“ญี่ปุ่น” ยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวชาวไทย ด้วยเสน่ห์ที่ผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมดั้งเดิม ธรรมชาติที่สวยงาม และเมืองท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์แตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค โดยเฉพาะช่วง “ใบไม้เปลี่ยนสี” หรือ Koyo ที่ต้นไม้ต่าง ๆ ทั่วประเทศญี่ปุ่นจะค่อย ๆ เปลี่ยนเฉดสีจากเขียวเป็นเหลือง ส้ม และแดง ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ สร้างทัศนียภาพที่งดงามไปทั่วทุกพื้นที่ ประกอบกับอากาศที่เย็นสบาย เหมาะแก่การเดินเล่น ถ่ายภาพ และสัมผัสบรรยากาศของฤดูใบใบไม้เปลี่ยนสี
อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาที่ใบไม้เปลี่ยนสีในแต่ละภูมิภาคของญี่ปุ่นไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกัน แต่จะค่อย ๆ ไล่เรียงเปลี่ยนเฉดสีกันไปตามสภาพภูมิอากาศตั้งแต่ในช่วงปลายเดือนกันยายนถึงต้นเดือนธันวาคม การวางแผนเลือกเมืองท่องเที่ยวและกำหนดวันเดินทางตามระยะเวลาใบไม้เปลี่ยนสีจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้มีโอกาสได้ชมความงดงามได้อย่างเต็มที่ และในบทความนี้ KTC ได้รวบรวมข้อมูลเที่ยวญี่ปุ่นใบไม้เปลี่ยนสี 2026 แบบครบทุกภูมิภาค ตั้งแต่ฮอกไกโด โทโฮคุ คันโต ชูบุ คันไซ ชูโกกุ ชิโกกุ ไปจนถึงคิวชู พร้อมแนะนำช่วงเวลาที่เหมาะสม จุดชมใบไม้เปลี่ยนสียอดนิยม และเคล็ดลับการวางแผนทริป เพื่อช่วยให้การออกเดินทางเที่ยวครั้งนี้คุ้มค่าและสร้างความประทับใจได้มากที่สุด
เที่ยวญี่ปุ่นใบไม้เปลี่ยนสี 2026 ไปช่วงเดือนไหนดีที่สุด?
เที่ยวญี่ปุ่นใบไม้เปลี่ยนสี 2026 โดยทั่วไปควรวางแผนช่วงปลายเดือนกันยายนถึงต้นเดือนธันวาคม ขึ้นอยู่กับภูมิภาคที่จะเดินทางไป โดยภูมิภาคฮอกไกโดและภูเขาสูงใบไม้จะเริ่มเปลี่ยนสีก่อน ตั้งแต่ในช่วงปลายเดือนกันยายน ขณะที่โตเกียว เกียวโต โอซาก้า และเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมใบไม้จะเริ่มเปลี่ยนสีสวยเต็มที่ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนถึงต้นธันวาคม อย่างไรก็ดี ก่อนวางแผนเดินทางควรเช็กพยากรณ์ใบไม้เปลี่ยนสีอีกครั้ง
ใบไม้เปลี่ยนสีญี่ปุ่นเริ่มจากภูมิภาคไหนก่อน?
ด้วยความที่แต่ละภูมิภาคในญี่ปุ่นมีสภาพภูมิอากาศที่แตกต่างกัน ดังนั้นช่วงเวลาที่ใบไม้เปลี่ยนสีจึงแตกต่างกันไป ใบไม้เปลี่ยนสีของญี่ปุ่นโดยทั่วไปจะเริ่มจากพื้นที่ที่มีอุณหภูมิต่ำก่อน โดยมักเริ่มจากภูมิภาคทางตอนเหนือและพื้นที่ภูเขาสูง ก่อนจะค่อย ๆ ไล่ลงสู่พื้นที่ตอนใต้และพื้นที่เมืองที่มีอุณหภูมิอุ่นกว่า จึงทำให้ฮอกไกโดและยอดเขาสูงในภูมิภาคชูบุเริ่มเปลี่ยนสีก่อน จากนั้นจึงค่อย ๆ ขยับลงมายังโทโฮคุ คันโต คันไซ ชูโกกุ ชิโกกุ และคิวชู
- ฮอกไกโด (Hokkaido) : ภูมิภาคที่อยู่เหนือสุดของประเทศญี่ปุ่น จึงเริ่มเข้าสู่ฤดูใบไม้เปลี่ยนสีเร็วที่สุด โดยเฉพาะในพื้นที่ภูเขาสูงอย่าง “อุทยานแห่งชาติไดเซ็ตสึซัง” (Daisetsuzan National Park) ที่ใบไม้มักเริ่มเปลี่ยนสีตั้งแต่ปลายเดือนกันยายน ก่อนจะตามมาด้วยเมืองต่าง ๆ ในช่วงเดือนตุลาคม
- โทโฮคุ (Tohoku) : โดยทั่วไปเริ่มเปลี่ยนสีตั้งแต่กลางเดือนตุลาคมถึงกลางเดือนพฤศจิกายน เป็นภูมิภาคที่เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบธรรมชาติ ออนเซ็น และต้องการหลีกเลี่ยงความหนาแน่นของเมืองท่องเที่ยวยอดนิยม
- คันโต (Kanto) : สำหรับโตเกียว นิกโก้ ฮาโกเนะ และคาวากุจิโกะ ใบไม้เปลี่ยนสีมักจะชัดเจนที่สุดตั้งแต่ช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนธันวาคม โดยพืชพรรณใบไม้บนพื้นที่ภูเขาจะเริ่มเปลี่ยนสีก่อนในเมือง
- ชูบุ (Chubu) : ภูมิภาคที่มีช่วงใบไม้เปลี่ยนสีที่ยาวนาน เนื่องจากมีทั้งพื้นที่ภูเขาสูงและพื้นที่ราบ โดยใบไม้จะเริ่มเปลี่ยนสีตั้งแต่ในช่วงต้นเดือนตุลาคมในบริเวณเทือกเขาเจแปนแอลป์ ก่อนจะค่อย ๆ ไล่ลงสู่เมืองและทะเลสาบในช่วงเดือนพฤศจิกายน
- คันไซ (Kansai) : พื้นที่เกียวโต โอซาก้า และนารา ฤดูกาลใบไม้เปลี่ยนสีมักสวยที่สุดในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนธันวาคม ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของการชมใบไม้สีแดงในภูมิภาคนี้
- ชูโกกุ (Chugoku) และชิโกกุ (Shikoku) : โดยทั่วไปทั้งสองภูมิภาคนี้ ใบไม้จะเริ่มเปลี่ยนสีในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไป และในหลาย ๆ พื้นที่ใบไม้เปลี่ยนสีอย่างเต็มที่ที่สุดในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนธันวาคม เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเที่ยวในบรรยากาศสงบกว่าภูมิภาคยอดนิยม
- คิวชู (Kyushu) : ภูมิภาคที่เที่ยวชมใบไม้เปลี่ยนสีได้ค่อนข้างช้ากว่าภูมิภาคอื่น ๆ โดยช่วงเวลาใบไม้เปลี่ยนสีอย่างเต็มที่ที่สุดจะอยู่ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนธันวาคม และบางพื้นที่ทางตอนใต้หรือพื้นที่อากาศอบอุ่นอาจจะยังสามารถชมใบไม้เปลี่ยนสีได้ต่อเนื่องจนถึงปลายเดือนธันวาคม หรืออาจยาวไปถึงช่วงต้นเดือนมกราคมในบางปี
โตเกียว เกียวโต โอซาก้า ใบไม้เปลี่ยนสีช่วงไหน?
เมืองยอดนิยมของนักท่องเที่ยวชาวไทยอย่าง โตเกียว เกียวโต และโอซาก้า ถือเป็นจุดหมายหลักของการเที่ยวญี่ปุ่น รวมถึงในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี เพราะเดินทางท่องเที่ยวสะดวกสบาย ทั้งยังมีแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมหลากหลาย และข้อดีคือช่วงเวลาที่ใบไม้เปลี่ยนสีของเมืองเหล่านี้อยู่ในระยะเวลาใกล้เคียงกัน ทำให้สามารถวางแผนเที่ยวหลายเมืองภายในทริปเดียวได้อย่างลงตัว
- โตเกียว (Tokyo) : โดยทั่วไปโตเกียวจะเริ่มเข้าสู่ฤดูใบไม้เปลี่ยนสีตั้งแต่ช่วงต้นถึงกลางเดือนพฤศจิกายน และในหลาย ๆ พื้นที่จะสวยที่สุดในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนธันวาคม สวนชื่อดังอย่าง สวนชินจูกุเกียวเอ็น (Shinjuku Gyoen), สวนริคุกิเอ็น (Rikugien Garden) และ สวนโคอิชิกาว่า โคระคุเอ็น (Koishikawa Korakuen) นับเป็นจุดชมใบไม้เปลี่ยนสียอดนิยมในทุก ๆ ปี โดยในช่วงเวลาใบไม้เปลี่ยนสีของแต่ละปี สวนริคุกิเอ็น (Rikugien Garden) อาจมีการจัดแสดงไฟสวยงามสร้างบรรยากาศ อย่างไรก็ดี ควรตรวจสอบอีกครั้งก่อนวางแผนเดินทาง
- เกียวโต (Kyoto) : หนึ่งในเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับการเที่ยวชมใบไม้เปลี่ยนสี จากสถาปัตยกรรมของวัด ศาลเจ้า และสวนญี่ปุ่นที่ให้กลิ่นอายบรรยากาศความเรียบง่ายแต่งดงาม เช่น วัดโทฟุคุจิ (Tofuku-ji), วัดเอคันโด (Eikando), วัดนันเซ็นจิ (Nanzen-ji), วัดคิโยมิสึเดระ (Kiyomizu-dera) และ อาราชิยาม่า (Arashiyama) โดยทั่วไปจะเริ่มเปลี่ยนสีในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน และจะสวยที่สุดในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนธันวาคม
- โอซาก้า (Osaka) : มหานครท่องเที่ยวยอดนิยมในภูมิภาคคันไซ เพราะสามารถเดินทางต่อไปยังเกียวโต นารา หรือโกเบได้อย่างสะดวกสบาย ซึ่งจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีในเมือง เช่น พิพิธภัณฑ์ปราสาทโอซาก้า (Osaka Castle Park) และ น้ำตกมิโนะ (Minoo Park) ใบไม้เปลี่ยนมักจะสวยงามที่สุดตั้งแต่กลางเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนธันวาคม
อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาที่ใบไม้เปลี่ยนสีอาจแตกต่างกันไปในแต่ละปีตามสภาพอากาศและอุณหภูมิ ดังนั้น ก่อนจองตั๋วเครื่องบินและที่พัก ควรตรวจสอบพยากรณ์ใบไม้เปลี่ยนสีของปี 2026 อีกครั้ง เพื่อเพิ่มโอกาสในการเดินทางให้ตรงกับช่วงที่ใบไม้เปลี่ยนสีสวยที่สุด
ตารางพยากรณ์ใบไม้เปลี่ยนสีญี่ปุ่น 2026 แยกตามภูมิภาค
อย่างไรก็ดี ช่วงเวลาใบไม้เปลี่ยนสีของแต่ละภูมิภาคในแต่ละปี อาจแตกต่างไปจากพยากรณ์ข้างต้น 1 – 2 สัปดาห์ จึงแนะนำจีงควรเข้าไปตรวจสอบข้อมูลอีกครั้งก่อนเดินทาง ผ่านเว็บไซต์พยากรณ์อากาศอย่างเป็นทางการ เช่น https://weathernews.jp/
เที่ยวฮอกไกโดใบไม้เปลี่ยนสี 2026 ไปไหนดี?
