ายเบี้ยประกันตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ เพื่อให้ความคุ้มครองยังคงมีผลต่อเนื่อง โดยระยะเวลาการชำระเบี้ยของแต่ละแผนประกันจะแตกต่างกันออกไป ซึ่งอาจจะสั้นกว่าระยะเวลาคุ้มครอง เช่น ชำระเบี้ย 10 ปี แต่ได้รับความคุ้มครองถึง 20 ปี แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับประเภทของประกันและแผนประกันที่เลือก
12. ระยะเวลาผ่อนผัน (Grace Period)
ระยะเวลาผ่อนผัน หรือ Grace Period หมายถึงช่วงเวลาที่บริษัทประกันอนุญาตให้ผู้เอาประกันชำระเบี้ยล่าช้าจากวันถึงกำหนดชำระเบี้ยได้ โดยที่กรมธรรม์ยังคงมีผลคุ้มครองตามปกติ ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ช่วยชะลอไม่ให้ความคุ้มครองสิ้นสุดทันทีที่ขาดส่งเบี้ยประกัน โดยปกติระยะเวลาผ่อนผันมักอยู่ที่ประมาณ 31 วัน ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละบริษัทประกันและประเภทของกรมธรรม์
13. สัญญาเพิ่มเติม (Rider)
สัญญาเพิ่มเติม หรือ Rider หมายถึงความคุ้มครองเสริมที่สามารถซื้อเพิ่มได้ตามความต้องการ ควบคู่ไปกับกรมธรรม์หลัก เพื่อเสริมความคุ้มครองในส่วนที่ความคุ้มครองหลักไม่ครอบคลุม เช่น สัญญาเพิ่มเติมโรคร้ายแรง สัญญาเพิ่มเติมอุบัติเหตุ หรือสัญญาเพิ่มเติมชดเชยรายได้รายวัน
กลุ่มคำศัพท์ที่คนมักเข้าใจผิด
14. ระยะเวลารอคอย (Waiting Period)
ระยะเวลารอคอย หรือ Waiting Period ช่วงเวลาหลังจากเริ่มมีผลคุ้มครองของกรมธรรม์ ที่ผู้เอาประกันยังไม่สามารถเคลมค่ารักษาพยาบาลหรือรับความคุ้มครองบางกรณีได้ทันที แม้ว่าจะชำระเบี้ยประกันเรียบร้อยเสร็จสิ้นตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ โดยเงื่อนไขนี้มักพบในประกันสุขภาพและประกันโรคร้ายแรง เพื่อป้องกันการซื้อประกันหลังจากทราบว่าตัวเองกำลังป่วยหรือมีความเสี่ยงแล้ว ซึ่งระยะเวลารอคอยของประกันสำหรับการเจ็บป่วยทั่วไป จะอยู่ที่ประมาณ 30 วันสำหรับการเจ็บป่วยทั่วไป และสำหรับโรคเฉพาะบางชนิดอาจมีระยะเวลารอคอยนานถึง 90 - 120 วัน
15. ข้อยกเว้น (Exclusion)
ข้อยกเว้น หรือ Exclusion หมายถึงเงื่อนไขหรือสถานการณ์ที่บริษัทระบุไว้ในกรมธรรม์ว่า จะไม่ให้ความคุ้มครอง หรือไม่จ่ายค่าสินไหมทดแทน แม้ผู้เอาประกันจะทำประกันและชำระเบี้ยตามปกติก็ตาม โดยรายละเอียดข้อยกเว้นจะระบุไว้อย่างชัดเจนในกรมธรรม์ เพื่อกำหนดขอบเขตความรับผิดชอบของบริษัทประกันในแต่ละแผน ซึ่งข้อยกเว้นที่พบบ่อย ได้แก่ โรคที่เป็นอยู่ก่อนทำประกัน (Pre-existing Condition) การกระทำโดยเจตนา กีฬาผาดโผน หรือเหตุการณ์เฉพาะบางอย่าง
สรุปคำศัพท์ประกันภัย ฉบับเข้าใจง่ายใน 5 นาที
