Bornean Orangutan, Kalimantan, Indonesia อุรังอุตังบอร์เนียว คาลิมันตัน อินโดนีเซีย

ในการถ่ายทำรายการสุดหล้าฟ้าเขียวเรื่องสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง ผมกับทีมงานได้เดินทางไปยังรัฐคาลิมันตันของประเทศอินโดนีเซียบนเกาะบอร์เนียวซึ่งเป็นถิ่นอาศัยของอุรังอุตังบอร์เนียวสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่งชนิดหนึ่ง ได้มีการประเมินทางวิชาการว่าถ้าจำนวนประชากรอุรังอุตังลดลงในอัตราปัจจุบันด้วยสาเหตุต่างๆ อุรังอุตังซึ่งมีอยู่เพียง 2 สายพันธุ์ได้แก่อุรังอุตังบอร์เนียวและอุรังอุตังสุมาตราจะสูญพันธุ์จากโลกนี้ในระยะเวลา 20 ปีข้างหน้า

ในวงการวิทยาศาสตร์ได้ให้การยอมรับจากการศึกษาค้นคว้าว่าเผ่าพันธุ์ที่เรียกว่า The Great Apes หรือ “ลิงใหญ่ไร้หาง” นั้นแบ่งออกเป็น 4 ประเภทได้แก่ ชิมแปนซี อุรังอุตัง กอริลล่า และมนุษย์ ปรากฏว่าชิมแปนซีอยู่ในสภาวะใกล้สูญพันธุ์ อุรังอุตังและกอริลล่าอยู่ในสภาวะใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง ส่วนมนุษย์นั้นไม่อยู่ในสภาวะที่ถูกคุกคามใดๆทั้ง 4 ระดับคือถูกคุกคามจนอาจสูญพันธุ์ในอนาคตได้ เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ใกล้สูญพันธุ์ และใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง แต่กลับเป็นผู้มีส่วนรับผิดชอบในพฤติกรรมที่ทำให้อีก 3 เผ่าพันธุ์ต้องตกอยู่ในสภาวะใกล้สูญพันธุ์และใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง

 ผมเดินทางโดยเครื่องบินจากกรุงเทพฯไปยังกรุงจาการ์ตาใช้เวลา 3 ชั่วโมงครึ่ง รอเปลี่ยนเครื่องบินเป็นเวลา 2 ชั่วโมงแล้วบินสายการบินในประเทศไปยังเมืองเซมารังใช้เวลา 1 ชั่วโมง พักค้างคืนที่นั่น รุ่งเช้าบินภายในประเทศข้ามทะเลชวาไปยังเมืองปังกาลันบันในรัฐคาลิมันตันบนเกาะบอร์เนียว ที่สนามบินมีพนักงานของ ริมบาอุรังอุตังอีโคลอด์จ (Rimba Orangutan Eco Lodge) นำรถมารับผมกับทีมงานไปยังท่าเรือของเมืองคูมัยตั้งอยู่ปากแม่น้ำริมบาเพื่อลงเรือไปยังอุทยาน แห่งชาติตันจุงพุติ้งจุดหมายปลายทางของเรา ใช้เวลา 45 นาทีไปยังแม่น้ำเซคอนเยอร์ซึ่งเป็นเขตแดนของอุทยานแห่งชาติตันจุงพุติ้ง


เราคึกคักขึ้นเมื่อเรือแล่นเข้าไปในบริเวณป่าอันกว้างใหญ่และเริ่มเห็นนกหลายชนิด ชนิดแรกที่พบคือนกกะเต็นใหญ่ธรรมดา (Stork-billed Kingfisher) เกาะอยู่บนต้นไม้ที่เรือแล่นผ่าน เพียงครู่เดียวก็พบนกตัวที่สองเป็นนกกะปูดใหญ่ (Greater Coucal) สยายปีกเกาะอยู่บนต้นไม้ริมฝั่ง แล้วก็ไปถึงนกตัวที่สามคือนกเงือกดำ (Black Hornbill) เกาะอยู่บนยอดต้นไม้สูงใหญ่ต้นหนึ่งเป็นการบ่งบอกว่าเราเข้ามาในบริเวณป่าลึกซึ่งเป็นถิ่นอาศัยของนกเงือก โดยเฉพาะนกเงือกดำเพราะพบยากมากในป่าเมืองไทยและอยู่ในสภาวะใกล้สูญพันธุ์

