Asiatic Lion, Gir National Park                                 

สิงโตเอเชีย อุทยานแห่งชาติเกอร์ อินเดีย

ขณะที่ผมเป็นผู้ผลิตและพิธีกรรายการสารคดีโทรทัศน์เกี่ยวกับมรดกโลกนั้นได้ไปถ่ายทำรายการ 4 สังเวชนียสถานที่พุทธคยาในประเทศอินเดียและได้ไปสักการะอนันทสถูปที่เมืองเวสาลีในรัฐพิหารซึ่งเป็นที่ตั้งของเสาอโศกแท่งหนึ่งซึ่งบนหัวเสามีหินแกะสลักรูปสิงโตประดับอยู่ ไกด์ชาวอินเดียได้ชี้แจงว่าในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชซึ่งครองราชย์ระหว่าง 268 ถึง 232 ปีก่อนคริสตกาลได้ทรงสร้างเสาอโศกลักษณะนี้กระจายไปทั่วอนุทวีปอินเดียเพื่อประกาศพระพุทธศาสนาและหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

ซึ่งปัจจุบันเหลืออยู่เพียง 20 เสารวมทั้งเสานี้ที่เวสาลี ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าที่อินเดียก็มีสิงโตอาศัยอยู่ด้วยมานานหลายพันปี นึกว่าสิงโตมีเฉพาะในทวีปแอฟริกาเท่านั้น ผมถามไกด์ต่อไปว่าแล้วปัจจุบันยังมีสิงโตอยู่ในอินเดียหรือไม่ คำตอบคือยังมีอยู่เฉพาะในอุทยานแห่งชาติเกอร์ (Gir National Park) ในรัฐคุชราตเท่านั้น เหลืออยู่ราว 900 ตัวซึ่งอยู่ในสภาวะใกล้สูญพันธุ์ แต่ภายใต้โครงการอนุรักษ์สิงโตเอเชียของรัฐบาลอินเดียทำให้จำนวนสิงโตเพิ่มขึ้นตลอด  ผมตัดสินใจในวันนั้นว่าจะต้องเดินทางไปถ่ายทำสิงโตเอเชียในรัฐคุชราตของอินเดียเป็นรายการต่อไป


ในที่สุดผมกับทีมงานได้เดินทางจากกรุงเทพฯโดยเครื่องบินไปยังนครมุมไบของอินเดียค้างที่มุมไบ 1 คืน วันรุ่งขึ้นบินต่อโดยสายการบินในประเทศไปยังเมือง              

 เช้าวันรุ่งขึ้นเรานั่งรถจี๊ปเปิดประทุนไปตามหาสิงโตเอเชียแต่ยังไม่พบ พบแต่หมูป่า     กวางป่าและกวางดาวอยู่ในป่าไกลๆ และนกหลายชนิด ที่ถ่ายภาพมาได้เช่นนกยูงอินเดียตัวผู้ เหยี่ยวผึ้ง และนกปรอดก้นแดง เป็นต้น                          

 

ในช่วงบ่ายหลังอาหารกลางวันเราไปจอดรถใกล้แหล่งน้ำแห่งหนึ่งหวังว่าจะมีสิงโตมากินน้ำเนื่องจากอากาศหลังกลางเดือนกุมภาพันธ์เริ่มเข้าหน้าแล้งและร้อนอบอ้าวในช่วงบ่าย ขณะนั้นไกด์ของเราได้รับแจ้งทางโทรศัพท์มือถือจากเพื่อนไกด์ว่าจากจุดที่รถของเขาจอดอยู่ชายป่าเห็นลูกสิงโต 3-4 ตัววิ่งเล่นอยู่แต่ไม่เห็นตัวแม่ ส่วนตัวผู้ไม่น่าจะอยู่แถวนั้นเพราะในสังคมสิงโตนั้นตัวผู้จะอยู่กับตัวเมียในช่วงผสมพันธุ์เท่านั้น เมื่อมีลูกก็จะเป็นหน้าที่ของตัวเมียที่เลี้ยงดู ไกด์บอกว่าเราควรไปที่นั่น ใช้เวลาราว 10 นาทีเท่านั้น

เมื่อเราไปถึง มีรถจอดอยู่แล้ว 5 คัน ไกด์นำรถไปจอดต่อจากรถของเพื่อนไกด์หันหน้าไปยังชายป่า สักครู่ก็เห็นลูกสิงโต 5 ตัวเดินออกมาจากป่ามุ่งหน้ามาทางที่รถพวกเราจอดอยู่ แต่ไม่เห็นตัวแม่ คงคอยระวังภัยอยู่ในป่า เพียงครู่เดียว สิงโตตัวเมียตัวหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้น เดินมาร่วมกับลูกๆไปยังจุดหนึ่งซึ่งมีสิงโตตัวเมียอีกตัวหนึ่งนอนรออยู่