3 คำศัพท์สำคัญที่ต้องเข้าใจก่อนซื้อประกัน
เปิด 3 คำศัพท์ประกันภัยที่ต้องทำความเข้าใจก่อนตัดสินใจซื้อประกัน ตัวช่วยรู้เท่ากันเงื่อนไขกรมธรรม์
1. “เบี้ยประกัน” กับความคุ้มค่า
หลาย ๆ คนอาจจะยังมีความเข้าใจผิดว่า การซื้อประกัน คือ การเลือกตาม “เบี้ยถูกที่สุด” เพื่อให้ตนเองจ่ายไหวเพียงเท่านั้น โดยไม่ได้พิจารณาละเอียดถี่ถ้วนว่า ความคุ้มครองที่ได้รับนั้นเพียงพอต่อความเสี่ยงทางด้านร่างกายของตนเองหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุ ในกรณีทำประกันอุบัติเหตุ ความเสี่ยงต่อการป่วยโรคร้าย ในกรณีทำประกันโรคร้ายแรง หรือแม้แต่ความเสี่ยงต่อชีวิต ในกรณีทำประกันชีวิต
เบี้ยประกันที่ถูกจนเกินไปอาจหมายถึงวงเงินคุ้มครองที่ต่ำ และมีข้อยกเว้นในการเคลมประกันมาก ทำให้ความคุ้มครองครอบคลุมไม่เพียงพอ แต่ในทางกลับกัน เบี้ยประกันที่สูงก็ไม่ได้แปลว่าจะเป็นแผนประกันดีที่สุดสำหรับทุกคนเสมอไป เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญในการเลือกแผนประกันจึงควรพิจารณาด้วยว่าเบี้ยประกันที่ต้องจ่ายให้ความคุ้มครองที่ตรงกับความเสี่ยงของตนเองหรือไม่
ตัวอย่างเช่น ในกรณีบุคคลในครอบครัวของผู้เอาประกันมีประวัติป่วยเป็นโรคร้ายแรง ดังนั้นการพิจารณาเลือกซื้อประกันก็ควรจะเลือกที่เป็นประกันโรคร้ายแรงมากกว่าประกันชีวิตแบบมีเงินปันผลที่ให้ผลตอบแทน ซึ่งแม้เบี้ยประกันจะแพงกว่า แต่ก็เป็นการจ่ายเบี้ยประกันเพื่อให้ได้รับความคุ้มครองที่ตรงกับความเสี่ยงจริงมากกว่า
2. “ระยะเวลารอคอย” เคลมไม่ได้ทันทีหลังซื้อ
ระยะเวลารอคอย เป็นอีกหนึ่งเงื่อนไขสำคัญที่หลาย ๆ คนอาจจะไม่รู้ โดยหลังจากที่ซื้อประกันสุขภาพ ทุกคนก็จะสบายใจเพราะคิดว่ามีประกันให้ความคุ้มครองแล้ว แต่อาจไม่รู้ว่าในกรมธรรม์ในระบุช่วงเวลาที่บางเงื่อนไขยังไม่คุ้มครองไว้ด้วย ดังเช่น ในกรณีโรคทั่วไป ระยะเวลารอคอยจะอยู่ที่ 30 - 60 วัน ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละบริษัทประกัน และในกรณีโรคร้ายแรง ระยะเวลารอคอยจะอยู่ที่ 60 - 90 วัน หรืออาจมากถึง 120 วัน สำหรับในบางบริษัทประกัน
ด้วยเหตุนี้ ก่อนการตัดสินใจซื้อประกันทุกครั้งจึงควรทำความเข้าใจให้ชัดเจนว่า ระยะเวลารอคอยของแผนประกันนี้คือกี่วัน และครอบคลุมทุกเงื่อนไขการเจ็บป่วย หรือมีข้อยกเว้นในบางโรคหรือไม่อย่างไร จากนั้นก็ควรวางแผนเงินสำรองฉุกเฉินไว้รองรับค่าใช้จ่ายด้านปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดขึ้น หากเกิดเหตุการณ์ที่ประกันยังอยู่ในช่วงระยะเวลารอคอย
3. “ข้อยกเว้น” ศึกษาให้ละเอียดทุกครั้ง