พนักงานของลอด์จชี้ไปยังท่าเรือซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามต้นไม้ที่นกเงือกดำเกาะอยู่แล้วบอกว่านั่นคือริมบาอีโคลอดจ์ที่พักของเราซึ่งเราพอใจเพราะตั้งอยู่ในป่าตรงข้ามบริเวณอุทยานฯทำให้สะดวกต่อการนั่งเรือตามหาอุรังอุตังและบริเวณรอบๆลอด์จก็เป็นธรรมชาติที่เราต้องการ


 วันรุ่งขึ้นหลังอาหารเช้า เราลงเรือท้องถิ่นเรียกว่าโคลโต๊ก (klotok) เป็นเรือไม้สองชั้น กว้างพอที่จะเคลื่อนไหวไปมาอย่างสะดวกรวมทั้งลงไปยังหัวเรือและท้ายเรือเพื่อดูสัตว์ป่าทั้งสองข้าง เรือมีกัปตันเรือ ลูกเรือสองคน ไกด์ท้องถิ่น และแม่ครัวเพื่อทำอาหารกลางวันทานบนเรือโดยไม่ต้องเสียเวลากลับมาที่ลอด์จ

 ทีมงานตั้งกล้องวีดีโอที่หัวเรือและท้ายเรือแห่งละกล้อง ผมสะพายกล้องติดเลนซ์ซูมเพื่อถ่ายภาพนิ่ง ทุกคนพร้อมเพียงแต่รอให้พบสัตว์ป่า ซึ่งไกด์บอกว่ามีโอกาสพบแน่เพราะสัตว์ป่าที่นี่คุ้นกับเรือและผู้คนจำนวนมากที่มาดูสัตว์ป่าโดยเฉพาะอุรังอุตัง ลิงจมูกยาว ลิงหางยาว ค่าง และชะนี กฏเกณฑ์ของอุทยานฯคือห้ามลงจากเรือเข้าไปในป่าอย่างเด็ดขาด นอกจากขึ้นฝั่งไปยังหน่วยรักษาป่าและสถานที่ให้อาหารสัตว์ (feeding station) ของอุทยานซึ่งมีอยู่ 3 แห่ง

อุทยานแห่งชาติตันจุงพุติ้งมีพื้นที่ราว 3,000 ตารางกิโลเมตร เป็นถิ่นอาศัยที่ใหญ่ที่สุดของอุรังอุตังบอร์เนียวซึ่งมีการสำรวจจำนวนประชากรว่ามีมากกว่า 5,000 ตัว เป็นที่ตั้งของ Camp Leakey ซึ่งเป็นมูลนิธิศูนย์การศึกษาวิจัยและอนุรักษ์อุรังอุตังมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1971 และเป็นสถานที่เลี้ยงดูอุรังอุตังที่บาดเจ็บทั้งโดยธรรมชาติและถูกล่าโดยพรานและลูกอุรังอุตังที่กำพร้าแม่ ซึ่งเมื่อรักษาหายเป็นปกติและที่เป็นลูกกำพร้าเติบโตขึ้นก็ปล่อยให้อยู่ตามธรรมชาติในป่า แต่อุรังอุตังเหล่านั้นมีสัญชาตญาณที่เฉลียวฉลาดในเรื่องความปลอดภัยและการอยู่รอดจึงอาศัยอยู่รอบๆแคมป์มีความคุ้นเคยกับมนุษย์ที่เป็นมิตรและดูแลตนมา   



สัตว์ป่าชนิดแรกที่พบเป็นลิงจมูกยาว (Proboscis Monkey) ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ผมได้พบ และเป็นสัตว์ป่าอยู่ในสภาวะใกล้สูญพันธ์ (endangered species) เป็นธรรมชาติของลิงจมูกยาวที่กระโดดจากต้นไม้ตนหนึ่งไปเกาะกิ่งของต้นไม้อีกต้นหนึ่งได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ แต่ที่น่าทึ่งคือได้เห็นลิงจมูกยาวตัวเมียมีลูกเกาะที่ท้องกระโดดจากต้นไม้ต้นหนึ่งไปยังอีกต้นหนึ่งอย่างคล่องแคล่ว