ฮอกไกโด (Hokkaido) เป็นภูมิภาคที่เหมาะสำหรับผู้ที่อยากชมใบไม้เปลี่ยนสีเร็วที่สุดในญี่ปุ่น เพราะเป็นพื้นที่ที่อุณหภูมิลดลงก่อนภูมิภาคอื่น ทำให้บริเวณภูเขาสูงเริ่มเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงตั้งแต่ปลายเดือนกันยายน ก่อนจะค่อย ๆ ขยายมายังเมืองต่าง ๆ ในช่วงเดือนตุลาคม โดยจุดเด่นของฮอกไกโด คือ การมีอุทยานแห่งชาติ ภูเขา ทะเลสาบ และเมืองออนเซ็นที่รายล้อมไปด้วยธรรมชาติ เหมาะสำหรับทั้งการขับรถท่องเที่ยว และพักผ่อนท่ามกลางวิวใบไม้สีแดง
จุดชมใบไม้เปลี่ยนสีฮอกไกโด มีที่ไหนบ้างไม่ควรพลาด?
สำหรับจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ภูมิภาคฮอกไกโด เป็นดังนี้
1. อุทยานแห่งชาติไดเซ็ตสึซัง (Daisetsuzan National Park)
อุทยานแห่งชาติไดเซ็ตสึซัง (Daisetsuzan National Park) ถือเป็นอุทยานแห่งชาติที่มีชื่อเสียงที่สุดของฮอกไกโด และได้รับการขนานนามว่าเป็นหนึ่งในจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่เร็วที่สุดของญี่ปุ่น เนื่องจากมียอดเขาสูงกว่า 2,000 เมตร นักท่องเที่ยวสามารถนั่งกระเช้าลอยฟ้า (Kurodake Ropeway) ชมวิวเทือกเขาและผืนป่าที่ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีเหลือง ส้ม และแดงอย่างสวยงาม
2. หุบเขาโซอุนเคียว (Sounkyo Gorge)
หุบเขาโซอุนเคียว (Sounkyo Gorge) เป็นหุบเขาที่ตั้งอยู่ภายในอุทยานแห่งชาติไดเซ็ตสึซัง โดดเด่นด้วยหน้าผาสูง น้ำตก และเส้นทางเดินชมธรรมชาติ บริเวณนี้เป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กยอดนิยมในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี เพราะสามารถชมวิวใบไม้แดงได้ทั้งจากเส้นทางเดินและกระเช้าลอยฟ้า
3. ทะเลสาบโทยะ (Lake Toya)
ทะเลสาบโทยะ (Lake Toya) เป็นทะเลสาบปล่องภูเขาไฟที่รายล้อมด้วยภูเขาและรีสอร์ตออนเซ็นชื่อดัง เมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้เปลี่ยนสีบริเวณรอบ ๆ ขอบทะเลสาบและเกาะกลางน้ำจะกลายเป็นสีส้มแดง ซึ่งสามารถล่องเรือสำราญเพื่อชมวิว พักผ่อนริมทะเลสาบ หรือแช่ออนเซ็นพร้อมชมทิวทัศน์ของใบไม้เปลี่ยนสีได้อย่างเต็มอิ่ม
4. โจซังเค ออนเซ็น (Jozankei Onsen)
โจซังเค ออนเซ็น (Jozankei Onsen) เมืองออนเซ็นที่อยู่ห่างจากซัปโปโรเพียงประมาณ 1 ชั่วโมง ซึ่งถือเป็นจุดหมายยอดนิยมสำหรับการเที่ยวชมใบไม้เปลี่ยนสีในช่วงเดือนตุลาคม ด้วยบรรยากาศของหุบเขา แม่น้ำสะพานแขวนสีแดงฟุตามิ (Futami Suspension Bridge) ที่ข้ามผ่านหุบเขาที่ถูกโอบล้อมด้วยต้นเมเปิลสีแดง ซึ่งเป็นจุดถ่ายรูปมหาชนที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาด นอกจากนี้ในช่วงหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา ที่โจซังเค ออนเซ็น ในตอนกลางคืนมักจะมีประดับไฟแสดงแสงสีอันงดงามบริเวณริมลำธาร
5. โนโบริเบ็ทสึ (Noboribetsu Onsen)
โนโบริเบ็ทสึ (Noboribetsu Onsen) เมืองออนเซ็นชื่อดังที่มีหุบเขานรกจิโงคุดานิ (Jigokudani) เป็นไฮไลต์สำคัญในช่วงฤดูใบไม้ร่วง นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสบรรยากาศของไอน้ำจากบ่อน้ำพุร้อนที่ตัดกับสีสันของป่าไม้ ทำให้เป็นอีกหนึ่งจุดถ่ายภาพยอดนิยมของฮอกไกโด
สำหรับผู้ที่พักในเมืองซัปโปโร ยังสามารถเดินทางไปชมใบไม้เปลี่ยนสีได้ที่สวนโอโดริ (Odori Park), สวนสาธารณะมารุยามะ (Maruyama Park), สวน นากาจิมะ(Nakajima Park) และ มหาวิทยาลัยฮอกไกโด Hokkaido University ซึ่งมีต้นแปะก๊วย ต้นเมเปิล ต้นโอ๊คเรียงรายสวยงาม เหมาะสำหรับการเดินเล่นและถ่ายภาพในช่วงฤดูใบไม้ร่วง
ฮอกไกโดเหมาะกับทริปกี่วัน?
หากมีเวลาเที่ยวสั้น ๆ 5 - 7 วัน แนะนำให้เที่ยวซัปโปโร โอตารุ และเลือกพักโรงแรมออนเซ็นสัก 1 - 2 คืนที่โจซังเค ออนเซ็น หรือโนโบริเบ็ทสึ พร้อมแวะเที่ยวทะเลสาบโทยะ แต่หากมีเวลาเที่ยว 7 - 10 วัน การเช่ารถขับเที่ยวจะช่วยให้เดินทางได้สะดวกยิ่งขึ้น สามารถวางแผนเที่ยวอุทยานแห่งชาติไดเซ็ตสึซัง, หุบเขาโซอุนเคียว และทะเลสาบโทยะ รวมถึงอุทยานแห่งชาติอื่น ๆ ได้อย่างเต็มที่
เนื่องจากฮอกไกโดเป็นภูมิภาคที่มีพื้นที่ค่อนข้างกว้าง หากมีแผนเที่ยวหลายเมืองหรืออุทยานแห่งชาติ การเช่ารถจะช่วยประหยัดเวลาได้มากกว่าการเดินทางด้วยรถไฟเพียงอย่างเดียว ส่วนผู้ที่ต้องการเที่ยวเฉพาะในซัปโปโรและเมืองใกล้เคียง สามารถเดินทางด้วยรถไฟ JR และรถบัสได้อย่างสะดวก
เที่ยวโทโฮคุใบไม้เปลี่ยนสี 2026 เหมาะกับคนชอบธรรมชาติไหม?
โทโฮคุ (Tohoku) เป็นภูมิภาคที่เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบธรรมชาติ รักความเงียบสงบ และต้องการปลีกตัวจากความคึกคักของเมืองใหญ่ เพราะเต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติ อย่างหุบเขา ลำธาร ทะเลสาบ ภูเขา และเมืองออนเซ็นที่ยังคงความเป็นธรรมชาติ ช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีของโทโฮคุมักอยู่ระหว่างกลางเดือนตุลาคมถึงกลางเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นช่วงที่ภูมิประเทศทั้งภูเขาและหุบเขาถูกแต่งแต้มด้วยสีสันของฤดูใบไม้ร่วง
จุดชมใบไม้เปลี่ยนสีโทโฮคุที่ไม่ควรพลาด มีอะไรบ้าง?
สำหรับจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ภูมิภาคโทโฮคุ เป็นดังนี้
1. ลำธารโออิราเสะ (Oirase Stream)
ลำธารโออิราเสะ (Oirase Stream) เป็นลำธารธรรมชาติที่ทอดยาวประมาณ 14 กิโลเมตร เชื่อมระหว่างทะเลสาบโทวาดะ (Lake Towada) กับผืนดิน ตลอดเส้นทางเต็มไปด้วยน้ำตก สะพานไม้ และต้นเมเปิลที่เปลี่ยนใบไม้เปลี่ยนสี ถือเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินชมใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยที่สุดของญี่ปุ่น
2. ทะเลสาบโทวาดะ (Lake Towada)
ทะเลสาบโทวาดะ (Lake Towada) ทะเลสาบปากปล่องภูเขาไฟขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อกับลำธารโออิราเสะ ซึ่งจะรายล้อมด้วยป่าไม้สีแดงและสีเหลืองในตลอดช่วงฤดูใบไม้ร่วง นักท่องเที่ยวสามารถล่องเรือชมวิวหรือเดินเล่นริมทะเลสาบเพื่อสัมผัสบรรยากาศธรรมชาติและชมวิวทิวเขาโดยรอบที่สลับสีสัน
3. หุบเขานารูโกะ (Naruko Gorge)
หุบเขานารูโกะ (Naruko Gorge) หุบเขาลึกรูปตัววีที่ตั้งอยู่ในจังหวัดมิยางิ โดดเด่นด้วยหน้าผาสูงชันกว่า 100 เมตร และสะพานโอฟุคาซาวะ (Ofukazawa Bridge) ซึ่งเป็นจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นหุบเขาและรถไฟสาย Rikuu-East ที่ค่อย ๆ เคลื่อนออกจากอุโมงค์พาดผ่านสะพานโอยาซาวะ ท่ามกลางหุบเขาที่ย้อมไปด้วยใบไม้เปลี่ยนสีได้อย่างสวยงาม
4. กระเช้าลอยฟ้าภูเขาฮัคโคดะ (Hakkoda Ropeway)
กระเช้าลอยฟ้าภูเขาฮัคโคดะ (Hakkoda Ropeway) เป็นกระเช้าลอยฟ้าที่พาขึ้นสู่ยอดเขาฮัคโคดะ ในจังหวัดอาโอโมริ นักท่องเที่ยวสามารถชมวิวพาโนรามาของเทือกเขาและผืนป่าที่เปลี่ยนเป็นสีแดงและสีทองได้จากมุมสูงขณะอยู่บนกระเช้าลอยฟ้า
5. วัดยามาเดระ (Yamadera) หรือ วัดริชชะคุจิ (Risshaku-ji)
วัดยามาเดระ (Yamadera) หรือ วัดริชชะคุจิ (Risshaku-ji) วัดเก่าแก่ที่ตั้งอยู่บนภูเขาและมีบันไดหินกว่า 1,000 ขั้น เมื่อเดินขึ้นถึงจุดชมวิวจะมองเห็นหุบเขาและหมู่บ้านโดยรอบที่ปกคลุมไปด้วยสีสันของฤดูใบไม้ร่วง เป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในภูมิภาคแห่งนี้
6. กินซัง ออนเซ็น (Ginzan Onsen)
กินซัง ออนเซ็น (Ginzan Onsen) เมืองออนเซ็นเก่าแก่ที่มีอาคารไม้สไตล์ญี่ปุ่นยุคไทโชเรียงรายริมลำธาร เมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง บรรยากาศจะยิ่งทวีคูณความโรแมนติก จากใบไม้สีแดงที่ตัดกับแสงไฟในยามค่ำคืน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการพักผ่อนและสัมผัสเสน่ห์ของญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม
โทโฮคุเหมาะกับใคร?
โทโฮคุเป็นภูมิภาคที่เหมาะสำหรับผู้ที่เคยเที่ยวญี่ปุ่นมาก่อน และต้องการเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ กับธรรมชาติที่เงียบสงบกว่าเมืองท่องเที่ยวยอดนิยม อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกก็สามารถมาเยือนภูมิภาคแห่งนี้ได้เช่นกัน เพียงควรวางแผนเส้นทางล่วงหน้า เนื่องจากหลายสถานที่ต้องต่อรถไฟและรถบัส ซึ่งการเช่ารถก็จะช่วยให้การเดินทางสะดวกยิ่งขึ้น โดยอาจเลือกใช้เมืองหลักอย่างอาโอโมริ เซ็นได หรือโมริโอเป็นจุดเริ่มต้นหลักในการเดินทาง
เที่ยวคันโตใบไม้เปลี่ยนสี 2026 โตเกียวและเมืองใกล้เคียงไปไหนดี?
ภูมิภาคคันโต (Kanto) เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเที่ยวชมใบไม้เปลี่ยนสีโดยเริ่มต้นจากเมืองโตเกียวเป็นสำคัญ เพราะสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกทั้งภายในเมืองและวันเดย์ทริปไปยังเมืองใกล้เคียงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นนิกโก้ ฮาโกเนะ คาวากุจิโกะ หรือภูเขาทาคาโอะ โดยช่วงเวลายอดนิยมในการเที่ยวชมใบไม้เปลี่ยนสีมักอยู่ระหว่างกลางเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนธันวาคม
จุดชมใบไม้เปลี่ยนสีในโตเกียว มีที่ไหนบ้าง?
สำหรับจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ภูมิภาคโตเกียว เป็นดังนี้
1. สวนชินจูกุเกียวเอ็น (Shinjuku Gyoen)
สวนชินจูกุเกียวเอ็น (Shinjuku Gyoen) เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ใจกลางกรุงโตเกียวที่เต็มไปด้วยต้นเมเปิลและต้นแปะก๊วยจำนวนมาก เหมาะสำหรับการเดินเล่น ถ่ายภาพ และเที่ยวชมใบไม้เปลี่ยนสีท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบกลางเมือง
2. เมจิจิงกูไกเอ็น (Meiji Jingu Gaien)
เมจิจิงกูไกเอ็น (Meiji Jingu Gaien) สถานที่อันโด่งดังจากความสวยงามของอุโมงค์ต้นแปะก๊วยกว่า 140 ต้นที่เรียงรายตลอดสองข้างทาง จนทำให้กลายเป็นหนึ่งในจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของโตเกียว
3. สวนริคุกิเอ็น (Rikugien Garden)
สวนริคุกิเอ็น (Rikugien Garden) สวนญี่ปุ่นสมัยเอโดะที่มีความโดดเด่นด้วยความงามในการจัดภูมิทัศน์ มีสระน้ำขนาดใหญ่และเนินเขาจำลอง และไฮไลท์ที่สำคัญคือในฤดูใบไม้เปลี่ยนสีจะมีการจัดแสดงไฟยามค่ำคืน เปิดไฟ ส่องสว่างเผยให้เห็นความงามของใบเมเปิลสีแดงสะท้อนเงาบนผิวน้ำ
4. สวนโคอิชิกาว่า โคระคุเอ็น (Koishikawa Korakuen Garden)
สวนโคอิชิกาว่า โคระคุเอ็น (Koishikawa Korakuen Garden) หนึ่งในสวนญี่ปุ่นที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองโตเกียว เกิดขึ้นตั้งแต่ในสมัยต้นยุคเอโดะ โดดเด่นด้วยสะพานหิน สระน้ำ และภูมิทัศน์แบบสวนญี่ปุ่นดั้งเดิม เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพธรรมชาติ โดยจุดเด่น คือ สะพานไม้สีแดงที่โอบล้อมด้วยอุโมงค์ใบเมเปิลเปลี่ยนสี
5. สวนอุเอโนะ (Ueno Park)
สวนอุเอโนะ (Ueno Park) สวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่รายล้อมด้วยพิพิธภัณฑ์ รูปปั้นทางประวัติศาสตร์ และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ต้นแปะก๊วยขนาดยักษ์รอบสวนและต้นเมเปิลจะเปลี่ยนสีสลับกันอย่างสวยงาม เดินทางเข้าถึงง่ายมาก
วันเดย์ทริปจากโตเกียวไปชมใบไม้เปลี่ยนสี ต้องไปที่ไหนบ้าง?
สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญสำหรับชมความงดงามของใบไม้เปลี่ยนสีแบบวันเดย์ทริป มีดังนี้
- นิกโก้ หรือ Nikko เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมที่มีทั้งศาลเจ้า น้ำตกเคกอน ทะเลสาบชูเซ็นจิ และถนนอิโรฮาซากะ ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในเส้นทางชมใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยที่สุดของญี่ปุ่น
- ฮาโกเนะ หรือ Hakone เมืองออนเซ็นที่สามารถชมวิวภูเขาไฟฟูจิ พร้อมนั่งกระเช้าลอยฟ้า ล่องเรือในทะเลสาบอาชิ และชมใบไม้เปลี่ยนสีได้ภายในทริปเดียว
- ทะเลสาบคาวากุจิ หรือ Lake Kawaguchi เป็นจุดชมวิวภูเขาไฟฟูจิที่มีชื่อเสียง โดยเฉพาะบริเวณอุโมงค์โมมิจิ (Momiji Tunnel) ซึ่งเป็นอุโมงค์ต้นเมเปิลที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก
- ภูเขาทาคาโอะ หรือ Mount Takako สถานที่ท่องเที่ยวภูเขาที่ใช้เวลาเดินทางจากโตเกียวเพียงประมาณ 1 ชั่วโมง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเดินป่า พร้อมชมวิวใบไม้เปลี่ยนสีจากยอดเขา
- คามาคุระ (Kamakura) เมืองประวัติศาสตร์ริมทะเลที่เต็มไปด้วยวัด ศาลเจ้า และสวนญี่ปุ่นหลายแห่ง ซึ่งบรรยากาศโดยรอบจะยิ่งสวยงามเป็นพิเศษในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี เหมาะสำหรับการเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับจากโตเกียว
เที่ยวชูบุใบไม้เปลี่ยนสี 2026 ฟูจิ เทือกเขาแอลป์ และหมู่บ้านเก่า ไปไหนดี?