ข้อยกเว้น คือเงื่อนไขหรือสถานการณ์ที่บริษัทประกันระบุไว้ว่า หากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวจะไม่จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้ ซึ่งข้อยกเว้นส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับโรคหรือภาวะที่เป็นมาแต่กำเนิด เช่น โรคทางพันธุกรรม ปัญหาด้านพัฒนาการ หรืออาจเป็นโรคที่เกี่ยวกับเพศสัมพันธ์ เช่น เอดส์ รวมไปถึงโรคทางจิตเวชด้วย
นอกจากนี้ก็ยังมีโรคที่เป็นอยู่ก่อน (Pre-existing Condition) ซึ่งหากผู้เอาประกันไม่แจ้งตามจริงต่อบริษัทประกัน ตั้งแต่ในขั้นตอนการทำประกัน และเมื่อพบว่ามีการปกปิดก็อาจถูกปฏิเสธการเคลม หรือถูกบอกล้างสัญญาได้ในภายหลัง
ดังเช่นในกรณีผู้เอาประกันตรวจพบโรคเบาหวานอยู่ก่อน และในระหว่างขั้นตอนการซื้อประกันสุขภาพไม่ได้มีการแจ้งต่อตัวแทนประกัน เมื่อมีอาการเจ็บป่วยต้องเข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลด้วยภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวาน บริษัทประกันก็มีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหมทดแทน เพราะเป็นความเจ็บป่วยจากโรคที่เป็นอยู่ก่อนทำประกัน
เทคนิคเลือกซื้อประกัน ฉบับมือใหม่
ก่อนตัดสินใจเลือกซื้อประกันทุกครั้ง ผู้เอาประกันควรศึกษาเงื่อนไขกรมธรรม์ให้ละเอียดถี่ถ้วน เพื่อให้การจ่ายเบี้ยประกันได้รับความคุ้มค่ากลับคืนมาในรูปแบบความคุ้มครองที่ครอบคลุมและตอบโจทย์ชีวิตคุณอย่างแท้จริง และสำหรับมือใหม่ที่กำลังมองหาแผนประกันที่เหมาะสมกับตนเอง แต่ยังไม่รู้ว่าควรจะเริ่มต้นอย่างไร KTC ได้รวบรวมเช็กลิสต์สิ่งที่ต้องทำก่อนซื้อประกันทุกครั้งมาให้ผู้อ่านทุกท่าน โดยรายละเอียดมีดังนี้
- ทำความเข้าใจทุนประกันที่จะได้รับ และประเมินเบื้องต้นว่าเพียงพอกับค่าใช้จ่ายจริงที่อาจเกิดขึ้นหรือไม่
- ตรวจสอบระยะเวลาคุ้มครองและระยะเวลาชำระเบี้ยว่ากำหนดไว้อย่างไร
- ศึกษารายละเอียดข้อยกเว้นทุกข้อที่ระบุไว้ในเงื่อนไขกรมธรรม์ เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจ และวางแผนรับมือกับค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นในกรณีเจ็บป่วยแต่ไม่สามารถเคลมกับบริษัทประกันได้
- สอบถามเรื่องระยะเวลารอคอยให้ชัดเจนว่ากำหนดไว้กี่วันและครอบคลุมทุกเงื่อนไขหรือไม่
- เลือกสัญญาเพิ่มเติมที่มีโอกาสเกิดขึ้นจริงกับตนเอง ไม่ใช่เลือกซื้อเพียงเพราะตัวแทนประกันแนะนำทั้งหมด
- เปรียบเทียบความแตกต่าง และจุดเด่นความคุ้มครองของประกันอย่างน้อย 2 - 3 แผน จากบริษัทประกันที่ต่างกันก่อนตัดสินใจ โดยอาจอาศัยเว็บไซต์ / แพลตฟอร์มประกันออนไลน์ต่าง ๆ ในการช่วยเปรียบเทียบความคุ้มครองก็ได้เช่นกัน อาทิ ประกันออนไลน์ KTC insure+