ในที่สุดเราก็ได้พบอุรังอุตังตัวแรกขณะที่เรือแล่นผ่านดงต้นเตยแห่งหนึ่ง ลูกเรือที่นั่งอยู่หัวเรือชี้มือไปยังต้นจากต้นหนึ่ง เรามองตามมือไปก็เห็นใบหน้าอุรังอุตังตัวหนึ่งอยู่ในวัยรุ่นโผล่กลมกลืนกับต้นเตยรอบตัวขึ้นมา ผมยกกล้องติดซูมถ่ายภาพหน้าอุรังอุตังได้ทันทีขณะที่อุรังอุตังจ้องดูเราและกัปตันชะลอเรือให้ช้าลง ไกด์บอกว่าอุรังอุตังคงลงมากินน้ำ เมื่อผมถามว่าเขารู้สึกปลอดภัยหรือ คำตอบคือบนเกาะบอร์เนียวไม่มีสัตว์นักล่าขนาดใหญ่เช่นเสือโคร่งหรือเสือดาวที่จะล่าอุรังอุตังได้ และพวกเขารู้ว่าเรือที่ผ่านไปมาไม่เป็นอันตราย จึงกล้าลงมาที่พื้นดิน นอกจากนั้นอุรังอุตังที่โตเต็มวัยจะมีร่างกายใหญ่โตแข็งแรงมากมีพลังเท่ากับมนุษย์ผู้ชาย 6 คน ถึงแม้จะเชื่อมั่นว่าปลอดภัย แต่สัญชาตญาณทำให้อุรังอุตังตัวนั้นหายตัวกลับขึ้นไปบนต้นไม้อย่างรวดเร็ว


     เราผ่านจุดที่พบอุรังอุตังวัยรุ่นมาไม่ไกลนัก ก็พบอุรังอุตัวตัวผู้โตเต็มวัยตัวหนึ่งอยู่บนต้นไม้ใกล้ฝั่ง มีกระบังแก้มขนาดใหญ่และถุงลมใต้คอแตกต่างจากอุรังอุตังวัยรุ่นที่เราพบ ไกด์บอกว่าเมื่ออุรังอุตังตัวผู้เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์คืออายุ 10 ปีขึ้นไป จะเริ่มมีกระบังแก้มและถุงลมใต้คอซึ่งจะใหญ่ขึ้นตามอายุ อุรังอุตังตัวนี้น่าจะมีอายุราว 20 ปี ในสังคมอุรังอุตังนั้นตัวผู้ที่มีกระบังแก้มและถุงลมใต้คอแสดงว่ามีพลังเหนือตัวผู้ที่ไม่มีกระบังแก้มและถุงลมและเป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของตัวเมียในฤดูผสมพันธุ์  ส่วนอุรังอุตังตัวเมียไม่มีกระบังแก้มและถุงลมใต้คอ

     กัปตันลอยเรือให้อยู่นิ่งเพื่อให้ผมกับทีมงานถ่ายภาพอุรังอุตังตัวนี้อยู่ครู่ใหญ่ ซึ่งอุรังอุตังไม่แสดงอาการตื่นกลัวพวกเรา แต่สายตาจับจ้องอยู่ที่เราขณะเด็ดผลไม้และใบไม้ใส่ปากเคี้ยวกินไปเรื่อยๆ


    ทันใดนั้นลูกเรือที่ประจำอยู่ท้ายเรือร้องบอกเราว่ามีจระเข้ตัวหนึ่งโผล่ขึ้นมาจากน้ำใกล้ฝั่งไม่ห่างจากเรือ เรากรูไปที่กราบเรือด้านนั้นก็พบจระเข้ตัวหนึ่งปากยาวแหลมเรียวซึ่งผมไม่เคยพบมาก่อนโผล่ลำตัวส่วนบนขึ้นมาให้เห็นชัดเจน ไกด์บอกว่าเป็นจระเข้ประจำถิ่นของแหลมมลายู บอร์เนียว สุมาตรา และชวา เรียกว่า False Gharial หรือ Malayan Gharial