ภูมิภาคชูบุ (Chubu) เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับการเที่ยวชมใบไม้เปลี่ยนสีของญี่ปุ่น เพราะมีภูมิประเทศที่หลากหลาย ทั้งเทือกเขาเจแปนแอลป์ ทะเลสาบ หมู่บ้านมรดกโลก เมืองเก่า และเมืองออนเซ็น ทำให้สามารถชมใบไม้เปลี่ยนสีได้ยาวนานตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคมจนถึงปลายเดือนพฤศจิกายน หรืออาจยาวนานถึงต้นเดือนธันวาคม โดยพืชพรรณใบไม้บนพื้นที่ภูเขาสูงจะเริ่มเปลี่ยนสีก่อน จากนั้นจะค่อย ๆ ไล่ลงสู่เมืองและพื้นที่ราบ เป็นภูมิภาคที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสธรรมชาติ ท่ามกลางวิวภูเขาและบรรยากาศชนบทของญี่ปุ่นในทริปเดียว
จุดชมใบไม้เปลี่ยนสีชูบุที่ไม่ควรพลาด มีที่ไหนบ้าง?
สำหรับจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ภูมิภาคชูบุ เป็นดังนี้
1. คามิโคจิ (Kamikochi)
คามิโคจิ (Kamikochi) หุบเขาธรรมชาติที่ตั้งอยู่ในเทือกเขาเจแปนแอลป์ ในจังหวัดนากาโนะ และถือเป็นหนึ่งในจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยที่สุดของญี่ปุ่น รายล้อมด้วยยอดเขาสูง แม่น้ำอาซุสะ (Azusa River) ที่มีน้ำสีฟ้าใส และสะพานคัปปะ (Kappa Bridge) อันเป็นแลนด์มาร์กของพื้นที่ โดยใบไม้จะเริ่มเปลี่ยนสีตั้งแต่ช่วงกลางเดือนตุลาคม เหมาะสำหรับการเดินชมธรรมชาติ เพราะมีเส้นทางเดินหลากหลายเส้นให้เลือก
2. ทาเตยามะ คุโรเบะ อัลไพน์ รูท (Tateyama Kurobe Alpine Route)
ทาเตยามะ คุโรเบะ อัลไพน์ รูท (Tateyama Kurobe Alpine Route) เส้นทางท่องเที่ยวชื่อดังที่เชื่อมจังหวัดโทยามะและนากาโนะเข้าด้วยกัน ผ่านเทือกเขาแอลป์ตอนเหนือของญี่ปุ่น มอบประสบการณ์การเดินทางด้วยกระเช้าลอยฟ้า เคเบิลคาร์ รถบัสไฟฟ้า และกระเช้าข้ามหุบเขา พร้อมชมวิวภูเขา ทะเลสาบ และป่าไม้ที่ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีแดงและสีทองตลอดเส้นทางอย่างงดงาม โดยช่วงเวลาที่ใบไม้เปลี่ยนสีได้สวยที่สุดมักเป็นในช่วงเดือนตุลาคม
3. หมู่บ้านชิราคาวาโกะ (Shirakawa-go)
หมู่บ้านชิราคาวาโกะ (Shirakawa-go) หมู่บ้านมรดกโลกในจังหวัดกิฟุ ที่โดดเด่นด้วยบ้านสไตล์กัสโชสึคุริ (Gassho-zukuri) ที่มีหลังคาทรงพนมมืออันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งเมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้เปลี่ยนสี จะเผยให้เห็นความงดงามที่แตกต่างกันของบ้านไม้โบราณที่สีสันตัดกันกับสีของต้นเมเปิลและต้นแปะก๊วย เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสวิถีชีวิตชนบทญี่ปุ่นไปพร้อม ๆ กับการเที่ยวชมธรรมชาติ
4. ทาคายาม่า (Takayama)
ทาคายาม่า (Takayama) เมืองเก่าแก่ในจังหวัดกิฟุที่ยังคงกลิ่นอายของยุคเอโดะไว้ได้อย่างสมบูรณ์ นักท่องเที่ยวสามารถเดินเล่นตามถนนซันมาจิ (Sanmachi Suji) ชิมอาหารท้องถิ่น และแวะชมวัดหรือศาลเจ้าที่รายล้อมด้วยใบไม้เปลี่ยนสีได้อย่างเพลิดเพลิน โดยช่วงเวลาที่เหมาะแก่การเที่ยวชมความงามของใบไม้เปลี่ยนสีมากที่สุดก็คือ ช่วงปลายเดือนตุลาคมถึงกลางเดือนพฤศจิกายน
5. หุบเขาโครังเค (Korankei Gorge)
หุบเขาโครังเค (Korankei Gorge) หุบเขาชื่อดังในจังหวัดไอจิ ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยที่สุดของญี่ปุ่น ด้วยต้นเมเปิลมากกว่า 4,000 ต้นที่เติบโตเรียงรายอยู่สองฝั่งแม่น้ำโทโมเอะ โดยในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนจะมีการจัดงานเทศกาล Korankei Momiji Festival และการประดับไฟยามค่ำคืน ซึ่งยิ่งทำให้บรรยากาศทวีคูณสวยงามเป็นพิเศษ
6. ทะเลสาบฟูจิทั้งห้า (Fuji Five Lakes)
ทะเลสาบฟูจิทั้งห้า (Fuji Five Lakes) ที่ประกอบด้วยทะเลสาบคาวากุจิ ยามานากะ ไซ โชจิ และโมโตสึ ซึ่งสถานที่แต่ละแห่งล้วนก็เป็นจุดชมวิวภูเขาไฟฟูจิที่มีชื่อเสียง โดยเฉพาะในช่วงใบไม้เปลี่ยนสีที่สามารถมองเห็นภูเขาไฟฟูจิเป็นฉากหลังของป่าเมเปิลและต้นแปะก๊วยได้อย่างงดงาม ถือเป็นหนึ่งในภาพจำของฤดูใบไม้ร่วงในญี่ปุ่นที่หลาย ๆ คนคุ้นเคยกันดี
7. ทะเลสาบคาวากุจิ (Lake Kawaguchi)
ทะเลสาบคาวากุจิ (Lake Kawaguchi) ทะเลสาบที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในกลุ่มทะเลสาบทั้งห้ารอบภูเขาไฟฟูจิ และถือเป็นแลนด์มาร์กสำคัญสำหรับการชมใบไม้เปลี่ยนสีของญี่ปุ่น โดดเด่นจากการสามารถมองเห็นภูเขาไฟฟูจิเป็นฉากหลังของแนวต้นเมเปิลสีแดงและสีส้มได้อย่างสวยงาม โดยเฉพาะในช่วงกลางถึงปลายเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นช่วงที่อากาศเย็นสบายและมีโอกาสเห็นยอดฟูจิได้ชัดเจนที่สุด
นอกจากนี้ บริเวณริมทะเลสาบยังเป็นที่ตั้งของ Momiji Corridor หรืออุโมงค์เมเปิลชื่อดัง ซึ่งในหลาย ๆ ปีที่ผ่านมาจะมีการจัดแสดงประดับไฟในช่วงค่ำ เพิ่มเสน่ห์ให้กับบรรยากาศของฤดูใบไม้เปลี่ยนสีได้อย่างดี
อยากเห็นฟูจิกับใบไม้แดง ควรไปช่วงไหน?
หากต้องการชมภูเขาไฟฟูจิพร้อมใบไม้เปลี่ยนสี ช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดคือประมาณ กลางเดือนพฤศจิกายนถึงปลายเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นช่วงที่ต้นเมเปิลรอบทะเลสาบคาวากุจิเปลี่ยนสีพร้อมกับสภาพอากาศที่เริ่มเย็นและท้องฟ้าแจ่มใส ทำให้มีโอกาสมองเห็นยอดฟูจิได้ชัดเจนกว่าในฤดูกาลอื่น ๆ โดยจุดชมวิวที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ได้แก่
- ทะเลสาบฟูจิทั้งห้า (Fuji Five Lakes)
- อุโมงค์ใบเมเปิ้ล (Maple Corridor หรือ Momiji Kairo)
อย่างไรก็ตาม การมองเห็นภูเขาไฟฟูจิขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและทัศนวิสัยในแต่ละวัน หากมีเวลามากพอ แนะนำให้พักบริเวณทะเลสาบคาวากุจิอย่างน้อย 2 - 3 วัน เพื่อเพิ่มโอกาสในการชมวิวภูเขาไฟฟูจิพร้อมใบไม้เปลี่ยนสีในช่วงเวลาที่สวยที่สุด
เที่ยวคันไซใบไม้เปลี่ยนสี 2026 เกียวโต โอซาก้า นารา ไปไหนดี?
ภูมิภาคคันไซ (Kansai) เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั่วโลกในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี จากการที่เต็มไปด้วยวัด ศาลเจ้า สวนญี่ปุ่น เมืองเก่า และสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่รายล้อมด้วยต้นเมเปิลและต้นแปะก๊วย โดยเฉพาะในเมืองเกียวโต โอซาก้า และนารา ซึ่งมักจะเข้าสู่ช่วงใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยที่สุดตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนธันวาคม เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสบรรยากาศญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม พร้อมเดินทางระหว่างเมืองได้อย่างสะดวกสบายด้วยรถไฟ
จุดชมใบไม้เปลี่ยนสีในเกียวโต มีที่ไหนบ้าง?
สำหรับจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ภูมิภาคเกียวโต เป็นดังนี้
1. อาราชิยามะ (Arashiyama)
อาราชิยามะ (Arashiyama) หนึ่งในแลนด์มาร์กยอดนิยมของเมืองเกียวโต ซึ่งนอกจากป่าไผ่อาราชิยามะที่มีชื่อเสียงโด่งดังจากความงดงามแล้ว บริเวณสะพานโทเก็ตสึเคียว (Togetsukyo Bridge) และริมแม่น้ำโฮซุกาวะ (Hozugawa River) ก็ยังเป็นจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยงามอย่างยิ่งเช่นกัน โดยหลาย ๆ วัดในย่านนี้จะมีการประดับไฟในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี
2. วัดคิโยมิซุเดระ (Kiyomizu-dera)
วัดคิโยมิซุเดระ (Kiyomizu-dera) หรือที่หลาย ๆ คนคุ้นเคยกันในชื่อ “วัดน้ำใส” วัดพุทธนิกายฮอสโซที่เก่าแก่และโด่งดัง ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก โดยวัดแห่งนี้มีระเบียงไม้ขนาดใหญ่ที่สามารถมองเห็นวิวเมืองเกียวโตและต้นเมเปิลที่เติบโตอย่างเรียงรายได้อย่างสวยงาม และในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนจะมีการประดับไฟในยามค่ำคืน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมท่องเที่ยวยอดนิยมในฤดูใบไม้เปลี่ยนสีที่วัดแห่งนี้
3. วัดโทฟุคุจิ (Tofuku-ji)
วัดโทฟุคุจิ (Tofuku-ji) วัดที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในสถานที่ชมใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยที่สุดของเมืองเกียวโต จุดเด่นคือสะพานสึเท็นเคียว (Tsutenkyo Bridge) ซึ่งทอดผ่านหุบเขาที่เต็มไปด้วยต้นเมเปิลนับพันต้น เมื่อเข้าสู่ช่วงใบไม้เปลี่ยนสีอย่างเต็มที่ ทิวทัศน์นี้จะคล้ายกับทะเลสีแดงอันงดงาม
4. วัดเออิคันโดะ (Eikando) หรือวัดเซ็นรินจิ (Zenrinji)
วัดเออิคันโดะ(Eikando) หรือวัดเซ็นรินจิ (Zenrinji) วัดโด่งดังที่เหมาะสำหรับการเที่ยวชมใบไม้เปลี่ยนสีมากที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น โดยภายในวัดมีสวนญี่ปุ่น สระน้ำ และทางเดินที่รายล้อมไปด้วยต้นเมเปิล พร้อมการประดับไฟในช่วงกลางคืนที่สร้างบรรยากาศให้โรแมนติกเป็นพิเศษ
5. วัดนันเซ็นจิ (Nanzenji)
วัดนันเซ็นจิ (Nanzenji) วัดพุทธนิกายเซนที่โด่งดังและมีความสำคัญแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น โดดเด่นด้วยสะพานคลองส่งน้ำที่สร้างขึ้นอิฐสมัยเมจิ (Suirokaku Aqueduct) ซึ่งพาดผ่านสวนและป่าต้นเมเปิล ทำให้เป็นอีกหนึ่งจุดถ่ายภาพยอดนิยมในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี
6. วัดรุริโคอิน (Rurikoin)
วัดรุริโคอิน (Rurikoin) วัดที่ตั้งอยู่บริเวณย่านยามาชินะทางตอนเหนือของเกียวโต เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี โดดเด่นที่ห้องหนังสือ (Shoin) ที่มีโต๊ะไม้ขัดเงาซึ่งสะท้อนภาพใบเมเปิลสีแดงและสีส้มราวกับกระจก จนกลายเป็นหนึ่งในมุมถ่ายภาพที่มีชื่อเสียงที่สุดของเกียวโต
นอกจากนี้ ภายในวัดยังมีสวนญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมและเส้นทางเดินที่รายล้อมด้วยต้นเมเปิลนานาพันธุ์ มอบบรรยากาศที่เงียบสงบและงดงาม โดยวัดจะเปิดให้เข้าชมเพียงบางช่วงของปี โดยเฉพาะฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง จึงควรตรวจสอบวัน-เวลาเปิดทำการก่อนวางแผนเดินทาง
โอซาก้าและนารา มีจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ไหนบ้าง?
แม้เกียวโตจะเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในภูมิภาคคันไซ แต่โอซาก้าและนาราก็เป็นอีกสองเมืองที่มีจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยงามไม่แพ้กัน
1. พิพิธภัณฑ์ปราสาทโอซาก้า (Osaka Castle Park)
Osaka Castle Park (สวนปราสาทโอซาก้า) หนึ่งในจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของโอซาก้า ภายในสวนมีพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่รายล้อมปราสาทโอซาก้า พร้อมต้นเมเปิลและต้นแปะก๊วยจำนวนมากที่ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีเหลือง ส้ม และแดงในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนธันวาคม นักท่องเที่ยวสามารถเดินเล่นรอบคูน้ำ ถ่ายภาพปราสาทโอซาก้าที่ตัดกับสีสันของใบไม้เปลี่ยนสี หรือขึ้นไปยังจุดชมวิวภายในปราสาทเพื่อชมทัศนียภาพของสวนจากมุมสูง ถือเป็นจุดหมายปลายทางที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเที่ยวชมประวัติศาสตร์ไปพร้อม ๆ กับการสัมผัสบรรยากาศของฤดูใบไม้ร่วงใจกลางเมือง
2. หุบเขามิโนะ (Minoo Park)
หุบเขามิโนะ (Minoo Park) อุทยานธรรมชาติที่อยู่ห่างจากใจกลางโอซาก้าเพียงประมาณ 30 นาที โดดเด่นที่เส้นทางเดินเลียบลำธารไปยังน้ำตกมิโนะ (Minoo Waterfall) ที่ทั้งสองข้างทางเต็มไปด้วยต้นเมเปิลและป่าไม้ที่เปลี่ยนสีอย่างสวยงามในช่วงเดือนพฤศจิกายน
3. สวนสาธารณะนารา (Nara Park)
สวนสาธารณะนารา (Nara Park) แลนด์มาร์กสำคัญของนารา ที่มีชื่อเสียงจากการที่มีฝูงกวางกว่า 1,000 ตัว เดินอย่างอิสระภายในสวน รายล้อมด้วยสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ เช่น วัดโทไดจิ (Todai-ji) ศาลเจ้าคาสุงะไทฉะ (Kasuga Taisha) และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาตินารา เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน ต้นเมเปิลและต้นแปะก๊วยภายในสวนจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีแดง เหลือง และส้ม ตัดกับสถาปัตยกรรมโบราณและบรรยากาศอันร่มรื่น ทำให้เป็นหนึ่งในจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของภูมิภาคคันไซ
4. ภูเขาโยชิโนะ (Mount Yoshino)
ภูเขาโยชิโนะ (Mount Yoshino) แม้จะมีชื่อเสียงในฐานะแหล่งชมซากุระอันดับต้น ๆ ของญี่ปุ่น แต่เมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้เปลี่ยนสี พื้นที่ภูเขาทั้งลูกจะถูกแต่งแต้มด้วยสีสันของต้นเมเปิลและป่าไม้หลากหลายชนิด สร้างทิวทัศน์ที่สวยงามไม่แพ้ฤดูใบไม้ผลิ นักท่องเที่ยวสามารถนั่งกระเช้าลอยฟ้า เดินเที่ยวตามเส้นทางธรรมชาติ หรือแวะสักการะวัดและศาลเจ้าที่ตั้งอยู่บนภูเขา พร้อมชมวิวหุบเขาที่ปกคลุมด้วยใบไม้เปลี่ยนสีได้อย่างเพลิดเพลิน
5. วัดฮาเซเดระ (Hasedera)
วัดฮาเซเดระ (Hasedera) วัดพุทธเก่าแก่ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 8 และได้รับการขนานนามว่าเป็น “วัดแห่งดอกไม้” เนื่องจากมีความสวยงามตลอดทั้งสี่ฤดูกาล ซึ่งในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี วัดจะถูกโอบล้อมด้วยต้นเมเปิลที่เปลี่ยนเป็นสีแดงและสีส้มอย่างงดงาม โดดเด่นที่ระเบียงไม้ยาวที่ทอดผ่านไหล่เขา ซึ่งสามารถมองเห็นวิวของอาคารวัดและหุบเขาที่ปกคลุมด้วยใบไม้เปลี่ยนสีได้แบบพาโนรามา
นอกจากนี้ ภายในวัดยังประดิษฐานพระโพธิสัตว์กวนอิมไม้ขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นหนึ่งในพระพุทธรูปไม้ที่มีความสำคัญของญี่ปุ่น ทำให้วัดฮาเซเดระเป็นจุดหมายที่เหมาะสำหรับทั้งการสักการะ ขอพร และชมความงดงามของธรรมชาติไปพร้อมกัน
คันไซช่วงใบไม้แดงคนเยอะไหม ควรจองอะไรล่วงหน้า?
ภูมิภาคคันไซ ถือเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีนักท่องเที่ยวหนาแน่นที่สุดในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนธันวาคม ดังนั้น หากมีแผนเดินทางในช่วงใบไม้เปลี่ยนสีสวยงามที่สุด ควรจองที่พักล่วงหน้าอย่างน้อย 3 - 6 เดือน โดยเฉพาะโรงแรมและเรียวกังในย่านฮิกาชิยามะ อาราชิยามะ หรือใกล้สถานีเกียวโต
ทั้งนี้ ร้านอาหารชื่อดัง โดยเฉพาะร้านไคเซกิ ร้านมิชลิน และร้านอาหารยอดนิยมในย่านกิออน (Gion) ก็ควรจองล่วงหน้าเช่นกัน เนื่องจากหลาย ๆ ร้านรับเฉพาะลูกค้าที่จองล่วงหน้าเท่านั้น ส่วนการเดินทางด้วยรถไฟชินคันเซ็นหรือรถไฟด่วนพิเศษ แม้จะมีเที่ยววิ่งจำนวนมาก แต่ในช่วงวันหยุดหรือเทศกาลก็อาจเต็มได้ จึงควรสำรองที่นั่งไว้ล่วงหน้า
เที่ยวชูโกกุและชิโกกุใบไม้เปลี่ยนสี 2026 เหมาะกับคนไม่ชอบคนเยอะไหม?
ภูมิภาคชูโกกุ (Chugoku) และภูมิภาคชิโกกุ (Shikoku) เป็นภูมิภาคที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสบรรยากาศใบไม้เปลี่ยนสีแบบเงียบสงบมากกว่าภูมิภาคยอดนิยมอย่างคันไซหรือคันโต เพราะยังคงมีธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ กลิ่นอายความเป็นเมืองประวัติศาสตร์ สวนญี่ปุ่น และหุบเขาที่สวยงาม โดยช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการชมใบไม้เปลี่ยนสีจะอยู่ระหว่างกลางเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนธันวาคม
จุดชมใบไม้เปลี่ยนสีในชูโกกุ มีที่ไหนบ้าง?
สำหรับจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ภูมิภาคชูโกกุ เป็นดังนี้
1. เกาะมิยะจิมะ (Miyajima Island)
เกาะมิยะจิมะ (Miyajima Island) จังหวัดฮิโรชิมะ หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดของญี่ปุ่น โดดเด่นด้วยเสาโทริอิกลางทะเลของศาลเจ้าอิสึกุชิมะ (Itsukushima Shrine) ซึ่งเมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้เปลี่ยนสี พื้นที่ทั้งเกาะจะถูกแต่งแต้มด้วยต้นเมเปิลสีแดง ช่วยส่งให้วิวทิวทัศน์โดยรอบของศาลเจ้าและธรรมชาติรอบเกาะยิ่งทวีคูณความงดงาม
2. สวนโมมิจิดานิ (Momijidani Park)
สวนโมมิจิดานิ (Momijidani Park) ตั้งอยู่ไม่ไกลจากศาลเจ้าอิสึคุชิมะ (Itsukushima Shrine) เป็นสวนเมเปิลที่มีต้นเมเปิลมากกว่า 700 ต้น และได้รับการยกย่องว่าเป็นจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาคชูโกกุ นักท่องเที่ยวสามารถเดินเล่นตามลำธารและสะพานหินท่ามกลางบรรยากาศของฤดูใบไม้เปลี่ยนสีได้อย่างเพลิดเพลิน
3. โอคายามะ โคราคุเอน (Okayama Korakuen)
โอคายามะ โคราคุเอน (Okayama Korakuen) หนึ่งในสามสวนญี่ปุ่นที่ได้รับการยกย่องว่าสวยที่สุดของประเทศญี่ปุ่น สร้างขึ้นในสมัยเอโดะเพื่อเป็นสวนพักผ่อนของเจ้าเมืองโอคายามะ ภายในสวนประกอบด้วยสนามหญ้ากว้าง สระน้ำ ลำธาร เนินเขาจำลอง และศาลาพักที่ออกแบบตามหลักภูมิสถาปัตยกรรมญี่ปุ่นอย่างประณีต เมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ต้นเมเปิลและต้นแปะก๊วยจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีแดง เหลือง และส้ม สร้างความงดงามที่ตัดกับภูมิทัศน์ของสวนแบบดั้งเดิม
นอกจากนี้ จากบางมุมของสวนยังสามารถมองเห็นปราสาทโอคายามะ (Okayama Castle) ที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำอาซาฮิ ทำให้เป็นจุดถ่ายภาพยอดนิยมและเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเที่ยวชมทั้งธรรมชาติและสถานที่ทางประวัติศาสตร์
4. หุบเขาซันดังเคียว (Sandankyo Gorge)
หุบเขาซันดังเคียว (Sandankyo Gorge) หุบเขาที่มีชื่อเสียงของจังหวัดฮิโรชิมะ โดดเด่นด้วยหน้าผาสูง ลำธารใส และเส้นทางเดินเที่ยวชมธรรมชาติหลายกิโลเมตร โดยในช่วงฤดูใบไม้ร่วง นักท่องเที่ยวจะได้ชมสีสันของป่าเมเปิลที่สะท้อนลงบนผิวน้ำอย่างงดงาม
5. สึวาโนะ (Tsuwano)
สึวาโนะ (Tsuwano) เมืองประวัติศาสตร์ขนาดเล็กในจังหวัดชิมาเนะ ที่ได้รับการขนานนามให้เป็นเมืองเกียวโตน้อยแห่งซันอิน เพราะยังคงอนุรักษ์ย่านซามูไรและคลองน้ำโบราณไว้ได้เป็นอย่างดี โดยเมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ทั้งเมืองจะอบอวลไปด้วยบรรยากาศอันเงียบสงบ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสวิถีชีวิตญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม
จุดชมใบไม้เปลี่ยนสีในชิโกกุ มีอะไรบ้าง?
สำหรับจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ภูมิภาคชิโกกุ เป็นดังนี้
1. สวนริทสึริน (Ritsurin Garden)
สวนริทสึริน (Ritsurin Garden) สวนญี่ปุ่นขนาดใหญ่ในจังหวัดคางาวะ ที่มีประวัติยาวนานกว่า 400 ปี โดยภายในสวนได้รับการออกแบบตามศิลปะสวนภูมิทัศน์แบบดั้งเดิม ประกอบด้วยสระน้ำ เนินเขาจำลอง ศาลาพัก และต้นสนที่ได้รับการตัดแต่งอย่างประณีต โดยมีภูเขาชิอุน (Mount Shiun) เป็นฉากหลัง ซึ่งยิ่งช่วยเสริมความงดงามของทัศนียภาพ เมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้เปลี่ยนสีในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน ต้นเมเปิลและต้นแปะก๊วยภายในสวนจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีเหลือง ส้ม และแดง สะท้อนกับผืนน้ำและสะพานไม้แบบญี่ปุ่นอย่างสวยงาม นักท่องเที่ยวยังสามารถล่องเรือแบบดั้งเดิม ชมวิวสวนจากผืนน้ำ หรือแวะพักที่โรงน้ำชาเพื่อสัมผัสบรรยากาศสวนญี่ปุ่นอย่างเต็มอิ่ม
2. หุบเขาอิยะ (Iya Valley)
หุบเขาอิยะ (Iya Valley) หุบเขาลึกในจังหวัดโทคุชิมะ ที่มีชื่อเสียงโด่งดังจากสะพานแขวนจากเถาวัลย์โบราณ (Iya-no-Kazura-bashi) ที่มีความยาว 45 เมตร และวิวภูเขาที่สลับซับซ้อน โดยในช่วงฤดูใบไม้ร่วง พืชพรรณป่าไม้ทั้งหุบเขาจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ส้ม และแดง เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการขับรถเที่ยวชมธรรมชาติ
3. ปราสาทมัตสึยะมะ (Matsuyama Castle)
ปราสาทมัตสึยะมะ (Matsuyama Castle) หนึ่งในปราสาทดั้งเดิมเพียง 12 แห่งของญี่ปุ่นที่ยังคงโครงสร้างไม้ดั้งเดิมไว้ได้จนถึงปัจจุบัน ตั้งอยู่บนยอดเขาคัตสึยามะ (Mount Katsuyama) ซึ่งสามารถเดินขึ้นหรือใช้กระเช้าลอยฟ้าและเก้าอี้ลิฟต์ (Chairlift) เพื่อขึ้นสู่ตัวปราสาทได้ เมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ต้นเมเปิลและต้นแปะก๊วยรอบปราสาทจะเปลี่ยนเป็นสีอย่างงดงามตัดกับกำแพงหินและสถาปัตยกรรมของปราสาทได้อย่างลงตัว จากจุดชมวิวบนยอดปราสาทยังสามารถมองเห็นทัศนียภาพของเมืองมัตสึยามะ ทะเลเซโตะใน และภูเขาโดยรอบได้แบบพาโนรามา
4. โคโตฮิระ (Kotohira)
โคโตฮิระ (Kotohira) เมืองเล็ก ๆ ที่มีชื่อเสียงจากศาลเจ้าคอนปิระ (Kotohira-gu / Konpira-san) ศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนให้ความเคารพศรัทธามาอย่างยาวนาน และเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กสำคัญของจังหวัดคางาวะ ซึ่งระหว่างทางขึ้นบันไดไปยังศาลเจ้าจะเต็มไปด้วยต้นเมเปิลและต้นแปะก๊วยที่ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีเหลือง ส้ม และแดงในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน เมื่อขึ้นถึงจุดชมวิวจะสามารถมองเห็นทัศนียภาพของเมืองโคโตฮิระและที่ราบซานุกิได้โดยกว้าง ทำให้การเดินขึ้นศาลเจ้ากลายเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่ผสมผสานทั้งการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การสักการะ และการชมใบไม้เปลี่ยนสีได้อย่างลงตัว
5. หุบเขาโอโบเคะ (Oboke Gorge)
หุบเขาโอโบเคะ (Oboke Gorge) หุบเขาธรรมชาติที่เกิดจากการกัดเซาะของแม่น้ำโยชิโนะ (Yoshino River) จนเกิดเป็นหน้าผาหินรูปร่างแปลกตาที่ทอดยาวตลอดสองฝั่งแม่น้ำ เมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ป่าไม้บนไหล่เขาจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นเหลือง ส้ม และแดง ตัดกับสายน้ำสีเขียวมรกตอย่างสวยงาม โดยกิจกรรมยอดนิยมเมื่อเดินทางมาหุบเขาโอโบเคะก็คือ การล่องเรือชมวิว (Oboke Gorge Sightseeing Boat) ซึ่งใช้เวลาประมาณ 30 นาที เพื่อสัมผัสความงดงามของหน้าผาหินและป่าเมเปิลจากมุมมองกลางแม่น้ำ
อย่างไรก็ดี สำหรับผู้ที่เคยเที่ยวญี่ปุ่นมาแล้วและต้องการเปิดประสบการณ์การท่องเที่ยวใหม่ ๆ ภูมิภาคชูโกกุและชิโกกุถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจในการเที่ยวชมใบไม้เปลี่ยนสี เพราะยังคงมีนักท่องเที่ยวไม่หนาแน่นเท่าเกียวโตหรือโตเกียว แต่ก็สามารถสัมผัสความงดงามของใบไม้เปลี่ยนสีและธรรมชาติได้อย่างเต็มอิ่มไม่แพ้กัน
เที่ยวคิวชูใบไม้เปลี่ยนสี 2026 ออนเซ็น ภูเขา และธรรมชาติไปไหนดี?