ขณะนั้นมีรถนักท่องเที่ยวอีกหลายคันมาถึงจอดซ้อนกันหลายชั้นเพื่อถ่ายภาพแม่สิงโต 2 ตัวกับลูก 5 ตัวนั่งนอนอยู่ด้วยกันโดยไม่สนใจรถและนักท่องเที่ยวจำนวนมากมามุงดู


หลังจากนั้นนักท่องเที่ยวรวมทั้งคณะเราก็ทยอยเดินทางกลับ เป็นอันเสร็จกิจกรรมของวันนั้น เราดีใจที่ได้พบสิงโตตัวเมีย 2 ตัวและลูกๆ 5 ตัวในวันนี้เพราะพบไม่ง่ายนัก และหวังว่าจะได้พบสิงโดตัวผู้ในวันรุ่งขึ้น

เช้าวันรุ่งขึ้นไกด์นำเราไปยังอ่างเก็บน้ำแห่งหนึ่งภายในอุทยานฯ เรามองไปรอบๆแต่ไม่พบสิงโตและสัตว์อื่นๆ พบนกช้อนหอยขาว (Black-headed Ibis) ตัวหนึ่งหากินอยู่ริมสันเขื่อน และบนสันทรายใกล้ๆที่โผล่ขึ้นมาจากน้ำมีจระเข้ตัวใหญ่นอนเกยหาด ดวงตาจับจ้องอยู่ที่นกอ้ายงั่วตัวหนึ่งเกาะอยู่บนต้นไม้แห้งๆบนสันทราย

เมื่อไม่พบสิงโต ไกด์ก็ขับรถผ่านป่าลึกเข้าไปพบกวางดาวตัวผู้ตัวหนึ่งยืนเฝ้าดูฮาเร็มฝูงกวางดาวตัวเมียกินน้ำจากถังซีเมนต์ใส่น้ำที่ทางอุทยานฯสร้างไว้ให้สัตว์ป่ามีน้ำกินในหน้าแล้ง


ไกด์บอกว่าเราจะไปตามถังซีเมนต์เก็บน้ำแห่งต่างๆในอุทยานฯเพื่อตามหาสิงโตและสัตว์ป่าอื่นๆ เรามาถึงถังเก็บน้ำอีกแห่งหนึ่งมีกวางดาวตัวผู้ 2 ตัวกินน้ำอยู่ที่ปลายถังด้านหนึ่ง ขณะนั้นมีค่างหนุมานตัวหนึ่งลงมาจากต้นไม้ไปยังกลางถังเพื่อกินน้ำ

เราตัดสินใจไปยังถังเก็บน้ำอีกแห่งหนึ่ง เมื่อใกล้ถึง มองเห็นถังเก็บน้ำซึ่งตั้งอยู่ในที่โล่งแต่ไกลซึ่งไม่เห็นสัตว์ป่าแม้แต่ตัวเดียวมากินน้ำ ทันใดนั้นไกด์กวาดสายตาไปยังชายป่าห่างจากถังเก็บน้ำไป 20 เมตรแล้วเหยียบเบรคหยุดรถทันที พร้อมกับบอกเสียงเบาๆว่า “สิงโตตัวผู้!”  


ผมยกกล้องติดเล็นซ์ซูมยาวมองไปยังชายป่าก็เห็นสิงโตตัวผู้ตัวหนึ่งกำลังเดินออกจากป่าตรงไปยังถังเก็บน้ำ เป็นสิงโตโตเต็มวัย มีขนแผงคอสีน้ำตาลเข้มทำให้ดูน่าเกรงขาม ที่ทำให้เราตื่นเต้นคือไม่ได้มาตัวเดียว ยังมีสิงโตตัวผู้ขนาดเดียวกันซึ่งน่าจะเป็นพี่น้องกันเดินตามมา