อยู่ในสภาวะใกล้สูญพันธุ์ (Endangered Species) จำนวนประชากรได้ลดลงอย่างต่อเนื่องจากการที่ถิ่นอาศัยถูกบุกรุกโดยการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำและมนุษย์สร้างบ้านเรือนเข้าไปในแม่น้ำ


     เราถ่ายภาพและเฝ้าดูอยู่ครู่หนึ่ง จระเข้ก็เงยส่วนหัวขึ้นเหนือน้ำให้เราเห็นฟันเป็นซี่ๆเต็มปากดูน่ากลัว แต่ไกด์บอกว่าจระเข้ชนิดนี้ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ กินปลาเป็นอาหารหลักและสัตว์น้ำชนิดอื่นๆ

     กัปตันนำเรือไปจอดร่วมกับเรือลำอื่นๆที่ท่าเรือของ Camp Leakey เพื่อทานอาหารกลางวันบนเรือ หลังจากนั้นในเวลาบ่าย 2 โมงครึ่งเรากับนักท่องเที่ยวคนอื่นๆเดินจากท่าเรือไปบนสะพานไม้สร้างสูงจากพื้นดิน 2 เมตรเพื่อไปดูการให้อาหารอุรังอุตัง สักครู่ก็ไปถึงจุดสิ้นสุดทางเดินบนสะพาน และเดินต่อบนทางเดินที่พื้นดิน พวกเรารู้สึกตื่นเต้นเมื่อเห็นอุรังอุตังตัวผู้โตเต็มวัยตัวหนึ่งมีกระบังแก้มและถุงลมขนาดใหญ่ยืนอยู่ใต้ต้นไม้ตนหนึ่ง


มือทั้งสองข้างเกาะอยู่กับกิ่งไม้ สีหน้าแสดงความเป็นมิตรให้ความรู้สึกเหมือนว่ามายืนต้อนรับเรา ยอมให้เรายกกล้องขึ้นถ่ายรูปเขา  เราเดินต่อไปผ่านบริเวณอาคารที่ทำการมาถึงกระท่อมหลังหนึ่งสร้างด้วยไม้มีแผ่นไม้และแผ่นโลหะปิดอยู่ที่ผนังภายนอกรอบกระท่อม เราพบอุรังอุตังแม่ลูก คู่หนึ่งยืนอยู่หน้ากระท่อมและหันมาดูเรากับนักท่องเที่ยวที่หยุดเดินเพื่อถ่ายรูป ไกด์บอกว่าทุกครั้งที่มาก็จะพบแม่ลูกคู่นี้พยายามที่จะงัดผนังด้านนอกเพื่อเข้าไปในกระท่อมซึ่งเป็นที่เก็บอาหารแห้งและเครื่องกระป๋อง บางครั้งก็งัดได้แต่เจ้าหน้าที่มาไล่ออกไปและนำแผ่นไม้และแผ่นโลหะมาปิดทับใหม่ แต่ทั้งคู่ก็ไม่ละความพยายามที่จะหาทางเข้าไปในกระท่อมให้ได้  เรายืนดูแม่ลูกคู่นี้พยายามงัดแงะผนังไม้ของกระท่อมต่อหน้าเราแต่ไม่สำเร็จ


เราจากแม่ลูกคู่นี้มาแล้วเดินต่อไปจนถึงบริเวณที่ให้อาหารอุรังอุตัง มีแคร่ไม้กว้างและยาววางอยู่บนเสาไม้สูงจากพื้นดินราว 2 เมตร มีเจ้าหน้าที่ 2 นายแบกตะกร้าขนาดใหญ่คนละใบมีกล้วยสุกแล้วบรรจุอยู่เต็มเดินมาเทกล้วยทั้งหมดลงบนแคร่ไม้นั้น แล้วทั้งคู่ก็ผลัดกันกู่เสียงดังก้องป่าอยู่ครู่หนึ่งเรียกอุรังอุตังให้มากินกล้วย  เรานั่งรวมกับนักท่องเที่ยวบนแคร่ไม้ซึ่งทางอุทยานฯจัดไว้เป็นแถวๆให้นั่งดูการให้อาหาร ไกด์อธิบายว่าเจ้าหน้าที่กู่  เรียกอุรังอุตังให้มากินกล้วยเป็นประจำทุกวันจนอุรังอุตังรู้เวลาและจำเสียงได้ 