- สอบถามเรื่องมูลค่าเวนคืนประกันเผื่อไว้ในกรณีจำเป็นต้องยกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดจ่ายเบี้ยประกัน
- ขอหนังสือรับรองการประกันภัย หรือ หนังสือรับรองการประกันภัยชั่วคราวที่เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อยืนยันการทำสัญญาประกันภัย ในระหว่างรอออกกรมธรรม์ฉบับถาวร
- ใช้แพลตฟอร์มที่รวมตัวเลือกไว้ให้ เพื่อเปรียบเทียบหลายแผนในที่เดียวโดยไม่ต้องง้อตัวแทน
ทำความรู้จัก KTC insure+ ตัวช่วยของคนอยากซื้อประกัน
สำหรับมือใหม่ที่กำลังมองหาประกันภัยที่ตอบโจทย์ชีวิต แต่ยังไม่แน่ใจว่าควรจะเริ่มเปรียบเทียบแผนประกันอย่างไร ประกันออนไลน์ KTC insure+ คือทางเลือกการซื้อประกันออนไลน์ที่รวบรวมประกันหลากหลายประเภทจากหลายบริษัทไว้ในที่เดียว ไม่ว่าจะเป็นประกันสุขภาพ ประกันการเดินทาง ประกันอุบัติเหตุ ประกันภัยรถยนต์ ประกันมะเร็งและโรคร้าย ประกันสะสมทรัพย์และประกันบำนาญ ประกันบ้านและคอนโด รวมถึงประกันภัยประเภทอื่น ๆ เช่น ประกันภัยสัตว์เลี้ยง และประกันภัยนักดำน้ำ ทั้งยังให้ข้อมูลสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมจากการซื้อประกันภัย เมื่อมีการชำระผ่านบัตรเครดิต KTC รวมมาให้ทั้งข้อมูลประกันภัยและโปรโมชั่นสุดคุ้มค่า
ทำไม KTC insure+ จึงเหมาะกับมือใหม่?
- KTC insure+ มีทางเลือกประกันภัยหลากหลายประเภท และหลากหลายแผนจากหลายบริษัทให้พิจารณาเลือกซื้อ
- ซื้อประกันได้ด้วยตนเองผ่านช่องทางออนไลน์ตั้งแต่ต้นจนจบ ทั้งการศึกษาข้อมูล พิจารณาเปรียบเทียบแผนประกัน กรอกข้อมูลส่วนตัว และการชำระเงิน ที่สำคัญขั้นตอนไม่ซับซ้อน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ไม่ต้องการพูดคุยกับตัวแทนประกัน และต้องการเวลาในการตัดสินใจ
- KTC insure+ มาพร้อมสิทธิประโยชน์จากโปรโมชั่น เมื่อชำระผ่านบัตรเครดิต KTC ซึ่งก็มีทั้งโปรโมชั่นส่วนลด ผ่อนชำระ 0% และได้รับ e-Coupon
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับศัพท์ประกันภัย (FAQ)
Q : การเรียนรู้คำศัพท์ประกันภัยยากไหมสำหรับมือใหม่?
A : การทำความเข้าใจคำศัพท์ประกันภัยไม่ใช่เรื่องยากสำหรับมือใหม่ โดยสามารถเริ่มจากคำสำคัญพื้นฐาน หรือคำที่พบเจอบ่อยครั้งในกรมธรรม์ เช่น ผู้รับประกัน ผู้เอาประกัน ผู้รับผลประโยชน์ เบี้ยประกัน ทุนประกัน และระยะเวลาคุ้มครอง ซึ่งเมื่อเข้าใจคำศัพท์พื้นฐานเหล่านี้ การเปรียบเทียบแผนประกัน การซื้อประกัน และการตรวจสอบรายละเอียดกรมธรรม์ก็จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
Q : ต้องเข้าใจศัพท์ประกันภัยทุกคำก่อนซื้อประกันไหม?