สิงโตตัวผู้จะอยู่ร่วมกันได้ต้องเป็นพี่น้องหรือพ่อลูกกันเท่านั้นสิงโตตัวแรกเริ่มจะกินน้ำขณะที่ตัวที่สองนอนรออยู่ด้านหลัง แต่ท่าทางของสิงโตทั้งคู่ดูเหมือนจะระวังภัยจากอะไรสักอย่างหนึ่ง เพราะก่อนก้มลงกินน้ำสายตาจ้องเขม็งไปยังชายป่าอีกด้านหนึ่ง ไกด์จอดรถห่างออกมาเพื่อไม่ให้สิงโตกังวลใจเพราะเราสามารถถ่ายภาพทั้งภาพนิ่งและวีดีโอจากระยะไกลด้วยกล้องที่ติดเลนซ์ซูม


องค์กร IUCN จัดให้สิงโตเอเชียอยู่ในสภาวะใกล้สูญพันธุ์ (Endangered Species) เป็นสิงโตสายพันธุ์ย่อย (Panthera leo leo) มีขนาดเล็กกว่าสิงโตแอฟริกาเล็กน้อย ความยาวของลำตัว 120 ซม. น้ำหนักราว 160 กก. สิงโตเอเชียแตกต่างจากสิงโตแอฟริกาคือมีหนังทอดยาวตลอดใต้ลำตัวซึ่งไม่พบในสิงโตแอฟริกา

วันต่อมาผมกับทีมงานยังออกตามหาสิงโตอินเดียอีกถึงแม้เราจะได้พบสิงโตตัวผู้ 2 ตัว สิงโตตัวเมีย 2 ตัวและลูกสิงโต 5 ตัวมาแล้ว เรามุ่งหน้าบนถนนนำไปสู่ถังเก็บน้ำซึ่งพบกวางดาวตัวผู้ 2 ตัวกับค่างหนุมานมากินน้ำด้วยกัน แต่เริ่มต้นมาจากอีกทางหนึ่ง เมื่อถึงถังเก็บน้ำก็พบนกเขาแขกหรือนกเขาคอปก (Eurasian Collared Dove) และนกยูงอินเดีย 2 ตัวมากินน้ำ แต่ไม่พบสิงโต

 

เราเดินทางต่อจากถังเก็บน้ำไปบนถนน ไปได้เพียง 5 นาทีก็สวนกับสิงโตตัวผู้ 2 ตัวเดินมาบนถนนซึ่งน่าจะมุ่งหน้าไปยังถังเก็บน้ำ


ไกด์จอดรถบนถนนให้สิงโตทั้งคู่เดินผ่านไปซึ่งไกด์บอกว่าไม่ใช่สิงโตตัวผู้ 2 ตัวที่เราพบกินน้ำเมื่อวานนี้ อยู่คนละพื้นที่กัน และดูตัวเล็กกับอายุน้อยกว่า ไกด์กลับรถแล้วตามสิงโตไปห่างๆจนไปถึงถังเก็บน้ำ สิงโตคู่นั้นกินน้ำกันพอแล้วก็เดินต่อไป

 


ผมกับทีมงานดีใจที่ได้พบสิงโตตัวผู้อีก 2 ตัวก่อนที่จะเดินทางออกจากอุทยานแห่งชาติเกอร์ต่อไปอุทยานแห่งชาติเวลาวาดาร์ซึ่งอยู่ในรัฐคุชราตเช่นเดียวกัน ในช่วงบ่ายวันนั้น เราได้พบนกอีกบางชนิดของอินเดียซึ่งไม่เคยได้พบมาก่อนซึ่งถ่ายภาพมาได้

ผมขอจบบทความนี้ด้วยบันทึกประวัติศาสตร์สำคัญจากเว็บไซต์เกี่ยวกับหัวเสาอโศกรูปสิงห์ (Lion Capital of Asoka) คือประติมากรรมรูปสิงโตเอเชีย 4 ตัวหันหลังชนกันเป็นภาพที่รัฐบาลอินเดียได้ใช้เป็นตราประจำชาติอินเดียตั้งแต่ปี ค.ศ. 1950 เป็นต้นมา หัวเสานี้แกะสลักจากหินทรายก้อนเดี่ยวขัดเงาแยกออกจากตัวเสามาตั้งแต่แรก เคยตั้งอยู่บนหัวเสาอโศกที่สารนาถซึ่งเป็นสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาสร้างโดยพระเจ้าอโศกมหาราชเมื่อ 250 ปีก่อนคริสตกาล หัวเสาจตุรมุขนี้ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์สารนาถในประเทศอินเดีย ส่วนตัวเสาอโศกยังคงตั้งอยู่ที่สถานที่เดิมที่สารนาถ ภาพหัวเสาจตุรมุขที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์สารนาถ (ซ้าย) และภาพหัวเสาจตุรมุขเมื่อค้นพบที่สารนาถในปี ค.ศ. 1905 (ขวา)