สักครู่อุรังอุตังก็ทยอยมากันตามต้นไม้  มีทั้งมาเดี่ยวและคู่มากับลูกซึ่งแม่บางตัวก็มีลูก 2 ตัว  บางตัวกินตรงนั้นไม่พอก็เอากล้วยใส่ปากไปครึ่งหวีและยังใช้มือที่ว่างถือติดมือไปอีกสองสามใบขึ้นไปกินบนต้นไม้ ไกด์อธิบายเพิ่มเติมว่าทางอุทยานฯนำผลไม้มาให้อุรังอุตังกินเป็นการป้องกันไม่ให้ออกไปหากินนอกอุทยานฯและถูกล่า ผลไม้ในอุทยานฯจะออกผลตามฤดูกาล เมื่อสิ้นฤดูกาล ไม่มีผลไม้กิน อุรังอุตังที่มีลูกเล็กจึงนำลูกออกไปนอกอุทยานฯเพื่อหาผลไม้กินเพราะอาหารหลักของอุรังอุตังคือผลไม้ชนิดต่างๆ ตัวแม่อุรังอุตังต้องมีอาหารกินเพียงพอเพื่อสามารถผลิตนมให้ลูกกินได้ จึงทำให้ตัวแม่ถูกพรานล่าเพื่อนำลูกไปขายในตลาดค้าสัตว์ป่าที่ผิดกฏหมาย ทางอุทยานจึงนำผลไม้มาให้อุรังอุตังกินในช่วงผลไม้ขาดแคลนเพื่อป้องกันให้ไปนอกอุทยานฯ จะเห็นว่าอุรังอุตังส่วนใหญ่ที่มากินผลไม้จะเป็นตัวเมียและมีลูกมาด้วย  วิธีนี้นอกจากป้องกันไม่ให้อุรังอุตังถูกล่าแล้วยังเป็นการสำรวจจำนวนอุรังอุตังที่อาศัยอยู่รอบๆ Feeding Station ทั้ง 3 แห่งของอุทยานฯด้วย ซึ่งเจ้าหน้าที่จะรู้จักทุกตัวที่มากินผลไม้ ตัวไหนไม่มาก็จะรู้ว่าหายไปและจะ ตามหาว่าไปไหน


ผมสังเกตดูว่าอุรังอุตังส่วนใหญ่โดยเฉพาะที่โตเต็มวัยและอายุมากจะมีมารยาทในการกิน มีตัวผู้อาวุโสตัวหนึ่งมีกระบังแก้มและถุงคอใหญ่มาก เมื่อกินกล้วยพอแล้วก็จากไปเพื่อให้ตัวอื่นมีโอกาสมากินบ้าง    

มีเหตุการณ์หนึ่งที่นักท่องเที่ยวรวมทั้งเราด้วยเห็นแล้วหัวเราะชอบใจคือขณะที่อุรังอุตัวหนึ่งมาตัวเดียวและนำกล้วยขึ้นไปกินต่อบนต้นไม้ ทันใดก็มีชะนีบอร์เนียนเคราขาว (Bornean White Bearded Gibbon) ตัวหนึ่งโผล่ขึ้นมากะทันหันแล้วแย่งกล้วยในมือของอุรังอุตังตัวนั้นไปและกระโจนหนีขึ้นไปบนยอดต้นไม้ต้นหนึ่ง ผมถ่ายภาพชะนีและอุรังอุตังตัวนั้นได้ขณะมีสีหน้าโมโหมากและปีนต้นไม้ตามชะนีขึ้นไป แต่ขึ้นไปไม่ถึงเพราะตัวหนักเกินไปจึงต้องถอยลงไป ปล่อยให้ชะนีตัวนั้นกินกล้วยเย้ยอยู่บนต้นไม้