คิวชู (Kyushu) เป็นภูมิภาคที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเที่ยวชมใบไม้เปลี่ยนสีช่วงปลายฤดูกาล เพราะหลาย ๆ พื้นที่จะเข้าสู่ช่วงใบไม้เปลี่ยนสีอย่างเต็มที่ตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนธันวาคม อีกทั้งสภาพอากาศยังอบอุ่นกว่าภูมิภาคทางตอนเหนือ จึงเหมาะสำหรับการเดินทางแบบครอบครัว หรือผู้ที่ไม่ชอบอากาศหนาวจัด โดยมีทั้งเมืองออนเซ็น ภูเขา หุบเขา และเมืองประวัติศาสตร์ให้เลือกเที่ยวอย่างหลากหลาย
จุดชมใบไม้เปลี่ยนสีในคิวชู มีที่ไหนน่าสนใจบ้าง?
สำหรับจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ภูมิภาคคิวชู เป็นดังนี้
1. ยุฟุอิน (Yufuin)
ยุฟุอิน (Yufuin) เมืองออนเซ็นขนาดเล็กในจังหวัดโออิตะ ที่มีชื่อเสียงจากบรรยากาศอันเงียบสงบและวิวของภูเขายุฟุดาเกะ (Mount Yufu) ซึ่งตั้งตระหง่านเป็นฉากหลังของเมือง โดยในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนธันวาคม ต้นเมเปิลและต้นแปะก๊วยทั่วเมืองจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีเหลือง ส้ม และแดง สร้างบรรยากาศโรแมนติกที่แตกต่างจากเมืองใหญ่
หนึ่งในจุดท่องเที่ยวยอดนิยมก็คือ ทะเลสาบคินริน (Lake Kinrin) ซึ่งในช่วงเช้าของวันที่อากาศเย็น อาจมองเห็นไอน้ำลอยเหนือผิวน้ำจากความแตกต่างของอุณหภูมิ ทำให้บรรยากาศยิ่งสวยงามเป็นพิเศษ นักท่องเที่ยวยังสามารถเดินเล่นบนถนนคนเดิน ยูโนะสึโบะ (Yunotsubo Kaido) ที่เรียงรายด้วยร้านคาเฟ่ ร้านขนมพื้นเมือง ร้านงานหัตถกรรม และเรียวกังแบบญี่ปุ่น ถือเป็นจุดหมายที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการพักผ่อนและสัมผัสเสน่ห์ของชนบทญี่ปุ่นในฤดูใบไม้เปลี่ยนสี
2. เบปปุ (Beppu)
เบปปุ (Beppu) เมืองออนเซ็นชื่อดังของจังหวัดโออิตะ และเป็นหนึ่งในแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติที่มีชื่อเสียงที่สุดของญี่ปุ่น ไฮไลต์คือ Beppu Jigoku Meguri หรือ บ่อนรกแห่งเบปปุ ที่มีบ่อน้ำพุร้อนหลากสีให้ชม เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนธันวาคม พื้นที่สีเขียวรอบเมืองและภูเขาใกล้เคียงจะเริ่มเปลี่ยนสี นักท่องเที่ยวสามารถเที่ยวชมใบไม้เปลี่ยนสีควบคู่กับการแช่ออนเซ็น เพื่อสัมผัสเสน่ห์ของคิวชูในฤดูใบไม้ร่วงได้อย่างเต็มอิ่ม
3. สะพานแขวนยูเมะ (Kokonoe Yume Suspension Bridge)
สะพานแขวนยูเมะ (Kokonoe Yume Suspension Bridge) สะพานแขวนสำหรับคนเดินที่มีความยาว 390 เมตร และตั้งอยู่สูงจากพื้นหุบเขาประมาณ 173 เมตร ในจังหวัดโออิตะ ถือเป็นหนึ่งในจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยที่สุดของคิวชู จากบนสะพานสามารถมองเห็นหุบเขา น้ำตกชินโด (Shindo Falls) และผืนป่าที่เปลี่ยนเป็นสีเหลือง ส้ม และแดงได้แบบพาโนรามา เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบธรรมชาติและการถ่ายภาพ
4. หุบเขาทาคาจิโฮ (Takachiho Gorge)
หุบเขาทาคาจิโฮ (Takachiho Gorge) ในจังหวัดมิยาซากิ หุบเขาที่เกิดจากการกัดเซาะของลาวาภูเขาไฟ มีหน้าผาหินสูงและแม่น้ำโกคาเสะ (Gokase River) ไหลผ่าน นักท่องเที่ยวสามารถล่องเรือหรือเดินชมธรรมชาติท่ามกลางใบไม้เปลี่ยนสีที่สะท้อนบนผิวน้ำได้อย่างสวยงาม
5. คุมาโมโตะ (Kumamoto)
คุมาโมโตะ (Kumamoto) เมืองประวัติศาสตร์ที่มีปราสาทคุมาโมโตะ (Kumamoto Castle) ที่หนึ่งในสามปราสาทที่มีชื่อเสียงที่สุดของญี่ปุ่นเป็นแลนด์มาร์กสำคัญ เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน สวนและพื้นที่โดยรอบปราสาทจะถูกแต่งแต้มด้วยต้นเมเปิลและต้นแปะก๊วยที่เปลี่ยนเป็นสีเหลือง ส้ม และแดง สร้างบรรยากาศที่งดงาม เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเที่ยวชมสถาปัตยกรรม ประวัติศาสตร์ และใบไม้เปลี่ยนสี
6. ดาไซฟุ (Dazaifu)
ดาไซฟุ (Dazaifu) เมืองประวัติศาสตร์ในจังหวัดฟุกุโอกะ ที่มีชื่อเสียงจากศาลเจ้าดาไซฟุเท็นมังกู (Dazaifu Tenmangu) ศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์ที่อุทิศให้กับเทพเจ้าแห่งการศึกษา โดยในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ต้นเมเปิลภายในบริเวณศาลเจ้าและสวนโดยรอบจะค่อย ๆ เปลี่ยนสีอย่างสวยงาม นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิม แวะพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติคิวชู (Kyushu National Museum) หรือเลือกพักผ่อนที่ร้านคาเฟ่และร้านขนมบนถนนสายหลักก่อนเข้าสู่ศาลเจ้าได้อย่างเพลิดเพลิน
7. คิริชิมะ (Kirishima)
คิริชิมะ (Kirishima) อุทยานแห่งชาติที่ครอบคลุมพื้นที่ภูเขาไฟหลายลูกในจังหวัดคาโกชิมะและมิยาซากิ โดดเด่นด้วยเส้นทางเดินป่า ทะเลสาบปล่องภูเขาไฟ และเมืองออนเซ็นที่แทรกตัวอยู่ท่ามกลางผืนป่า เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วง ป่าเมเปิลและต้นไม้บนไหล่เขาจะค่อย ๆ เปลี่ยนสี สร้างทัศนียภาพที่สวยงาม นักท่องเที่ยวยังสามารถแวะสักการะ ศาลเจ้าคิริชิมะ (Kirishima Jingu) และพักผ่อนในเมืองออนเซ็นใกล้เคียง เพื่อสัมผัสทั้งธรรมชาติและวัฒนธรรมของคิวชูได้
คิวชูเหมาะกับทริปครอบครัวไหม?
คิวชูเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่เหมาะสำหรับการเดินทางแบบครอบครัว เนื่องจากอากาศในช่วงฤดูใบไม้ร่วงไม่หนาวจัด การเดินทางระหว่างเมืองค่อนข้างสะดวกด้วยรถไฟ JR Kyushu และรถบัส อีกทั้งยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่เหมาะกับทุกวัย ทั้งออนเซ็น สวนธรรมชาติ สวนสัตว์ พิพิธภัณฑ์ และเมืองประวัติศาสตร์
ทั้งนี้ หากต้องการเที่ยวหลายจังหวัดภายในทริปเดียว การเช่ารถจะช่วยให้เดินทางไปยังหุบเขา อุทยานแห่งชาติ และเมืองออนเซ็นได้สะดวกยิ่งขึ้น แต่หากวางแผนเที่ยวเฉพาะฟุกุโอกะ ยูฟุอิน และเบปปุ ก็สามารถเดินทางด้วยรถไฟและรถบัสสาธารณะได้อย่างสะดวกเช่นกัน
เที่ยวชมใบไม้เปลี่ยนสีในแต่ละภูมิภาคญี่ปุ่น เหมาะกับใคร?
เตรียมตัวเที่ยวญี่ปุ่นใบไม้เปลี่ยนสี 2026 ต้องรู้อะไรบ้าง?
สำหรับการเตรียมตัวเที่ยวญี่ปุ่นในช่วงฤดูกาลใบไม้เปลี่ยนสี มีดังนี้
ไปญี่ปุ่นช่วงใบไม้เปลี่ยนสีควรแต่งตัวอย่างไร?
ด้วยสภาพอากาศที่หนาวเย็น การสวมเสื้อผ้าแขนยาวและขายาวจะช่วยให้ร่างกายอบอุ่น และเที่ยวชมความงดงามของใบไม้เปลี่ยนสีได้อย่างไร้อุปสรรคด้านสภาพอากาศ
- เสื้อแขนยาว
- แจ็กเก็ตบาง
- เสื้อกันลม
- ผ้าพันคอ
- รองเท้าสำหรับเดิน
- เสื้อกันหนาวเพิ่มเติม สำหรับผู้ที่ต้องการชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ฮอกไกโดหรือพื้นที่ภูเขา
จองที่พักช่วงใบไม้เปลี่ยนสีต้องจองล่วงหน้ากี่เดือน?
แนะนำให้จองล่วงหน้าประมาณ 3 - 6 เดือน โดยเฉพาะกับเมืองท่องเที่ยวยอดนิยม เช่น
- โตเกียว
- เกียวโต
- โอซาก้า
- ฮาโกเนะ
- ยูฟุอิน
- เมืองออนเซ็นยอดนิยมต่าง ๆ
บัตรเครดิต KTC JCB เป็นตัวช่วยเที่ยวใบไม้เปลี่ยนสีที่ญี่ปุ่นอย่างไรบ้าง?