A : ไม่จำเป็นต้องเข้าใจทุกคำศัพท์ประกันภัยเสมอไป เพียงแต่ควรจะคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับแผนประกันที่กำลังพิจารณาอยู่ โดยคำศัพท์หลัก ๆ ที่สำคัญ ได้แก่ เบี้ยประกัน ทุนประกัน ระยะเวลาคุ้มครอง ระยะเวลารอคอย และข้อยกเว้น
Q : สัญญาเพิ่มเติมจำเป็นไหม?
A : ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงและสถานการณ์ชีวิตของแต่ละบุคคล และสำหรับสัญญาเพิ่มเติมที่คุ้มค่าสำหรับคนทำงานและบุคคลที่มีครอบครัว ได้แก่ สัญญาเพิ่มเติมโรคร้ายแรง และสัญญาเพิ่มเติมค่ารักษาพยาบาล ซึ่งจะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในกรณีเกิดอาการเจ็บป่วยหรือมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่อยู่นอกเหนือความคุ้มครองของแผนประกันหลัก แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่จำเป็นต้องซื้อสัญญาเพิ่มเติมเสมอไป
Q : เบี้ยประกันแพง แปลว่าดีที่สุดใช่หรือไม่?
A : จ่ายเบี้ยประกันแพง ไม่ได้แปลว่าแผนประกันนั้นจะดีที่สุดเสมอไป เพราะความคุ้มค่าของประกันไม่สามารถวัดได้จากราคาเบี้ยประกัน แต่วัดจากว่าความคุ้มครองที่ได้รับว่าจะตรงกับความเสี่ยงจริงของคุณหรือไม่ โดยแผนประกันที่เบี้ยประกันราคาสูงแต่มีข้อยกเว้นหลายประการหรือให้คุ้มครองในโรคที่คุณไม่มีความเสี่ยง อาจคุ้มค่าน้อยกว่าแผนประกันที่เบี้ยประกันราคาถูกกว่าแต่กลับครอบคลุมความเสี่ยงหลักของคุณได้ดีกว่า
Q : อยากศึกษาแผนประกันออนไลน์จาก KTC insure+ ต้องทำอย่างไร
A : สำหรับผู้ที่สนใจ KTC insure+ สามารถเข้าไปที่เว็บไซต์ https://www.ktc.co.th/insure-plus จากนั้นเลือกพิจารณาตามหมวดหมู่ประกันภัยที่สนใจ เช่น ประกันภัยรถยนต์ ประกันภัยการเดินทาง ประกันสุขภาพ ประกันมะเร็งและโรคร้าย ประกันสะสมทรัพย์และประกันบำนาญ ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล ประกันบ้านและคอนโด ประกันภัยสัตว์เลี้ยง และประกันภัยนักดำน้ำ
“ประกันภัย” ไม่ใช่เรื่องที่ซับซ้อนเกินกว่าที่คนทั่วไปจะเรียนรู้และทำความเข้าใจ เพราะเพียงรู้จักความหมายของคำศัพท์พื้นฐานสำคัญ และเลือกพิจารณาซื้อประกันตามรายละเอียดความคุ้มครองที่เหมาะกับชีวิตและไลฟ์สไตล์ของตนเอง ทุกบาททุกสตางค์ของเบี้ยประกันที่จ่ายไปก็จะคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น และครอบคลุมได้ครบทุกความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับชีวิตคุณ
KTC insure+ พร้อมเป็นจุดเริ่มต้นที่ช่วยให้การซื้อประกันออนไลน์ง่ายดายขึ้นกว่าเดิม ด้วยการรวบรวมแผนประกันจากหลากหลายบริษัทไว้ในที่เดียว และสามารถซื้อประกันได้ด้วยตนเองได้ง่าย ๆ ทุกที่ทุกเวลา พร้อมสามารถเลือกชำระผ่านบัตรเครดิต KTC ที่มีโปรโมชั่นสุดคุ้มค่าตลอดทั้งปี
ใช้จ่าย คุ้มค่า นึกถึงบัตรเครดิต KTC