เราเดินกลับออกมาไปที่เรือ เห็นคนกลุ่มหนึ่งมุงดูอะไรอยู่ เมื่อไปถึงจุดนั้นก็เห็นอุรังอุตังแม่ลูกคู่หนึ่งเกาะอยู่บนต้นไม้ทำท่าทางต่างๆให้ถ่ายรูป ผมจึงไปร่วมถ่ายภาพแม่ลูกคู่นั้นด้วยและให้ฉายาว่า “แม่ลูกคู่ฮาแห่งป่าบอร์เนียว”                                                                                                                                                                   

ขณะนั้นเป็นเวลาบ่ายมากแล้ว เราเดินทางกลับไปยังลอด์จที่พักของเรา มาได้ครึ่งทางลูกเรือประจำหัวเรือชี้มือไปที่ต้นไม้ใหญ่ริมฝั่งต้นหนึ่งพร้อมกับร้องบอกอะไรต่อกัปตันซึ่งชะลอ ความเร็วของเรือทันที ไกด์บอกว่าอุรังอุตังตัวหนึ่งกำลังทำรังอยู่บนต้นไม้ต้นนั้น

เรามองตามก็เห็นอุรังอุตังวัยหนุ่มตัวหนึ่งกำลังนำกิ่งไม้และใบไม้มาทำรังบนคาคบซึ่งใกล้จะเสร็จแล้วและเข้าไปนั่งอยู่ในรัง เมื่อเห็นเรือมาจอดก็จ้องดูด้วยสัญชาตญาณระวังภัยแต่ยังไม่นอน ไกด์อธิบายเพิ่มเติมว่าเป็นธรรมชาติของอุรังตังที่เปลี่ยน รังนอนทุกวันโดยสร้างรังขึ้นใหม่ อุรังอุตังไปหากิ่งไม้และใบไม้มาเพิ่มเพื่อบังตาพวกเราแล้วเข้าไปนอนในรังแต่ยังลืมตาดูพวกเราด้วยความไม่ไว้ใจ จึงลุกขึ้นไปหักกิ่งไม้กับใบไม้มาเสริมรังให้ทึบขึ้น แล้วนอนราบลงในรังแต่ตายังคอยดูเราและเอาใบไม้มาปิดหน้าแต่ก็นอนไม่หลับ จึงลงจากรังมาใกล้เรือ และส่งเสียงขู่พวกเราพร้อมกับกินผลไม้ไปด้วย หลังจากนั้นก็กลับขึ้นไปที่รัง ส่งเสียงขู่ตามมา และโน้มกิ่งไม้มาบังรังไม่ให้เราเห็น

ในที่สุดเราเห็นใจอุรังอุตังตัวนี้และได้ภาพมามากพอแล้วจึงจากมาเพื่อให้อุรังอุตังได้นอนในรังด้วยความสบายใจ

 อุทยานแห่งชาติตันจุงพุติ้งมี Feeding Station 3 แห่งได้แก่ Camp Leakey ซึ่งอยู่ลึกที่สุดและเราได้ไปเยือนมาแล้ว แห่งที่ 2 คือ Tanjung Harapan ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากลอด์จที่เราพักและเราไปเยือนในเช้าวันนี้