การเที่ยวญี่ปุ่นในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี นอกจากการวางแผนเส้นทาง การจองที่พักล่วงหน้า และการเตรียมตัวรับมือกับสภาพอากาศหนาวเย็นแล้ว การเลือกบัตรเครดิตที่เหมาะกับการใช้จ่ายในประเทศญี่ปุ่นก็เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยให้การเดินทางตลอดทั้งทริปมีความสะดวกสบายและคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะบัตรเครดิต KTC JCB ที่มอบสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ที่เดินทางไปญี่ปุ่น ทั้งส่วนลดร้านค้า ร้านอาหาร ห้องรับรองสนามบิน และสิทธิประโยชน์ด้านการเดินทางที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวได้อย่างครบครัน
บัตรเครดิต KTC JCB ULTIMATE
หากมีแผนเดินทางไปญี่ปุ่นหรือท่องเที่ยวต่างประเทศบ่อย บัตรเครดิต KTC JCB ULTIMATE เป็นตัวเลือกบัตรเครดิตที่มาพร้อมสิทธิประโยชน์ระดับพรีเมี่ยม ไม่ว่าจะเป็นโปรโมชั่นและส่วนลดจากร้านค้า ร้านอาหาร และสถานที่ท่องเที่ยวในประเทศญี่ปุ่น รวมถึงรับคะแนน KTC FOREVER x2 แบบไม่จำกัดยอดรับคะแนนสำหรับทุกยอดใช้จ่ายสกุลเงินต่างประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 69 - 31 ธ.ค. 69 รวมถึงยังได้รับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ อีกมากมาย เช่น
- Miracle Lounge (สนามบินสุวรรณภูมิ) โดยสามารถเข้าใช้บริการได้ 2 ครั้ง/ปี/บัตรฯ (เฉพาะบัตรหลัก) เมื่อแสดงบัตรคู่กับบัตรโดยสารระหว่างประเทศของสายการบินไทย ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 69 - 31 ธ.ค. 69 ครอบคลุมพื้นที่ Concourse A (Level 3), Concourse A1 (Level 3), Concourse C (Level 3), Concourse D (Level 3), Concourse F (Level 3), Concourse G (Level 3), Concourse G (Level 4) และ SAT-1 terminal
- บริการห้องรับรองในสนามบินญี่ปุ่นและฮาวาย โดยสามารถเข้าใช้บริการห้องรับรองผ่านเครือข่าย JCB สูงสุด 8 ครั้ง/ปี ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 69 - 31 มี.ค. 70 โดยเงื่อนไขอื่น ๆ เป็นไปตามกำหนด
- LoungeKey™ ห้องรับรองในสนามบินต่างประเทศอื่น ๆ โดยสามารถเข้าใช้บริการห้องรับรองในสนามบินประเทศจีน, ไต้หวัน, เกาหลี, สิงคโปร์, มาเลเซีย, เวียดนาม, เยอรมนี และสหราชอาณาจักร ได้สูงสุด 8 ครั้ง/ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 69 - 31 ธ.ค. 69
- ได้รับสิทธิ์ใช้บริการ JCB Plaza Lounge และบริการเลขาส่วนตัวทั่วโลกเมื่อเดินทางไปต่างประเทศ ยกเว้น JCB Plaza Lounge Bangkok
- รับสิทธิพิเศษและส่วนลดมากมาย ครอบคลุมร้านอาหาร ช้อปปิ้ง และสถานที่ท่องเที่ยวในญี่ปุ่น
บัตรเครดิต KTC JCB PLATINUM
สำหรับผู้ที่มีแผนเดินทางไปญี่ปุ่นเป็นครั้งคราว บัตรเครดิต KTC JCB PLATINUM ก็เป็นอีกทางเลือกที่ตอบโจทย์ ด้วยสิทธิพิเศษและส่วนลดจากร้านค้า ร้านอาหาร และแหล่งท่องเที่ยวในประเทศญี่ปุ่น พร้อมรับคะแนน KTC FOREVER x2 แบบไม่จำกัดยอดรับคะแนน สำหรับทุกยอดใช้จ่ายที่ประเทศญี่ปุ่น (ยกเว้นยอดใช้จ่ายสกุลเงินบาท) ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 69 - 31 ธ.ค. 69 รวมถึงยังได้รับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ อีกมากมาย เช่น
- บริการห้องรับรองในสนามบินญี่ปุ่นและฮาวาย โดยสามารถเข้าใช้บริการห้องรับรองผ่านเครือข่าย JCB สูงสุด 6 ครั้ง/ปี ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 69 - 31 มี.ค. 70 โดยเงื่อนไขอื่น ๆ เป็นไปตามกำหนด
- LoungeKey™ ห้องรับรองในสนามบินต่างประเทศอื่น ๆ โดยสามารถเข้าใช้บริการห้องรับรองในสนามบินประเทศจีน, ไต้หวัน, เกาหลี, สิงคโปร์, มาเลเซีย, เวียดนาม, เยอรมนี และสหราชอาณาจักร ได้สูงสุด 8 ครั้ง/ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 69 - 31 ธ.ค. 69
- ได้รับสิทธิ์ใช้บริการ JCB Plaza Lounge และบริการเลขาส่วนตัวทั่วโลกเมื่อเดินทางไปต่างประเทศ ยกเว้น JCB Plaza Lounge Bangkok
- รับสิทธิพิเศษและส่วนลดมากมาย ครอบคลุมร้านอาหาร ช้อปปิ้ง และสถานที่ท่องเที่ยวในญี่ปุ่น
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเที่ยวญี่ปุ่นชมใบไม้เปลี่ยนสี 2026 (FAQ)
Q : ญี่ปุ่นใบไม้เปลี่ยนสีเดือนไหนสวยที่สุด?
A : โดยรวมคือช่วงปลายเดือนตุลาคมถึงปลายเดือนพฤศจิกายน แต่ขึ้นอยู่กับภูมิภาคที่จะเดินทางท่องเที่ยวด้วย
Q : ฮอกไกโดใบไม้เปลี่ยนสีเร็วกว่าโตเกียวกี่เดือน?
A : ประมาณ 1 - 2 เดือน โดยฮอกไกโดใบไม้จะเริ่มปลี่ยนสีเริ่มปลายเดือนกันยายน
Q : เที่ยวเกียวโตใบไม้เปลี่ยนสีช่วงไหนสวยที่สุด?
A : โดยเฉลี่ยอยู่ในช่วงปลายพฤศจิกายนถึงต้นธันวาคม
Q : เที่ยวชมใบไม้เปลี่ยนสีต้องเช่ารถไหม?
A : ไม่จำเป็นสำหรับการเที่ยวชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ภูมิภาคคันโตและภูมิภาคคันไซ แต่สำหรับภูมิภาคโทโฮคุ ภูมิภาคฮอกไกโด และบางพื้นที่ในภูมิภาคคิวชู หากเช่ารถจะเดินทางได้สะดวกกว่า
“ฤดูใบไม้เปลี่ยนสี” ถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่สวยที่สุดของการท่องเที่ยวญี่ปุ่น ซึ่งในแต่ละภูมิภาคก็จะมีเสน่ห์และช่วงเวลาชมใบไม้แดงที่แตกต่างกันไป ตั้งแต่ภูมิภาคฮอกไกโดที่ใบไม้เริ่มเปลี่ยนสี ไปจนถึงภูมิภาคคิวชูที่สามารถเที่ยวชมความงดงามได้ถึงช่วงปลายปี ดังนั้นการเลือกช่วงเวลาให้เหมาะสมกับจุดหมายปลายทาง พร้อมติดตามพยากรณ์ใบไม้เปลี่ยนสีเสมอ ก่อนเดินทางท่องเที่ยว จะช่วยให้มีโอกาสสัมผัสกับทิวทัศน์ที่งดงามได้อย่างเต็มที่
นอกจากการวางแผนเส้นทาง ที่พัก และการเดินทางแล้ว การเตรียมตัวด้านการใช้จ่ายก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะตลอดทริปอาจมีทั้งค่าโรงแรม ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ช้อปปิ้ง และกิจกรรมต่าง ๆ การเลือกใช้บัตรเครดิตที่มาพร้อมสิทธิประโยชน์สำหรับการเที่ยวญี่ปุ่น เช่น ส่วนลดจากร้านค้าและร้านอาหาร การได้รับสิทธิ์เข้าใช้ห้องรับรองสนามบิน การได้รับคะแนนสะสมจากการใช้จ่าย และความคุ้มครองประกันการเดินทาง จะช่วยให้ทุกการใช้จ่ายสะดวก คุ้มค่า และอุ่นใจมากยิ่งขึ้น
หากกำลังวางแผนออกเดินทางไปชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ญี่ปุ่นในปี 2026 บัตรเครดิต KTC JCB ULTIMATE และ บัตรเครดิต KTC JCB PLATINUM เป็นอีกตัวช่วยที่ช่วยเพิ่มความคุ้มค่าในทุกช่วงของการเดินทาง ตั้งแต่ก่อนออกเดินทาง ระหว่างท่องเที่ยว ไปจนถึงการใช้จ่ายตลอดทริป เพื่อให้การชมใบไม้เปลี่ยนสีครั้งนี้เป็นทั้งประสบการณ์ที่น่าประทับใจและคุ้มค่ามากที่สุด สนใจ สมัครบัตรเครดิต KTC ออนไลน์ได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่มีค่าธรรมเนียมแรกเข้า พร้อมรับความคุ้มค่าในทุกการใช้จ่ายกับคะแนน KTC FOREVER ที่สะสมได้ไม่จำกัดและไม่มีวันหมดอายุ
เที่ยวญี่ปุ่นสุดคุ้มพร้อมรับสิทธิประโยชน์มากมาย กับบัตรเครดิต KTC























