หลังจากขึ้นจากเรือและเดินตามทางเดินไป 1 กิโลเมตรครึ่งไปยังที่ให้อาหารอุ ระหว่างทางก็ได้ยินเสียงเจ้าหน้อุรังอุตังให้มากินกล้วย เมื่อเราไปถึงก็เห็นอุรังอุตัง 2 ตัวมาแล้ว ตัว หนึ่งเริ่มกินกล้วยที่กองอยู่บนแคร่ไม้ยาว ส่วนอีกตัวหนึ่งยังนั่งอยู่บนต้นไม้ เพียงครู่เดียวก็มีแม่อุรังอุตังตัวหนึ่งมีลูกเล็ก 2 ตัวเกาะหลังลงมากินกล้วยบนแคร่ด้านหนึ่งอยู่พักหนึ่งก็นำลูกกลับขึ้นต้นไม้หายเข้าไปในป่า  ต่อมามีแม่อุรังอุตังมีลูกตัวเล็กมากลงมาที่แคร่ เจ้าหน้าที่จึงนำถังไม้บรรจุนมมาให้ลูกอุรังอุตังกิน ไกด์บอกว่าเจ้าหน้าที่จะคอยดูถ้าตัวแม่มีลักษณะขาดนมและลูกตัวเล็กมากก็จะนำนมมาให้ทั้งแม่และลูกกิน ผมสังเกตดูว่าที่ feeding station  แห่งนี้อุรังอุตังส่วนใหญ่ที่มามักจะมีลูกมาด้วยตัวเดียวหรือ 2 ตัว บางช่วงบนแคร่เริ่มแออัดเมื่อจำนวนอุรังอุตังมามากขึ้น มีแม่ตัวหนึ่งมีลูก 2 ตัวจึงนำกล้วยขึ้นไปกินบนต้นไม้กับลูก ขณะที่แม่บางตัวมีลูก 2 ตัวก็นั่งรอคิวอยู่บนต้นไม้

ขณะเดียวกันก็มีอุรังอุตังที่มาเดี่ยวตัวหนึ่งรวบรวมกล้วยขึ้นไปกินบนต้นไม้ตามลำพัง และเป็นเป้าให้นักท่องเที่ยวรวมทั้งเราด้วยหันไปถ่ายภาพอุรังอุตังตัวนี้

เมื่อใกล้เที่ยง เรากลับไปลงเรือ แล้วกัปคันก็นำเรามุ่งหน้าไปยัง feeding station  แห่งที่ 3 คือ Pondok Tanggui ซึ่งตั้งอยู่ลึกเข้าไปตอนบนของอุทยานฯ ขณะนั้นฝนเริ่มตกลงมา ไกด์มองดูเมฆบนท้องฟ้าแล้วบอกว่าน่าจะตกไม่นาน แต่ทางเรือได้เตรียมเสื้อฝนมาด้วย เมื่อถึงท่าเรือของ feeding station เราทานอาหารกลางวันบนเรือที่ท่าเรือ ขณะนั้นฝนยังตกพรำๆอยู่ เราสวมเสื้อฝนขึ้นจากเรือเดินตามไกด์ไปยังที่ให้อาหารอุรังอุตังห่างออกไปเกือบ 3 กิโลเมตร ไปได้ครึ่งทางฝนก็หยุดตก เราเดินมาถึงทางแยกก็พบอุรังอุตังตัวผู้โตเต็มวัยใบหน้ามีกระบังแก้มและถุงลมใต้คอยืนอยู่ระหว่างต้นไม้สองต้นติดกับถนนจ้องมองเราซึ่งถามไกด์ว่าถ่ายภาพอุรังอุตังตัวนั้นได้ไหม


ไกด์บอกว่าได้แต่ค่อยๆยกกล้องและเคลื่อนไหวช้าๆไม่แสดงอาการคุกคามใดๆและบอกว่าอุรังอุตังตัวนี้สูญเสียดวงตาข้างซ้าย เมื่อเรามองไปที่ใบหน้าก็เห็นเป็นเช่นนั้น แล้วเราก็ค่อยๆเดินผ่านอุรังอุตังตัวนั้นไป เมื่อไปถึงที่ให้อาหารอุรังอุตัง เราก็ไปนั่งที่แคร่ไม้ที่ทางอุทยานฯจัดไว้ให้นักท่องเที่ยวซึ่งทยอยเดินกันเข้ามา เราเห็นหมูป่าขนาดใหญ่ตัวหนึ่งเดินหาอาหารกินอยู่ใต้แคร่ไม้ที่ เจ้าหน้าที่ได้นำกล้วยมากองไว้แล้ว


ไกด์บอกว่านั่นคือหมูป่ามีเคราบอร์เนียว (Bornean Bearded Pig)  สักครู่อุรังอุตังก็ทยอยลงจากต้นไม้มา กินกล้วย มีนักท่องเที่ยวฝรั่งคนหนึ่งมือซ้ายถือขวดน้ำพลาสติก มือขวาถือกล้องวีดีโอเดินไปใกล้แคร่วางกล้วยซึ่งมีเส้นเชือกกั้นไว้ไม่ให้ล่วงล้ำเข้าไป เขาวางขวดน้ำไว้บนพื้นดิน แล้วก้าวเท้าห่างออกไปแค่ 1 เมตรเพื่อหามุมถ่ายภาพอุรังอุตังใกล้ๆ เจ้าหน้าที่รีบเดินเข้ามาจะเตือน


แต่ช้าไป อุรังอุตังวัยรุ่นตัวหนึ่งไต่ลงมาจากต้นไม้อย่างรวดเร็ว คว้าขวดน้ำและกระโจนกลับขึ้นไปบนต้นไม้ทันที มองดูขวดน้ำในมือ บีบขวดน้ำแตกแล้วก้มลงกินน้ำที่นองอยู่ในมือ ยังมีเรื่องที่ต้องเล่าเต่อ ช่างกล้องทีมงานของเราได้ลุกขึ้นตามช่างภาพฝรั่งแต่เดินไปยังอีกด้านหนึ่งของบริเวณที่กั้นเชือกไว้ เขาถอดเสื้อฝนที่รู้สึกเกะกะออกมาพาดไว้บนเชือกกั้น แล้วสาละวนกับการถ่ายวีดีโออุรังอุตังกินน้ำ ทันใดนั้นอุรังอุตังอีกตัวหนึ่งลงมาจาก ต้นไม้แล้วคว้าเสื้อฝนที่พาดอยู่กลับขึ้นไปบนต้นไม้อย่างรวดเร็ว อุรังอุตังตัวนั้นเป็นตัวเมียมีลูก

 



ตัวหนึ่งนำเสื้อฝนขึ้นไปบนรังและพยายามสวมโดยเรียนแบบมนุษย์ เอาเสื้อคลุมไว้ทั้งตัว พวกเราก็เป็นห่วงเพราะอุรังอุตังต้องมีหรือเท้าข้างหนึ่งจับกิ่งไม้ไว้ กลัวว่าเสื้อจะเกะกะและทำให้อุรังอุตังจับกิ่งไม้ไม่ได้และอาจตกลงมา  ได้ปรารภกับเจ้าหน้าที่อุทยานฯถึงเรื่องนี้ เจ้าหน้าที่หัวเราะและบอกว่าไม่ต้องห่วง อุรังอุตังเฉลียวฉลาดมาก เลียนแบบมนุษย์ได้เกือบทุกเรื่อง ในที่สุดอุรังอุตังก็เอาเสื้อมาคลุมตัวโผล่แต่หัวขึ้นมา แต่สักครู่ก็เบื่อจึงโยนเสื้อฝนทิ้งลงมา

ขณะอยู่ที่อุทยานแห่งชาติตันจุงพุติ้ง เราได้มีโอกาสพบสัตว์ป่าและนกเพิ่มเติมอีกหลายชนิดนอกจากที่ได้กล่าวถึงมาแล้วได้แก่ ค่างเทาหรือค่างหงอก (Silvery Langur Monkey or Silvered Leaf Monkey), เหยี่ยวรุ้ง (Crested Serpent Eagle), ค้างคาวแม่ไก่ (Flying Fox Bat), นกกินปลีหางยาวเขียว (Green-tailed Sunbird), นกขมิ้นท้ายทอยดำ (Black-naped Oriole) และจักจั่น งวงช้าง (Lantern   Fly)  

เราเสร็จภารกิจการถ่ายทำอุรังอุตังบอร์เนียวซึ่งสนุกสนานกับการผจญภัยครั้งนี้และได้ความรู้เกี่ยวกับอุรังอุตังมามากมายโดยไม่คาดคิดมาก่อนและประทับใจในความเฉลียวฉลาดของพวกเขา จึงมีความตั้งใจที่จะช่วยและชักชวนให้ทุกคนช่วยกันอนุรักษ์ให้อุรังอุตังทุกสายพันธุ์คงอยู่ในโลกร่วมกับมนุษย์ต่อไปอีกนานแสนนาน